วันที่ อาทิตย์ มกราคม 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไพศาลยก 6 เหตุผลที่ดินพ่อประยุทธ์ ล้มนายกฯบิ๊กตู่ไม่ได้


สวัสดีครับ

         ก่อนที่สภาจะเปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอยู่นี้ พรรคร่วมรัฐบาลก็ยังอยู่นิ่งๆ ไม่แตกพล่านเป็นแมลงสาบแตกรังแต่อย่างไร

โดยถ้าสื่อตั้งคำถามเรื่องใดก็ตอบ ว่ากันไปตามเนื้อผ้าเท่านั้นเอง หากยังรักษามาดนี้กันเอาไว้ได้อย่างนี้ก็น่าจะดีทีเดียว

         อย่างไรก็ตาม น่าสังเกตที่พรรคปชป. เงียบจนสังเกตได้ทีเดียว

 

 

ได้เวลาตั้งปณิธานเพื่อประเทศชาติ

    
 
 

สำหรับคนหลายๆ คน ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ พวกเขามักจะทบทวนการใช้ชีวิตในช่วงปีที่ผ่านมา แล้วถามตัวเองว่ามีสิ่งใดที่ผิดพลาดพลั้งไป และสมควรที่จะมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ชีวิตในปีใหม่นี้ดีกว่าปีที่ผ่านมา การกระทำดังกล่าวนั้นเรียกว่าเป็นการตั้งปณิธานในวาระที่เราก้าวสู่ปีใหม่ ที่เราไม่ควรจะปล่อยให้สิ่งเลวร้าย หรือสิ่งที่ไม่ดีงามทั้งหลายติดตามเรามาเมื่อถึงเวลาของศักราชใหม่ ดังนั้นจึงอยากจะชวนพวกเราทุกคนคิดทบทวนชีวิตในช่วงปีที่ผ่านมา แล้วพิจารณาด้วยความซื่อสัตย์ต่อตนเองว่า ในปี 2562 ที่ผ่านไปแล้วนั้น มีการกระทำอันใดของเราที่ไม่เหมาะสม และเราไม่ควรที่จะทำอีก แล้วตั้งปณิธานว่าเราจะพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเราเพื่อให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา โดยให้เราพิจารณาตัวเราในหลายๆ บทบาท เพื่อจะได้วิเคราะห์ว่าในแต่ละบทบาทของเรานั้น เราทำดีพอแล้วหรือยัง มีเรื่องอะไรที่เราควรตั้งปณิธานที่จะเปลี่ยนแปลงบ้าง

สำหรับคนบางคนที่ไม่ให้ความสำคัญกับวันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวันปีใหม่ วันเกิดตนเอง วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา วันวาเลนไทน์ ก็อาจจะพูดว่า ก็แค่มีการเปลี่ยนศักราชเท่านั้น ไม่เห็นมีอะไรที่สำคัญ ชีวิตก็ดำเนินต่อไปตราบที่ยังมีลมหายใจอยู่ ก็จะไม่มีปณิธานอะไร แต่คนเราควรมีเวลาที่จะทบทวนการใช้ชีวิตของตนบ้าง และการเลือกใช้วันสำคัญๆ ในการทบทวนตัวเองได้ก็น่าจะดี

·       เมื่อถึงปีใหม่ก็ควรทบทวนชีวิตในช่วงปีที่ผ่านมา เพื่อที่จะได้เรียนรู้ความผิดพลาดของตนเอง บทเรียนที่ควรจะจดจำ เพื่อจะได้ตั้งปณิธานที่จะปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นในปีใหม่นี้

·       วันวาเลนไทน์ก็เป็นวันที่เราควรจะได้ทบทวนเรื่องความรัก ว่าเรารักใคร และได้มีการกระทำที่แสดงว่าเรารักเขาเพียงพอแล้วหรือยัง และมีใครรักเราบ้าง และเราได้มีพฤติกรรมสมกับความรักที่คนอื่นเขามอบให้กับเราแล้วหรือยัง อย่าลืมว่าคนเรานั้นจะต้องรักคนอื่นเป็น และจะต้องทำตัวให้คนอื่นเขารักเราลงด้วย

·       วันตรุษจีน เป็นวันที่คนไทยเชื้อสายจีนจะต้องแสดงความกตัญญูต่อบรรพชน ดังนั้นจึงเป็นเวลาที่เราจะต้องทบทวนว่าเราเป็นคนมีความกตัญญูต่อบรรพชนหรือไม่

·       วันสงกรานต์เป็นวันครอบครัว เป็นวันที่ลูกหลานจะกลับไปรดน้ำดำหัวญาติผู้ใหญ่ เป็นวันที่เราต้องเตือนใจเราว่าเราได้รักเคารพดูแลญาติผู้ใหญ่เราดีพอหรือไม่

·       วันแม่ก็คือวันที่เราจะต้องทบทวนพฤติกรรมของเราที่มีต่อแม่ผู้มีพระคุณ เป็นเวลาที่เราจะต้องทำอะไรเพื่อตอบแทนบุญคุณแม่ เรื่องการตอบแทนบุญคุณแม่นั้น ต้องรีบทำเมื่อเรามีโอกาสที่จะทำได้ อย่ารอเวลาว่าจะต้องเป็นเมื่อนั้นเมื่อนี้ เพราะถ้าหากมัวแต่รอไปรอมา เราอาจจะเสียใจที่ไม่มีโอกาสจะได้ทดแทนบุญคุณแม่

·       วันลอยกระทงอย่าคิดแต่เรื่องสนุกที่จะไปลอยกระทง แต่ควรคิดถึงพระคุณของแม่พระคงคา แล้วถามตัวเราเองด้วยว่า เรามีพฤติกรรมอะไรที่จะช่วยอนุรักษ์น้ำเอาไว้ใช้นานๆ และถามตัวเราเองด้วยว่าเรามีพฤติกรรมที่ทำร้ายแม่พระคงคาบ้างหรือไม่ ต้องใช้ชีวิตที่เห็นความสำคัญของความยั่งยืน

·       วันพ่อ ก็ต้องทบทวนว่าเรามีความกตัญญูรู้คุณพ่อแค่ไหน เราได้ทำอะไรที่เป็นการตอบแทนบุญคุณของพ่อแล้วหรือยัง และการตอบแทนบุญคุณพ่อนั้น หากมีโอกาสก็ควรจะรีบทำเช่นเดียวกับที่เราจะต้องตอบแทนบุญคุณแม่ เพราะหากมัวรีรอ เราก็อาจจะต้องเสียใจ เพราะไม่มีโอกาสที่จะได้ตอบแทนบุญคุณพ่อ

·       วันเกิดของเรา นอกจากจะฉลองวันเกิด ดีใจที่เราได้มีชีวิตรอดมาได้อีกหนึ่งปี แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าใครให้ชีวิตเรา และจะต้องรำลึกถึงพระคุณของผู้ให้ชีวิต

