วันที่ ศุกร์ กุมภาพันธ์ 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เลียบชุมชนเก่า เล่าเรื่องกรุงเทพ : Street Arts บางรัก เจริญกรุง


งเลียบชุมชนเก่า เล่าเรื่องกรุงเทพ : Street Arts บางรัก เจริญกรุง


One fine day … “อยากไปเดินดูงานศิลป์ริมถนนจังเลย”

จู่ๆ เมื่อลืมตาขึ้นมาในเช้าวันหนึ่ง ความคิดแบบนี้ก็ผ่านเข้ามาในสมอง .. จึงได้ชวนเพื่อนผองที่รู้ใจกันดีไปเดินชม ไปโพสท่าถ่ายรูปเก๋ๆกับงาศิลป์สวยๆแบบสตรีทอาร์ตกัน

สตรีทอาร์ต (Street Art) เป็นงานศิลปะที่พบเห็นได้ในที่สาธารณะ อาจเป็นตึกข้างถนน กำแพงริมทางเท้า หรือ พื้นที่ทั่วไปที่ผู้คนพบเห็นได้

ซึ่งอาจเป็นได้ทั้ง ภาพวาด การพ่นสีแบบกราฟฟิตี (Graffiti) การติดสติ๊กเกอร์ ประติมากรรม และศิลปะการจัดวาง

เจริญกรุง บางรัก และทรงวาด เป็นย่านเมืองเก่าของกรุงเทพมหานคร ที่มีบางจุดเป็นพื้นที่โล่ง ทรุดโทรม หรือมีผนังปูนขมุกขมัว จึงเหมาะที่จะสร้างสรรค์สตรีทอาร์ตเพิ่มความสดใสเข้าไป

.. เราจะไปเดินชมกันในแถบนี้กันค่ะ

ก่อนจะไปชมสรีทอาร์ต ฉันแวะไปเก็บภาพของอาคารเก่าแก่หลังหนึ่งติดกับสถานทูตฝรั่งเศส คือ ศุลกสถาน (โรงภาษีร้อยชักสาม หรือโรงภาษีเก่า

ชาวแต้จิ๋วเรียกอาคารแห่งนี้ว่า ฟ้าซีกวนหรือแป๊ะลั่นซา ซึ่งมีความหมายเดียวกัน  

อาคารหลังนี้เป็นอาคารวินเทจ เก่าแก่ และมีเอกลักษณ์และคงความโดดเด่นสวยงาม

อดีต เป็นอาคารที่ทำการของศุลกสถาน สร้างขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2429 ถึง พ.ศ. 2431 ซึ่งอยู่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระยาภาสกรวงษ์ (พร บุนนาค) อธิบดีกรมศุลกากรคนแรก เป็นผู้กราบบังโคมทูลขอ

เป็นอาคารสูง 3 ชั้น มีมุขกลางสูง 4 ชั้น ศิลปะโรมันคลาสสิค เป็นสถาปัตยกรรมทรงนีโอคลาสสิก และสมมาตรตามวิถีของปัลลาดีโอ (Neo-Palladian)

กลุ่มอาคาร 3 หลังเชื่อมต่อกันเป็นรูปตัวไอ  ซึ่งได้รับการออกแบบและก่อสร้างโดย โยอาคิม กรัสซี (Joachim Grassi or Gioachino Grassi) สถาปนิกชาวอิตาลี สัญชาติออสเตรียน/ฝรั่งเศส

เขาเป็นสถาปนิกที่มีชื่อเสียงและมีผลงานมากมายในขณะนั้น (เช่น คองคอร์เดียคลับ, พระราชวังบางปะอิน, วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร, เรือนรับรองสถานทูตโปรตุเกส, วังบูรพาภิรมย์, วังใหม่ประทุมวัน, โรงทหารหน้า, ป้อมพระจุลจอมเกล้าฯ, อาคารเก่าโรงเรียนอัสสัมชัญ, ตึกวิคตอเรียและตึกเสาวภาคที่ศิริราชพยาบาล, ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้, คุกมหัตโทษ)

ภายหลังสร้างเสร็จ ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในอาคารที่ทันสมัยที่สุดในสมัยนั้น

ศุลกสถาน เดิมเป็นเรือนไม้สองชั้น เป็นที่อยู่ของฝรั่งชาวโปรตุเกส ชื่อนายเจ.เอน.เอฟ.ดาคอสตา รับราชการอยู่กรมศุลกากร มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงราชายสาธก (เป็นชื่อบรรดาศักดิ์ของกรมศุลกากร คู่กับขุนเสวกวรายุตถ์ ผู้เป็นน้องชาย)

