วันที่ จันทร์ มกราคม 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พาณิชย์ แนะผู้ปลูกกาแฟภาคเหนือ ใช้ประโยชน์ FTA ขยายตลาดกาแฟไทยสู่ต่างประเทศ


กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สภาเกษตรกรแห่งชาติ และสมาคมกาแฟไทย ขึ้นเหนือเสริมแกร่งเกษตรกรและผู้ประกอบการ ยกระดับกาแฟไทย เร่งส่งเสริมเรื่องการตลาดและการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ พัฒนาองค์ความรู้ พร้อมขยายตลาดกาแฟไทยสู่ต่างประเทศ

วันที่ 20 มกราคม 2563 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนา เรื่อง “การเพิ่มศักยภาพกาแฟไทยในยุคการค้าเสรี”  ณ ศูนย์การเรียนรู้กาแฟ เดอะ คอฟฟีเนอรี่ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ว่า การสัมมนาครั้งนี้ มีวิทยากรจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมให้ความรู้เรื่องสถานการณ์กาแฟไทยและโลก การใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอขยายตลาดกาแฟ และการเพิ่มมูลค่ากาแฟ เช่น การขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เป็นต้น รวมทั้งมีผู้แทนจากสมาคมกาแฟไทย สมาคมบาริสต้าไทย กลุ่มวิสาหกิจพยัคฆ์กาแฟ และบริษัท พานาคอฟฟี่ จำกัด เข้าร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องการพัฒนาคุณภาพและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กาแฟไทยเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก การสัมมนาครั้งนี้ ทุกภาคส่วนเห็นตรงกันว่า คุณภาพเป็นสิ่งสำคัญ หากสามารถรักษาคุณภาพ มาตรฐาน ของกาแฟได้อย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่ขั้นตอนการปลูก การเก็บ การคั่ว และแปรรูป จะทำให้กาแฟไทยมีความน่าเชื่อถือและได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค นอกจากนี้ การรวมกลุ่มของเกษตรกรในพื้นที่ยังสามารถช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ลดต้นทุนการผลิตสินค้า และสร้างอำนาจการต่อรอง เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการสัมมนาให้ความรู้ ทางกรมฯยังได้ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ    ต.เทพเสด็จ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ พบว่า จังหวัดเชียงใหม่มีพื้นที่และภูมิอากาศที่เหมาะสมในการปลูกกาแฟสายพันธุ์อะราบิกา ปัจจุบันเชียงใหม่มีพื้นที่ปลูกกาแฟมากถึง 19 อำเภอ สำหรับอำเภอดอยสะเก็ด มีการปลูกกาแฟมากเป็นอันดับ 1 ของจังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ปลูกถึง 7,414 ไร่ และเกษตรกรในพื้นที่ยังมีความพร้อม มีศักยภาพในการแข่งขัน และมีความใส่ใจในเรื่องคุณภาพ ตั้งแต่การรวมกลุ่มควบคุมคุณภาพไปจนถึงการปลูก การแปรรูปผลิตภัณฑ์ กาแฟเทพเสด็จได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) แล้ว โดยกระทรวงพาณิชย์เข้าไปช่วยส่งเสริมเรื่องการตลาดและการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีหรือ เอฟทีเอ  พัฒนาองค์ความรู้ในการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ ขยายตลาดกาแฟไทยสู่ต่างประเทศ รวมทั้งเรื่องการจดเครื่องหมายการค้า การขยายแฟรนไชส์ เพื่อให้กลุ่มเกษตรกรมีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้นอีกด้วย

ทั้งนี้ ระหว่างปี 2558 – 2562 ไทยมีความต้องการใช้เมล็ดกาแฟในประเทศ เฉลี่ย 78,953 ตันต่อปี แต่สามารถผลิตเมล็ดกาแฟได้ เฉลี่ย 26,161 ตันต่อปี ทำให้ความต้องการใช้เมล็ดกาแฟของไทยมีปริมาณมากกว่าผลผลิต ซึ่งหากพัฒนาศักยภาพและคุณภาพของกาแฟไทยอย่างสม่ำเสมอและยั่งยืน จะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในระยะยาว เพราะตลาดกาแฟยังมีความต้องการเมล็ดกาแฟดิบที่มีคุณภาพอีกมาก ขณะเดียวกันการค้าเสรีจะทำให้ไทยสามารถนำเข้าเมล็ดกาแฟดิบที่หลากหลายได้ ทำให้ได้เปรียบในเรื่องต้นทุน สามารถนำไปแปรรูปต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย เป็นที่ต้องการของตลาด ทั้งนี้ ในปี 2562 ไทยส่งออกกาแฟสำเร็จรูป 22,928 ตัน คิดเป็นมูลค่า 2,633 ล้านบาท โดยตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ สปป.ลาว เมียนมา กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และจีน คิดเป็นอันดับที่ 11 ของโลก

โดย โรสกีญ่า

 

กลับไปที่ www.oknation.net