วันที่ ศุกร์ มกราคม 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ประมูลเมืองการบินอู่ตะเภา หวั่นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยประมูล 4G ในอดีต


ถ้าคุณกำลังเดินอยู่ แล้วมีคนลื่นล้มข้างหน้า  คุณคงจะระวังมากขึ้นตอนที่เดินไปตรงนั้นแน่ ๆ คล้ายกัน การสังเกตข้อผิดพลาดจากอดีตที่คนอื่นเคยทำไว้ เพื่อจะได้ไม่ต้องทำพลาดแบบเดียวกันอีก

 

หลายคนที่ติดตามข่าวการประมูลโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก คงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่าผู้ที่เสนอผลประโยชน์ให้รัฐสูงสุดคือ กลุ่มกิจการร่วมค้าบีบีเอส ที่คว้าชัยชนะประมูลโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในพื้นที่ อีอีซี มูลค่า 2.9 แสนล้านบาท ซึ่งกลุ่มกิจการร่วมค้าลุ่มบีบีเอสเสนอราคาให้ผลตอบแทนรัฐ 50 ปี สูงสุด 3.01 แสนล้านบาท เฉือนชนะคู่แข่งอีก 2 เจ้าอย่างกลุ่มกิจการร่วมค้าธนโฮลดิ้ง จำกัด หรือกลุ่มซีพี และพันธมิตรกับกลุ่มแกรนด์ คอนซอร์เตียมที่เสนอผลตอบแทนให้รัฐ 1 แสนกว่าล้านบาทและแสนล้านบาทตามลำดับ

แต่อย่างไรก็ตาม ทางคณะกรรมการคัดเลือกฯ กองทัพเรือ ยังมิได้มีการออกประการผู้ชนะอย่างเป็นทางการ เนื่องจากการประมูลครั้งนี้ ผู้ที่เสนอราคาสูงสุดอาจจะ “ไม่ใช่ผู้ชนะ” นั่นหมายความว่าที่สังคมรับรู้ตลอดมาว่ากิจการร่วมค้าบีบีเอสเป็นผู้ชนะได้โครงการอู่ตะเภาไปบริหารนั้น ยังไม่ถูกต้องซะทีเดียว เพราะอย่าลืมว่าทางคณะกรรมการจะต้องดูความเป็นไปได้ของแผน ไฟแนนเชียลโมเดลของแต่ละกลุ่มที่เสนอมาด้วยว่า กลุ่มใดเสนอแผนที่เป็นไปได้มากที่สุด ซึ่งหากแผนการเงินของกลุ่มบีบีเอสไม่ได้ได้ข้อยุติ ก็จะเรียกผู้ยื่นข้อเสนอรองลงมาก็คือกลุ่มซีพี และกลุ่มแกรนด์เข้ามาเจราจาตามลำดับ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ใน TOR

ซึ่งเมื่อพิจารณาตัวเลขของการประมูลอู่ตะเภาที่แต่ละรายเสนอกันมา เริ่มที่กลุ่มบีบีเอส เป็นผู้เสนอผลตอบแทนให้รัฐสูงสุดที่ราคา 305,555 ล้านบาท รองลงมาเป็นกลุ่มซีพีที่ราคา 102,217 ล้านบาท และตามมาด้วยกลุ่มแกรนด์ ที่ราคา 100,903 ล้านบาท  

หลังจากเห็นตัวเลขทางการเงินของผู้ที่ให้ผลตอบแทนรัฐสูงสุดอย่างกลุ่มบีบีเอสแล้ว ก็ทำให้นั่งคิดว่า มีวิธีการคำนวณตัวเลขทางการเงินอย่างไร ถึงเสนอแพงกว่าคู่แข่งถึงสองแสนล้าน ก็ไม่รู้ว่ากลุ่มบีบีเอส กำลังคิดอะไรอยู่ จึงเสนอตัวเลขสสูงลิบลิ่วเช่นนี้ เพราะหากเพียงกลุ่มบีบีเอส เสนอตัวเลข 1.2 แสนล้าน จะประหยัดเงินไปทันทีเกือบสองแสนล้าน และที่สำคัญ ตัวเลขนี้เป็นมูลค่าปัจจุบัน แต่ตัวเลขที่ต้องจ่ายจริงหากนับรวมกัน 50 ปีของกลุ่มบีบีเอส ผู้วิเคราะห์ทางการเงินประเมินแล้วว่าอาจจะสูงถึงตัวเลข 1.3 ล้านล้าน

