วันที่ จันทร์ กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทางนฤพาน บทที่๒๐ ตอนกรรม


ตอนกรรม

เมื่อเรือนแก้วมาถึงเคาน์เตอร์เช็กอิน ก็เห็นร่างสูงของเกาทัณฑ์กำลังยกกระเป๋าเดินทางขึ้นสายพานลำเลียงอยู่พอดี หล่อนยิ้มนิดหนึ่ง รีบลากกระเป๋าของตนรุดไปหา และส่งเสียงเหมือนลูกน้องเจอเจ้านาย

“สวัสดีค่ะท่าน”

พอเขาหันมามองตามเสียงทัก เรือนแก้วก็นึกสนุกพนมมือไหว้ ยอบกายถอนสายบัวอย่างพินอบพิเทา เกาทัณฑ์เห็นแล้วเกือบหัวเราะ หล่อนไหว้สวย ดูชดช้อยนอบนบ อ่อนโยนจริงใจจนต้องรับมุขด้วยการพยักหน้าหงึกหนึ่ง

“อือม์ ไหว้พระเถอะหนู”

นั่นกลายเป็นละครโรงเล็กที่แต่ละฝ่ายลวงตาด้วยภูมิอันมีจริงในตน สบตาแล้วหัวเราะออกมาพร้อมกัน ถอดโขนกลับสู่สภาพปกติ

“มานานแล้วเหรอ?”

เรือนแก้วถามพลางเตรียมยกข้าวของขึ้นสายพานเอ็กซเรย์

“ก็เดี๋ยวนี้แหละ”

เกาทัณฑ์ตอบแล้วช่วยเป็นธุระ ออกแรงยกของหนักให้

“จ๋ายมารึยัง?”

“ไม่เห็นนี่ อาจเข้าไปนั่งรอข้างในแล้วมั้ง”

สองหนุ่มสาวผ่านขั้นตอนเช็กอินและเสียค่าธรรมเนียมต่างๆเรียบร้อยแล้วเดินเข้าห้องโถงผู้โดยสารรอขึ้นเครื่องด้วยกัน

“ได้ตั๋วบิสเน็ซคลาสหรือเปล่า?”

หญิงสาวถามอย่างกะจะชวนเขาใช้สิทธิ์พิเศษเข้าไปนั่งในเลานจ์เพื่อทานของว่างและเครื่องดื่ม แต่เกาทัณฑ์สั่นศีรษะ

“ยายจ๋ายเพิ่งจองให้ตอนเช้าวันพฤหัส ก็เหลือแต่ที่นั่งด้านหลังน่ะซี คุณพิจัยเล่นสั่งปุบปับอย่างนี้”

มานั่งเคียงข้างกันที่เก้าอี้รับรองธรรมดา เรือนแก้วแอบยิ้มสะใจไม่ให้เขาเห็น แต่ถามเสียงรื่นฟังเป็นปกติ

“แล้วไงจ๊ะ งานด่วนพิเศษกะทันหันนี่ทำให้ผิดแผนสุดสัปดาห์กับใครหรือเปล่า?”

ถามจี้ใจดำแท้ ชายหนุ่มแสยะยิ้มหน่อยหนึ่งก่อนวางหน้าเป็นปกติ ขณะคิดหาคำตอบอยู่นั้น เผอิญเงาร่างจ้อยผ่านเข้าหางตาดึงความสนใจให้เหลือบมอง ลูกสาวฝรั่งอายุประมาณ 2 ขวบ ตาสีฟ้า ผมสีทองเดินกะด๊อกกะแด๊กเหมือนตุ๊กตาจวนหมดลานใกล้เข้ามา แม่หนูน้อยเงยหน้าขึ้นเห็นสาวผมสั้นนั่งไขว่ห้างแล้วชะงัก ทำตาแป๋วจับจ้องคล้ายสงสัยติดใจอะไรบางอย่าง เรียกว่าตุหรัดตุเหร่มาสะดุดของแปลกแล้วถึงกับมองค้าง

“อุ๊ย! น่ารัก!”

