วันที่ พฤหัสบดี มกราคม 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เก็บไว้เป็นความทรงจำ.....


          ความจริงแม่หมีไม่อยากพูดถึงเรื่องโรคที่แม่หมีเป็น  เพราะเขียนไปแล้วผู้อ่านบางคนอาจไม่เข้าใจ  อาจคิดว่ายัยนี่เรียกร้องความสนใจ  ไม่เลยค่ะ  แม่หมีไม่ใช่คนแบบนั้น   เผอิญสิ่งที่แม่หมีทำให้หมีน้อยและหมีน้อยทำให้แม่หมีมันอาจทำให้ใครหลายคนรู้สึก  เออ น่ารักดี  ตั้งแต่แม่หมีได้ทราบจากคุณหมอว่าแม่หมีเป็นเนื้อร้ายในกระดูกสันหลัง   แม่หมีซึ่งผ่านการผ่าตัดมาหลายครั้งตั้งแต่ผ่าคลอด 2 ครั้ง   ผ่าตัดตอนเป็นมะเร็งครั้งแรก   ผ่าตัดกระดูกหลังทับเส้นประสาทแล้วใส่เครื่องมือแพทย์แทนกระดูก   ส่องกล้องลำไส้   ของคนอื่นเขาอาจทำในห้องส่องกล้อง   แต่ของแม่หมีมันพิเศษค่ะ   ส่องกล้องทีไรมีปัญหาเจอชิ้นเนื้อ  เรียกว่าส่องกันทุกปีก็ต้องเข้าห้องผ่าตัดเพราะในห้องผ่าตัดมันมีเครื่องมือพร้อม  น้ำตาลอาจตก  ความดันมีปัญหา  อาจเจอชิ้นเนื้อที่ทำให้ต้องเลาะกันนาน    หมอบอกให้สลบไปเลยดีกว่า   เลยไม่กลัวการผ่าตัด   ห้องผ่าตัดเย็นสบาย  อากาศสะอาด  แถมมีการเปิดเพลงเพราะๆให้ฟังเพลินๆ   คุณหมอเด็กๆและพยาบาลมาชวนคุยให้ดมยาไปเดี๋ยวก็เผลอหลับไป   ทุกครั้งอาจารย์หมอจะเข้ามาดำเนินการเอง   บางทีแพทย์เด็กๆอาจทำแต่อาจารย์หมอจะมายืนข้างๆให้คำแนะนำหรือสอนหมอเด็กๆ  และให้กำลังใจคนไข้กันตลอด   อบอุ่นมากค่ะ

        แต่สำหรับครั้งนี้แพทย์ออร์โธฯผู้เชี่ยวชาญเรื่องกระดูก  เป็นอาจารย์หมอที่เชี่ยวชาญกระดูกสันหลังโดยเฉพาะมาเจอเนื้องอกในหลังของแม่หมี   แม่หมีบอกคุณหมอว่า  " ผ่าเอามันออกไปเลยค่ะ"   คุณหมอมองในจอคอมพ์ที่มีผล MRI   แล้วชี้ให้ดูว่า  " ผมผ่าตัดให้ไม่ได้ครับ   เราต้องหาวิธีอื่น  เนื้อร้ายมันอยู่ที่บริเวณกระดูก T 11 ซึ่งบริเวณนั้นมันเสี่ยงมากมันเป็นศูนย์รวมประสาทที่ควบคุมหลายๆอย่าง   ถ้าผ่าแล้วคุณป้าอาจกลายเป็นคนพิการ   เดินไม่ได้ต้องนอนติดเตียง"  แม่หมีบอก  "งั้นเราจะใช้วิธีไหนดีคะ"  หมอบอก  " เราควรจะให้เคมีบำบัดและการฉายแสง  แล้วก็รักษาตามอาการ "  หมอนั่งจ้องภาพในจอคอมพ์  "ผมขอเสี่ยงเอาเนื้อออกมาตรวจได้มั๊ยครับ  เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นเนื้อร้ายจริงๆ "   แม่หมีบอก "ได้ค่ะ  ป้าไม่กลัว  มาถึงขั้นนี้แล้ว   หมอว่าอย่างไรป้าก็เอาด้วย"  ก็เลยนัดวันมานอนโรงพยาบาล   ซึ่งแม่หมีก็ต้องกลับมาดูแลตัวเองให้ค่าน้ำตาลในเลือดไม่สูงและความดันก็ต้องไม่สูงด้วย   เพราะถ้ามีปัญหาเรื่องนี้ก็จะผ่าหลังเพื่อเอาชิ้นเนื้อออกมาตรวจวิเคราะห์ให้ชัดเจนไม่ได้   หมอบอกย้ำ "  ผมจะทำให้ดีที่สุดครับคุณป้า  ผมจะพยายามไม่ให้มีปัญหา"

