วันที่ อังคาร มกราคม 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บิ๊กป้อมโยนปชป.กำราบเทพไทโจมตีรัฐบาล//


สวัสดีครับ

         เราก็รู้กันเป็นอันดีอยู่แล้วว่า นายเทพไท เสนพงศ์ นั้น ฝากชีวิตฝากตัวไว้กับนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งนานมาแล้ว ส่วนการที่

พรรคปชป.ภายใต้การนำของนายจุรินทร์ ลักษณะวิสิฏฐ์นำพรรคร่วมอยู่กับรัฐบาลนั้น นายเทพไทก็มิได้ห่วงใยต่อความเหมาะสมสัก

เท่าไรนักเลย ยังเคราะห์ดีที่ส.ส.ปชป.ส่วนใหญขณะนี้ยังรวมตัวตามนายจุรินทร์เป็นอันดี

 

ไปเคลียร์กันเอง!! 'บิ๊กป้อม'โยน'ปชป.'กำราบ'เทพไท'โจมตีรัฐบาล

ไปเคลียร์กันเอง!! 'บิ๊กป้อม'โยน'ปชป.'กำราบ'เทพไท'โจมตีรัฐบาล

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2563, 10.22 น.

"บิ๊กป้อม"โยน"ปชป."กำราบ"เทพไท"โจมตีรัฐบาล บอกไม่รู้มีปัญหาในพรรคหรือไม่ แต่รบ.ไม่มี

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ออกมาโจมตีรัฐบาล จะต้องไปพูดคุยกับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ในฐานะที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ว่า คงต้องให้พรรคประชาธิปัตย์ไปพูดคุยกับนายเทพไท เพราะหัวหน้าพรรคเขาก็ร่วมกับเราอย่างดี 

เมื่อถามว่า ในพรรคประชาธิปัตย์มีปัญหาอะไรกันหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่มี ตนไม่รู้ว่าเขามีปัญหาอะไรกัน แต่ในส่วนรัฐบาลไม่ได้มีปัญหาอะไรกับเขา ก็ต้องไปถามนายเทพไท

เมื่อถามย้ำว่า จะเป็นปัญหาเรื่องการทำงานร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ นำไปสู่การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่มี ก็เป็นเรื่องของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะต้องไปตกลงกันเอาเอง ยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องปรับ ครม.

เหลืองอร่าม!! ฤดูแล้งน้ำลด'ดอกไม้น้ำ'ผุดกลางหนองท้ายหมู่บ้านเมืองกาฬสินธุ์

เหลืองอร่าม!! ฤดูแล้งน้ำลด'ดอกไม้น้ำ'ผุดกลางหนองท้ายหมู่บ้านเมืองกาฬสินธุ์

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2563, 09.17 น.
 

"ชาวบ้านกาฬสินธุ์"ตะลึง! ดอกไม้สีเหลืองอร่ามผุดขึ้นเป็นแพสวยงามหลังน้ำลำปาวลด ชาวบ้านเผยเป็น"ดอกแหน"พืชน้ำชนิดหนึ่ง ซึ่งมีให้ชมแห่งเดียวในเขตนี้ ชูดอกบานสะพรั่งยาวตลอดฤดูแล้งถึงเดือนเมษายน จึงร่วมอนุรักษ์เป็นของดีประจำหมู่บ้าน

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หนองน้ำสาธารณะท้ายหมู่บ้านนาสีนวล หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าลำปาวหลง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของท้ายเขื่อนลำปาว ที่จะเชื่อมต่อกับบ้านบึงนาเรียง ต.บึงนาเรียง อ.ห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งระดับน้ำกำลังลดลงตามฤดูกาล ได้มีพืชน้ำชนิดหนึ่งชูก้านดอกสีเหลืองขึ้นมาเหนือผิวน้ำ มองดูเหมือนเป็นแพสีเหลืองสด โดยเฉพาะในช่วงที่มีคลื่นน้ำกระเพื่อมและต้องแสงแดด แลดูระยิบระยับสวยงามจับตา ทำให้ผู้คนที่เดินทางผ่านมา อดใจไม่ไหวต้องจอดรถแวะชื่นชมความงามบนผืนน้ำ พร้อมกับเอามือถือมาเซลฟี่และบันทึกภาพไว้ ทั้งนี้ หลายคนตั้งชื่อดอกไม้สีเหลืองสดนี้ว่า "ดอกไม้น้ำ"