หญิงสาวอุทาน แต่พอหล่อนยิ้มใจดี แบสองมือยื่นเหมือนจะขออุ้ม แม่หนูก็ลังเล เริ่มหันรีหันขวาง และที่สุดคือตัดสินใจหมุนตัว ซอยเท้าปร๋อกลับไปหาแด๊ดดี้กับมัมมี่ที่ยืนหัวร่อเอิ๊กอ๊ากอยู่กับชายไทยคนหนึ่ง

“เฮ้อ! ทำงานจนลืมอยากมียังงี้มั่ง”

เรือนแก้วเปรยบ่นอย่างปราศจากความขวยเขิน

“โถ แม่คุณ ทำเป็นบ่นแล้ว เพิ่งอายุเท่าไหร่เอง”

“ก็เท่าที่สมัยก่อนเขามีลูกกันครึ่งโหลล่ะน่า”

ชายหนุ่มยิ้มในหน้า คนเราพอมีความมั่นคงในอาชีพการงานถึงจุดหนึ่ง เมื่อเห็นเด็กน่ารักเข้าก็มักเกิดแรงบันดาลใจอยากมีของตัวเองไว้อุ้มเล่นบ้าง

“เห็นลูกคนอื่นน่ารัก อยากมีลูกกับเขามั่ง พอลูกออกมาหน้าเหมือนหนูถีบจักรก็เสร็จเลยนะเธอ”

เขาพยายามเบี่ยงเบนให้เป็นเรื่องชวนหัว

“ถ้าพ่อหล่อแม่สวยลูกออกมาต้องน่ารักอยู่แล้วล่ะ ไม่กลัวหรอก”

เรือนแก้วโต้คล้ายค้าน มีนัยแฝงในน้ำเสียงและวิธีปรายหางตาที่พอเชื่อว่าเจตนาจูงใจให้คิดถึงเงาร่างที่เคียงข้างกันระหว่างหล่อนกับเขา และเห็นความเข้าคู่เหมาะเจาะราวกับเป็นสองข้างปีกผีเสื้อลายเท่แปลก ซ้ายขวาดุจเงาสะท้อนที่รักษาดุลของแต่ละฝ่ายไว้พอดีกัน

เกาทัณฑ์พลอยนึกตามถึงความน่าจะเป็นที่ลูกผู้มาเกิดกับตนและเรือนแก้วคงน่าเอ็นดู สังสารสัตว์มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ เมื่อมาเกิดกับพ่อแม่คู่ไหน ก็ต้องอาศัยระดับบุญบารมีที่คล้องจองตามนั้น ช่วงชีวิตนี้ของเขากับหล่อนมีแต่น้ำขึ้นกับขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าวิบากดีกำลังให้ผลเต็มกำลัง ดังนั้นเมื่อได้ลูก ก็ควรเป็นวิญญาณที่มีดีพอมาร่วมเสวยสุขที่พ่อแม่สั่งสมไว้ปูพรมรอรับ

จับตาเล็งแลแม่หนูน้อยผมทองคนนั้น ซึ่งบัดนี้ไปยืนเกาะขาแหม่มผู้เป็นแม่แจ รู้สึกครึ้มจนเผลอระบายยิ้มอยู่พักหนึ่ง ก่อนหุบลงก้มหน้าขมวดคิ้วตำหนิตนเองเมื่อรู้ตัวว่าคิดเลยเถิดมาถึงไหนแล้ว

ใจ…

อยู่ใกล้ใครก็ไขว้เขวมาหาคนนั้น

“เต้ เธอเชื่อไหมว่าคู่สร้างคู่สมนี่จะหน้าตาคล้ายกัน?”