        เมื่อนัดวันผ่าก็เข้าห้องผ่าตัด  ทุกอย่างพร้อมหมอพร้อมแม่หมีเองก็พร้อม ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี  เขามารับเข้าห้องผ่าตัดแต่เช้า  ออกจากห้องผ่าตัดเอาตอนบ่ายแก่ๆ  (รวมการสังเกตอาการด้วย)  วันรุ่งขึ้นหมอเข้ามาในห้องแต่เช้า คำแรกที่หมอพูดคือ  "คุณป้ากระดิกนิ้วเท้าให้หมอดูหน่อย   ลองยกขาสิครับ"   แม่หมีทำได้หมด   หมอบอกเป็นสัญญาณที่ดีแต่หมอก็ยังไม่ให้เดิน   ให้นอนบนเตียงจนกว่าหมอจะอนุญาต   เมื่อได้ชิ้นเนื้อไปตรวจ  ก็ต้องรอผลชิ้นเนื้อ   ที่สุดมันก็ใช่เนื้อร้ายจริงๆ   หมอลงความเห็นว่าควรจะทำเคมีบำบัด  แต่เผอิญหมอที่ทำด้านนี้ลาคลอดพอดี  หมอจึงตัดสินใจส่งแม่หมีไปที่สถาบันมะเร็ง   เพราะถ้ารอหมอท่านนั้นกลับมาจากลาคลอด   เจ้าเนื้อร้ายมันจะลุกลามไปเรื่อยๆ  

        เมื่อไปถึงสถาบันมะเร็งแม่หมีเอาผลการตรวจทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการเข้าอุโมงค์ ทำBone Skan ,MRI ,Skan ช่องท้อง ,Skan สมอง  รวมทั้งผลชิ้นเนื้อ ไปให้หมอที่สถาบันมะเร็งวินิจฉัย   หมอที่สถาบันมะเร็งบอกขอทำใหม่หมด  เพราะระยะเวลาระหว่างที่ทำมันก็นานเป็นสองสามเดือน   หมออยากได้ผลเป็นปัจจุบัน  ยกเว้นชิ้นเนื้อไม่ต้องเพราะทางเลิดสินทำมาครบถ้วนแล้ว   เมื่อทำทุกอย่างเสร็จหมด  หมอคนแรกบอกขอฉายรังสีก่อนเลย  หมอบอกให้ฉายทั้งหมด 10 ครั้งและต้องไปทุกวันยกเว้นเสาร์อาทิตย์    แม่หมีนึกในใจ  ฉายรังสีแค่ 10 ครั้ง  จิ๊บๆ  เพราะตอนเป็นมะเร็งครั้งแรกเคยฉาย  25 ครั้ง   ไม่แพ้แต่เพลียๆเหมือนคนโดนแดด  แค่10 ครั้งจะเท่าไหร่เชียว    ปรากฎว่า ฉายไปไม่กี่วัน  ปวดท้อง  ท้องเสีย  ถ่ายเป็นเลือด  ต้องนอนโรงพยาบาล  แจ้งให้ทางสถาบันมะเร็งทราบ  เขาบอกมันเป็นผลข้างเคียงเพราะตรงที่เป็น  มันใกล้สำไส้ใกล้อวัยวะในช่องท้องด้วย  ยังไงก็ต้องทำให้ครบ  ทีนี้เลยได้ไปฉายรังสีทุกวันโดยมีรถโรงพยาบาลไปส่ง  ไปรับแล้วกลับมานอนที่โรงพยาบาลต่อ (ได้นั่งรถ ambulance ก็คราวนี้ล่ะค่ะ) ฉายจนครบ 10 ครั้งก็กลับไปนอนบ้าน   ก่อนกลับได้รับคำแนะนำจากพยาบาลว่า  ต่อไปนี้ห้ามล้ม  เพราะกระดูกจะหักง่าย