สอบถาม นายจ่อย อิศาสตร์ อายุ 56 ปี ชาวบ้านนาสีนวล หมู่ 2 ต.บึงนาเรียง อ.ห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ดอกไม้น้ำดังกล่าว เป็นดอกแหน ซึ่งเป็นพืชน้ำจืดชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ บริเวณที่ดินและน้ำอุดมสมบูรณ์ ปัจจุบันโดยทั่วไปไม่ค่อยมีให้เห็น เนื่องจากน้ำไม่สะอาด มีสารพิษเจือปน ที่เป็นตัวทำลายให้พืชน้ำชนิดนี้สูญพันธุ์ไป ส่วนที่เห็นโผล่ก้านดอกชูช่อสีเหลืองให้เห็นที่ลำปาวหลงท้ายหมู่บ้าน เชื่อว่ามีแห่งเดียวในละแวกนี้ ที่มีแพดอกแหนสีเหลืองสดให้ชม

อย่างไรก็ตาม เท่าที่สังเกตปีนี้จะมีดอกไม้น้ำมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้คนที่เดินทางผ่านไปมาต้องจอดแวะชมความงาม พร้อมกับเอามือถือมาเซลฟี่และถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก เพราะถึงแม้จะไม่ใช่ของแปลก แต่ก็หาดูไม่ได้ง่ายๆ

ด้าน นางบัวทอง ภูต้อม ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านนาสีนวล หมู่ 2 ต.บึงนาเรียง กล่าวว่า เมื่อถึงฤดูแล้ง ระดับน้ำลำปาวเริ่มลดลง เป็นช่วงที่ดอกไม้น้ำหรือแหนออกดอกพอดี ซึ่งจะชูช่อเป็นแพสีเหลืองสดสวยงาม และช่วงกลางวันที่ดอกไม้น้ำอาบแสงแดด จะมองดูเป็นพื้นแพสีเหลืองอร่ามงามตามาก ซึ่งชาวบ้านที่ลงน้ำหาปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ ก็จะช่วยกันอนุรักษ์ไว้เป็นของดีประจำหมู่บ้าน

ทั้งนี้ ดอกไม้น้ำจะบานสะพรั่งอยู่อย่างนี้ตลอดฤดูแล้ง ยาวไปจนถึงเดือนเมษายนถึงจะร่วงโรย ทั้งนี้ หากปีหน้าแหนขยายพันธุ์มากขึ้น มีดอกไม้น้ำสีเหลืองสดเต็มท้องน้ำมากกว่าปีนี้ ก็อาจจะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวประจำตำบลได้ เพราะตามที่สำรวจพบว่ามีดอกไม้น้ำแหล่งใหญ่แหล่งเดียว ที่สวยงามและน่ามาเที่ยวชม มีที่บ้านนาสีนวลแห่งนี้

 
 

 
 
 
 
 

ข่าวเด่น 

 

 
 

บทวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันประจำวัน โดย‘บมจ.ไทยออยล์’ประจำวันอังคารที่ 14 มกราคม 2563

..........................................................

 

'สนธิรัตน์'ขอรอท่าทีฝ่ายค้านเดินเกมศึกซักฟอกยังไง ก่อนหารือพปชร.รับมือ

'สนธิรัตน์'ขอรอท่าทีฝ่ายค้านเดินเกมศึกซักฟอกยังไง ก่อนหารือพปชร.รับมือ

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2563, 11.21 น.

"สนธิรัตน์"ขอรอท่าทีฝ่ายค้านเดินเกมศึกซักฟอกยังไง ก่อนหารือพปชร.รับมือ ระบุหากขุดเรื่องอดีต ต้องดูตามกรอบตอบได้หรือไม่ ชี้"งูเห่า"คือพวกอย่าเห็นประเทศเดินหน้า

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงการที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยพรรค พปชร.มีการเตรียมความพร้อมอย่างไร ว่า เมื่อชัดเจนแล้วว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านจะอภิปรายอย่างไร พรรค พปชร.จะต้องหารือกันในการเตรียมการเข้าสู่กระบวนการ ซึ่งเราได้ติดตามข่าวสารอยู่ แต่ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นอย่างไร ขอให้ชัดเจนก่อน ซึ่งเราคงต้องตอบไปตามข้อเท็จจริงตามประเด็นที่ฝ่ายค้านจะหยิบยกขึ้นมา รัฐบาลพร้อมตอบตามข้อเท็จจริงว่าสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการมาในช่วงการทำงาน 6 เดือนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร

 เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านพยายามที่จะขุดเรื่องเก่าในอดีตขึ้นมาอภิปรายเป็นหลัก นายสนธิรัตน์ กล่าาว่า ต้องดูว่าการอภิรายนั้นอยู่ในกรอบอะไร ตอนนี้ยังคาดเดาได้ยาก ต้องขอดูอีกครั้งว่าจะอยู่ในกรอบอะไร และเป็นกรอบที่เราต้องตอบหรือไม่ จะอยู่ในความเกี่ยวข้องกับการเป็นรัฐบาลอย่างไร ตนต้องขอไปดูประเด็นก่อน ในกรอบที่อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ขอให้มีความชัดเจนกว่านี้ และเราจะติดตามอย่างต่อเนื่อง

เมื่อถามว่า จะมีงูเห่าเพิ่มเติมอีกหรือไม่ นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ผู้ที่เข้ามาสนับสนุนรัฐบาล ท่านเหล่านั้นคงอยากเห็นการเดินหน้าในภาวะที่รัฐบาลมีเสียงแตกต่างกับฝ่ายค้านไม่มากนัก และในบางครั้งที่เห็นออกมากันก็เป็นมุมมองของผู้สนับสนุนรัฐบาล ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของท่านเหล่านั้น ว่าอยากเห็นประเทศจะเดินต่อไปอย่างไร

ถามต่อว่า ฝ่ายค้านโจมตีว่างบประมาณปี 63 ที่ผ่านการพิจารณาในสภายังไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ถือเป็นมุมมอง ซึ่งรัฐบาลได้แจ้งผ่านไปในการพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณฯ อยู่แล้ว ว่างบต่างๆ ที่จะเอามาใช้นั้นมีการจัดสรรงบอย่างไร มีเป้าหมายอย่างไร และนำไปใช้อย่างไร ซึ่งในแง่ของรัฐบาลนั้น เชื่อมั่นว่างบประมาณจะนำไปใช้ในการเร่งกระตุ้นการแก้ปัญหาของประเทศ โดยอย่างที่ทราบกันว่างบประมาณนั้นล่าช้าพอสมควร ซึ่งเป็นปัญหาหนึ่งที่เราต้องวางแผนเร่งรัดการใช้งบประมาณในระยะเวลาที่เหลืออยู่ ซึ่งรัฐบาลจะใช้งบประมาณที่ผ่านสภาให้เกิดประโยชน์ตามเป้าหมายที่วางไว้

มท.สั่งทุกจังหวัดลุยมาตรการเร่งด่วน!  'ขุดดินแลกน้ำ'แก้ปัญหาภัยแล้งตามนโยบายรัฐบาล

มท.สั่งทุกจังหวัดลุยมาตรการเร่งด่วน! 'ขุดดินแลกน้ำ'แก้ปัญหาภัยแล้งตามนโยบายรัฐบาล

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2563, 10.28 น.

วันที่ 14 มกราคม 2563 ที่กระทรวงมหาดไทย นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทยได้ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพของประชาชน โดยรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ภัยแล้งอย่างต่อเนื่องและติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด รวมทั้งการสำรวจข้อมูลแหล่งน้ำและประมาณการใช้น้ำของแต่ละพื้นที่ ทั้งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การเกษตร การอุตสาหกรรม และการรักษาระบบนิเวศ เพื่อเป็นข้อมูลพิจารณาแก้ไขปัญหาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งต้องใช้เวลาและงบประมาณจำนวนมากเพื่อให้มีปริมาณน้ำที่เพียงพอกับความต้องการของทุกภาคส่วน ดังนั้น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ให้แนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาภัยแล้งในระยะเร่งด่วน ด้วยการ “ขุดดินแลกน้ำ” โดยใช้วัสดุมูลดินที่ได้จากการขุดลอกแหล่งน้ำธรรมชาติหรือแหล่งอื่นๆ ที่เหมาะสมเพื่อเป็นการบริหารจัดการวัสดุมูลดินให้เกิดประโยชน์ และเป็นการขุดบ่อเพื่อสร้างแหล่งกักเก็บน้ำขนาดเล็กในพื้นที่

