วันที่ พฤหัสบดี มกราคม 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ควีนกริ้วหนัก! หลังเจ้าชายแฮร์รี่-ดัชเชสประกาศลดบทบาท ไม่ปรึกษาพระองค์


สวัสดีครับ

         ข่าวดีเยี่ยมจากวงการศึกษาของไทย คือ 

เด็กไทยผงาด! คว้าเหรียญทองคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2563, 12.09 น.

9 มกราคม 2563 ดร.สุวิทย์ วงษาไฮ. ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเมืองร้อยเอ็ด พร้อมกับคณะครูโรงเรียนอนุบาลร้อยเอ็ด ร่วมแสดงความยินดีกับ2นักเรียนเก่งที่คว้ารางวัล เหรียญทองคณิตศาสตร์โอลิมปิก  ทั้งนี้ โรงเรียนอนุบาลร้อยเอ็ดได้นำนักเรียนเข้าร่วมทำการแข่งขัน World International Mathematical Olympiad ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ได้รับรางวัลเหรียญทองคณิตศาสตร์โอลิมปิก 

 ฯลฯ

         ความสำเร็จของเด็กๆครั้งนี้ ทางโรงเรียนมีส่วนสำคัญยิ่ง ด้วยการเอาใจใส่ส่งเด็กเข้าประกวด จนเด็กได้รับรางวัลกลับสู่ประเทศ

พร้อมชื่อเสียงระดับโอลิมปิกโลกด้านคณิตศาสตร์ตามข่าว

'ควีน'กริ้วหนัก! หลัง'เจ้าชายแฮร์รี่-ดัชเชส'ประกาศลดบทบาท ไม่ปรึกษาพระองค์

'ควีน'กริ้วหนัก! หลัง'เจ้าชายแฮร์รี่-ดัชเชส'ประกาศลดบทบาท ไม่ปรึกษาพระองค์

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2563, 19.29 น

วันที่ 9 มกราคม 2563 สื่อหลายสำนักในอังกฤษ  รายงานว่า  พระบาทสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2  ทรงไม่พอพระหฤทัยเกี่ยวกับเจ้าชายแฮร์รี่ และเมแกน ดัชเชสแห่งซัสเซ็กส์ประกาศจะขอถอยจากการเป็นสมาชิกราชวงศ์ระดับสูง และจะทรงงานเพื่อมีรายได้ด้วยพระองค์เอง 

จากการเปิดเผยของแหล่งข่าวอาวุโส ระบุเรื่องนี้ บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์อังกฤษต่างทรงรู้สึกผิดหวัง โดยสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 ทรงรู้สึกกริ้ว ไม่พอพระทัยและทรงผิดหวังอย่างยิ่ง หลังเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน ไม่ได้ทูลให้สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 พระอัยยิกา ทรงทราบถึงการตัดสินใจครั้งนี้มาก่อน  

นอกจากนี้ สำนักข่าวเดอะซัน ยังระบุว่า นอกจากพระบาทสมเด็จพระบรมราชินีนาถแล้ว เจ้าฟ้าชายชาร์ลส มกุฎราชกุมาร ซึ่งเป็นพระบิดาของเจ้าชายแฮร์รี่ และเจ้าชายวิลเลียม พระเชษฐาของเจ้าชายแฮร์รี่ ก็ทรงไม่พอพระทัยอย่างรุนแรงเช่นกัน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : 'เจ้าชายแฮร์รี่-ดัชเชส'ทรงสละสถานะราชวงศ์ชั้นสูง

...................................................

กสม.โต้นักการเมืองบี้ตั้งกสม.ใหม่สางเรื่องร้องเรียน แจงพิจารณาเสร็จเกือบหมดแล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2563, 18.42 น.

ประธาน กสม. ชี้แจงกรณีนักการเมืองห่วงปัญหาเรื่องร้องเรียนการละเมิดสิทธิฯ ค้างมากว่าไม่เป็นความจริง เผยได้สะสางเรื่องร้องเรียนเสร็จไปเกือบหมดแล้ว คงค้างเพียงร้อยละ 11.68 เท่านั้น

วันที่ 9 มกราคม 2563 นายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชี้แจงถึงกรณีที่มีนักการเมืองบางคนให้ข่าวต่อสื่อมวลชน ขอให้วุฒิสภาเร่งมีมติเห็นชอบรายชื่อกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ชุดที่ 4 โดยระบุว่า ปัจจุบัน กสม.มีคำร้องของผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนค้างพิจารณาอยู่เป็นจำนวนมากซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ที่รอให้ กสม. ชุดใหม่เข้ามาผลักดันอย่างเร่งด่วนว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เนื่องจากที่ผ่านมา กสม. ชุดปัจจุบัน (ชุดที่ 3) ได้ดำเนินการสะสางเรื่องร้องเรียนไปเกือบหมดแล้ว โดยก่อนที่ กสม. ชุดที่ 3 จะเข้ามารับหน้าที่มีเรื่องการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่คงค้างอยู่ร้อยละ 90 และเมื่อ กสม.ชุดที่ 3 เข้ามารับหน้าที่เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2558 จนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2562 ต้องพิจารณาทั้งเรื่องค้างเก่าและเรื่องเข้าใหม่รวม 3,315 เรื่อง สามารถดำเนินการเสร็จไปได้ 2,931 เรื่อง (ร้อยละ 88.42) และคงค้าง 384 เรื่อง (ร้อยละ 11.68)  เท่านั้น