เมื่อถึงวันปีใหม่ การทบทวนของเราอาจจะต้องไปไกลกว่าตัวเราและคนใกล้ชิด จะต้องมองไปไกลถึงสังคม พิจารณาทบทวนตัวเราในบทบาทต่างๆ เราทำหน้าที่ตามอาชีพของเราได้ดีเพียงใด เราทำหน้าที่ของเราในฐานะเป็นเพื่อนมนุษย์กับคนอื่นได้ดีเพียงใด ที่สำคัญก็คือเราทำหน้าที่ของการเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติได้ดีเพียงใด เกิดเป็นคนไทยต้องกตัญญูต่อแผ่นดิน และเพื่อให้เราได้แสดงความกตัญญูต่อแผ่นดิน เราควรตอบแทนบุญคุณของแผ่นดินด้วยการเป็นพลเมืองที่ดีของแผ่นดิน ดังนั้นปีใหม่นี้มาตั้งปณิธานกันเถิดว่าเราจะทำดีเพื่อประเทศชาติกันอย่างไรบ้าง และเพื่อให้เราจริงจังกับการทำดีต่อแผ่นดิน อยากจะเชิญชวนให้ตั้งเป็นปณิธานปีใหม่ว่าท่านจะปรับปรุงตัวเองเพื่อชาติเพื่อแผ่นดินอย่างบ้าง ประเทศชาติเราเผชิญกับปัญหาของความแตกแยกชิงชังกันมานานกว่าทศวรรษแล้ว ทั้งนี้เพราะมีคนจำนวนหนึ่งมีพฤติกรรมชังชาติ มีการกระทำที่เป็นการทำลายชาติ เรามาช่วยกันภาวนาให้พวกเขารู้นั้นรู้สำนึก และเปลี่ยนทัศนคติจากการเป็นคนชังชาติ ให้มาเป็นคนรักชาติกันเถอะ อย่าให้เขามีพฤติกรรมใดๆ ที่เป็นการทำให้ประเทศชาติเสียหายเลย

·       ขอให้เราทุกคนจงมีใจภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์

·       ขอให้เราทุกคนเป็นพลเมืองดีของประเทศ

·       ขอพวกเราอย่าดูถูกประเทศไทยของเรา อย่ามองประเทศไทยเป็นกะลาแลนด์

·       ขอให้เราทุกคนภูมิใจในความเป็นไทยและดำรงรักษาวัฒนธรรมไทย

·       ขอให้เราทุกคนสำนึกเสมอว่าเราเป็นหนี้แผ่นดินไทยและจะต้องหาทางตอบแทน

การตั้งปณิธานดังกล่าวข้างต้นคงจะไม่ใช่เรื่องยากเกินไปสำหรับคนไทยทุกคน ถ้าหากเราเองคนเดียวทำแล้ว ไม่มีกำลังใจเข้มแข็งพอที่จะทำตามปณิธานที่ตั้งไว้ แล้วรวมตัวกันเป็นหมู่คณะแล้วประกาศปณิธานหมู่สำหรับพวกเราหลายๆ คนก็ได้ อาจจะเป็นปณิธานของหน่วยงาน ทั้งหน่วยงานราชการและเอกชน หรืออาจจะเป็นปณิธานของสถานศึกษา ทั้งระดับโรงเรียนและระดับมหาวิทยาลัย ที่จะมีอาจารย์เป็นผู้ชี้นำให้นักเรียน นิสิตนักศึกษาเห็นความสำคัญของการตั้งปณิธาน เพื่อการปรับปรุงตัวเองให้เป็นพลเมืองดีของประเทศ มีพฤติกรรมที่ดีงาม ช่วยกันพัฒนาประเทศ ปลูกฝังให้เยาวชนเป็นคนรักชาติ รักแผ่นดิน ไม่ถูกครอบงำโดยคนชังชาติ

เปิดไทม์ไลน์ 12 ขั้นตอน ลุยปลดล็อก‘ใบกระท่อม’

เปิดไทม์ไลน์ 12 ขั้นตอน ลุยปลดล็อก‘ใบกระท่อม’

วันอาทิตย์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2563, 12.33 น.

รมว.ยุติธรรม​ เผย​ 12​ ขั้นตอนเสนอ​กฎหมายปลดล็อกใบกระท่อม เชื่อกลางปีนี้ผ่าน ยันพูดจริงทำจริง โปร่งใส ป​ระชาชนตรวจสอบได้

5 มกราคม 2563 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม(รมว.ยธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องการปลดล็อกใบกระท่อมออกจากยาเสพติด ว่า ขณะนี้เราได้วางแผนงานอย่างเป็นทางการแล้ว มี 12 ขั้นตอน โดยเราเริ่มการยกร่าง พ.ร.บ.​ ยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่... พ.ศ.​ .... ไปแล้ว ตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2563 จากนี้คือการรับฟังความคิดเห็นในเว็บไซต์ 15 วัน และจัดทำคำชี้แจงและวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย และสรุปผลการรับฟังความคิดเห็น และเสนอต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.)

จากนั้นตนจะเสนอเข้าไปยังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งน่าจะเสนอได้ภายในเดือนมกราคมนี้ และหากผ่านที่ประชุม ครม. จะส่งต่อไปยังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อตั้งกรรมาธิการพิจารณาและให้ความเห็นชอบออกเป็นกฎหมาย คาดว่าภายในกลางปีนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวจะเสร็จสมบูรณ์ตามขั้นตอนกฎหมายและสามารถบังคับใช้ได้

“กระทรวงยุติธรรมพยายามใช้เวลาเป็นเครื่องกำหนดความสำเร็จ ผมเคยยืนยันไว้ตั้งแต่ครั้งแรกว่าไม่มีมวยล้มต้นคนดูในเรื่องนี้อย่างแน่นอน ผมเป็นคนที่พูดจริงทำจริง ประชาชนสามารถตรวจสอบการทำงานของผมและกระทรวงยุติธรรมได้เลย เรามีกำหนดเวลาที่แน่นอนในการทำงานแต่ละเรื่อง เพราะไม่อยากให้ผู้คนเฝ้ารอแบบไม่มีกำหนด ซึ่งงานแต่ละด้านของกระทรวงที่ผมได้มอบไปแล้วนั้น จะเห็นเป็นรูปธรรมได้อย่างแน่นอน ขอให้ทุกคนได้ติดตาม” นายสมศักดิ์ กล่าว

 

'ไพศาล'ยก 6 เหตุผลตบหน้าเพื่อไทย ยันที่ดินพ่อประยุทธ์ ล้มนายกฯบิ๊กตู่ไม่ได้

    
 

5 ม.ค. 63 - นายไพศาล พืชมงคล อดีตที่ปรึกษาพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ  โพสต์เฟซบุ๊กโดยมีเนื้อหาดังนี้

เรื่องขายที่ดินของบิดาพลอ.ประยุทธ์ให้บริษัทคุณเจริญ600ล้านบาทนั้น ล้มลุงตู่ไม่ได้

1.เป็นที่ดินของบิดา ไม่ใช่ของลุงๆไม่ใช่ผู้ขาย

2. เป็นการซื้อขายในปี2556ก่อนลุงยึดอำนาจ ยังไม่เป็นนายก ไม่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน

3.ราคาที่ดินที่ขายย่อมสูงกว่าราคาประเมินเป็นปกติอยู่แล้ว ถ้าคิดโกง สามารถจดทะเบียนขายเท่าราคาประเมินก็ได้ การแสดงราคาขายมากกว่าราคาประเมินจึงถูกต้องแล้ว

4.ราคาซื้อขายเท่าใดย่อมขึ้นอยู่กับการตกลงโดยเฉพาะการคิดคำนวณการลงทุนของผู้ซื้อ มากรายราคาซื้อขายสูงกว่าราคาประเมินนับพันเท่า เพราะราคาประเมินเป็นมูลค่าต่ำสุดเพื่อเก็บภาษี หากตั้งสูงประชาชนย่อมเดือดร้อน

5.บริษัทคุณเจริญซื้อที่ดินแล้วจะพัฒนาเมื่อใด จะมีรายได้อย่างไรเป็นวิธีการลงทุนของคุณเจริญ ไม่เกี่ยวกับลุงแก

6.ตอนซื้อขายไม่มีใครรู้ว่าลุงแกจะเป็นนายก เพราะตอนนั้นคุณยิ่งลักษณ์มีอำนาจมาก

ผมไม่ชอบใจเรื่องกัญชา แต่เรื่องนี้ก็ด่าลุงแกไม่ได้

.................................................