        หลังจากฉายแสงก็ถูกส่งตัวไปพบหมอเคมีบำบัดเพื่อวินิจฉัยจากการตรวจแบบพิเศษ  เรียกว่า เข้าอุโมงค์หลายครั้งเพื่อดูว่ามันกระจายไปที่ใดบ้าง   แต่คราวนี้เริ่มกลัวเพราะภาพจำกับการทรมานของการให้เคมีบำบัดมันยังฝังใจ  แต่เราเตรียมตัวเตรียมใจมาจากหมอออร์โธฯที่รพ.เลิดสินว่า  จะต้องทำเคมีบำบัด ระหว่างการรอ  แม่หมีก็เลยทำน้ำหนักไว้เลยกลัวเดี๋ยวแพ้แล้วกินไม่ได้ก็จะซูบผอมและที่สำคัญเราจะไม่มีแรง (น้ำหนักเลยพุ่งพรวดๆ  แต่ไม่เป็นไรเราจะต้องสู้กับคีโมนี่นา ) สุดท้ายเมื่อได้พบหมอเคมีบำบัด  หมอได้ดูผลการตรวจทุกอย่างโดยละเอียด   หมอบอกว่าเราจะไม่ทำคีโม  เพราะโรคของคุณมันไปไกลแล้ว  การให้คีโมไม่ช่วยอะไรเลย  นั่นคือระยะที่สี่ กระจายไปแล้ว   หมอบอก  "งั้นใช้วิธีกินยาต้านฮอร์โมน   ซึ่งเป็นคนละตัวกับการเป็นมะเร็งครั้งแรก (ครั้งนั้นต้องกินทุกวัน  วันละ1เม็ด  จนครบ 5  ปี  แต่แม่หมีมานับดูเกิน 5 ปีมา 3 เดือนได้ )  แรกๆอาจมีผลข้างเคียงแต่ถ้าร่างกายปรับกับยาได้  ก็ไม่เป็นไร   แรกๆกินยานี่   ตอนเช้าๆหมีน้อยเขาจะจูงมือแม่หมีไปส่งบ้านพี่ชายที่อยู่ติดกัน  เพื่อฝากพี่สะใภ้ให้ดูแลหากมีอาการแพ้ยา   ถ้าเป็นมากพี่สะใภ้ก็จะพาไปโรงพยาบาล  แล้วหมีน้อยก็จะไปทำงาน   พอตอนเย็นเขาก็จะแวะไปรับแล้วจูงแม่หมีกลับบ้าน   อารมณ์แบบผู้ปกครองพาลูกไปส่งเนิสเซอรี่เลย   ทำแบบนี้เป็นอาทิตย์จนรู้สึกว่า เราไหวแล้วขออยู่บ้านดีกว่า  แต่ถ้ามีอะไรก็จะโทรบอกพี่สะใภ้ 

         พอนัดหมอเคมีครั้งถัดมาหมอเขาเพิ่มการตรวจเลือดเพื่อดูค่าของเลือด  ดูอะไรหลายๆอย่างจึงพบว่า  แคลเซี่ยมในเลือดของแม่หมีสูงมาก  ถ้าเกินอีกนิดก็จะอันตรายและถ้าร้ายแรงก็คือตายได้  ในเมื่อแคลเซี่ยมอยู่ในเลือดสูงก็แปลว่าในกระดูกไม่มีแคลเซี่ยมเลย    ครั้งนี้หมอจึงสั่งให้ฉีดยาเชื่อมกระดูก (มีชื่อภาษาอังกฤษแต่ไม่จำ - ปวดหัว 555)ในวันนั้นเลย   คือแม่หมีไม่สามารถกินแคลเซียมเสริมได้  แม้กระทั่งนมที่กินหมอบอกเอาแบบธรรมดา  ไม่ต้องพิเศษเสริมแคลเซี่ยมอีก  เพราะมันจะไปเพิ่มแคลเซี่ยมในเลือดให้สูงอีก  การให้ยาเชื่อมกระดูกแม่หมีก็จะต้องนอนบนเตียงและให้ยาแบบให้คีโมคือให้ทางเส้นเลือด  ค่อยๆหยดประมาณ 4ชม. จึงกลับบ้านได้  และอย่างที่เคยบอกในเอ็นทรี่ที่ผ่านมาว่าอดไปดูหนังเพราะนอนโรงพยาบาล  คือมีอาการแพ้ไข้ขึ้นสูง  กินยาก็ลดลงมาสักพักก็ไข้ขึ้นอีก   หมอที่เลิดสินจึงเขียนรายงานให้หมอที่สถาบันมะเร็งทราบว่า  คนไข้แพ้แต่ยาตัวนี้จำเป็นต้องให้  โดยเสนอแนะไปว่าต้องหยดยาให้นานขึ้นอีก   ครั้งต่อมาก็ไม่เป็นไรค่ะ   ให้ยาวันศุกร์วันเสาร์ไปดูหนังได้