นายวัส กล่าวว่า ในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม 2562 กสม. มีกรรมการลาออก 2 คน ทำให้เหลือกรรมการเพียง 3 คน ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง จึงไม่สามารถประชุมพิจารณาเรื่องร้องเรียนได้ แต่เมื่อมีการแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่กรรมการเป็นการชั่วคราวเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นมาจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2562 กสม. สามารถพิจารณาให้ความเห็นชอบเรื่องร้องเรียนและร่างรายงานผลการตรวจสอบรวมทั้งข้อเสนอแนะที่รอการพิจารณาได้ถึง 392 เรื่อง

นอกจากนี้ กสม. ชุดปัจจุบันยังได้ดำเนินงานด้านการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนเชิงรุกอีกจำนวนมาก เช่น การขับเคลื่อนเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนตามหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) ให้แก่ภาคเอกชน ภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ การขับเคลื่อนคู่มือการเรียนรู้สิทธิมนุษยชนศึกษาขั้นพื้นฐาน 5 ช่วงชั้น สำหรับนักเรียนตั้งแต่ระดับปฐมวัย – มัธยม
ศึกษาตอนปลาย การเปิดตัวหลักสูตรสิทธิมนุษยชนศึกษาสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย อาทิ บุคลากรในกระบวนการยุติธรรม ภาคธุรกิจ ผู้บริหารระดับสูง และภาคประชาชน รวมทั้งการขับเคลื่อนงานผ่านกลไกศูนย์ศึกษาและประสานงานด้านสิทธิมนุษยชนใน 6 ภูมิภาค ของ กสม. และการสร้างแกนนำเครือข่ายเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้รับรู้ เข้าใจ เท่าทัน และยืนเคียงข้างสิทธิมนุษยชน 

“ที่ผ่านมา กสม. ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความเดือดร้อนของประชาชนที่มาร้องเรียนเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยได้ปรับรูปแบบการทำงานและเร่งรัดให้มีการตรวจสอบและสะสางเรื่องร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง ปัญหาว่ามีคำร้องค้างพิจารณาอยู่มากตามที่มีผู้ห่วงกังวลนั้น จึงไม่เป็นความจริงเลย” นายวัสกล่าว 

 

หนาวสั่น!!กมธ.กม.สภา จ่อเรียก‘บิ๊กตู่-บิ๊กโด่ง-บิ๊กหมู-บิ๊กแดง’แจงไล่จับนักกิจกรรมยุคคสช.

หนาวสั่น!!กมธ.กม.สภา จ่อเรียก‘บิ๊กตู่-บิ๊กโด่ง-บิ๊กหมู-บิ๊กแดง’แจงไล่จับนักกิจกรรมยุคคสช.

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2563, 16.19 น.

กมธ.กฎหมาย สภา เรียก “บิ๊กตู่-บิ๊กโด่ง-บิ๊กหมู-บิ๊กแดง” 4 ผบ.ทบ. แจง หลัง “บุรินทร์” ซัดทอด ไล่จับนักกิจกรรม ตามคำสั่งคสช.

เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2563 เวลา 14.30 น. ที่รัฐสภา เกียกกาย นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะโฆษกกรรมาธิการ (กมธ.) กฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร แถลงความคืบหน้าในการพิจารณาการดำเนินคดีโดยรัฐเพื่อกลั่นแกล้งผู้เห็นต่างทางการเมือง ตามที่มีนักกิจการทางการเมืองยื่นร้องเรียนต่อกมธ.ว่า ในวันที่ 15 มกราคมนี้ กมธ.จะเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะอดีตหัวหน้าคสช. พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร อดีต ผบ.ทบ.ในฐานะอดีตเลขาธิการคสช. พล.อ.ธีรชัย นาควานิช อดีต ผบ.ทบ.ในฐานะอดีตเลขาธิการคสช. รวมไปถึง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.ในฐานะอดีตเลขาธิการ คสช.​  เข้าให้ข้อมูลต่อกมธ. เพราะบุคคลทั้ง 4 คน ถือเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องตามถ้อยคำที่ พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ ผอ.สำนักงานพระธรรมนูญทหารบก ผู้ชำนาญการสำนักงาน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า  ได้เข้าให้เข้าข้อมูลต่อ กมธ. ก่อนหน้านี้ว่า การปฏิบัติหน้าที่ของ พล.ต.บุรินทร์ ในการดำเนินคดีกับนักกิจกรรมทางการเมืองนั้น เป็นไปตามคำสั่งของ คสช.ทั้งสิ้น