เมื่อหลวงราชายสาธกถึงแก่กรรมแล้ว ภรรยาแหม่มของหลวงราชายสาธก จึงอยู่ในที่นั้นต่อมา ภายหลัง ร้องทุกข์ขอเบี้ยบำนาญเลี้ยงชีพ โดยตกลงยกสิทธิ์ที่อยู่ให้แก่รัฐบาลเป็นการแลกเปลี่ยนกัน

กรมศุลกากรจึงรื้อเรือนไม้สร้างเป็นตึกขึ้น เพื่อเป็นที่ทำการศุลกากร เนื่องจากตัวที่ทำการศุลกากร (Customs House) หรือโรงภาษีแต่เดิมนั้นไม่มี มีแต่เพียงด่านขนอนที่ตั้งเก็บอากรการผ่านเขต

ผังของศุลกสถาน ประกอบด้วยตึก 3 หลัง ตึกด้านเหนือวางแนวตั้งฉากกับแม่น้ำมีสองชั้นเป็นที่ทำการภาษีขาเข้าขาออก (มีตัวหนังสือ Import and Export Department ที่หน้าบันตัวตึก)

ตึกกลางเป็นตึกใหญ่รูปสี่เหลี่ยมยาวแผ่ขนานไปกับแม่น้ำเจ้าพระยา มีระเบียงทางเดินด้านหน้าซึ่งประกอบด้วยซุ้มหน้าต่างตลอดแนวอาคาร ชั้นล่างเป็นซุ้มสี่เหลี่ยมเรียบ ๆ

ส่วนชั้น 2 และชั้น 3 เป็นซุ้มโค้ง ขอบระเบียงเป็นลูกกรงแก้วปูนปั้น มีเสาอิงเป็นระยะสลับกับแนวหน้าต่าง

ชั้น 4 เป็นห้องโถงใหญ่ (ออกแบบเป็นที่เก็บเอกสาร) มียอดเป็นจั่ว รูปสามเหลี่ยมบรรจุนาฬิกาทรงกลมในจั่ว เหนือจั่วมีกระบังหน้าคล้ายมงกุฎปั้นเป็นตราแผ่นดิน มีรูปปูนปั้นสิงห์สองข้าง

ตึกกลางมีสะพานไม้เชื่อมกับชั้นสองของทั้งตึกด้านเหนือและตึกด้านใต้ ... ส่วนตึกด้านใต้เป็นตึกยาวสองชั้นวางแนวตั้งฉากกับแม่น้ำ ใช้เป็นที่ทำการภาษีข้าวและไปรษณีย์ต่างประเทศ

ความงามของอาคารศุลกสถาน พระยาอนุมานราชธนบันทึกไว้ในหนังสือตำนานกรมศุลกากรว่า ..

"สมัยนั้น ถ้านั่งเรือไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา จะปรากฏตัวตึกกรมศุลกากรตั้งตระหง่านเด่นเห็นได้แต่ไกลด้วย เป็นตึกที่ตอนกลางสูงถึง 3 ชั้น ซึ่งในสมัยนั้นนอกจากกระทรวงกลาโหมแล้ว ดูเหมือนจะมีแต่ตึกกรมศุลกากรเท่านั้นที่เป็นตึกขนาดใหญ่ และสวยงาม..."

ศุลกสถานแห่งนี้ นอกจากจะเป็นที่ทำการเก็บภาษีสินค้าขาเข้าที่เรียกว่า "ภาษีร้อยชักสาม" แล้ว สมัยพระวรงค์เธอพระองค์เจ้าพร้อมพงศ์อธิราช เป็นอธิบดีกรมศุลกากร ก็เคยใช้ศุลกสถาน เป็นที่จัดเลี้ยงและเต้นรำของเชื้อพระวงศ์และชาวต่างชาติ ในงานเฉลิมพระชนม์พรรษา 2 - 3 ครั้ง

รวมทั้งเป็นที่จัดเลี้ยงงานสมโภช เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จนิวัติพระนครจากการเสด็จประพาสยุโรปคราวแรกด้วย