        การดูหนังก็เป็นยาอีกขนานหนึ่งที่เยียวยาจิตใจ   เพราะแม่หมีเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย  จะไปเที่ยวจักรวาลอื่นแบบตั๋วเที่ยวเดียว  One  Way Ticket เมื่อไหร่ก็ได้  เพราะนอกจากมะเร็งแล้วเราเป็นเซ็ทใหญ่ เบาหวาน ความดัน  แคลเซียมสูง ฯลฯ  เดี๋ยวตอนท้ายเอ็นทรี่จะมีเพลงOne  Way Ticket ของวง Eruption  สมัยสาวๆอยู่มหาลัย เพลงนี้ขึ้นเมื่อไหร่  แม่หมีกับเพื่อนๆนี่ดิ้นกันหน้าวง  ซึ่งสาวทับแก้วเราเรียกว่า  ดิ้น  ก็คือเต้นนั่นแหล่ะ  แล้วไม่น่ากลัวเพราะไม่ค่อยมีคนนอก   แล้วก็มีแต่น้ำอัดลมไม่มีของมึนเมา   ผู้ชายส่วนใหญ่ก็เพื่อนๆกัน    ส่วนก็อาจจะมีแฟนเข้ามาได้  แล้วสมัยก่อนคนไม่น่ากลัวค่ะ   ดิ้นกันที่อาคารแปดเหลี่ยม A4  อาคารเอนกประสงค์  โรงละครก็ที่นี่  ประชุมก็ได้

        เมื่อชีวิตของแม่หมีเดินทางมาถึงจุดนี้   ผ่านการเป็นมะเร็งขั้นที่สามขึ้นสี่มาแล้ว ( แน่ะ  มี Level ด้วย)  ครั้งนี้มันมาถึงขั้นสี่แล้ว  แม่หมีเลยบอกพ่อหมีว่า  การดูหนังทุกเดือนมันน้อยไป   ขอดูทุกเสาร์ได้มั๊ย  พ่อหมีอนุญาตค่ะ  ถ้าดูแล้วมีความสุขอารมณ์ดี  จะเหวี่ยงจะวีนเพราะปวดเขาก็อภัยให้   ปวดมียามอร์ฟีนกินค่ะ   ปวดมากๆก็ไปฉีดยาที่รพ.  มีคนถามไม่ลองกัญชาล่ะ   ที่สถาบันมะเร็งเขาก็มีให้ใช้นะคะ   แต่ต้องไปเข้าโครงการ  หมอเขาจะดูแลอย่างดีส่วนแม่หมีน่ะถามหมอแล้ว   หมอบอกจากสภาพภายนอกโอเค  แต่คุณป้าโรคเยอะ   อย่าเสี่ยงเลย มันจะไปเที่ยวจักรวาลอื่นไวขึ้น  นั่งแท๊กซี่ๆบางคนบอก " ใช้กัญชาเถอะไม่มีอะไรจะเสียแล้วนี่ " (แม่หมีคิดในใจคุณไม่เสียแต่อิชั้นเสียชีวิตค่ะ)  แท๊กซี่บางคนบอก " คุณป้าครับอย่าไปเชื่อว่ากัญชาดี  ญาติผมตายเพราะกัญชานี่แหล่ะ "   บางคนบอก " กัญชาพูดกันจนเป็นยาวิเศษ  รักษาได้ทุกโรค  "   แล้วเขาเอื้อมมือไปหยิบของที่วางหน้ารถ   มันคือโบว์พลาสติคทำเป็นดอกไม้สวยข้างในมีเหรียญ  " อันนี้ผมเพิ่งได้มาจากงานศพ  คนแถวบ้านเป็นมะเร็ง  แต่เขากลัวคีโมเลยไม่ทำสุดท้ายตายเพราะกัญชาครับ"