“กมธ.จึงต้องเรียกบุคคลทั้ง 4 คน มาสอบถามว่า ในสมัยที่พวกท่านปฏิบัติหน้าที่อยู่นั้น มีนโยบายในการดำเนินคดีหรือฟ้องผู้เห็นต่างทางการเมืองอย่างที่ พล.ต.บุรินทร์ ระบุจริงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การเชิญคนเหล่านี้เป็นการเชิญมาตามตำแหน่ง ซึ่งหากจะมีการส่งตัวแทนหรือหนังสือมาชี้แจงเห็นว่า คงไม่พอ จึงอยากให้มาชี้แจงด้วยตนเอง เพื่อให้ทางออกของเรื่องร้องเรียนนี้จบไป เพราะที่ผ่านมา กมธ.ใช้วิธีอย่างละมุนละมอมมาโดยตลอด อย่าให้ถึงชั้นต้องใช้กฎหมายบังคับกันเลย”โฆษก กมธ.กม. ระบุ

 

เด็กไทยผงาด! คว้าเหรียญทองคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับโลก

เด็กไทยผงาด! คว้าเหรียญทองคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2563, 12.09 น.

9 มกราคม 2563 ดร.สุวิทย์ วงษาไฮ. ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเมืองร้อยเอ็ด พร้อมกับคณะครูโรงเรียนอนุบาลร้อยเอ็ด ร่วมแสดงความยินดีกับ2นักเรียนเก่งที่คว้ารางวัล เหรียญทองคณิตศาสตร์โอลิมปิก  ทั้งนี้ โรงเรียนอนุบาลร้อยเอ็ดได้นำนักเรียนเข้าร่วมทำการแข่งขัน World International Mathematical Olympiad ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ได้รับรางวัลเหรียญทองคณิตศาสตร์โอลิมปิก โดยมีรายชื่อ ดังนี้

 

1. ด.ญ. พิรานันท์ เฉตระการ น้องหนูดี ป.2/11 รร. อนุบาลร้อยเอ็ด รางวัลเหรียญทอ

 

2. ด.ช. ณธเดช สัจจะสนทิศ น้องยูไค ป.1/11 รางวัลเหรียญทอง ในการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกรายการ World International Mathematical Olympiad 

 

ซึ่งเป็นการรวมสุดยอดนักเรียนรางวัลเหรียญทองจาก 2 รายการใหญ่ ที่มีนักเรียนจาก 33 ประเทศเข้าร่วมสอบคัดเลือกใน 2 รายการ 1. การสอบแข่งขันรายการ Thailand International Mathematical Olympiad (TIMO) ซึ่งจัดการแข่งขันขึ้นเมื่อวันที่ 5-8 เมษายน 2562 ณ จังหวัด ภูเก็ต มีนักเรียนเข้าแข่งขันทั้งสิ้น 1,700 คน 2. การสอบแข่งขันรายการ Hong Kong International Mathematical Olympiad (HKIMO)ซึ่งจัดการแข่งขันขึ้นเมื่อวันที่ 29 สค-2 กย 2562 ณ เขตการปกครองพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน มีนักเรียนเข้าแข่งขันทั้งสิ้นกว่า 3,000 คน เฉพาะนักเรียนที่สอบได้รางวัลเหรียญทองจากทั้งสองรายการข้างต้น จึงจะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขัน World International Mathematical Olympiad ในครั้งนี้ ดังนั้น WIMO 

 

จึงเป็นการแข่งขันรายการสุดยอดแห่งปีของนักเรียนคณิตศาสตร์เหรียญทองจากทั่วโลก ซึ่งใน WIMO2019 ณ กรุงโตเกียว ซึ่งในครั้งนี้ ได้มีนักเรียนคณิตศาสตร์เหรียญทองทั้งหมด 167 คน จาก 12 ประเทศดังนี้ Team Australia, Team Bulgaria, Team Hong Kong, Team India, Team Indonesia, Team Malaysia, Team Myanmar, Team Philippines, Team Sri Lanka, Team Thailand, Team Ukraine, Team Singapore

 

 

สำหรับ ผลการสอบแข่งขัน ทีมนักเรียนเหรียญทองจากประเทศไทย เข้าร่วมแข่งขันทั้งทั้งสิ้น 48 คน และสามารถคว้ารางวัลมาได้ ดังนี้ เหรียญทอง (Gold ) 21 คน เหรียญเงิน (Silver) 11 คน เหรียญทองแดง (Bronze) 13 คน รางวัลชมเชย (Merit Award) 3 คน

 

 

ดร.สุวิทย์ วงษาไฮ. ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเมืองร้อยเอ็ด กล่าวว่า ในฐานะผู้บริหารโรงเรียนตัวแทนคณะครู/อาจารย์ ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนทั้ง2คนด้วย ขอบคุณผู้ปกครองนักเรียนทุกคนที่ไว้วางใจส่งบุตรหลานให้เราดูแลยืนยันผู้บริหารรวมถึงคณะครูอาจารย์จะทำหน้าที่อบรมสั่งสอนให้วิชาความรู้กับนักเรียนอย่างเต็มที่และเต็มกำลังความสามารถ

 

 

 

 

ภัยแล้งคุกคามหนัก  'วัว'ขาดแหล่งอาหารเริ่มผอมไม่มีคนซื้อ

ภัยแล้งคุกคามหนัก 'วัว'ขาดแหล่งอาหารเริ่มผอมไม่มีคนซื้อ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2563, 19.40 น.