ต่อมา ในปี พ.ศ. 2497 ที่ทำการศุลกากร ได้ย้ายไปบริเวณท่าเรือคลองเตย ศุลกสถานก็เปลี่ยนมาเป็นที่ทำการตำรวจน้ำ (ศุลการักษ์ หรือโบลิศน้ำ ภายหลังเรียกว่าพลตระเวน แล้วต่อมาเรียกตำรวจนครบาล หรือเรียกสั้นๆ ว่าตำรวจ มีหน้าที่ในทางน้ำคล้ายตำรวจนครบาล)

จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2502 สถานที่แห่งนี้ปรับบทบาทเป็นที่ทำการของสถานีตำรวจดับเพลิงบางรัก จนมักเรียกกันว่า "สถานีดับเพลิงบางรัก" อยู่เป็นระยะเวลายาวนานกว่า 60 ปี ก่อนจะย้ายออกไป

สืบเนื่องจากการลงนามข้อตกลง “โครงการพัฒนาที่ราชพัสดุแปลงที่ตั้งโรงภาษีร้อยชักสาม” ระหว่างกระทรวงการคลังกับ บริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน)

ยู ซิตี้ พร้อมด้วยกรมศิลปากร ได้เริ่มลงพื้นที่สำรวจทางโบราณคดีพร้อมทั้งบันทึกและศึกษารายละเอียดด้านสถาปัตยกรรมของศุลกสถาน ในวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562 เพื่อบันทึกหลักฐานทางประวัติศาสตร์และรูปแบบโครงสร้างดั้งเดิมของตัวอาคารโดยละเอียด โ

ดยข้อมูลและโครงสร้างเดิมที่ค้นพบจากการขุดค้นดังกล่าวจะถูกนำมาใช้อ้างอิงสำหรับการบูรณะอาคารศุลกสถานและการก่อสร้างอาคารใหม่ที่จะเกิดขึ้นภายในพื้นที่ในอนาคต

โครงการพัฒนาที่ราชพัสดุแปลงที่ตั้งโรงภาษีร้อยชักสาม จะใช้เวลาดำเนินการรวมประมาณ 6 ปี

ประกอบด้วยการสำรวจขุดค้นทางโบราณคดี การบูรณะซ่อมแซมอาคารเดิมจำนวน 3 หลัง ด้วยการเสริมโครงสร้างและความแข็งแรง การตกแต่งภายนอก และการตกแต่งภายใน

รวมถึงการสร้างอาคารใหม่อีก 1 หลัง โดยคาดการณ์ว่าการดำเนินงานทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายในปี พ.ศ. 2568 ด้วยงบประมาณการลงทุนกว่า 4,600 ล้านบาท

และในลำดับต่อไปของการพัฒนาโครงการฯ จะครอบคลุมไปถึงการปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นห้องประชุมสัมมนา ห้องจัดเลี้ยง พร้อมด้วยห้องอาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

เราเดินต่อมาเรื่อยๆ จนถึงซอย เจริญกรุง 32 .. ในย่านนี้มีสตรีทอาร์ตอยู่บ้างแล้ว แต่ปลายเดือนมกราคม 2559 ได้มีการจัดเทศกาลศิลปะข้างถนน “บุกรุก สตรีทอาร์ต 2” (BUKRUK II Urban Arts Festival)

โดยมีศิลปินแนวสตรีทอาร์ตจากประเทศต่าง ๆ ทั้งเอเชียและยุโรป ได้แก่ ไทย ญี่ปุ่น เกาหลี กรีซ อิตาลี เนเธอร์แลนด์ สเปน ออสเตรีย เบลเยี่ยม และโรมาเนีย มาร่วมสร้างสรรค์ศิลปะตามสไตล์ของแต่ละคน กระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ ในย่านเจริญกรุง บางรัก และทรงวาด แต่ละภาพถือว่าสวย และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก

แม้ระยะเวลาจะผ่านมาช่วงหนึ่งแล้ว แต่งานสตรีทอาร์ตเหล่านี้ก็ยังคงอยู่ให้คนที่ชื่นชอบงานศิลปะได้ออกมาตามหากัน

ซอยเจริญกรุง 32 ( ไปรษณีย์กลางบางรัก ) เป็นซอยที่มีสตรีทอาร์ตจากหลากหลายศิลปินรวมอยู่มากที่สุด แต่อุปสรรคของการถ่ายภาพคือ มีรถมากมายมาจอดบัง จอดขวางภาพบนผนังเป็นประจำ การถ่ายภาพสวยๆแทบจะไม่มีโอกาส