นายฉัตรชัย พรหมเลิศ กล่าวว่า เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างประสิทธิภาพสามารถแก้ไขปัญหาภัยแล้งในระยะเร่งด่วน พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงได้มอบหมายให้สั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่พิจารณาดำเนินการ “ขุดดินแลกน้ำ” ตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่และสอดคล้องกับสถานการณ์ โดยให้ปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด รวมทั้งให้ศึกษาแนวทางการดำเนินการตามนโยบายการขุดลอกแหล่งน้ำสาธารณประโยชน์ที่ตื้นเขินเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยหรือภัยแล้งของกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย และแนวทางการบริหารจัดการวัสดุที่ได้จากการขุดลอก ของกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกอบการดำเนินการดังกล่าวด้วย

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ได้มีข้อสั่งการเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งในการประชุมเปิดกองอำนวยการน้ำแห่งชาติและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2563 โดยให้ทุกจังหวัดดำเนินการ อาทิ การกำกับติดตาม เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ และปัญหาการใช้น้ำของภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ และน้ำเพื่อการเกษตรอย่างใกล้ชิด รวมถึงให้ประเมินสถานการณ์เป็นระยะอย่างต่อเนื่องและทันเหตุการณ์ การมอบหมายส่วนราชการ หน่วยทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ เตรียมกำลังคน วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องจักรกลสาธารณภัย ให้พร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง การควบคุมการระบายน้ำ จัดสรรน้ำ โดยให้ความสำคัญกับการน้ำอุปโภคบริโภคเป็นลำดับแรก การติดตามการดำเนินการตามแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2562/63 โดยเฉพาะสถานการณ์การเพาะปลูกข้าวนาปรัง โดยให้ควบคุมไม่ให้มีปริมาณเพิ่มขึ้นเนื่องจากปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการสนับสนุน พร้อมขอความร่วมมือไม่ให้เกษตรกรทำการปิดกั้นลำน้ำหรือสูบน้ำเข้าพื้นที่เพาะปลูก หากพื้นที่ใดมีความจำเป็นต้องสูบน้ำ ให้ปฏิบัติตามปฏิทินการสูบน้ำของกรมชลประทานอย่างเคร่งครัด และให้ดูแลการชดเชยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และให้ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้กับประชาชน และเน้นย้ำให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการอย่างต่อเนื่อง

นายฉัตรชัย พรหมเลิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงมหาดไทยมีความห่วงใยพี่น้องประชาชนและเกษตรกรผู้ใช้น้ำในทุกพื้นที่ ทั่วประเทศและจะได้ติดตามสถานการณ์น้ำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแผนแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนตลอดฤดูแล้งนี้ ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยแล้ง สามารถแจ้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ หรือติดต่อสายด่วนสาธารณภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง

'บิ๊กป๊อก'ไม่ห้าม'วิ่งไล่ลุง' แต่อย่าทำวุ่นวายกระทบเศรษฐกิจ-ชีวิตปชช.

'บิ๊กป๊อก'ไม่ห้าม'วิ่งไล่ลุง' แต่อย่าทำวุ่นวายกระทบเศรษฐกิจ-ชีวิตปชช.

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม.ศ. 2563, 11.00 น.
 

"มท.1"ไม่ห้าม"วิ่งไล่ลุง" แต่ต้องอยู่ในขอบเขต-ยึดกฎหมาย อย่าทำวุ่นวายกระทบเศรษฐกิจ-ชีวิตประชาชน

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ไม่อยากให้จัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุง ว่า การจัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุงถือเป็นสิทธิ ขณะนี้เราเป็นประชาธิปไตย หากไม่ผิดกฎหมายทำได้ก็ทำ แต่ในฐานะที่ตนมีส่วนดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย เคยผ่านเหตุการณ์เหล่านี้มาแล้ว คิดว่าขอให้แสดงออกในขอบเขตและคำนึงถึงส่วนรวม ไม่อยากให้ประเทศชาติวุ่นวาย จะมีผลกระทบไปยังส่วนอื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งขณะนี้ไม่มีอะไรที่ผิดจนถึงขนาดต้องออกมาแสดงออกนอกสภาฯ ยังไม่มีอะไรเลวร้าย ทุกอย่างยังเป็นไปตามกฎหมายอยู่

อานิสงส์ปล่อยปลา-ช่วยชีวิตสัตว์เป็นทานทำให้ 'สามเณรติสสะ' หมดกรรมที่จะหมดอายุขัย

อานิสงส์ปล่อยปลา-ช่วยชีวิตสัตว์เป็นทานทำให้ 'สามเณรติสสะ' หมดกรรมที่จะหมดอายุขัย

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2563, 19.43 น.