9 มกราคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง  ว่านอกจากจะส่งผลกระทบต่อชาวนา ขาดน้ำทำนาแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อโค ของชาวบ้านต้องขาดแคลนแหล่งอาหาร และแหล่งน้ำกินไปด้วย ทำให้ชาวบ้านต้องพาฝูงวัวของตัวเองเดินหาหญ้าหาน้ำกินไกลหลายกิโลเมตรเพราะแหล่งน้ำที่เคยมีตามทุ่งนาเหือดแห้งไปหมด

ด้าน นาย สมชาย  ม่วงวิเศษ  อายุ 45ปี บ้านเลขที่ 104/2 ตำบลม่วงเตี้ย  อำเภอวิเศษชัยชาญ เล่าให้ฟังว่า ได้กู้เงินภาครัฐมาลงทุนทำนา และเลี้ยงวัวเสริมรายได้  300,000 บาท แต่ต้องมากระทบภัยแล้วขาดแคลนน้ำต้องหยุดทำนาเหลือเพียงเลี้ยงวัวสร้างรายได้ให้ครอบเพียงอย่างเดียว แต่ก็ต้องช้ำหนักทุนหายกำไรหด เมื่อวัวเริ่มผอมขายไม่ได้ราคา และได้แบ่งขายวัวบางส่วนเพื่อนำเงินไปส่งดอกที่กู้เขามา

ช่วงนี้วัวที่เลี้ยงไว้กว่า20ตัว ก็ได้รับผลกระทบแล้ง  แหล่งน้ำที่เคยมีตามทุ่งนาเหือดแห้งไปหมด หญ้าก็ไม่มีขึ้นเพราะไม่มีน้ำ ทำให้วัวไม่มีหญ้าไม่มีน้ำกิน ในแต่ละวันตนต้องต้อนฝูงวัวออกไปหากินไกลหลายกิโลเมตร หวังให้วัวได้อิ่มท้องเพื่อนำไปขายใช้หนี้ แต่ช่วงนี้วัวก็เริ่มผอมทำให้ไม่มีพ่อค้ารับซื้อ ช่วงนี้ก็ได้แต่รอความหวัง แปลงนาข้าวที่ชาวบ้านเก็บเกี่ยวเสร็จแล้ว ให้วัวได้กิน และเตรียมซื้อลงทุนซื้อฟางอัดฟ่อนให้วัวกินต่อไป

 
 
 
 
กรมประมงเตรียมแผน 3 ระยะรับมือ‘แล้ง’ลากยาว เสี่ยงกระทบต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

กรมประมงเตรียมแผน 3 ระยะรับมือ‘แล้ง’ลากยาว เสี่ยงกระทบต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2563, 16.42 น.

กรมประมงเตรียมแผน 3 ระยะรับมือ‘แล้ง’ลากยาว เสี่ยงกระทบต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

9 มกราคม 2563 นายบรรจง จำนงศิตธรรม รองอธิบดีกรมประมง  เปิดเผยว่า จากปัญหาภัยแล้งในปี 2563 ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะมีพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นการป้องกันและบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น กรมประมงได้จัดทำแผนเตรียมรับสถานการณ์ในช่วงฤดูแล้ง ประจำปี 2563 ไว้ 3 ระยะ ดังนี้ 1.การเตรียมรับสถานการณ์ก่อนเกิดภัยแล้ง 2.การให้ความช่วยเหลือขณะเกิดภัยแล้ง และ 3.การให้ความช่วยเหลือหลังเกิดภัยแล้ง 

ทั้งนี้ กรมฯได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนแก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อเตรียมตัวรับกับสถานการณ์ พร้อมทั้งหาวิธีการป้องกัน แก้ไข และหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงเฝ้าระวังสัตว์น้ำในที่รักษาพืชพันธุ์โครงการปลาหน้าวัด

นอกจากนี้ ยังให้คำแนะนำทางวิชาการแก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อเตรียมการป้องกันอีกด้วย โดยเฉพาะการเลี้ยงสัตว์น้ำในบ่อดิน ควรพิจารณาปริมาณน้ำที่ใช้และคุณภาพน้ำตลอดการเลี้ยงสัตว์น้ำซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ หากมีปริมาณน้ำที่ไม่เพียงพอให้ชะลอการเลี้ยงสัตว์น้ำออกไปก่อน หรือปรับลดขนาดการผลิต หรืองดเว้นการเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยทำการตากบ่อและตกแต่งบ่อเลี้ยงในช่วงฤดูแล้งแทน เพื่อเตรียมไว้เลี้ยงสัตว์น้ำในรอบต่อไปหากจำเป็นต้องทำการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในหน้าแล้ง ควรคัดเลือกพันธุ์สัตว์น้ำที่มีความแข็งแรง จากฟาร์มผู้ผลิตที่ได้มาตรฐานและเชื่อถือได้ และควรเริ่มต้นการเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อลดระยะเวลาการเลี้ยงให้น้อยลง ซึ่งจะทนต่อสภาพแล้งได้มากกว่า และควรปล่อยสัตว์น้ำลงเลี้ยงที่ความหนาแน่นน้อยกว่าปกติ