เรือนแก้วถามเหมือนลืม…ลืมสนิทว่าเขากับหล่อนมีความละม้ายจนใครต่อใครทักถามหลายต่อหลายครั้งแล้วว่าเป็นพี่น้องกันหรือเปล่า

“ก็…”

เกาทัณฑ์คิดอยู่ครู่ ถ้าสมัยก่อนเขาคงตอบกลั้วหัวเราะทำนองเห็นเป็นเรื่องไร้สาระไปแล้ว

“ถ้าเอาที่ผมเชื่อตอนนี้ คนเราหน้าตาคล้ายกันก็เพราะทำอาจิณณกรรม หรือกรรมที่ทำจนสั่งสมเป็นความเคยชินมาทำนองเดียวกัน ถ้าทำด้วยกันก็เป็นความผูกพันดึงดูดมาเข้าคู่ได้ แต่ถ้าต่างคนต่างทำ ก็คงไม่มีความเกี่ยวพันอะไร แบบดารานำที่ดูละม้าย สมกันอย่างกับกิ่งทองใบหยก ก็ต่างคนต่างอยู่ ไม่เห็นมาจับคู่กันนอกจอเลย”

เรือนแก้วคิดครวญแล้วพึมพำ

“แอ้ก็เคยนึกนะว่าในบรรดาการเข้าจับคู่กันของสิ่งต่างๆในธรรมชาติ การจับคู่ของมนุษย์หญิงชายมีเงื่อนไขซับซ้อนพิสดารกว่าอย่างอื่นหมด...”

เมื่อคิดถึงคำว่า ‘อาจิณณกรรม’ ที่เกาทัณฑ์ใช้เมื่อครู่ ก็ถามสืบต่อมา

“ว่าแต่กรรมนี่คือการกระทำใช่ไหม?”

เกาทัณฑ์พยักหน้า

“นั่นคือคำแปล แต่เมื่อพูดว่า ‘การกระทำ’ นี่คนมักนึกถึงการลงไม้ลงมือทำเรื่องราวให้เกิดอะไรขึ้นสักอย่าง พระพุทธองค์ตรัสไว้อย่างชัดเจนคือ ‘เรากล่าวว่ากรรมคือเจตนา เจตนาคือกรรม’ หมายความว่าแค่คิดก็เป็นกรรมได้แล้ว ยังไม่ต้องพูด ยังไม่ต้องเคลื่อนไหวมือไม้กันเลย”

เรือนแก้วเอียงคอข้องใจ

“แอ้มักหงุดหงิด ขับรถแล้วนึกด่าพวกซิ่ง พวกปาด พวกเร่งจี้หลังอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ก็ถือว่าเป็นอาจิณณกรรม เป็นตัวนำมาเกิดเป็นนั่นเป็นนี่ได้?”

เกาทัณฑ์ลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะผนึกจิตให้รวมแน่นอยู่ในสภาพเห็นกายเป็นอนัตตา แล้วจึงทบทวนคำถามของเรือนแก้วใหม่ อาศัยจิตของตนเป็นเวทีทดสอบของจริง ชั่งน้ำหนักแล้วกล่าวตอบอย่างละเอียดตามความเห็นที่เกิดขึ้น

“สมมุติว่าแอ้ขับรถอยู่เพลินๆ จู่ๆมีรถกระบะคันหนึ่งวิ่งปาดหน้าแซงเข้าเลน ทำให้ต้องเหยียบเบรกกะทันหัน แอ้ตกใจและเกิดความโมโหจัด พร้อมกันนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นมักเป็นคำด่าสั้นๆในหัว โดยไม่ต้องเค้นคิด หรือตั้งใจไว้ล่วงหน้าว่าพอโมโหแล้วเราจะคิดอย่างนี้ ใช่หรือเปล่า?”