         ค่ะ  ตอนนี้แม่หมีก็ดูหนัง  ละหมาด  ขอดุอา (ขอพร) จากพระเจ้า  ยังคงเดินไปมาได้  ไปดูหนัง  แว่บไปนั่งเล่นตามร้านกาแฟ  ( ถ้าวันไหนเจาะค่าน้ำตาลแล้วไม่สูง )  แล้วมีภารกิจฉีดอินซูลินที่พุง   เช้าและเย็น   ยังคงเอาเสื้อผ้าใส่เครื่องซักผ้า  แล้วตากได้   ยังคงเดินไปรับอาหารที่โทรสั่งมารอให้คนที่บ้านกินได้  หาโน่นหานี่ทำไปเรื่อย  รวมทั้งมานั่งเขียนบันทึกเก็บไว้  ให้ลูกๆอ่านยามคิดถึงแม่ได้   ยังคงใช้เวลากับลูกๆโดยเฉพาะหมีน้อยอย่างคุ้มค่า   เราเป็นบั๊ดดี้กันมาตลอด  ตอนนี้คนหนึ่งยังอยู่อีกคนกำลังจะโบกมือลา  หมีน้อยเขาเก็บตั๋วหนังใส่กล่อง  พี่หมีใหญ่เขาเลยให้ที่ใส่นามบัตรมา   แม่หมีเลยเอามาใส่ตั๋วดูหนัง เขียนชื่อหนัง  วันเวลาที่ดูหนัง  มาเก็บให้หมีน้อย  จะได้เป็นระเบียบ  เต็มพอดี  เสาร์นี้คงต้องไปหาซื้อให้ใหม่   พี่หมีใหญ่บอกน้องว่า   คิดถึงแม่ก็ให้หยิบมาดู   เก็บเรื่องราวไว้ในความทรงจำและมีสิ่งที่ยืนยันว่า   เคยพาแม่ไปดูหนังทุกเสาร์

         แม่หมีย้ายมานอนชั้นล่างตั้งแต่ปี 2554  หมีน้อยเขาก็ย้ายโน๊ตบุ๊คมานั่งทำงานหรือดูอะไรในโน๊ตบุ๊คตรงโต๊ะกินข้าว  เขาจะยังไม่ให้แม่หมีปิดประตูห้องนอน   เพราะเขาจะมองเข้าไปที่เตียงของแม่หมี  คอยดูว่าแม่หมีทำอะไร หรือต้องการอะไร บางทีจะส่งเสียงถาม  แม่เป็นอะไรมั๊ย  พอเราบอกว่าไม่เป็นไร เขาก็หันไปมองสิ่งที่อยู่หน้าจอต่อ  ตอนนี้หมีน้อยมาแปลกค่ะ   ทุกครั้งที่แม่หมีปิดประตูห้องนอน   กินยาก่อนนอนก็จะออกมาเข้าห้องน้ำก่อนที่จะนอน   พอเดินออกมาจากห้องน้ำ   หมีน้อยจะเดินมาจูงมือพาไปที่เตียง   หยิบหมอนข้างมาให้กอด  แล้วห่มผ้าให้แม่หมี  พร้อมทั้งก้มลงกอดแล้วยื่นแก้มมาให้แม่หมีหอมทั้งสองข้าง   พอแม่หมีหอมแก้มเขาเสร็จเขาก็จะหอมแม่หมี   แล้วบอกว่า ฝันดีนะครับคุณแม่

