วันที่ พุธ มกราคม 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทริปเมืองโม่ก๊ก (2) ...วัยรุ่นโม่ก๊กออกมาเดิน ตั้งแต่ ตี 5 ฝ่าลมหนาว


ทริปเมืองโม่ก๊ก (2) ...วัยรุ่นโม่ก๊กออกมาเดิน ตั้งแต่ ตี 5 ฝ่าลมหนาว

เค้าทำอะไร ดี ๆ น่ารัก ๆ เห็นแล้ว ขอชื่นชม

 

      ตอนที่แล้ว ดิฉันเล่าถึงตอนที่เราเดินทางไปถึงเมืองโม่ก๊กราวสามทุ่ม รับประทานอาหารค่ำที่ร้านอาหารแล้ว เข้าพักที่โรงแรมโม่ก๊กโฮเต็ล

     วันรุ่งขึ้น...ตอนย่ำรุ่งในฤดูหนาว อากาศเมืองโม่ก๊กเย็นลงถึงประมาณ 9 องศาเซ็นเซียส ...ฉันตื่นนานแล้ว เพราะอากาศหนาวมากจนนอนไม่หลับ (และแขกอินเดียห้องข้างๆ ทำเสียงดังโครมครามทั้งคืน)

     เวลาหกโมงตรงตามเวลาที่นัดกันไว้ว่า พร้อมกันที่ล็อบบี้โรงแรม สำหรับใครที่จะไปร้านน้ำชาในเมืองโม่ก๊ก  เพื่อลิ้มลองดื่มด่ำรสชาติ ชาพม่า-กาแฟ กับอี่จ่าเกว้อันยาวๆ (ปาท่องโก๋) สัมผัสกลิ่นอายของวิถีชีวิตร้านน้ำชาแบบชาวเมืองนี้ ส่วนใครไม่ไป ก็นอนรอกินอาหารเช้าที่โรงแรมตอนเจ็ดโมงเช้า

ยังมืดอยู่ แสงไฟจากไฟถนน

     พอเราเดินออกมาหน้าโรงแรม เพื่อจะเดินไปร้านน้ำชาซึ่งอยู่ใกล้โรงแรมราวสามร้อยเมตรสามารถเดินไปได้ เราก็เจอกับขบวนของเด็กวัยรุ่นและผู้ใหญ่ ประมาณ 30-40 คน เดินร้องเพลงเชิญชวนให้ชาวเมืองออกมาเดินออกกำลังกายยามเช้า และมีเสียงเพลงดังออกลำโพงเครื่องขยายเสียงมาจากรถสี่ล้อเล็กที่ขับรั้งท้ายขบวนด้วย ขบวนแห่เดินออกกำลังกายก็เดินผ่านเราไปอย่างกระฉับกระเฉงรวดเร็วไปตามถนน ดูเหมือนจะรีบเดินไปตามถนนให้รอบเมือง

     ในฤดูหนาว...ที่เมืองโม่ก๊กทุกเช้ามืด เริ่มตั้งแต่ตี 5 จะมีเด็กๆ วัยรุ่นออกมาเดินแถวร้องเพลงไปตามถนนในเมืองโม่ก๊ก เป็นเพลงร้องเชิญชวนทุกคนให้มาเดินออกกำลังกายกันทุกเช้า ทำนองเพลงง่ายๆ สั้นๆ ร้องซ้ำๆ น่ารักมาก ใครๆ ก็ร้องได้ (หนุ่มคนขับรถของเราก็ร้องได้ ฉันลืมขอจดเนื้อร้องมาก)

      ฉันเห็นกิจกรรมเดินนี้แล้ว รู้สึกชื่นชมในความคิดสร้างสรรค์ ที่บ้านเมืองโม่ก๊กมีนโยบายเชิญชวนให้ชาวเมืองทุกคนตื่นมาเดินออกกำลังกายตอนเช้าเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง ซึ่งผู้คนก็เห็นความสำคัญและให้ความร่วมมือ ทุกคนใส่เสื้อหนาว ใส่หมวกไหมพรม รองเท้ากีฬา เดินฝ่าลมหนาวออกกำลังกายเป็นที่สนุกสนานกันทั้งเมือง ช่างต่างกับไอเดียการจัดกิจกรรม เดิน-วิ่ง ในเมืองไทยขณะนี้อย่างสิ้นเชิง