เรือนแก้วจินตนาการตามแล้วพยักหน้ารับไม่คัดง้าง

“นั่นคือความเคยชินที่จิตคัดสรรคำร้ายๆขึ้นมากระแทกใส่คนขับมารยาททราม จะเป็นคลื่นความคิดอย่างเดียว หรือเป็นตะคอกออกจากปากก็ขึ้นอยู่กับระดับความตกใจที่จุดโทสะขึ้นมา อันนี้แหละจัดเป็นอาจิณณกรรม เพราะทำจนเคยชิน

ทีนี้ว่ากันในแง่นำให้เกิดเป็นนั่นเป็นนี่ จะเล็งเอาเฉพาะตอนอยู่ในรถอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูจังหวะอื่นเช่นตอนขัดแย้งกับคนอื่นในห้องประชุม ตอนหาของไม่เจอ ตอนแอร์เสียในหน้าร้อน และอีกสารพัดเหตุการณ์วัดใจ คือดูโดยรวมว่าเมื่อเกิดโทสะขึ้นแล้วสิ่งที่ตามมาคืออะไร คำหยาบในหัว เจตนาร้าย กิริยากระบึงกระบอน หรือสติสัมปชัญญะ ความข่มใจ ความฉลาดในการเปลี่ยนอารมณ์

พูดง่ายๆ วัดเอาจากทั้งชีวิตว่าช่างโกรธไปหมดทุกเรื่องหรือเปล่า ผลของความช่างโกรธเสมอๆนั้นจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวสร้างอัตภาพใหม่ เช่นทำให้มีผิวพรรณไม่น่าดู ทำให้รูปทรามแสลงตาคนเห็น

แต่ถ้าเคราะห์หามยามร้าย ก่อนตายเกิดโมโหโกรธาอะไรขึ้นมาแล้วจิตดับขณะเป็นอกุศล เช่นกำลังนึกด่ารถกระบะคันหน้าแล้วรถเครนล้มตึงลงทับเราขาดใจตายคาที่ อกุศลกรรมนั้นจะกลายเป็นสิ่งที่เรียก ‘ชนกกรรม’ ส่งให้เป็นเปรต หรือผีตายโหงวนเวียนแถวที่เกิดเหตุ หรือดีไม่ดีอาจพุ่งหลาวลงนรกไปเลย กระแสวิญญาณมันสร้างรูปสร้างเรือนให้ตัวเองอยู่ตามสภาพล่าสุดของตัวเองเสมอ”

“สรุปแล้วแอ้เป็นคนขี้โมโห ตายไปเกิดใหม่จะรูปร่างหน้าตาขี้ริ้ว?”

“ผมไม่มีญาณหยั่งรู้หรอก เพราะแอ้มีอะไรมากกว่าความ ‘ขี้โมโห’ อยู่มาก และที่ผมพูดถึงโทษของความเป็นคนขี้โมโหนี่ก็ว่าตามเนื้อผ้า เอาตามที่พระพุทธองค์เคยตรัสกับมเหสีกษัตริย์ใหญ่องค์หนึ่งว่ามาตุคามผู้มักโกรธจะมีรูปทราม ใช่จะสรุปรวบรัดว่าคราวหน้าแอ้เกิดแล้วจะขี้เหร่แน่ๆ”

“ผู้หญิงก็ยัวะเก่งทั้งนั้นแหละ”

“ถึงหาที่ผิวสวย หน้าใส ดูชื่นตาชื่นใจยากไง”

“หลายคนที่แอ้รู้จัก เห็นผิวสวย หน้าใส ก็ด่าเก่งเป็นไฟแลบเยอะแยะ เรียกว่าทั้งมโนทุจริต วจีทุจริตเหมาหมด ทำไมเป็นงั้นล่ะ? ผลของความสวยใสน่าจะเกิดจากอาจิณณกรรมฝ่ายกุศลของชาติใกล้ ซึ่งเป็นผู้ไม่มักโกรธนี่นะ ทำไมถึงไม่ติดนิสัยมาถึงชาติปัจจุบันกันบ้าง?”