         เห็นมั๊ยคะ เรื่องราวที่แม่หมีบันทึก   เขาจะมาเปิดอ่านได้ทุกครั้ง   ตั๋วหนังที่เราไปดูด้วยกัน  มันมีชื่อเรื่อง วันเดือนปี และเวลา  ดูโรงใด ที่นั่งตรงไหน มันมีแต่เรื่องที่ประทับใจ   เสาร์นี้ถ้ายังอยู่ก็จะไปดูหนัง  บางคนถามว่าทำไมไม่ไปต่างจังหวัด   พ่อหมีทำงานหกวันค่ะ  ขืนไปต่างจังหวัดพ่อหมีก็จะไม่ได้พัก  และแม่หมีไม่อยากไปห่างจากโรงพยาบาล    พ่อหมียังคงไม่เกษียนด้วยเราต้องใช้เงินในการรักษาแม่หมีและถ้าเกษียนพ่อหมีก็จะกลายเป็นคนแก่   ไม่สนุกนักหรอกที่สองคนสามีภรรยามานั่งมองหน้ากันทุกวัน  อีกคนป่วยพร้อมที่จะวีนถ้าปวด  เรื่องเงิน ถึงลูกจะช่วยบ้าง เราก็ไม่ควรไปรบกวนเขามาก  พ่อหมีเองเขาบอกเขายังเป็นคนมีค่ายังภูมิใจที่ได้ทำงาน    ลูกๆเองต้องมีอนาคตมีเงินเก็บไว้  ลูกทั้งสองคนเขาฝากบัญชีโดยแบ่งเป็นหลายเล่ม   แต่มีเล่มที่ฝากให้แม่หมีต่างหากซึ่งเป็นชื่อเขา  เขาฝากไว้ให้แม่หมี   แม่หมีก็รับไว้แต่ในใจก็คิดว่า  เงินนี้แหล่ะที่แม่จะยกคืนให้ลูก  ยิ่งของหมีน้อย   เขาเคยเห็นบัญชีของเขาในตอนเด็กๆ  ชื่อบัญชีนาง..............  เพื่อเด็กชาย .................  เขาอยากเขียนแบบนี้บ้างแต่สลับชื่อ  ธนาคารบอกไม่เคยทำ  เขาเลยถามว่า  "สมุดบัญชีนี้เป็นของผมใช่มั๊ยครับ   ผมสามารถเขียนอะไรตรงชื่อบัญชีได้มั๊ยครับ"  เจ้าหน้าที่บอก " ได้ค่ะ"  เขาบอก "งั้นขอยืมปากกาหน่อยครับ"   เจ้าหน้าที่ส่งปากกามาให้   หมีน้อยเปิดหน้าบัญชีที่มีชื่อเขาแล้วเขาจรดปากกาลงไปเขียนหลังชื่อว่า  " ( เพื่อแม่ ) "   แม่หมีน้ำตาคลอหน่วย   เจ้าหน้าที่น้ำตารื้นพอกัน  ค่ะ  จำนวนเงินมันยังไม่มากมาย  แต่มันมากมายในความรู้สึกประทับใจจนแม่หมีน้ำตาเอ่อ   ลูกคือของขวัญของแม่จริงๆ   แม่รักลูกทั้งสองคนมากนะครับ  พี่หมีใหญ่และหมีน้อย   ดวงใจของแม่

                        บันทึกโดย
                            แม่หมี

                                 23 มกราคม 2563

         ลป.  ลืมเล่าไปค่ะ  ขำมากวันก่อนไปโรงพยาบาลคนเดียว  แท๊กซี่ถาม   "คุณป้าไปหาหมอเป็นอะไรครับ " แม่หมีตอบ  " มะเร็งค่ะ  ระยะสุดท้ายแล้วด้วย "  แท๊กซี่หันมามองหน้า " หน้าคุณป้าไม่เห็นบอกว่าเป็นมะเร็ง "   คนเป็นมะเร็งหน้าเป็นไงฟระ !   สงสัยเป็นเพราะเราทำน้ำหนักเผื่อ   และไม่ได้ให้เคมีบำบัด  เลยไม่โทรมมั๊ง   งงในงง ?? 55555   


                                                       หน้าคนทำน้ำหนักเผื่อให้คีโม

                                                                แม่ลูกคู่บั๊ดดี้

                                                                      สามคนแม่ลูก


                                                    กระเป๋าใส่นามบัตรที่พี่หมีใหญ่ให้น้อง


                                                เอามาใส่ตั๋วหนังเสียเลย  เก็บไว้ในความทรงจำ

         ขอบคุณยูทูป 

             เพลง  One Way Ticket - Eruption https://www.youtube.com/watch?v=to22KgRxK2Y
             เพลง  เวลาในขวดแก้ว butterfly    https://www.youtube.com/watch?v=5puJ1EK6oFk

โดย แม่หมี

 

กลับไปที่ www.oknation.net