พบสาเหตุผู้ต้องขังเสียชีวิต 'ราชทัณฑ์'เผยพบโรคไทรอยด์เป็นพิษระบาดเรือนจำพิษณุโลก

    
 

เมื่อวันที่ 5 ม.ค. พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยถึงกรณีมีผู้ต้องขังป่วยเสียชีวิตในห้วงปีใหม่ไล่เลี่ยกันถึง 4 ราย ที่เรือนจำจังหวัดพิษณุโลก กรมราชทัณฑ์เร่งส่งผู้อำนวยการกองบริการทางการแพทย์ลงพื้นที่ โดยได้รับความช่วยเหลือจากผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เข้าตรวจสอบสาเหตุที่โรงพยาบาลวังทอง จังหวัดพิษณุโลกว่า หลังเกิดเหตุกรมราชทัณฑ์ได้ประสานกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และทกหน่วยที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบสาเหตุที่โรงพยาบาลวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ได้ข้อสรุปเบื้องต้น น่าจะเกิดจากการกระบาดของโรคไทรอยด์เป็นพิษ จากข้อมูลผู้ต้องขังที่เสียชีวิตทั้ง 4 ราย เป็นผู้ต้องขังชายทั้งหมด มี 2 รายที่สันนิษฐานว่าเสียชีวิตจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ และเส้นเลือดหัวใจตีบ ขณะที่อีก 2 รายอยู่ระหว่างรอผลการชันสูตร สาเหตุของการระบาด น่าจะเกิดจากแหล่งโรคร่วม ซึ่งอาจเกิดจากอาหารที่ปนเปื้อนฮอร์โมนไทรอยด์ เช่น เนื้อหมู หรือเนื้อไก่ ซึ่งอยู่ระหว่างการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ

"นอกจากนี้ยังมีผู้ต้องขังชายอีก 25 ราย เข้ารับรักษาของผู้ต้องขังในโรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก และโรงพยาบาลวังทองด้วย มี 5 ราย ที่มีอาการแขนหรือขาอ่อนแรง ร่วมกับมีอาการชา ปวดกล้ามเนื้อและเหนื่อยง่าย ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้น พบว่าผู้ป่วยมีระดับฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ ต่ำกว่าปกติ และระดับฮอร์โมนไทรอยด์อิสระสูงกว่าปกติ ส่วนผู้ต้องขังรูป่วยอีก 20 ราย เป็นผู้ป่วยที่มีอาการกล้ามเนื้อแขนขาอ่อนแรงและชีพจรเต้นเร็ว อยู่ระหว่างรอผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ" อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าว

พ.ต.อ.ณรัชต์ เผยต่อว่า ขณะนี้มีการเฝ้าระวังอาการของผู้ต้องขังอย่างใกล้ชิด โดยการเจาะระดับฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ เพื่อเป็นมาตรการป้องกันการเสียชีวิต พร้อมวางมาตรการควบคุมป้องกันโรคร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก ในการจัดหน่วยแพทย์เข้าคัดกรอง เฝ้าระวังผู้ที่มีอาการสงสัยไทรอยด์เป็นพิษอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนวางมาตรการป้องกันด้วยการจัดการปัจจัยเสี่ยง

"ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ตรวจสอบสภาพแวดล้อมและสุขาภิบาลอาหารของเรือนจำจังหวัดพิษณุโลก พบว่าโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ สะอาด มีการแบ่งโซนการเตรียมอาหารสดและผัก รวมทั้งการจัดเก็บอาหารแห้งและอาหารแช่แข็งเป็นสัดส่วน รวมทั้งตรวจสอบเนื้อหมูและเนื้อไก่ พบบางส่วนเป็นเนื้อหมูแช่แข็งก้อนใหญ่ และเนื้อไก่แช่แข็งบรรจุในถุง ไม่สามารถแยกได้ว่าเป็นส่วนใด เบื้องต้นให้ทางเรือนจำ ประสานผู้ประกอบการในการจัดหาวัตถุดิบที่มั่นใจได้ว่าไม่มีการปนเปื้อน ต่อมไทรอยด์ และเป็นก้อนเนื้อที่ระบุชิ้นส่วนได้ และให้มีการตรวจสอบอย่างเคร่งครัดต่อไป" พ.ต.อ.ณรัชต์ กล่าว 

เรื่องพ่อจบไปแล้ว! ‘บิ๊กตู่’พร้อมตอบฝ่ายค้าน/‘ธนกร’ซัด‘เป็ดเหลิม’นิสัยเดิมขี้โมโห

    
 

  "บิ๊กตู่" ไม่หวั่นฝ่ายค้านจ่อซักฟอกไปถึงพ่อ  สามารถชี้แจงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และมันจบไปนานแล้ว ไม่ได้เกี่ยวกับการทำงานในช่วง 5 เดือน "ธนกร" ลบเหลี่ยม "เหลิม" ไม่ทิ้งนิสัยเดิม ขี้โมโห ใส่ร้ายรัฐบาลอยู่เรื่อยๆ ยันรัฐบาลไม่เกเร ไม่เคยข่มขู่ทำร้ายใครเหมือนรัฐบาลในอดีตที่ "เฉลิม" คุ้นเคย ทะแม่ง! เพื่อไทยตั้งวงอีกทีม "อนุดิษฐ์" เรียก ส.ส.ที่ร่วมอภิปรายประชุมทัพไลน์ขุนศึกฝั่งธนฯ   

    เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2563 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายค้านเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยจะพุ่งเป้าไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นพิเศษ ซึ่งมีรายงานข่าวว่าจะมีการหยิบยกเรื่องการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน และปมซื้อขายที่ดินของ พ.อ.ประพัฒน์ จันทร์โอชา ขึ้นมาอภิปรายด้วยว่า รัฐบาลนี้เพิ่งทำงานได้ 5 เดือน ประเด็นดังกล่าวไม่ได้เกิดในช่วงเวลานี้ จึงไม่ใช่ประเด็นที่จะนำมาอภิปรายได้ ตอนนี้ต้องมาดูกันที่เรื่องการทำงานในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา ว่ารัฐมนตรี 5 คนที่มีชื่อว่าจะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจทำอะไร ที่จะไม่ไว้วางใจเขาได้
    นางนฤมลกล่าวอีกว่า นายกฯ ไม่ได้แสดงความกังวลใจใดๆ ในเรื่องนี้ และเมื่อวันที่ 3 ม.ค.ที่ผ่านมา นายกฯ คุยกับตนให้เตรียมความพร้อมเรื่องของข้อมูลเป็นหลัก และให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมข้อมูลช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา เตรียมสิ่งที่ฝ่ายค้านเปิดออกมาว่าจะอภิปรายในประเด็นใดบ้าง หรือประเด็นที่คาดว่าเขาจะหยิบยกขึ้นมา ก็ให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมข้อมูลให้พร้อมสำหรับ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล และ ครม.ที่เกี่ยวข้องที่จะช่วยชี้แจงได้ 
    "ประเด็นที่ดินที่เชื่อมโยงกับคุณพ่อท่านนายกฯ นายกฯ ไม่ได้พูดถึง และไม่ได้สั่งให้เตรียมข้อมูลในเรื่องนี้ เพราะไม่มีอะไรที่ต้องกังวล เรื่องนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวโยงอะไรเลย สามารถชี้แจงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และมันจบไปนานแล้ว ไม่ได้เกี่ยวกับการทำงานในช่วง 5 เดือน หากจะต้องมีการชี้แจงเรื่องดังกล่าวท่านก็อาจจะชี้แจงเพียงสั้นๆ หรืออาจให้ใครชี้แจงแทน" โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว 
    ด้านนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า เรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านนั้นเป็นกลไกปกติของระบบรัฐสภาที่สามารถทำได้ ซึ่งเราต้องรอดูว่าจะยื่นอภิปรายรัฐมนตรีท่านใดบ้าง หรือจะอภิปรายทั้งรัฐบาล ในส่วนของรัฐบาลพร้อมจะชี้แจง ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการที่จะดำเนินการตามขั้นตอนรัฐสภา หากมีการยื่นญัตติดังกล่าว
    เมื่อถามว่า จะถือว่าเร็วไปหรือไม่ เพราะรัฐบาลเพิ่งทำงานได้ 4-5 เดือนเท่านั้น รมว.พลังงานตอบว่า อันนี้อยู่ที่มุมมอง เพราะเป็นสิ่งที่ทำได้ภายใต้รัฐธรรมนูญ
    ถามว่า พรรคพลังประชารัฐจำเป็นต้องตั้งองครักษ์พิทักษ์นายกฯ หรือไม่ นายสนธิรัตน์เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์จะสามารถตอบชี้แจงในข้อที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายได้ ส่วนกลไกในสภาก็ว่ากันไป คงดำเนินไปตามปกติ
    ซักว่ามีโหรทำนายว่าการเมืองปีนี้จะต่อสู้กันหนักจนเข้าขั้นวิกฤติ ปัจจัยหลายๆ อย่างในปีนี้ จะนำไปสู้ขั้นนั้นหรือไม่ นายสนธิรัตน์บอกว่า อยู่ที่ความมั่นคงของพรรคร่วมรัฐบาล การที่พรรคร่วมรัฐบาลมีเสถียรภาพมั่นคง ก็จะสามารถนำพารัฐบาลเดินหน้าไปได้ ตนรับฟังทุกฝ่ายที่มีความคิดเห็น และหน้าที่ของรัฐบาลคือจะต้องดำเนินการอย่างไรให้เกิดความมั่นคง และสร้างประโยชน์ให้ประชาชนได้ ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็เป็นเรื่องปกติของการเมือง
"สนธิรัตน์"พร้อมชี้แจง
    "ผมคิดว่ารัฐบาลที่มั่นคง รัฐบาลที่มีศักยภาพ และขับเคลื่อนนโยบายไปสู่ประชาชนนั้นเป็นเป้าหมายหลักที่รัฐบาลต้องทุ่มเท ยืนยันว่าตอนนี้รัฐบาลยังมั่นคงดี ไม่มีปัญหาอะไร" นายสนธิรัตน์ กล่าว
    ถามต่อว่า หากฝ่ายค้านจะหยิบเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลมาอภิปราย รมว.พลังงานตอบว่า พร้อมชี้แจง ปัญหาเศรษฐกิจมีหลายปัจจัย ทั้งจากภายนอกคือเรื่องเศรษฐกิจโลก และจากภายในคือการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี แต่สิ่งที่เรามุ่งมั่นคือการเร่งรัดนโยบายของรัฐบาลแต่ละกระทรวงเพื่อเร่งแก้ปัญหา     
    "ยอมรับว่าการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า มีผลต่อตัวเลขเศรษฐกิจ ซึ่งทุกอย่างมีขั้นตอนและกระบวนการ สิ่งที่เราต้องเตรียมการคือ เมื่อ พ.ร.บ.งบประมาณผ่านรัฐสภา ต้องเร่งรัดการใช้งบประมาณในช่วงเวลาที่เหลือของปี" นายสนธิรัตน์กล่าว
    นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษ พรรคเพื่อไทย เตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่ยังไม่เปิดเผยชื่อ 25 ขุนพลอภิปราย เพราะรัฐบาลนี้เกเร กลัวจะโดนข่มขู่ ทำร้าย ทุบหัวว่า ด้วยความเคารพผู้อาวุโสทางการเมือง แต่ ร.ต.อ.เฉลิมยังไม่ทิ้งนิสัยเดิม ขี้โมโห และใส่ร้ายรัฐบาลอยู่เรื่อยๆ รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลของคนไทยทุกคน ไม่เกเร ไม่เคยข่มขู่ทำร้ายใครเหมือนรัฐบาลในอดีตที่ ร.ต.อ.เฉลิมคุ้นเคย 
    "ผมเชื่อว่าพี่น้องคนไทยทั้งประเทศทราบดีว่ารัฐบาลไหนชอบใช้อำนาจทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม ขนาดองค์กรอิสระต่างๆ ก็ยังถูกแทรกแซง"
     โฆษกพรรคพลังประชารัฐกล่าวว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นตนมั่นใจว่ารัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมที่จะชี้แจงในทุกประเด็น เท่าที่ทราบข้อมูลจากสื่อมวลชนนั้น ก็พอจะทราบอยู่แล้วว่าฝ่ายค้านจะอภิปรายเรื่องอะไรบ้าง เพราะ ร.ต.อ.เฉลิมโหมโรงฉายหนังตัวอย่างมาบ้างแล้ว ซึ่งรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายจะต้องเป็นคนชี้แจง 
    เขาบอกว่า รัฐบาลนี้ทำงานมา 5 เดือน ส่วนตัวมองว่าฝ่ายค้านสมควรที่จะอภิปรายการทำงานในช่วง 5 เดือนของรัฐบาล ไม่ใช่ย้อนไปอภิปรายเรื่องที่ไม่ใช่ในสมัยรัฐบาลนี้ ไม่เช่นนั้นก็คงมีการประท้วงกันไปมา เพราะต่างฝ่ายต่างเอาเรื่องราวในอดีตมาอภิปราย พี่น้องประชาชนจะไม่ได้ประโยชน์ หากมีการทุจริตตรงไหนอย่างไร ฝ่ายค้านก็อภิปรายมา เห็นบอกว่ามีหลักฐานเด็ด ก็จะรอดู 
    "ผมมั่นใจว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์บริหารงานโปร่งใส ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชัน ดังนั้นฝ่ายค้านคงไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ เพราะวันนี้รัฐบาลทำทุกอย่างเพื่อพี่น้องประชาชน มีผลงานมากมาย และประชาชนจะเป็นเกราะป้องกันให้กับรัฐบาล" โฆษกพรรคพลังประชารัฐกล่าว
ไม่ทับเส้น"เหลิม"
