วันที่ จันทร์ มกราคม 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทริปเมืองโม่ก๊ก เมืองอัญมณีของเมียนมา (1)...การเดินทาง


ทริปเมืองโม่ก๊ก เมืองอัญมณีของเมียนมา (1)...การเดินทาง

 

        เอ็นทรีนี้ ดิฉันจะนำคุณไปเที่ยวเมืองโม่ก๊ก เมืองแห่งอัญมณีของเมียนมา โดยเฉพาะทับทิม Mokok ได้ชื่อ ว่า The Ruby Land ซึ่งดิฉันเคยไปเมืองโมก๊กมาครั้งหนึ่งเมื่อสามปีที่แล้ว และครั้งหลังสุดเพิ่งไปเมื่อวันที่ 20-23 ธันวาคม 2562

      เมืองโม่ก๊ก หรือ เมิงก๊ด ในภาษาไทยใหญ่ “ก๊ด” แปลว่า คดเคี้ยว เป็นเมืองที่เป็นแหล่งผลิตอัญมณีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เริ่มในช่วงที่อังกฤษเข้ามายึดเป็นอาณานิคม โดยเมืองโมก๊กเป็นตำบล ขึ้นกับอำเภอปินอู้ละวิน (Pyin Oo Lwin) มณฑลมัณฑะเลย์ (Mandalay tain:) เดิมอยู่ในเขตรัฐฉาน (Shan Pyi ne) เพราะมีสายแร่ ทับทิม พลอย หยก ทางการเมียนมาจึงได้รวมโมก๊กเข้าไปอยู่ในมณฑลมัณฑะเลย์ บริเวณภาคกลางของเมียนมา

       เมืองโม่ก๊ก มีความเจริญรุ่งเรืองมานาน เพิ่งฉลองครบอายุ 800 ปี เมื่อปี 2561

      พื้นที่ส่วนใหญ่ของตัวเมืองล้อมรอบไปด้วยหุบเขาที่สวยงาม อยู่ไกลจากเมืองมัณฑะเลย์ 200 กม. เดินทางโดยรถเท่านั้น ใช้เวลาเดินทางราว 8 ชม. เส้นทางเดินรถ 60 เปอร์เซ็นเป็นพื้นราบ แล้วอีก 40 เปอร์เซ็นเป็นภูเขา ผ่านภูเขาสองลูก ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 3,563 และ 4,620 ฟิต ตามลำดับ

     ตัวเมืองนั้น ตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 1,100 เมตร จึงทำให้เมืองโม่ก๊กมีอากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปี

     ประชากรประกอบไปด้วยชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่างๆ เช่น ลีซอ ปะหล่อง กะเหรี่ยง พม่า แขกเนปาล และกลุ่มชาติพันธ์ุอื่นๆ 

       เมืองโม่ก๊ก มีเหมืองกว่า 240 แห่ง อยู่ทั้งรอบนอกและในตัวเมืองโม่ก๊ก โดยมีนักลงทุนพม่าและจีน ยังมีชาวบ้านแอบขุดรายย่อยบ้างแต่น้อย ส่วนมากรับจ้างเป็นแรงงานตามเหมือง เหมืองส่วนใหญ่เป็นเหมืองปิด คือ ขุดลงไปในดินเป็นโพรง ใช้วิธีดูดเอาพลอยขึ้นมา ไม่อนุญาตให้เข้าชม เพราะอันตรายมาก และเหมืองเปิด จะขุดเปิดหน้าดินกว้างๆ เหมือนที่เห็นทั่วไป

       การเดินทางไปยังเมืองโม่ก๊ก ต้องขออนุญาตจากรัฐบาลผ่านกระทรวงการท่องเที่ยว ให้บริษัททัวร์รับรอง มีไกด์นำพา ค่าใบอนุญาต คนละ 150 เหรียญดอลลาสหรัฐ บางห้วงเวลาจะไม่อนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้าเมืองโม่ก๊ก