ขณะเดียวกันก็ควรจะควบคุมการใช้น้ำและรักษาปริมาณน้ำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำให้มีการสูญเสียน้อยที่สุด ดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซมคันบ่อเพื่อป้องกันการรั่วซึมของน้ำ และจัดทำร่มเงาให้กับสัตว์น้ำในบ่อเลี้ยง จัดเตรียมแหล่งน้ำสำรองไว้ใช้เพิ่มเติม และเฝ้าระวังเรื่องคุณภาพน้ำให้มีความเหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตลอดการเลี้ยงสัตว์น้ำแต่ละชนิด ซึ่งในระหว่างการเลี้ยงสัตว์น้ำควรพิจารณาคัดขนาดสัตว์น้ำที่มีขนาดใหญ่ทยอยออกจำหน่ายก่อน เพื่อลดความเสี่ยงในการสูญเสียสัตว์น้ำและการลงทุน

อย่างไรก็ตามในส่วนการเลี้ยงในกระชัง ควรพิจารณาปริมาณน้ำที่ใช้และคุณภาพน้ำตลอดในการเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นปัจจัยสำคัญ หากมีปริมาณน้ำที่ไม่เพียงพอให้ชะลอการเลี้ยงสัตว์น้ำออกไปก่อน หรือปรับลดขนาดการผลิต หรืองดเว้นการเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยทำความสะอาดและซ่อมแซมกระชังในช่วงฤดูแล้งแทน เพื่อเตรียมไว้เลี้ยงสัตว์น้ำในรอบต่อไปหากจำเป็นต้องเลี้ยงสัตว์น้ำควรคัดเลือกพันธุ์สัตว์น้ำที่มีความแข็งแรง จากฟาร์มผู้ผลิตที่ได้มาตรฐานและเชื่อถือได้

ควรเริ่มต้นการเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อลดระยะเวลาการเลี้ยงให้น้อยลง และจะทนต่อสภาพแล้งได้มากกว่า และควรปล่อยสัตว์น้ำลงเลี้ยงที่ความหนาแน่นน้อยกว่าปกติและเลือกแหล่งน้ำที่ตั้งกระชังที่มีระดับความลึกเพียงพอ เมื่อตั้งกระชังแล้วพื้นกระชังควรสูงจากพื้นน้ำไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร เพื่อให้น้ำถ่ายเทได้สะดวกตลอดเวลา และไม่วางชิดกันจนหนาแน่นมากเกินไป เพราะจะไปขัดขวางการไหลของกระแสน้ำ ก่อนปล่อยสัตว์น้ำลงเลี้ยงในกระชัง ควรปรับสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะคุณสมบัติของน้ำในภาชนะลำเลียงสัตว์น้ำ ควรมีคุณสมบัติใกล้เคียงกันกับน้ำที่ต้องการปล่อยสัตว์น้ำ เช่น อุณหภูมิ ค่าความเป็นกรดด่าง เป็นต้น และต้องคอยเฝ้าระวังเรื่องคุณภาพน้ำให้มีความเหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตลอดการเลี้ยงสัตว์น้ำแต่ละชนิดควรเลือกใช้อาหารสัตว์น้ำที่มีคุณภาพดีและให้ในปริมาณที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นอาหารสดเพื่อป้องกันน้ำเน่าเสียและต้องเพิ่มความสนใจ สังเกตอาการต่าง ๆ ของสัตว์น้ำที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด หากมีอาการผิดปกติจะได้แก้ไขและให้การรักษาได้ทันท่วงทีเพื่อป้องกันความเสีย

รองอธิบดีกรมประมง กล่าวอีกว่า สถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นเกษตรกรควรติดตามข่าวสารการพยากรณ์อากาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด และหากมีปัญหาในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สามารถขอรับคำปรึกษาและคำแนะนำได้ที่ สำนักงานประมงจังหวัด ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด /สัตว์น้ำชายฝั่ง ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดทุกแห่งทั่วประเทศ โทรศัพท์ 0-2562-0600 ในวันและเวลาราชการ

กรมชลฯเปิดแผนเร่งระบายน้ำสู่แม่น้ำเจ้าพระยา เจือจางค่าความเค็ม

กรมชลฯเปิดแผนเร่งระบายน้ำสู่แม่น้ำเจ้าพระยา เจือจางค่าความเค็ม

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2563, 15.59 น.