    ขณะที่ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า วันจันทร์ที่ 6 ม.ค. ตนในฐานะที่ปรึกษาประธานวิปฝ่ายค้าน และนายทุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน จะประชุมร่วมกับ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่จะทำหน้าที่อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เพื่อทบทวนตรวจสอบข้อมูลที่จะใช้อภิปรายทั้งหมดให้มีความพร้อม ก่อนที่จะสรุปข้อมูลเสนอหัวหน้าพรรคเพื่อไปประชุมร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้านที่เหลือในการเขียนญัตติอภิปรายต่อไป 
    น.อ.อนุดิษฐ์เผยว่า การเตรียมตัวตรงนี้จะเป็นการสนับสนุนข้อมูลในการอภิปราย ไม่ได้เป็นการทำงานซ้ำซ้อนกับคณะกรรมการกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย ที่มี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นประธาน เพราะในส่วนนี้ ร.ต.อ.เฉลิมก็เข้ามาช่วยแนะนำและสนับสนุนการทำงานตรงนี้ด้วย ยืนยันพรรคเพื่อไทยมีความเป็นเอกภาพและทำงานเป็นทีมเพื่อทำหน้าที่ฝ่ายค้านให้ดีที่สุด 
    เมื่อถามว่า จะมีการตัดสินคดียุบพรรคของพรรคอนาคตใหม่ช่วงปลายเดือน ม.ค. จะส่งผลต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านหรือไม่ น.อ.อนุดิษฐ์เชื่อว่าสมาชิกของพรรคอนาคตใหม่ทุกคนคงจะไม่หวั่นไหว และคงจะตั้งใจทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้นและเข้มแข็ง ไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อการทำงานในหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างแน่นอน  
     เลขาธิการพรรคเพื่อไทยยังให้สัมภาษณ์ถึงการกิจกรรมวิ่งไล่ลุง ที่จะมีขึ้นวันที่ 12 ม.ค.ว่า เชื่อว่าการแสดงออกของพี่น้องประชาชนตราบใดที่อยู่ในกรอบของกฎหมายภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ย่อมถือเป็นสิทธิเสรีภาพของคนไทยทุกคนที่จะดำเนินการได้ในฐานะเสรีชน จึงไม่เชื่อว่าการแสดงออกในลักษณะดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยและทำให้เกิดความวุ่นวายแต่อย่างใด และขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองอย่าคุกคามผู้แสดงออกตามสิทธิเสรีภาพและให้การปฏิบัติหน้าที่ต่อผู้เข้าร่วมกิจวิ่งไล่ลุงอย่างเป็นธรรมเหมือนกับผู้ทำกิจกรรมอื่นๆ  
    นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวถึงการเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจในส่วนของพรรคประชาชาติว่า ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรค เป็นผู้รับผิดชอบการเตรียมข้อมูลอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรค เพื่อนำไปหารือร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้านที่เหลือ โดยสิ่งที่พรรคประชาชาติจะเน้นเป็นพิเศษคือเรื่องความล้มเหลวของการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะรัฐบาลใช้งบประมาณในพื้นจำนวนมาก แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ให้ลดลงไปได้ ตรงนี้ถือเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล เพราะตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์เข้ามาเป็นนายกฯ ในครั้งนี้ แม้มาจากการเลือกตั้งก็ไม่ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่กลับเลวร้ายลงด้วยซ้ำ
อภิปรายย้อนหลังถึง คสช.
    นายชำนาญ จันทร์เรือง รองหัวหน้าพรรคและ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เปิดเผยถึงกรณีการเตรียมความพร้อมของพรรคอนาคตใหม่ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า ตอนนี้พรรคยังไม่ได้พูดคุยเรื่องการวางแผนอย่างชัดเจน แค่ปรึกษากันเรื่องประเด็นที่ควรจะนำไปอภิปราย อาทิ การทำงานของกระทรวงมหาดไทย และปัญหาเศรษฐกิจ ส่วน ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่ที่จะขึ้นอภิปรายหลักๆ จะเป็นดาวเด่นในสภาทั้งหลาย ประมาณ 10 คน โดยขั้นตอนต่อไปทาง อนค.จะไปปรึกษากับพรรคร่วมฝ่ายค้านอีกครั้ง เพื่อหาข้อสรุปว่าจะมุ่งเป้าอภิปรายไม่ไว้วางใครบ้าง หรือประเด็นอะไร เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกัน
         อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นตนก็จะอภิปรายในครั้งนี้ด้วย ในประเด็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เรื่องระเบียบค่าใช้จ่าย พ.ศ.2562 ที่เอารัดเอาเปรียบท้องถิ่นโดยการคุมค่าใช้จ่าย
         ส่วนกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์รวมถึงรัฐมนตรีคนอื่นๆ ก็ออกมาแสดงความเห็นว่า ให้อภิปรายในช่วงของรัฐบาลนี้ที่ทำงานมาได้ 5 เดือน อย่าอภิปรายเรื่องในรัฐบาลชุดก่อนที่ย้อนไปถึง 5 ที่แล้ว นายชำนาญกล่าวว่า ตนก็อยากจะถามว่า นายกฯ คนนี้กับนายกฯ ของรัฐบาลชุดที่แล้วเป็นคนเดียวกันหรือไม่ ซึ่งการหลีกเลี่ยงไม่ให้อภิปรายเรื่องที่ย้อนไปเมื่อ 5 ปีที่แล้วก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะรัฐมนตรีบางคนเป็นคนเดียวกับรัฐบาลชุดที่แล้ว และการทำงานก็ส่งผลกระทบมาถึงปัจจุบัน นอกจากนี้อย่าลืมว่าในสมัยรัฐบาลของนายบรรหาร ศิลปอาชา ก็ขุดเรื่องเก่าตั้งแต่รุ่นคุณพ่อของนายบรรหารมาชำแหละด้วยซ้ำไป ส่วนคนที่เพิ่งเข้ามาทำงานในรัฐบาล ฝ่ายค้านก็คงไม่สามารถอภิปรายย้อนหลังได้
        "ตนเชื่อว่าการที่รัฐมนตรีออกมาเตือนฝ่ายค้านไม่ให้อภิปรายย้อนหลังแสดง อาจเพราะกลัว เนื่องจากทุกครั้งที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แม้จะรู้ว่าจะไม่สามารถทำสำเร็จได้ แต่ว่าจะส่งผลกระทบต่อคนที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ บางครั้งข้อมูลบางอย่างก็ชัดเจนจนสามารถทำให้รัฐบาลล้ม ทำให้เกิดการปรับ ครม. หรือเกิดการหักหลังกันเอง ยิ่งในรัฐบาลผสมหลายพรรคการเมืองเช่นนี้ คาดว่าคงมีการแจกกล้วยกันเยอะแน่นอน และจะเกิดการสั่นคลอนในรัฐบาลไม่มากก็น้อย” นายชำนาญกล่าว
    นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการ ‘หัวใจไม่หยุด‘เต้น’’ เผยแพร่ทางแฟนเพจ ‘นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ’ ช่วงหนึ่งว่า "ในทัศนะผม เป็นไปได้สูงนะครับที่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะเกิดขึ้นในปี 2563 ผมหวังใจว่า ขอให้เป็นความเปลี่ยนแปลงในระบบ เป็นความเปลี่ยนแปลงในกติกา ไม่นำมาซึ่งการบาดเจ็บสูญเสียของพี่น้องประชาชนอีก
    พูดอย่างนี้ไม่ใช่ว่ากลัวล่ะครับ เอาไงก็เอากัน แต่ประสบการณ์ของผม สิ่งที่ผมผ่านพบ สิ่งที่ผมแลเห็น ให้บทเรียนผมว่า ผู้มีอำนาจในประเทศนี้ไม่ลังเลนะครับที่จะใช้กำลัง ใช้อาวุธกับประชาชนมือเปล่าๆ ที่ออกมาต่อสู้เรียกร้องเพื่อประชาธิปไตย เพื่อสิทธิเสรีภาพของตัวเอง