       สภาพอากาศ ครั้งแรกฉันมาเดือนกรกฎาคม หน้าฝน อากาศเย็นสบาย ครั้งนี้ดิฉันไปกลางเดือนธันวาคม อากาศหนาวมาก กลางวัน 20 องศา กลางคืนอากาศลดลงต่ำสุดที่ 10 องศา จึงต้องเตรียมเสื้อหนาว หมวกไหมพรม ผ้าพันคอ ถุงเท้า ให้พร้อมเพราะเป็นคนไม่ชอบอากาศหนาว

       เราเดินทางจากดอนเมืองโดยสายการบินแอร์เอเซีย ไฟลท์ตอน 10.50 ไปถึงยังสนามบินนานาชาติมัณฑะเลย์ ใช้เวลา 2 ชม. ถึงมัณฑะเลย์ตอนบ่าย (เวลาช้ากว่าไทยครี่งชม.)

 

ถนนในเมืองมัณฑะเลย์ ตรงสี่แยก จะทำเป็นวงเวียน เพื่อมิให้รถติด

เมื่อถึงมัณฑะเลย์ เรารับประทานอาหารกล่องบนรถทัวร์เพื่อมิให้เป็นการเสียเวลาและออกเดินทางทันที

 การเดินทางออกจากมัณฑะเลย์ไปเมืองโม่ก๊ก จะผ่านพื้นที่ราบซึ่งเป็นท้องทุ่งนาไปเรื่อยๆ เราหยุดแวะเข้าห้องน้ำกลางทางครั้งหนึ่ง ฉันสังเกตเห็นว่า ตามคันนาจะมีการปลูกต้นดาวอินคามากมาย ได้ข่าวว่า ส่งขายไปเกาหลี

 เราอดไม่ได้ที่จะขอแวะกระจายรายได้ซื้อฝรั่งที่ชาวบ้านปลูกขายตามข้างทางสายนี้ (บางทริปเราก็จอดแวะซื้อและกินผลไม้ อาทิ แตงโมหรือทุเรียน แต่ทริปนี้ต้องรีบทำเวลา หนทางอีกยาวไกล ขึ้นเขาด้วย)

        ถนนเส้นนี้ ไม่ได้กว้างมาก เพียงแค่รถสวนกันได้ แต่ที่ฉันชื่นชอบถนนของเมียนมา คือ การปลูกต้นไม้ใหญ่ทั้งสองข้างถนนไปตลอดทาง ทำให้ร่มรื่นและไม่ร้อนในยามกลางวัน ซึ่งต่างจากถนนเมืองไทยมากที่มักทำถนนกว้างๆ และไม่ปลูกต้นไม้ใหญ่

จุดพักรถ แวะเข้าห้องน้ำที่ร้านอาหารกลางทาง

        เมื่อพลบค่ำ...เราเดินทางมาจะถึงจุดตีนเขาลูกแรก จะถึงจุดตรวจเช็ค ที่นี่เราต้องลงจากรถหมดทุกคน

พวกเราได้โอกาสแวะเข้าห้องน้ำของที่ทำการตรวจคนเข้าเมืองอีกครั้ง เมื่อหัวหน้าทัวร์ให้ไกด์ทำเรื่องเอกสารผ่านเขตแดนเข้าสู่เส้นทางไปเมืองโม่ก๊ก จ่ายค่าผ่านทางคนละ 125 ดอลลาสหรัฐ ขอย้ำว่า จากจุดนี้ไป จะต้องมีไกด์ขึ้นมาบนรถด้วย เพื่อที่จะไปกับทัวร์ของเราตลอดเวลาที่พักอยู่ในโม่ก๊ก ซึ่งเป็นกฎของทางการเมียนมาที่ให้เราอยู่ในสายตาเขานั่นเอง

เส้นทางเริ่มจากจุดตรวจเริ่มเป็นทางขึ้นเขา ถนนเล็กแคบมากคดเคี้ยวไปตามระหว่างภูเขา จะมีรถสวนมาก็ต้องขับเบี่ยงหลบกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย ไปอย่างช้าๆ แต่ปลอดภัย อากาศเย็นเยือกลงทันทีและมองข้างทางไม่เห็นนอกจากความมืด