      เมื่อเราเดินจากโรงแรมมาถึงหัวถนนที่เคยเป็นที่ตั้งร้านน้ำชา (ฉันเคยมากินที่ร้านนี้เมื่อสามปีที่แล้ว) ปรากฏว่าร้านย้ายไปอยู่ที่ใหม่แล้ว เราจึงขึ้นรถบัสไปยังที่ร้านไปเปิดใหม่

      พอเรามาถึงที่ร้านน้ำชา เป็นเวลาเดียวกันกับที่ขบวนเดินแห่ชวนออกกำลังกาย เดินมาถึงถนนสายที่เรามากินน้ำชาพอดี ฉันยืนดูขบวนเดินร้องเพลงและพยายามจะเลียนเสียงเนื้อร้อง กระทั่งขบวนเดินผ่านเลยไปจนลับตา ฉันจึงเดินกลับไปที่ร้านน้ำชา

 

ร้านน้ำชา ภาษาเมียนมา เรียกว่า "และ แพะ เหย่ ส่าย" นะคะ (นำคำศัพท์มาฝากสำหรับผู้เรียนภาษาพม่า)

ที่ร้านน้ำชา

 

ร้านมีสองส่วน ด้านนี้ ทอดปาท่องโก๋และซะมูส่า

มีผู้หญิงขายอยู่คนเดียว

มีคนมาซื้อเฉพาะอี่จ่าเกว้ หรือ ซะมูส่า โดยไม่นั่งดื่มน้ำชาก็ได้

มีสองไส้ แบบอันเล็กไส้ผัก แบบอันใหญ่ไส้ไก่ อร่อยดี

ซะหมู่ส่า (ออกเสียงแบบภาษาเมียนมานะคะ)  ส่วนคนไทยมักเรียกว่า ซาโมส้า

 แต่ละคนจะสั่งน้ำชา กาแฟ คนละอย่าง (ฉันเอาแแบบ เข้มข้น หวาน มัน) และสั่งขนมซะมูส่าและอี่จ่าก๊วย มากินระหว่างรอชา กาแฟ

"บ่า เฏ้า มะ แล่" ภาษาเมียนมา แปลว่า "จะดื่มอะไร คะ"  แม่ค้าถาม

เรียกตามภาษาเมียนมา ว่า "อี่ จ่า เกว้" นะคะ ปาท่องโก๋ หรือ ชะโขย (ภาษาใต้บ้านฉัน)

"เหย่ ปู่" แปลว่า น้ำร้อน นะคะ

 

"โนะ เส้ง" แปลว่า นมจืดมันๆ "โนะสี่" แปลว่า นมข้นหวาน นะคะ ใส่ทั้งนมข้นหวานและนมจืด ให้หวานและมัน

"พะหย่อ" แปลว่า ชง นะคะ

กิน อี่จ่าเกว้ คู่กับ และ แพะ เหย่ อร่อยเข้ากันดีมากๆ เลยค่ะ

เมื่อกลับมายังโรงแรมโม่ก๊ก...ที่ริมถนนหน้าโรงแรมนั้นเอง มีร้านรถเข็นขายชาพม่าและก๋วยเตี๋ยวฉานด้วย

หนุ่มขายชาพม่า ร้านน้ำชาริมทาง

ร้านนี้ ก็บรรยากาศดีนะ

ชมวิถีชีวิต ..ยังมีการใช้เตาอังโล่ใส่ถ่าน ต้มน้ำร้อน และมีหม้อเล็กๆ ใส่ของกิน (เหมือนที่ฉันซื้อกลับมา สำหรับใส่แกง ลดถุงพลาสติก)

คนมารอกินชาพม่า นั่งทำอะไรกัน หนาวๆ แบบนี้

นั่งผิงไฟ ที่เตาอังโล่ อุ่นดีค่ะ

มาดูโต๊ะนี้ กินน้ำชา เด็กๆ ทานอะไรกันนะ ผู้ชายคนนี้พอเห็นฉัน ก็ยกมือทักทายสวัสดีกัน

คุณแม่ และเด็กๆ  ..ก็หันมายิ้มทักทาย คนเมืองนี้อารมณ์ดีกันทุกคน

ทำให้ฉันรู้ว่า ..ยามเช้า..กินโรตีกับน้ำชา ก็อร่อยเหมือนกัน

เห็นวิถีชีวิตง่ายๆ สบายๆ นั่งเก้าอี้เตี้ยๆ  (ปักษ์ใต้บ้านฉัน สมัยก่อนก็นั่งร้านกาแฟ ร้านน้ำชา พบปะพูดคุยกัน)