ในสมัยพุทธกาลมีสารเณรน้อยองค์หนึ่งชื่อ "ติสสะ" อายุ 7 ปีมาบวชเพื่อศึกษาเล่าเรียนและปฏิบัติธรรมอยู่ในสำนักพระสารีบุตรเถระ อัครสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นระยะเวลาได้ 1 ปี วันหนึ่ง พระสารีบุตรสังเกตเห็นนิมิตบางอย่างที่บอกว่า สามเณรติสสะ จะต้องสิ้นชีวิตภายใน 7 วัน ด้วยเมตตาและความสงสารสามเณร พระสารีบุตรเถระ จึงบอกสามเณรให้ทราบว่าสามเณรจะสิ้นชีวิตในอีก 7 วัน พร้อมกับอนุญาตให้สามเณรติสสะไปบอกลาสั่งเสียญาติมิตรโปรดโยมบิดามารดาเป็นเวลา 3 วัน 

 

ต่อมาสามเณรติสสะจึงเดินทางไปเพื่อลาญาติพี่น้อง กะว่าจะใช้เวลาไปกลับให้ทันก่อนกำหนด เพื่อฟังธรรมจากพระสารีบุตรเป็นครั้งสุดท้าย โดยในระหว่างการเดินทางสามเณรติสสะ ได้พบปลาน้อยใหญ่ในสระน้ำซึ่งกำลังแห้งเขิน เมื่อสามเณรไปถึงปลากำลังดิ้นทุรนทุรายเพราะน้ำไม่เพียงพอ

สามเณรจึงรำพึงว่า "เรานี้จะตายภายใน 7 วัน ปลานี้หากไม่มีน้ำจะต้องตายในวันนี้แล้ว อย่ากระนั้นเลยถึงเราจะต้องตายก็ควรจะโปรดสัตว์คือปลาเหล่านี้ให้พ้นจากความตายเถิด" ด้วยความสงสารสามเณรจึงเอาบาตรช้อนตักฝูงปลาทั้งหมด แล้วนำไปปล่อยที่แม่น้ำใหญ่ ปลาทุกตัวก็รอดชีวิต

จากนั้นสามเณรติสสะเดินทางต่อไปในช่วงที่ผ่านป่าได้พบเก้งตัวหนึ่งติดบ่วงแร้วของนายพราน กำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอดอยู่ สามเณรมีใจกรุณาสงสารปล่อยเก้งตัวนั้นออกจากแร้ว ให้พ้นจากความตายไปอีกราย 

สุดท้ายเดินทางไปถึงบ้านญาติ ได้เล่าเรื่องที่จะเกิดกับตนทั้งหมดตามที่พระสารีบุตรบอกมา ญาติทั้งหลายทราบว่า อะไรจะเกิดขึ้นก็สงสารสามเณร อดกลั้นน้ำตาไม่ไหว ต่างร้องไห้คร่ำครวญ และเฝ้ารอเวลาที่สามเณรจะมรณภาพในวันที่ 7 ตามคำบอก

เมื่อครบกำหนด 7 วันสามเณรติสสะ กลับไม่สิ้นชีวิตตามที่พระสารีบุตรพยากรณ์ไว้แถมล่วงเลยไปอีกหลายสัปดาห์ก็ยังไม่สิ้นชีวิต สามเณรรู้สึกว่าตนคงไม่ตายแล้วจึงได้เดินทางกลับไปหาพระสารีบุตรอีก เล่าเรื่องต่างๆ ที่ตนได้กระทำลงไป เช่น การปล่อยปลาและเก้งในระหว่างทางก่อนถึงบ้านญาติ

พระสารีบุตร จึงกล่าวกับสามเณรว่า "กรรมดีที่เณรได้ช่วยชีวิตฝูงปลา ซึ่งบังเอิญเป็นเจ้ากรรมของเณรต่ออดีตชาติ ประกอบกับบุญกุศลที่เณรได้ทำไว้ด้วยการถือเพศบรรพชิตในปัจจุบัน ทำให้เจ้ากรรมนายเวรเกิดความปีติ ทั้งสองฝ่ายได้ยินยอมให้กรรมหนักถึงตายของเณรหลุดพ้น ด้วยการอโหสิกรรมต่อกัน เณรได้พ้นกรรมบัดนี้แล้ว"