“อธิบดีกรมชลประทาน” เผยเร่งมาตรการระบายน้ำจากแม่น้ำลำคลองต่างๆ สู่แม่น้ำเจ้าพระยาด้านท้ายเพื่อเจือจางค่าความเค็ม ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปา ภาคการเกษตร และอุตสาหกรรม

9 มกราคม 2563 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า วันนี้เป็นวันที่ 2 ของการเพิ่มปริมาตรน้ำที่ระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท 100 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)/วินาที โดยจะคงการระบายในอัตรานี้ถึงวันพรุ่งนี้ (10 มกราคม 2563) จากนั้นจะทยอยปรับลดลงจนอยู่ที่ 90 ลบ.ม./วินาที ส่วนที่เขื่อนพระราม 6 ต.ท่าหลวง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งรับน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์นั้น ระบาย 11 ลบ.ม./วินาที ต่อเนื่องถึงพรุ่งนี้ แล้วจะทยอยปรับลดเช่นกัน

ทั้งนี้ กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ คาดการณ์ว่าน้ำทะเลจะหนุนสูงสุดระหว่างวันที่ 12-13 มกราคม 2563 จากนั้นจะลดลงตามลำดับ ระหว่างนี้ได้เร่งสูบน้ำจากแม่น้ำลำคลองต่างๆมาสู่แม่น้ำเจ้าพระยาด้านท้าย เพื่อเจือจางค่าความเค็มน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเดินเครื่องสูบน้ำ 12 เครื่องที่ประตูระบายน้ำ(ปตร.) พระยาบรรลือ สูบน้ำที่ผันมาจากแม่น้ำแม่กลองผ่านแม่น้ำท่าจีน ลงสู่คลองพระยาบรรลือ ระบายผ่านประตูระบายน้ำสิงหนาท 2 ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา 36 ลบ.ม./วินาที

ปตร.พระยาบรรลือ สูบน้ำ 12 เครื่อง จาก 14 เครื่อง เครื่องละ 3 ลบ.ม./วินาที ปริมาณน้ำ 36 ลบ.ม./วินาที เดินเครื่องผลักดันน้ำ 14 จุด รวม 72 เครื่อง โดยจะไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่าน อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ไปยังสถานีสูบน้ำสำแล จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นสถานีสูบน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปาเลี้ยงกรุงเทพฯ และปริมณฑล

นอกจากนี้ยังสั่งให้สำนักเครื่องจักรกลเปิดเส้นทางน้ำคลองพระพิมล ซึ่งเชื่อมจากแม่น้ำท่าจีนมายังคลองบางบัวทอง ก่อนลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำที่ ปตร.สน.พระพิมล 5 เครื่อง มีแผนระบายน้ำ 15 ลบ.ม./วินาที แต่เนื่องจากน้ำในคลองไม่ยกตัว จึงสูบออกที่ ปตร.บางบัวทองได้บางช่วงเวลาเท่านั้น

นายทองเปลว กล่าวต่อว่า การเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาทำให้ระดับน้ำหน้าเขื่อนเจ้าพระยาลดลง จากที่เมื่อวานนี้ (8 มกราคม 2563) เวลา 6.00 น. อยู่ที่ +14.10 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (รทก.) เช้านี้ (9 มกราคม 2563) อยู่ที่ +14.00 เมตร รทก. และคาดว่าวันพรุ่งนี้ (10 มกราคม 2563) จะอยู่ที่ +13.50 เมตร รทก. แต่จะไม่ลดต่ำไปกว่านี้แล้ว เนื่องจากจะทยอยปรับลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ขณะนี้ขอความร่วมมือให้โครงการชลประทาน 2 ฝั่งเหนือเขื่อนเจ้าพระยาลดการรับน้ำเข้าระบบชลประทานให้เป็นไปตามแผนอย่างเคร่งครัด โดยขณะนี้น้ำยังสามารถเข้าไหลเข้าคลองชลประทานทุกสายและไหลย้อนขึ้นสู่แม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี ได้

“ศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤติภัยแล้ง ปี 2462/2563 กรมชลประทานจะติดตามและแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง สำหรับลุ่มเจ้าพระยาจะเกิดภาวะน้ำทะเลหนุนจะเกิดอีกครั้งปลายเดือนนี้ซึ่งเตรียมส่งเครื่องจักร-เครื่องมือควบคุมค่าความเค็มให้อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง ตลอดจนพร้อมแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมง” นายทองเปลว กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘เส้นใยธรรมชาติ’ เพิ่มมูลค่าใบสับปะรด   สร้างรายได้ให้เกษตรกรราชบุรี