ในภาพนี้ ผู้หญิงอีกคนหนึ่ง กำลังกินก๋วยเตี๋ยวเป็นอาหารเช้า

 

ผู้หญิงคนนี้ กินก๋วยเตี๋ยวฉาน หรือ ฉานข้าวซอย (อ่านว่า ช้าน ข้าว ซะ แว)

ร้านก๋วยเตี๋ยวฉาน

อ้าว เปลี่ยนตัวแม่ค้า

แม่ค้า นั่งกิน ..ให้ฉันเป็นคนขายแทน เธอบอกว่า "ขายเลย ทำเองเลย ตามสบาย" น่ารักจริงๆ แม่ค้าอารมณ์ดี

แม่ค้าขาย "ช้านข้าวซะแว" ใจดีมาก ขอบคุณมากนะคะ ที่เอื้อเฟื้อให้ฉันขายก๋วยเตี๋ยวแทน

อ้าว...นี่ร้านว่าง ไม่มีคนขาย หมากคำ "กู้นหย่า" แปลวา หมากคำ นะคะ

ขาดเสียมิได้ ต้องมีร้านขายหมากคำและต้องมีคนขาย

ใส่ปูนขาวสักหน่อยนะคะ

       เรารีบสาวเท้าเดินไปสำรวจบริเวณบึงใหญ่ที่อยู่ด้านหลังโรงแรม บึงใหญ่อันเป็นแลนด์มาร์คสวยงามของเมืองโม่ก๊ก ซึ่งบัดนี้มีการพัฒนาปรับปรุงรูปโฉมรอบๆบึงเสียใหม่ บึงกว้างใหญ่นี้ ในอดีตก็คือ เหมืองพลอยที่ขุดแบบเหมืองเปิด เมื่อเหมืองร้างไปแล้วก็จะมีน้ำขังกลายเป็นบึงนั่นเอง

ตึกสีน้ำตาล คือ โรงแรม โม่ก๊กโฮเต็ลที่เราพัก และอาคารหลังคาสีแดง นั่นคือ ร้านขายพลอยแต่ยังไม่เปิดทำการ รอสิบโมงนะคะ

ผู้คนชาวโม่ก๊ก นิยมมาเดินรอบๆ บึงนี้ และมีที่สำหรับออกกำลังกาย และกายบริหาร

อากาศหนาว ออกกำลังกายไปด้วย ชมวิวเมืองสวยๆ ไปด้วย สดชื่นดี

ผู้หญิงชาวเมืองโม่ก๊ก พอเห็นเราถ่ายรูป เธอยิ้มให้ ด้วยไมตรี คนเมืองนี้อัธยาศัยดี

คนมาเดินออกกำลังกาย ก็เยอะ

วิว..สวยซะขนาดนี้ มองไปทางซ้าย

มองตรงๆ

มองไปทางขวา ก็สวย

ถ่ายรูปกับบล็อกเกอร์ พี่โบเดีย

มีอนุสาวรีย์ นายพลอองซาน วีรบุรุษของเมียนมา ผู้กู้เอกราชจากอังกฤษ

รอบบึง จากเดิมเมื่อสามปีที่แล้ว มีแต่กอหญ้า มาปีนี้พัฒนาสร้างทางเดินรอบๆ บึงสำหรับให้คนมาออกกำลังกาย เดินเล่น และกำลังมีการปลูกต้นไม้รอบๆ บึงให้ร่มรื่นด้วย (เพิ่งปลูกยังคลุมผ้าตาข่ายสีเขียวอยู่) หากมาครั้งหน้า จะเห็นต้นไม้ใหญ่แล้วก็ได้ (หากเป็นบึงในเมืองไทย มักไม่ค่อยชอบปลูกต้นไม้ใหญ่)

ด้านข้างโรงแรมเป็นบริเวณที่โล่งกว้าง เอาไว้ทำอะไรนะ ต้องคอยดูต่อไปค่ะ อากาศยังหนาว ไอออกจากปาก

ประตูเข้าโรงแรมโม่ก๊ก

       จากนั้นเวลาเจ็ดโมงเช้า ห้องอาหารเช้าของโรงแรมเปิดให้บริการ พวกเราไปรับประทานอาหารเช้าของโรงแรม และเตรียมตัวเพื่อไปเที่ยวตามโปรแกรมในทริปนี้ วันนี้เราจะไปไหนบ้าง โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ

โดย Chaoying

 

กลับไปที่ www.oknation.net