ด้วยอานิสงส์การให้ทานชีวิต ปล่อยปลาและสัตว์ที่จะถึงฆาตให้รอดตายเป็นการประกอบมหากุศลกรรมอันยิ่งใหญ่ ด้วยเดชานุภาพของมหากุศลกรรมนั้นจึงสามารถสืบต่อชีวิตที่กำลังจะขาดไปของสามเณรได้แถมยังมีผิวพรรณผ่องใสยิ่งขึ้นอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก https://board.postjung.com/764647

 

ป่าใหญ่ต้นน้ำรอยต่อ 3 จังหวัดภาคเหนือกับโครงการสร้างอุโมงค์ผันน้ำสู่เขื่อนภูมิพล

ป่าใหญ่ต้นน้ำรอยต่อ 3 จังหวัดภาคเหนือกับโครงการสร้างอุโมงค์ผันน้ำสู่เขื่อนภูมิพล

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2563, 16.12 น.

ผมตื่นลืมตามองเห็นดาวระยิบระยับอยู่บนท้องฟ้า ดูเวลาก็ปาเข้าไปตีสองแล้ว นอนดูอยู่สักพักนึกขึ้นได้ว่า "เราเห็นดาวได้อย่างไรว่ะ" เพราะจำได้ว่าเมื่อเย็นตอนกางเต้นท์ก็คลุมฟลายชีทจนมิดชิดแล้วนิ ลมที่พัดแรงและส่งเสียงหวีดหวิวตั้งแต่หัวค่ำทำให้พอจะนึกออกว่าเกิดอะไรขึ้น จึงรีบผุดลุกไปนอกเต้นท์  

เชือกเส้นหนึ่งที่ผูกฟลายชีทขาดกระจุย ทำให้ผ้าใบปลิวไปติดต้นไม้ใกล้ๆ โชคดีที่ยังมีเชือกอีกเส้นหนึ่งที่ยังยึดโยงอยู่กับเหล็กหมุด ทำให้ฟลายชีทไม่ปลิวตกภูเขาไป หลังจากใช้ความพยายามเอาเชือกสำรองซ่อมแซมอยู่พักหนึ่งก็สามารถคลุมเต้นท์และกลับเข้าไปนอนได้ดั่งเดิม

ค่ำคืนนี้พวกเรานอนอยู่ในหุบเขาบนยอดดอยในอำเภออมก๋อย แรกทีเดียวตั้งใจว่าจะขับรถไปให้ถึงแม่น้ำเมย ชายแดนตะวันตกในจังหวัดตาก ซึ่งเป็นอีกจุดหนึ่งในโครงการผันน้ำสู่เขื่อนภูมิพล แต่เส้นทางบนยอดเขาอันคดเคี้ยวและต้องไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อย ทำให้เป้าหมายของเราต้องเปลี่ยนไป เพราะดวงอาทิตย์ใกล้ลับเหลี่ยมภูเขาแล้ว หากไม่รีบหาที่นอนคงลำบากแน่ เนื่องจากอุณภูมิลดลงอย่างลวดเร็วเหลือแค่ตัวเลขหลักเดียว

พวกเราทีมข่าวสำนักข่าวชายขอบ (transbordernews.in.th) ลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลและสำรวจโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลจังหวัดแม่ฮ่องสอนและจังหวัดตาก หรือที่ชาวบ้านเรียกสั้นๆว่าโครงการผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพล ซึ่งกรมชลประทานตั้งวงเงินงบประมาณไว้ราว 7 หมื่นล้านบาท ตั้งแต่บ่ายวันที่ 6 ธันวาคม

โครงการผันน้ำจากลุ่มน้ำสาละวินและยวมสู่เขื่อนภูมิพลเป็นโครงการเก่าที่กรมพัฒนาพลังงานทดแทนเริ่มวางแผนไว้ตั้งแต่ปี 2538 และกรมชลประทานได้นำมาปัดฝุ่นใหม่ เพียงแต่เปลี่ยนมาผันน้ำยวมแห่งเดียวเนื่องจากแม่น้ำสาละวินเป็นสายน้ำนานาชาติที่ไหลลัดเลาะอยู่แค่แนวชายแดนไทย ดังนั้น การผันน้ำโดยตรงอาจประสบปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านได้