เกาทัณฑ์ส่ายหน้ายิ้ม

“ยังไงไม่รู้แฮะ ผู้หญิงสวยกับความปากจัด ความเจ้าอารมณ์นี่มักจะมาด้วยกันจริงๆ อาจเป็นเพราะความเคยชินที่ได้รับการพะนอเอาใจมาก เลยอ่อนไหวกับเรื่องขัดใจมั้ง พอสวยแล้วลืมนิสัยเก่าหมด ดูง่ายๆในช่วงชีวิตเดียวก็ได้ อย่างคนจนที่เคยเสงี่ยมเจียมตัว พอรวยก็ยะโสโอหังกันไป

และก็ใช่ว่าความเก่งในการระงับโกรธจะผูกขาดเป็นตัวสร้างอัตภาพที่สวยงามอย่างเดียว ศีลบริสุทธิ์ก็ทำให้สวยได้ ขัดล้างทำความสะอาดพระพุทธรูปก็ทำให้สวยได้ หรือแม้ไม่ใช่บุญกิริยาในพุทธมณฑลก็อาจทำให้สวยได้อีกเหมือนกัน ขอให้เป็นอาจิณณกรรมเข้าล็อกที่จะให้เกิดการบันดาลรูปอันเป็นฝ่ายกุศลอย่างสม่ำเสมอเถอะ เช่นถ้าเคยชินกับการมองคนและสัตว์ด้วยความรักออกมาจากใจจริง ก็ทำให้นัยน์ตางามอย่างที่เขาว่าแลตะลึง”

เรือนแก้วย่นจมูกนิดหนึ่ง

“อย่างกับคนในโลกนี้น่าให้มองด้วยความรัก ความจริงใจนักล่ะ”

เกาทัณฑ์หัวเราะหึๆ

“เหมือนเล่นเกมไง สภาพแวดล้อมถูกออกแบบไว้ให้เข้ารกเข้าพงกันเกือบหมด เหลือหลุดรอดเข้าปราสาท เข้าวิมานกันน้อยเท่าน้อย รอบด้านบีบคั้นให้เราครึ่งดีครึ่งร้าย ไม่ผิดแผกจากกันเท่าไหร่นัก อย่างลูกฝรั่งเมื่อกี้เนี่ย โตขึ้นตาสวยหาตัวจับยากแน่ ถ้าแอ้เห็นอย่างนี้บ่อยๆจะร้องออกมาดังๆเหรอว่าน่ารัก นั่นแสดงว่าเขาเคยฝ่าด่านยากมาไม่เหมือนใคร”

“พูดก็พูดเถอะ เท่าที่แอ้คบสนิทกับเพื่อนสวยๆหลายคน ยิ่งเห็นจิตใจ เห็นไส้เห็นพุงกันมากเท่าไหร่ ยิ่งไม่อยากจะเชื่อเลยว่ากรรมเวรมีจริง คนเราถ้าเคยแสนดีมาจนแสนสวย รวยหรูกันได้ขนาดนั้นก็น่าจะเหลือเค้า เหลือร่องรอยกันบ้าง นี่อะไร เลวตลอดศกอย่างกับยักษ์มารมาเกิด”

“เรื่องกรรมนี่ซับซ้อนมากนะแอ้ ถ้าศึกษาลงไปลึกๆแล้ว จะเห็นว่าสิ่งที่เรียก ‘เจตนา’ นั้น เป็นประธานการปรุงแต่งจิตอยู่ตลอดเวลา ทีนี้ลองคิดว่าชั่วชีวิตเราสั่งสมนิสัยและความเคยชินไว้ตั้งหลายอย่าง ก็ต้องมีบ้างที่ขัดแย้งกันเอง