    ดังนั้น การยืนหยัดในหลักการที่ถูกต้องและอดทนต่อสู้ตามกระบวนการ น่าจะเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงของสังคมไทยมากที่สุดในเวลาปัจจุบัน"
ดร.เสรียินดีช่วยฝ่ายค้าน
     ส่วน ดร.เสรี วงษ์มณฑา อดีตคณบดีคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า ยินดีที่จะช่วยฝ่ายค้าน ถ้าหากทำสิ่งต่อไปนี้ได้อย่างชัดเจนเป็นความจริงเชิงประจักษ์ 1.ค้านการทำงานของรัฐบาลเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่ค้านเพื่อล้มรัฐบาล 2.ข้อกล่าวหารัฐบาลทุกประเด็นมีหลักฐานที่จับต้องได้ ไม่ใช่ตีกินด้วยคำพูดลอยๆ ไร้หลักฐาน 3.พูดออกมาชัดๆ ว่ารัฐบาลทำไม่ดีเรื่องอะไร ไม่ดีอย่างไร ประเทศชาติและประชาชนเสียหายอย่างไร
    4.สิ่งที่บอกว่ารัฐบาลทำไม่ดีนั้น ถ้าหากตัวเองเข้ามา บริหารจะทำต่างจากรัฐบาลนี้อย่างไร 5.สามารถด่ารัฐบาลได้ โดยให้กระทบเฉพาะรัฐบาลนี้ โดยไม่เป็นการด่าตัวเองแบบขว้างงูไม่พ้นคอ เพราะเคยทำผิดเช่นนั้นมาก่อน โดยเฉพาะเรื่องคอร์รัปชัน เรื่องเผด็จการทางรัฐสภา เป็นต้น 6.กล้าออกมาแสดงความสำนึกว่าเมื่อครั้งที่พวกตนเป็นรัฐบาลนั้น เคยทำผิดอะไรกับประเทศบ้าง และพร้อมที่จะขอโทษประชาชน และสัญญาว่าถ้าได้อำนาจแล้วจะไม่ทำเช่นนั้นอีก
    7.หยุดสร้างวาทกรรมด้วยข้อความที่เป็นเท็จด้วยความจงใจ discredit รัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องการสืบทอดอำนาจ การเป็นเผด็จการ แล้วผูกขาดความเป็นประชาธิปไตยของพวกตนเท่านั้น 8.เหล่าบรรดากระบอกเสียงของพรรคฝ่ายค้าน พูดจาให้เป็นการ "พูด" อย่าให้เป็นการ "เห่า" ที่แสดงความขี้เท่อ ความไม่รู้ แล้วสักแต่จะพูด เพราะมีหน้าที่จะต้องพูด ทำการบ้านก่อนวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลให้เราสามารถยกย่องความรู้ได้
    ทำได้ไหม ถ้าทำได้สัญญาว่าจะช่วยสนับสนุนฝ่ายค้านเต็มที่  ถ้าทำไม่ได้ ก็ขอยืนคนละข้างไปก่อนนะคะ ลองพิจารณาดู คิดว่าคนไทยจำนวนมากอยากเห็นฝ่ายค้านทำงานอย่างมีคุณภาพในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล
    ขณะที่นายอนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์ และแกนนำเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) ให้สัมภาษณ์ว่า ในตอนนี้กระแสความไม่พอใจที่มีต่อรัฐบาลค่อนข้างทวีมากขึ้น สังเกตได้จากกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ นัดชุมนุม ที่คิดว่าไม่น่ามีคนเยอะ แต่สุดท้ายก็มีคนมากทีเดียว เกินกว่าที่ประเมินไว้ 
    กรณีที่ 2 กิจกรรมวิ่งไล่ลุง ถึงแม้ไม่ได้มีลักษณะเป็นทางการ แต่จากคนที่ร่วมลงทะเบียนซึ่งมีจำนวนมาก ชี้ให้เห็นถึงความไม่พอใจของคนในสังคม ซึ่งถือว่าเป็นจังหวะที่คล้ายกับทางพรรคฝ่ายค้านเล็งเห็นถึงหลายกรณีของสังคมที่มีข้อกังขา หรือสงสัย โดยจังหวะของสังคมนั้นบรรจบกันพอดี เข้าใจว่าฝ่ายค้านเองจะรวบรวมข้อผิดพลาดต่างๆ นำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถึงแม้พล.อ.ประยุทธ์จะวางเกมไว้ว่าจะสามารถควบคุมทุกอย่างได้
ไม่ถึงขั้นล้มรัฐบาล
    เมื่อถามว่า คิดว่าการอภิปรายสามารถล้มรัฐบาลได้หรือไม่ และจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในปีนี้ได้หรือไม่ นายอนุสรณ์คาดว่ายังไม่ถึงขั้นล้มรัฐบาลได้ อย่างน้อยมือในสภาก็ไม่สามารถสู้ได้อยู่แล้ว เข้าใจว่าความเคลื่อนไหวในสภา ที่ชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องหรือว่าความไม่พึงปรารถนาที่รัฐบาลนี้จะอยู่อำนาจอีกต่อไป เป็นจังหวะของสังคมที่ไปบรรจบกับหลายกระแส ซึ่งตอนนี้เริ่มสั่งสมมา คาดว่าใกล้จะได้ที่ จึงเลือกใช้จังหวะดังกล่าวเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ 
    "เท่าที่ประเมินคาดว่าปีนี้ยังไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะดูแล้วคล้ายกับว่าเมื่อมีกลยุทธ์อะไรขึ้นมาก็จะมีวิธีการที่จะรับมืออย่างต่อเนื่อง อาทิ กรณีกิจกรรมวิ่งไล่ลุง ก็อาจจะมีการสกัด หรือไม่ให้จัด ทำให้การเคลื่อนไหวติดขัด ขณะเดียวกันก็จะมีการปลุกวิญญาณของแกนนำเก่าของ กปปส. อย่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ได้ออกมาพูดจะขึ้นมาสู่สังเวียนอีกครั้ง นอกสภาก็ยังมีการคุมเกมกันอยู่"
    เขากล่าวว่า ขณะเดียวกันในสภา ถ้าดูในการเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในส่วนของคณะกรรมาธิการที่ตั้งมา สัดส่วนของรัฐบาลมีอยู่ 30 ฝ่ายค้าน 19 เพราะฉะนั้นโอกาสที่นำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญค่อนข้างจะมีความจำกัดอยู่ อีกทั้งชัยชนะในการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา 2 ครั้ง ชี้ให้เห็นว่าเกมทุกอย่างคุมได้ เพราะฉะนั้นโอกาสที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงคงยังไม่เกิดขึ้นภายในปีนี้ เว้นว่ารัฐบาลจะตัดสินใจเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป ประเมินพลังของความคับแค้น ขุ่นเคืองมากต่ำเกินไป และเชื่อพลังมวลชนของตัวเองมากเกินไป จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะรับมือความขุ่นเคืองใจของกระแสสังคมในปัจจุบันได้อย่างไร
    ถามถึงสิ่งที่อยากฝากฝ่ายค้านในการอภิปราย นายอนุสรณ์ กล่าวว่า อยากให้เน้นในส่วนข้อมูลหลัก โดยเฉพาะข้อมูลที่ประชาชนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้ หรือไม่มีโอกาสรับรู้ ตอนนี้เราอยู่ยุคของสื่อดิจิทัล ข้อมูลจำนวนมากจึงกระจัดกระจาย บางเรื่องเป็นแค่ข่าวลือ หรือหาแหล่งอ้างอิงไม่ได้ สิ่งที่สังคมอยากจะได้คือข้อมูลที่อ้างอิง เป็นจริง และมีหลักฐานรองรับเชื่อถือได้ ซึ่งจะเป็นเรื่องที่จะช่วยในการตัดสินใจของสาธารณะ ว่าเราควรจะพิจารณารัฐบาลชุดนี้ในลักษณะไหน เพราะถ้าเป็นข้อมูลที่เชื่อถือไม่ได้ก็ไม่เหมาะเป็นฐานในการตัดสินใจทางการเมืองของประชาชน และเน้นในเรื่องเหตุผล พรรคฝ่ายค้านควรจะเสนอทางออกว่า ถ้าเกิดตัวเองเป็นรัฐบาลขึ้นมาจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไร
    วันเดียวกันนี้ นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กเพจ Korn Chatikavanij ชี้แจงถึงกระแสข่าวตั้งพรรคการเมืองใหม่ว่า ช่วงนี้ข่าวเยอะครับ ขอชี้แจงตามนี้
    1.ผมยังเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อยู่เหมือนเดิม อาทิตย์นี้เตรียมโหวต พ.ร.บ.งบประมาณ เชิญติดตามการอภิปรายครับ
    2.มีคนมาคุยด้วยเรื่องตั้งกลุ่ม ตั้งพรรคจริง ทุกคนล้วนมีความอยากเห็นประเทศเรามีการพัฒนา แต่ขอกรุณากลับไปดูข้อ 1 อีกครั้ง
    3.พลังประชารัฐไม่เคยทาบทามผมให้ไปทำอะไร 
    4.ผมไม่เคยทาบทามใครจากอนาคตใหม่