          ระหว่างทางเราจอดแวะพักที่หมู่บ้านหนึ่ง เรียกว่า “บ้านไทรทอง” เพราะมีต้นไทรใหญ่มาก ซึ่งเป็นจุดพักรถและมีร้านขายของ มีสินค้าขึ้นชื่อเป็นผลไม้ที่ปลูกในแถบบนภูเขานี้ คือ ส้มหัวจุก (ซึ่งได้สูญพันธุ์ไปนานแล้วจากเมืองไทย สมัยเด็กๆ ทางภาคใต้เราเคยมีส้มหัวจุก) เราเข้าห้องน้ำแล้วไม่ได้ซื้ออะไร เพราะเราจะไปกินอาหารค่ำที่ปลายทาง เวลาใกล้จะสองทุ่มแล้ว

        สักครู่ เราออกจากจุดพักรถ "บ้านไทรทอง" รถก็เริ่มไต่เขาลูกที่สอง ในความมืดลางๆ ฉันเห็นกองหินริมทางด้านขวามือที่ฉันนั่งอยู่ ในใจฉันพลันแวบคิดถึงเหตุการณ์ครั้งกระโน้น ฉันตะโกนถามคุณอาร์ต

          "คุณอาร์ต เห็นกองหินขวามือนั่นไหม" คุณอาร์ตไม่ตอบอะไรหรือจะแกล้งทำไม่ได้ยิน

          รถแล่นไต่ระดับความสูงมาอย่างช้าๆ ทันใดนั้นเราได้ยินเสียงรถเกิดอาการสะอึก กระฉึกๆ เหมือนม้าที่วิ่งมาเต็มฝีเท้าจนมันเหนื่อยหมดแรง

             “ไม่นะ” ฉันภาวนาในใจ คนขับพยายามบังคับรถ แต่สักพักรถก็จอดนิ่งสนิท ทั้งๆ ที่รถสภาพใหม่ดูดีไม่น่ามีปัญหา ท่ามกลางความมืดมิดบนภูเขาห่างไกลบ้านเรือนผู้คนอาศัย มีแต่เสียงหรีดริ่งภูเขาที่ขับขาน ในขณะที่อากาศภายนอกรถเย็นยะเยือกลง คนขับรถและเด็กรถอีกคนรีบลงไปที่ด้านท้ายรถพร้อมด้วยส่องไฟฉาย ได้ยินเสียงซ่อมแก้ไขราว 20 นาที แล้วกลับขึ้นมาสตาร์ทรถ เครื่องยนต์รถติดแล้ว เราก็ออกเดินทางต่อ

              “เฮ้อ โล่งอกไปที” ฉันนึกในใจว่าจะต้องนอนกลางป่าบนภูเขานี้เสียแล้ว 

             ราวสามทุ่ม เราก็มาถึงเมืองโม่ก๊กแสนสวยของฉัน ฉันชอบเมืองนี้มากเพราะมีบ้านเรือนที่สวยงามโดนใจไม่ว่าจะมองไปทางไหน นี่แค่เพียงกลางคืน ยังสวยเพียงนี้นะ

ยามสามทุ่ม ถนนไร้ผู้คน เงียบสงัดแล้ว อากาศหนาวเย็น

ฉันหลงเสน่ห์ ประตูบานพับ และหน้าต่างไม้ ลูกฟัก ของเมืองนี้

ร้านอาหารยังเปิดรอคณะเราอยู่

ร้านนี้ เป็ดย่างอร่อย แต่เรามาถึงดึกเกินไป กินอะไรไม่ได้มาก

น้ำแกงร้อน ๆ ช่วยให้คลายหนาวได้อย่างดี

ทางร้านน่ารักมาก รู้ว่าพวกเราหนาวเพราะมาจากเมืองอุ่นกว่า เขาเตรียมเตาไฟเปลวถ่านร้อนๆ มาวางใต้โต๊ะ เครื่องทำความร้อนให้เรา

             เมื่อรับประทานอาหารค่ำที่ร้านอาหารแล้ว เราก็ไปเข้าที่พักที่โรงแรมโม่ก๊กโฮเต็ล พรุ่งนี้เรามีโปรแกรมอะไรบ้าง โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ

ขอบคุณพื้นที่ดีๆ แห่งโอเคเนชั่นค่ะ

โดย Chaoying

 

กลับไปที่ www.oknation.net