.. แต่หากโอกาสเหมาะๆ ก็อาจจะถ่ายภาพมาได้

ภาพที่คุ้นตาเป็นภาพ เด็กสามตาหน้าบึ้ง ของศิลปินไทย Alexmardi ที่ดูน่ารักอ่อนโยนกว่าภาพอื่น ที่ออกแนวดุดัน

แต่ถ้ามองในรายละเอียดจากของที่หาบอยู่ เด็กสามตาหน้าบึ้งก็แอบโหดเหมือนกัน

อีกภาพของ Alexmardi ก็น่าสนใจ เป็นภาพเด็กหน้าบึ้งที่มีแต่ ตา จมูก ปากที่กำลังแลบลิ้น

ตรงนี้เป็นที่ทิ้งขยะ แต่ก็พยายามเลี่ยงการถ่ายรูปไม่ให้มีขยะเข้ามาเกะกะ

เด็กหน้าบึ้งเหลือบมองขยะที่อยู่ด้านล่าง สูดกลิ่นเข้าไปเต็ม ๆ และทำให้อยากอาหาร เลยเลียปากแพลบ ๆ

 

งานของ BONUS TMC กับ งานของ LOLAY ศิลปินชาวไทยนี้เองจ้า

ผลงานของ Sabek .. ดูดุดันทีเดียว

ผลงานของ LOLAY ศิลปินชาวไทย

มองเผินๆ เหมือนตัวหนอน หรือบุ๊งตัวอ้วน

ปิดท้ายซอย ด้วยผลงานของ BONUS TMC และ Phai Tanasan

อาจจะกำลังเล็งปืนไปยังคนที่จะนำรถมาจอดบดบังความงามของงานศิลป์อยู่ก็ได้ อิอิ

ใช้เวลากับจุดใหญ่ๆพอสมควร จากนั้นเราก็เดินย้อนกลับมาถนนหลักและเดินมาที่ซอย เจริญกรุง 30 ใกล้ๆสถานทูตโปรตุเกส

จุดนี้จะมีงานชิ้นใหญ่ที่พนังตึก ดูสวยงามไปอีกแบบ ... ชอบเลย

ปากซอยเจริญกรุง 28 ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Old Town Hostel บนผนังตึกมีรูปนกขี่จักรยานล้อเดียว เป็นผลงานของ Muebon (มือบอน) ศิลปินสตรีทอาร์ตชาวไทย บนกำแพงมีภาพขาวดำบรรยากาศแบบเกาหลีของ Daehyun Kim ชาวเกาหลี

บนผนังตึกฝั่งตรงข้ามมีรูปนกสวมหมวกซึ่งเป็นผลงานของ Saddo ชาวโรมาเนีย

 

จากนั้นเราก็เดินต่อตามซอย วานิช 2 มาเรื่อยๆ พื้นที่นี้เป็นย่านการค้าและที่อยู่อาศัยหนาแน่น

ให้สังเกตซอยศาลเจ้าโรงเกือก ตามตรอกซอยมีงานสตรีทอาร์ตแฝงอยู่ตามมุมต่าง ๆ

รวมถึงงานศิลปะสไตล์เก่า ซุกซ่อนอยู่เป็นงานที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมชุมชนในย่านนั้น

ภาพส่วนใหญ่ในบริเวณนี้จำลองภาพบรรยากาศวิถีชีวิตของผู้คนแถวนั้น

บางภาพเป็นภาพเหมือนวาดเคียงคู่กับสิ่งที่มีอยู่จริง เช่น ภาพคนเขียนอักษรจีนบนกระดาษ ที่วาดอยู่ติดกับป้ายกระดาษภาษาจีนของจริง ภาพม้านั่ง ภาพสิงโตหิน ภาพล้อแม็ก ฯลฯ

 

การจัดวางรถเก่าแก่ ให้เป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะกลางชุมชน .. น่าสนใจมาก

ผลงานทั้งหมดที่แสดงใน “บุกรุก” สตรีทอาร์ต เทศกาลศิลปะข้างถนน ยังมีอีกหลายภาพหลากศิลปินที่เรายังเก็บมาฝากไม่ครบ (แน่นอน)

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่ง จึงขอเชิญชวนทุกท่านมาเดินเที่ยว ชม ชิล และเสพผลงานศิลปะบน “พื้นที่สร้างสรรค์” ที่เปื้อนวิถีชีวิตของคนในชุมชน แห่งนี้กันนะคะ

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net