รายงานพิเศษ : ‘เส้นใยธรรมชาติ’ เพิ่มมูลค่าใบสับปะรด สร้างรายได้ให้เกษตรกรราชบุรี

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปัจจุบัน ผลผลิตโดยตรงจากอุตสาหกรรมเกษตรส่วนใหญ่ จะใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร โดยวัตถุดิบทางการเกษตรบางส่วนจะเหลือทิ้ง ซึ่งวัตถุดิบเหล่านั้นสามารถนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอื่นได้ เช่น ใบสับปะรด เป็นวัตถุดิบชนิดหนึ่งที่เหลือทิ้งในภาคการเกษตร ในการปลูกสับปะรดรุ่นหนึ่งจะใช้เวลาประมาณ 4 ปี หลังจากนั้นเกษตรกรจะรื้อถอนแปลงออกด้วยการถอนต้นแล้วเผา ซึ่งเป็นการสร้างมลพิษทำลายสิ่งแวดล้อม หรือใช้วิธีปั่นต้นแล้วตากให้แห้งและไถฝังกลบ เป็นปุ๋ยทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ โดยภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอ ได้นำวัตถุดิบเหลือทิ้งเหล่านี้มาทำเป็นเส้นใยธรรมชาติ เป็นการสร้างมูลค่าให้กับใบสับปะรด

 

นายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า จากการสำรวจของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 จังหวัดราชบุรี (สศท.10) ในตำบลหนองพันจันทร์ อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี โดยสัมภาษณ์นายสมชาย อุไกรหงสา ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตเส้นใยธรรมชาติบ้านคา พบว่า เกษตรกรในพื้นที่ร่วมกลุ่มผลิตเส้นใยธรรมชาติจากใบสับปะรดมาตั้งแต่ปี 2561 ปัจจุบันมีสมาชิก 22 ราย ซึ่งกลุ่มวิสาหกิจฯ จะนำใบสับปะรดที่เหลือทิ้งจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ประมาณ 5,000 กก./ไร่มาผลิตเส้นใยสับปะรด โดยจะรับซื้อใบสับปะรดจากสมาชิกกลุ่มราคากิโลกรัมละ 2 บาท จำนวน 700 – 1,000 กก./วัน จากนั้นจะนำมาคัดแยกใบ ที่มีขนาด 50 ซม. ขึ้นไป แล้วตัดแต่งส่วนโคนและปลายใบออก เพื่อนำเข้าเครื่องรีดเอากากของใบออกจนเหลือแต่เส้นใย แล้วพักไว้ 1 คืน จึงนำมาซักน้ำเปล่าจนสะอาดนำไปตากแดดประมาณ 2 วัน หรือตากในร่มที่มีอากาศถ่ายเทประมาณ 3 วัน หลังจากนั้นนำมาเข้าเครื่องรีดเพื่อแยกเส้นใยอีกครั้ง จะได้เส้นใยพร้อมส่งจำหน่าย ซึ่งจุดเด่นของผลผลิตอยู่ที่การเป็นเส้นใยธรรมชาติ ปราศจากสารเคมี ไม่ใช้สารฟอกขาว ผงซักฟอก หรือเคมีอื่นๆ

สำหรับด้านการตลาด ส่งขายทั้งในและต่างประเทศ ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 260 – 300 บาท/กก. ร้อยละ 50 ขายส่งและขายปลีกตลาดในประเทศ ได้แก่ ตลาดอุตสาหกรรมสิ่งทอ กลุ่มแม่บ้าน และลูกค้าทั่วไป ส่วนร้อยละ 50 ส่งออกตลาดต่างประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย นอกจากนี้ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ อยู่ในช่วงทดลองนำเส้นใยมาทอเป็นลวดลายนำไปตัดเย็บเสื้อผ้า กระเป๋า และผลิตภัณฑ์อื่น เพิ่มมูลค่าสินค้า และสร้างรายได้ให้ชาวบ้านในชุมชนอีกด้วย

ด้านนางจินตนา ปัญจะ ผู้อำนวยการ สศท.10 กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันกลุ่มผลิตเส้นใยธรรมชาติบ้านคาผลิตเส้นใยได้ 300 กก./เดือน แต่ยังไม่เพอต่อความต้องการของตลาด ทางกลุ่มจึงมีแผนขยายกำลังผลิตเพิ่ม เพื่อให้ได้ผลผลิตที่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดในอนาคต นอกจากนี้ ทางกลุ่มกำลังทดลองและพัฒนาเครื่องรีดแบบอัตโนมัติเพื่อลดปัญหาด้านแรงงาน หากขยายกำลังผลิตได้ เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มจากการขายใบสับปะรด ประมาณ 8,000 – 10,000 บาท/ไร่ ซึ่งขณะนี้ มีกลุ่มพ่อค้าและกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมที่สนใจเข้ามาติดต่อขอรับซื้อล่วงหน้าจำนวนหนึ่งแล้ว ทั้งนี้ เกษตรกรหรือท่านใดที่สนใจข้อมูลการผลิตเส้นใยจากใบสับปะรด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นายสมชาย อุไกรหงสา ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตเส้นใยธรรมชาติบ้านคา ตำบลหนองพันจันทร์ อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี โทร. 08-9837-9257

 
 
 
 