    5.ปชป.ไม่เคยทาบทามผมให้ลงผู้ว่าฯ กทม. และอย่างเดียวที่หัวหน้า ปชป.เคยทาบทามคือให้เป็น ‘รองประธานคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร’ ซึ่งได้ปฏิเสธไปเมื่อหลายเดือนมาแล้วในอนาคตหากผมจะตัดสินใจทำอะไร ผมจะชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาในพื้นที่นี้เสมอ
"บิ๊กตู่"เตรียมขอบคุณ
    นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือ วิปรัฐบาล กล่างถึงกรอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาทในวาระสองและวาระสาม ตามที่คณะ กมธ.วิสามัญ ที่มีนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน กมธ.ได้พิจารณาเสร็จแล้วว่า วิปรัฐบาลจะนัดประชุมเพื่อเตรียมพร้อมในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ เป็นการเฉพาะในวันจันทร์ที่ 6 มกราคมนี้ แต่ทั้งนี้เบื้องต้นได้เตรียมพร้อมสำหรับการประชุมสภาในวาระดังกล่าวไว้ 3 วัน ระหว่างวันที่ 8-10 มกราคม ซึ่งอาจจะเสร็จก่อนโดยใช้เวลาไม่ครบ 3 วันก็ได้ ขึ้นอยู่กับที่ประชุม 
    อีกทั้งวิปทั้ง 2 ฝ่ายคงไม่ต้องกำหนด หรือจัดสรรเวลาในการอภิปราย เพราะการอภิปรายในวาระสองและสาม คงเป็นเรื่องของ กมธ.ที่สงวนความเห็น และ ส.ส.ที่สงวนคำแปรญัตติไว้ตามที่ปรากฏในรายงานของคณะ กมธ.วิสามัญฯ อยู่แล้ว คงไม่อภิปรายเกินกว่าสาระที่สงวนหรือแปรญัตติไว้ และเมื่อที่ประชุมพิจารณาในวาระสองและสามเสร็จเรียบร้อย ก็คาดว่า พล.อ.ประยุทธ์คงจะมากล่าวขอบคุณสภาในช่วงท้ายของการประชุมด้วยตัวเอง
         ด้านนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะโฆษกวิปรัฐบาล กล่าวว่า วิปรัฐบาลได้เตรียมพร้อมทุกอย่างสำหรับการประชุมงบประมาณไว้เรียบร้อยแล้ว โดยทางสภาได้มีคำสั่งให้ กมธ.ทุกคณะหยุดประชุมเพื่อโฟกัสกับการพิจารณางบประมาณฯ วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาทอย่างเต็มที่ โดยเชื่อว่าการพิจารณาตลอด 3 วันจะผ่านไปด้วยความเรียบร้อย เพราะร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ฉบับนี้ ถือเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกันด้วยดีของ กมธ.ทั้งจากซีกฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน 
    เขากล่าวว่า แม้จะมี กมธ.ขอสงวนความเห็นไว้ 25 คน ขณะที่มี ส.ส.สงวนคำแปรญัตติไว้ถึง 146 คน แต่ก็เป็นประเด็นปลีกย่อยสำหรับขอสิทธิในการอภิปรายในที่ประชุมสภาเท่านั้น โดยไม่มีประเด็นอะไรที่ใหญ่จนกระทั่งร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้จะไม่ผ่าน ดังนั้น ตนยังเชื่อมั่นว่ากฎหมายฉบับนี้จะผ่านสภาไปได้ และส่งไปให้วุฒิสภา (ส.ว.) พิจารณาเห็นชอบในกรอบเวลา 20 วันต่อไปได้โดยไร้ปัญหาเพื่อนำงบประมาณก้อนนี้ที่ล่าช้าไปจากวงรอบเดิม เร่งไปหมุนเวียนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับประชาชน
ดร.อาทิตย์เสนอ 10 ข้อ
    ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อดีตประธานรัฐสภา แสดงความเห็นว่า รัฐบาลชอบบอกว่าอย่าดีแต่ติ แต่ให้เสนอทางแก้ใขปัญหามาด้วย จึงขอเสนอมาตรการแก้ใขกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วนบางประการ
    1.ลดราคาน้ำมันลงให้เท่ามาเลเซีย 2.ปลดล็อกเสรีกัญชา กัญชง กระท่อมเพื่อการแพทย์สำหรับประชาชน 3.แบนสารพิษ 3 ชนิดทันที และห้ามสารเคมีพิษใดใดเข้ามาทดแทน 4.ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ทั่วประเทศ
    5.เปิดเสรี เลิกสัมปทานผูกขาดที่ไม่จำเป็นแก่นายทุน เช่น เหล้า เบียร์ ต่างๆ 6.ส่งเสริม สนับสนุน SME ให้ทั่วถึงอย่างแท้จริง 7.สร้างงานให้ประชาชนทั่วประเทศอย่างทั่วถึง ไม่กระจุกผูกขาดตัดตอน เช่น ขุดลอกแม่น้ำคูคลองหนองบึง เตรียมรับฤดูฝน
    8.ปฏิรูป แก้ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินแก่เกษตรกรอย่างแท้จริง 9.หยุด ยกเลิกการให้นายทุนผูกขาดในทุกเรื่อง สนับสนุนประชาชนรายเล็กรายน้อยประกอบสัมมาอาชีพอย่างเป็นธรรม 10.หยุดทุจริตคอร์รัปชัน กดขี่รังแกประชาชน เป็นต้น
    นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ ผอ.พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้โละทิ้ง ส.ว.ที่มาจากผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้ง 6 คน ว่าเป็นการเสนอตามหลักประชาธิปไตย เป็นข้อเสนอที่ถูกต้อง เป็นการเสนอความเห็นในฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งเป็นไปตามครรลอง มองในแง่นี้ก็ถูกต้อง แต่จะทำได้หรือไม่ ต้องให้ กมธ.พิจารณากันต่อไป
    เมื่อถามถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และหวังน็อกให้ได้ นายนิกรกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า เรื่องนี้เอาไว้พูดกันทีหลังดีกว่า
    ด้าน นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โพสต์เฟซบุ๊กโดยมีเนื้อหาดังนี้ ส.ว.ลากตั้งที่น่าขยะแขยง สว.ลากตั้งต้องไม่มีอำนาจหน้าที่ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และ ส.ว.ต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชนเท่านั้น อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญเกือบจะทุกฉบับ รวมทั้งฉบับ 2560 นี้ด้วย
    ดังนั้น ผู้ที่จะมีอำนาจหน้าที่ในการเลือกนายกรัฐมนตรีมาบริหารประเทศ จึงต้องมาจากการคัดเลือกของตัวแทนที่ประชาชนทั้งประเทศเลือกมาเท่านั้น (ส.ส.) ไม่ใช่มาจากการมีส่วมร่วมในการเลือกของกลุ่มพวกที่มาจากการ "ลากตั้ง" ของคณะรัฐประหาร
    นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นต้นมา ส.ว.มีอำนาจหน้าที่ในการกลั่นกรองคัดเลือกองค์กรอิสระ ซึ่งมาทำหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลตรวจสอบ ส.ส.ที่ประชาชนทั้งประเทศเลือกมา รวมทั้งยังมีอำนาจมากถึงขั้นถอดถอน ส.ส.ที่ประชาชนทั้งประเทศเลือกมาด้วย
    ดังนั้น ส.ว.จึงต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่มาจากการลากตั้งของคณะยึดอำนาจรัฐประหาร ซึ่งใช้อำนาจปืนโค่นล้มรัฐสภาฉีกรัฐธรรมนูญล้มรัฐบาล ไม่ได้ต่างอะไรกับ "โจรกบฏ" ผู้ปล้นอำนาจไปจากประชาชนไทยแต่อย่างไร กลุ่มพวกที่ "กบฏ" ตั้งขึ้นมาจะมาใช้อำนาจสูงสุดของประชาชนทั้งประเทศได้อย่างไร
    นพ.เหวงระบุว่า ปัจจุบันมี ส.ว.ที่มีความสามารถสูงมาก ในการอุทิศทุกอย่างเพื่อพิทักษ์รักษาปกป้องพวกรัฐประหารยึดอำนาจอย่างสุดชีวิตจิตใจ จนเป็นที่ถูกอกถูกใจของพวกยึดอำนาจรัฐประหาร จึงได้รับการปูนบำเหน็จอำนาจและค่าตอบแทน (จากเงินภาษีอากรของราษฎร) ได้เป็น ส.ว.ลากตั้งต่อเนื่องกว่าสิบปี พวกนี้จะออกมาดิ้นรนสุดฤทธิ์คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพื่อรักษาสถานภาพของการเป็น ส.ว.ลากตั้งของพวกตนให้ยาวนานออกไปอีกนานเท่านาน ช่างน่าขยะแขยงอะไรเช่นนี้.