ดูเหมือนว่ากรมชลประทานก็ไม่มั่นใจว่าจะผลักดันโครงการนี้ได้สำเร็จเพราะเป็นโครงการใหญ่และผลกระทบค่อนข้างกว้างขวาง จึงได้เพิ่มพลังแนวร่วมโดยดึงส.ส.ในสภาผู้แทนฯทั้งซีกฝ่ายค้านและรัฐบาลตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ ซึ่งโครงการผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพลเป็นเป้าหมายใหญ่ เช่นเดียวกับโครงการผันน้ำในแม่น้ำโขงสู่พื้นที่ภาคอีสาน โดยสมาชิกรัฐสภาบางคนถึงกับประกาศว่าจะผลักดันโครงการผันน้ำให้แล้วเสร็จสิ้นภายในรัฐบาลชุดนี้

โครงการผันน้ำในแม่น้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพลมีองค์ประกอบหลักประกอบด้วย 1.เขื่อนกั้นแม่น้ำยวมในจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีความสูง 69.50 เมตร เพื่อยกระดับน้ำให้สูงขึ้นโดยมีอาคารระบายน้ำล้นและถนนเข้าหัวงานอ่างเก็บน้ำมีความยาว 10 กิโลเมตร 2.สถานีสูบน้ำซึ่งตั้งอยู่บริเวณบ้านสบเงา อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน อยู่ห่างจากตัวเขื่อน 22 กิโลเมตรซึ่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำจำนวน 6 เครื่องผันน้ำลงอุโมงค์ 3.ถังพักน้ำและอุโมงค์ซึ่งมีความยาว 64 กิโลเมตร เริ่มต้นจากบ้านสบเงาเจาะทะลุป่าเขาแล้วไปออกที่ลำห้วยแม่งูดริมอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลใน อ.ฮอด จ.ตาก

 

พวกเราเริ่มต้นสำรวจและเก็บข้อมูลที่ปลายอุโมงค์ของโครงการบ้านแม่งูดโดยนายนายวันชัย ศรีนวล ผู้ใหญ่บ้านแม่งูด พาพวกเราไปดูพื้นที่ที่ปากอุโมงค์จะโผล่มายังลำห้วยแม่งูดโดยเขาเล่าว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ในหมู่บ้านเป็นชาวกะเหรี่ยงซึ่งเคยได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนภูมิพลเมื่อปี 2507 มาครั้งหนึ่งแล้ว หากมีการผันน้ำเข้ามาอีกย่อมทำให้น้ำในอ่างสูงขึ้นและเกรงว่าจะท่วมที่ดินทำกินของชาวบ้าน

"โครงการนี้แทบไม่มีประโยชน์กับชาวบ้านเลยเพราะผันน้ำแค่ช่วงหน้าฝนซึ่งตอนนั้น พวกเรามีน้ำอยู่แล้ว ผมและชาวบ้านแสดงจุดยืนคัดค้านโครงการนี้มาโดยตลอด ทุกวันนี้ยังแทบไม่มีใครเข้ามาชี้แจงให้ชาวบ้านรู้รายละเอียดเลย พวกเรารู้สึกหดหู่ใจมากเพราะเขาไม่เคยเห็นใจชาวบ้านริมอ่างเก็บน้ำเลย"

ความเห็นของผู้ใหญ่บ้านแม่งูดก็เป็นไปในทิศทางเดียวกับชาวบ้านในอำเภออมก๋อย จ.เชียงใหม่ ซึ่งพวกเราได้เข้าไปเก็บข้อมูลในวันที่สอง โดยพื้นที่อมก๋อยจะมีแนวอุโมงค์และท่อพาดผ่าน ซึ่งจากความยาวทั้งหมด 64 กิโลเมตร พบว่า 90% อยู่ในพื้นที่ผืนป่าอมก๋อย แต่ที่น่าประหลาดใจคือชาวบ้านในพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่มีใครรู้เรื่องเลยว่าจะมีแนวอุโมงค์ของโครงการใหญ่ขุดผ่าน

ประชาชนในอำเภออมก๋อยส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยงเช่นกัน พวกเขามีวิถีชีวิตผูกโยงอยู่กับธรรมชาติโดยเฉพาะป่าเขา ดังนั้นพวกเขาจึงช่วยกันดูแลรักษาผืนป่าเอาไว้ได้เป็นอย่างดี จนทำให้ป่ารอยต่อใน 3 จังหวัดแห่งนี้ยังคงอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย 

 

 