ข้อเสนอผลตอบแทนให้รัฐสูงเช่นนั้น จะเกิดขึ้นจริง “ได้หรือไม่ได้” คงต้องรอฟังจากทางกองทัพเรือที่ขณะนี้ได้ว่าจ้าง บริษัท PwC ประเทศไทย เป็นที่ปรึกษาทางด้านการเงิน ทำหน้าที่ในการวิเคราะห์ “ไฟแนนเชียลโมเดล” ของแต่ละกลุ่ม เพื่อดูความเป็นไปได้ของโครงการว่าจะ “รอด” และ “ทำได้จริง” จากนั้นนำเสนอต่อกองทัพเรือเพื่อพิจารณาต่อไป

ซึ่งหากตัวเลขที่ทางกลุ่มบีบีเอสเสนอมานั้น ฟันธงแล้วว่ามีความเป็นไปได้ สามารถทำได้จริง ในฐานะประชาชนที่รอใช้บริการสนามบินอู่ตะเภา ที่รัฐวาดฝันให้เป็นฮับการบินแห่งภาคตะวันออก ก็ดีใจที่มีกลุ่มทุนบ้านเรา ตั้งใจทำเพื่อประเทศชาติอย่างกลุ่มบีบีเอส ที่นำโดยหมอเสริฐและเจ้าสัวคีรี เป็นโต้โผใหญ่

แต่ถึงกระนั้นก็อดหวั่นๆไม่ได้ว่า ประวัติศาสตร์มูลค่าสูงเช่นนี้จะซ้ำรอยกับเมื่อครั้งการประมูล  4G ที่เกิดขึ้น ในอดีตหรือไม่ ?  ซึ่งหากใครยังจำได้ ย้อนกลับไปเมื่อปี  2559 บริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ จำกัด ได้เบียดชนะบริษัทสื่อสารยักษ์ใหญ่จนเอาชนะการประมูลคลื่น 4G ความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) ไปได้ด้วยเม็ดเงินที่สูงกว่า 75,654 ล้านบาท  ซึ่งหลังจากประมูลดุเดือด และได้ผู้ชนะการประมูลคลื่น 4G สูงลิ่ว เมื่อกรรมการพิจารณาเอาราคาสูงเป็นสำคัญ เมื่อสิ้นเสียงระฆัง ดูเหมือนรัฐจะได้ประโยชน์สูงสุด แต่พอถึงเวลาจ่ายเงิน หลังจากได้รอจนหมดเวลา สุดท้าย “แจส โมบาย” ก็เบี้ยวไม่โผล่มาจ่ายค่าประมูลคลื่น 4G งวดแรก 8 พันกว่าล้านบาท

พร้อมแบงก์การันตีมาวางค้ำประกัน ส่งผลให้โดนยึดหลักทรัพย์ค้ำประกัน 644 ล้านบาท คำถามที่สำคัญคือ จ่ายเพียง 644 ล้านบาท และ ค่าเสียหายที่เกิดจากค่าใช้จ่ายในการประมูล 4G วงเงิน 160 ล้านบาทเท่านั้น ไม่ต้องเดินหน้าจ่ายคลื่น 75,654 ล้านบาท

บทเรียนในอดีตครั้งนั้น คนไทยได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการประมูลที่ราคาสูงเกินความเป็นจริง ในต่างประเทศ เมื่อประมูลราคาสูงเกินความเป็นจริง เช่นที่ประเทศเช็ก สโลวาเกีย ประมูลสูงเกินไป ก็สั่งให้หยุดประมูล เพราะประเมิน IRR สูงเกินความเป็นจริง และไม่น่าจะหาแหล่งเงินกู้ได้ เป็นต้น

ซึ่งในขณะนั้น กรรมการจัดการประมูลได้กล่าวว่า ในแง่ของความเชื่อมั่นต่อการประมูลครั้งต่อไป ไม่น่าเกิดเหตุซ้ำ และกรณีที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ น่าจะทำให้ผู้ที่จะสนใจเตรียมความพร้อมให้รัดกุมมากขึ้น และคำนึงถึงความเป็นไปได้ทางการเงินมากขึ้น ไม่ใช่เพียงเสนอราคาเพื่อให้ชนะการประมูลไปก่อนแล้วเกิดปัญหาทีหลัง

ดังนั้น การประมูลโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกครั้งนี้จึงปล่อยผ่านไม่ได้ เพื่อป้องกันประวัติศาสตร์ซ้ำรอยการประมูล 4G และต้องตอบข้อสงสัยสังคมได้ว่า ทำไมผู้ประมูลเสนอผลตอบแทนให้ภาครัฐแตกต่างกันมากมาย รายหนึ่งให้กว่า 3 แสนล้านบาท อีก 2 รายให้กว่า 1 แสนล้านบาท และคำถามถามที่ว่า “ข้อเสนอผลตอบแทนให้รัฐสูงเช่นนั้น จะเกิดขึ้นจริง “ได้หรือไม่?

 

โดย ยี่สิบแปดกันยา

 

กลับไปที่ www.oknation.net