'ประภัตร'ระดมสมองกรูรูข้าวช่วยชาวนา โครงการนาแปลงใหญ่-ศูนย์ข้าวชุมชน

'ประภัตร'ระดมสมองกรูรูข้าวช่วยชาวนา โครงการนาแปลงใหญ่-ศูนย์ข้าวชุมชน

วันพุธ ที่ 8 มกราคม 2563

8 มกราคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีว่าช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการวางแผนยุทธศาสตร์โครงการนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชน ณ โรงแรมบึงฉวาก รีสอร์ท จังหวัดสุพรรณบุรี ว่ารัฐบาลมีความเป็นห่วงพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนาผู้ปลูกข้าวเนื่องจากสถานการณ์ภัยแล้งปีนี้อาจรุนแรงกว่าที่ผ่านมา รวมถึงคาดการณ์ว่าในอีก 6 เดือนปริมาณฝนจะมีค่าต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ ทำให้มีน้ำไม่เพียงพอ ขาดน้ำอุปโภค-บริโภค ส่งผลกระทบต่อผู้ทำนากว่า 2 ล้านไร่ได้รับความเดือดร้อน 

ดังนั้นจึงได้นำโครงการส่งเสริมเลี้ยงสัตว์เข้ามาเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรได้มีรายได้ในช่วงภัยแล้งนี้ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ข้าวในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป ทั้งต้นทุน และราคาในตลาด ตลอดจนประเทศเพื่อนบ้านมีการส่งออกข้าวเพิ่มขึ้น และจากกรณีไทยเสียแชมป์ข้าวหอมมะลิให้กับประเทศเวียดนาม ในการประกวดข้าวโลกปี 2019 ยอมรับว่าปัจจุบันข้าวหอมมะลิราคาตก 


ดังนั้นกรมการข้าวจึงต้องปรับกลยุทธ์ใหม่เพื่อพัฒนาผลิตเมล็ดพันธุ์ให้มีคุณภาพ โดดเด่น มีคุณสมบัติพร้อม เช่น ทนต่อแมลง ใช้น้ำน้อย ปลูกระยะสั้น และลดต้นทุน อีกทั้งต้องเน้นในเรื่องของตลาด ศูนย์วิจัยและผลิตเมล็ดพันธุ์จะต้องระดมความคิดร่วมกันเพื่อช่วยกันผลิตเมล็ดพันธุ์ที่ดีให้กับเกษตรกร

สำหรับโครงการนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชน เป็นโครงการสำคัญของกรมการข้าวที่ตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน แผนแม่บทด้านการพัฒนาการเกษตร ปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจโดยการมุ้งเน้นให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันทำการผลิตรวมถึงมีการจำหน่าย มีตลาดรองรับ เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้น และสามารถลดต้นทุนการผลิตได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 มีแปลงใหญ่ที่กรมการข้าวต้องเข้าไปดำเนินการจำนวนทั้งสิ้น 1,914 แปลง เป็นแปลงต่อเนื่องปี 2561 จำนวน 729 แปลง แปลงต่อเนื่องปี 2562 จำนวน 830 แปลง และแปลงใหญ่ปี 2563 จำนวน 355 แปลง 

นอกจากนี้ยังมีโครงการสำคัญอีกจำนวน 22 โครงการที่ต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการดำเนินงานโครงการนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชนเพื่อให้การขับเคลื่อนงานโครงการนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชน และโครงการสำคัญของกรมการข้าวอีก 22 โครงการ นำไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่ สร้างความร่วมมือ ร่วมใจให้แก่บุคลากร ก่อให้เกิดการบูรณาการความคิดร่วมกัน เพื่อหาแนวทางปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ และเป็นแนวทางให้บุคลากรสามารถดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน ส่งผลให้ภารกิจที่ได้รับมอบหมายบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์และสามารถแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรได้อย่างเป็นรูปธรรม กรมการข้าวจึงจัดให้มีการสัมมนา เชิงปฏิบัติการวางแผนยุทธศาสตร์โครงการนาแปลงใหญ่ และศูนย์ข้าวชุมชน และโครงการสำคัญของกรมการข้าวอีกจำนวน 22 โครงการไปด้วยกัน 

โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาครั้งนี้ จำนวนทั้งสิ้น 80 คน ประกอบด้วย ที่ปรึกษาอธิบดีกรมการข้าว ผู้บริหารกรมการข้าว ผู้อำนวยการสำนัก/กอง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าว ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ตั้งแต่วันที่ 7-8 มกราคม 2563 ซึ่งประเด็นสำคัญในการสัมมนาครั้งนี้ ได้แก่ ภารกิจของกรมการข้าวกับความเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ชาติ นำเสนอแผนงานโครงการตามภารกิจของกรมการข้าว และประเด็นหารือ การวางแผน แนวทางปฏิบัติโครงการตามภารกิจของกรมการข้าวที่สำคัญ โครงการนาแปลงใหญ่ และศูนย์ข้าวชุมชน รวมทั้งโครงการสำคัญ จำนวน 22 โครงการ รวมทั้งให้มีการหารือ เสนอแนะ คำแนะนำ ความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ

 
 
...........................................................
 
9 มกราคม 2563 

โดย นายยั้งคิด

 

กลับไปที่ www.oknation.net