"ทุกวันนี้เรามีคุณภาพชีวิตที่เป็นปกติสุขดีอยู่แล้ว เมื่อมีโครงการที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตเข้ามา พวกเราย่อมรู้สึกเป็นกังวลใจ" นายพิบูลย์ ธุรมลฑล สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์อมก๋อย เล่าถึงสาเหตุที่ออกมาคัดค้านโครงการผันน้ำครั้งนี้และเมื่อเดือนก่อนชาวบ้านอมก๋อยแสดงพลังร่วมกันคัดค้านสัมปทานเหมืองถ่านจนประสบผลสำเร็จ

ยอดเขาสูงตระหง่านตั้งสลับซับซ้อนครอบคลุมด้วยความเขียวขจีจนสุดตา ป่าใหญ่ผืนนี้มีหมู่บ้านจำนวนไม่น้อยตั้งอยู่ห่างๆ กันส่วนใหญ่เป็นชาติพันธุ์กะเหรี่ยง มนต์เสน่ห์ของธรรมชาติท้าทายให้พวกเราเลือกที่จะขับรถไปตามถนนลูกรังที่สูงชันตัดข้ามป่าเขาแทนที่จะใช้ถนนลาดยาง

จนกระทั่งพวกเราต้องมาแวะพักอยู่ริมลำน้ำขุนสองอันเย็นเฉียบ

แม้ต้องเผชิญความหนาวเหน็บในหุบเขาสูงจนถุงนอนแทบเอาไม่อยู่ แต่พวกเราก็ได้สัมผัสถึงธรรมชาติอันดิบๆ ทั้งน้ำตกไม่มีชื่อที่ไหลหล่นจากผาสูง เราได้เห็นถึงวิถีการทำไร่หมุนเวียนดั้งเดิมซึ่งทำให้คนและป่าอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข 

ใน 2 วันสุดท้าย พวกเราได้ลงพื้นที่สำรวจแม่น้ำยวม แม่น้ำเงาและแม่น้ำเมย ซึ่งแม้โครงการระบุว่าจะสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำยวม แต่ทั้งแม่น้ำเงาและแม่น้ำเมยซึ่งผูกโยงกันอยู่ต่างก็ได้รับผลกระทบไปด้วย รวมทั้งแม่น้ำสาละวินซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของแม่น้ำเหล่านี้ 

 

 

ตลอดเส้นทางของแม่น้ำยวมที่จะถูกน้ำท่วม หากมีการสร้างเขื่อน ต่างเต็มไปด้วยป่าสักและไม้ใหญ่ บางจุดมีน้ำตกเล็กๆงดงาม บางจุดเป็นแก่ง-ผาอันมีความสำคัญต่อระบบนิเวศ

"ถ้าโครงการเกิดขึ้นจริง พวกเราจะทำอย่างไร ตอนนี้ชีวิตนับถึง 10 แล้วจะให้เริ่มต้นนับ 1 ใหม่หรือ เราไม่เอาด้วยหรอก ต้นแม้แต่ละต้นกว่าจะเติบโตจนออกผลต้องใช้เวลา จู่ๆจะให้ผมย้ายไปอยู่ที่อื่น ผมก็ไม่ยอม" นายประจวบ ทองฤทธิ์ ชาวบ้านสบเงา สะท้อนความอัดอั้นตันใจ บ้านเขาเป็น 1 ใน 4 หลังซึ่งอยู่ในจุดที่โครงการจะก่อสร้างสถานีสูบน้ำ แต่จนบัดนี้ผู้พัฒนาโครงการก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าให้เขาไปอยู่ที่ไหนและอยู่อย่างไร

การสำรวจเส้นทางของโครงการผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพลตั้งแต่ปากอุโมงค์ไปจนถึงจุดสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำยวม พบว่ายังมีข้อมูลอันสับสน และมีคำถามมากมายที่ยังไม่มีคำตอบ ขณะที่กรมชลประทานได้พยายามผลักดันให้เดินหน้าแต่กลับยังไม่มีอธิบายที่ชัดเจนให้กับชาวบ้านและระบบนิเวศ

บางทีการผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพลเพื่อพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาในครั้งนี้ อาจไม่ใช่แค่การสูบน้ำมาจากชาวบ้านชายขอบเพื่อสนองคนภาคกลางเท่านั้น แต่เป็นการสูบเอาความสุขจากคนเล็กคนน้อยมาสนองคนอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ใกล้ศูนย์กลางอำนาจ


----------------------
ภาสกร จำลองราช
padsakorn@hotmail.com

 

 ........................................................

14 มกราคม 2563

 

 

 

โดย นายยั้งคิด

 

กลับไปที่ www.oknation.net