 

'ช่อ' มั่นใจพรรคอนาคตใหม่ไม่ถูกยุบ


    
 

5 ม.ค.63 - น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคอนาคตใหม่ กล่าวถึงการที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคอนาคตใหม่ ในข้อกล่าวหากระทำการล้มล้างการปกครอง ที่จะมีขึ้นวันที่ 21 ม.ค.นี้ว่าส่วนตัวไม่รู้สึกหนักใจอะไร เพราะพรรคอนาคตใหม่ได้ยืนยันความบริสุทธิ์ของพรรคในการชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ส่วนตัวเชื่อมั่นว่าจะเป็นไปได้อย่างไรที่พรรคการเมืองซึ่งตั้งขึ้นมาโดยมีคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เป็นผู้อนุญาต ผ่านการเลือกตั้ง และมี ส.ส. เข้ามาทำงานในสภาจนได้รับการชื่นชมจำนวนมาก จะกลายเป็นคนล้มล้างการปกครองได้อย่างไร มองไม่เห็นทาง ส่วนตัวเชื่อว่าหากศาลสถิตย์ยุติธรรมพรรคอนาคตใหม่จะไม่ถูกยุบ 

ส่วนที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่เปิดให้มีการไต่สวนในคดีนี้ เห็นว่าต้องให้ความเป็นธรรมกับศาล เพราะหากศาลเห็นว่าเป็นเพียงข้อกฎหมายที่จะต้องตีความ ก็อาจจะไม่ต้องเรียกใครมาให้การเพิ่มหรือนำพยานหลักฐานมาเพิ่มได้ ใช้เพียงการตีความของตุลาการก็เพียงพอ จึงไม่ได้หมายความว่าเมื่อไม่มีการไต่สวนแล้วจะเป็นการเร่งรัดคดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคดีนี้จะไม่มีการเร่งรัด เพราะยังเป็นที่น่าสงสัยว่าการดำเนินการจะมีการตั้งธงทางการเมือง พยายามจะให้คดีนี้จบ ก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลหรือไม่  ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนวิจารณ์กัน.

: กรองสถานการณ์ 
 

...................................................................

 5 มกราคม 2563

โดย นายยั้งคิด

 

กลับไปที่ www.oknation.net