แถมกรรมบางชนิดนั้น แค่ทำครั้งเดียวอาจชนะกรรมฝ่ายตรงข้ามรวมกันเป็นร้อยชาติ เช่นถวายดอกบัวขาวบริสุทธิ์แก่สงฆ์ที่มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ด้วยศรัทธาแก่กล้า ด้วยเจตนาเคารพบูชาอย่างลึกซึ้ง ถวายแล้วเกิดโสมนัสแรงต่อเนื่องเป็นชั่วโมงๆ อย่างนี้ผลที่เกิดจะยากแก่การประมาณ และเกินจะกำหนดที่สิ้นสุด ต่อให้มักโกรธไปบ้างก็ยังสวยอยู่นั่นเอง แม้จะกร่อยลงตามส่วนก็เถอะ”

เรือนแก้วขบริมฝีปากหน่อยๆ

“ถ้าผู้หญิงสองคนระงับโกรธได้เก่งตลอดชีวิต และถือศีลบริสุทธิ์ได้คงเส้นคงวาเหมือนกัน อย่างนี้ทำให้เกิดใหม่แล้วสวยสไตล์เดียวกัน หน้าตาเหมือนๆกันหรือเปล่า?”

“คำตอบอยู่ในคำถามแล้วนี่ แม้ชีวิตคนเรามีอาจิณณกรรมอยู่หลายประเภท หลายชนิด แต่ก็มีสายหลัก สายลึกอยู่ไม่เท่าไหร่ โอกาสที่คนเราจะหน้าตาดีและคล้ายกันจึงพอมีอยู่ และหาไม่ยากจนเกินไปนัก ตัวอย่างง่ายที่สุดเห็นจะได้แก่คู่แฝดทั้งหลาย”

ใบหน้าของเรือนแก้วกราดด้วยรอยยิ้มพรายอย่างมีเลศนัย หล่อนดีดหลังมือปัดปลายผมที่สปริงตัวได้อย่างมีชีวิตชีวาของตนแล้วถามว่า

“แอ้ล่ะ สวยแบบไหน?”

เกาทัณฑ์ยิ้มเมิน จนหล่อนต้องเขย่าแขนเร่งร้องเซ้าซี้

“บอกหน่อยดิ้”

“แบบที่…ไม่มีใครเหมือนมั้ง”

หญิงสาวหัวเราะเป็นกังวานกระจาย ทั่วอาณาบริเวณดูกระจ่างใสขึ้นตามพลังอัดในคลื่นเสียงแห่งความเบิกบานนั้น

“แสดงว่าแอ้ทำกรรมดีมาแปลกกว่าชาวบ้านงั้นสิ”

“ใครจะไปรู้ล่ะ ลองดูร่องรอยจากตัวเองในปัจจุบันสิว่าเหมือนใครเขาไหม”

เรือนแก้วหัวเราะอีก ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้บางอย่าง วี่แววร่าเริงลดลง

“ถ้าทำกรรมร้ายๆไว้มากนี่ต้องไปเกิดเป็นสัตว์ใช่ไหม?”

“แค่ขาดความละอายต่อบาปก็เป็นสัตว์ได้แล้ว ไม่ต้องทำกรรมหนักไว้มากหรอก”

คนหน้าสวยเก๋อึกอักไปชั่วขณะ

“ก็แปลว่าคนที่เห็นเดินๆนั่งๆกันอยู่นี่อีกหน่อยอาจแปลงร่างเป็นหมูหมากาไก่ซีนะ บางทีเห็นสัตว์แล้วก็ทำใจเชื่อยากว่าครั้งหนึ่งพวกมันเคยเป็นอย่างอื่นมาก่อน วันๆเอาแต่เดินต้วมเตี้ยม ไม่เห็นทำอะไรนอกจากรอตายไปตามเวลา เว้นแต่คนจะเอามาฝึกใช้งาน จินตนาการให้คล้อยตามได้ยากเหลือเกินว่าอาจเคยเป็นแม้กระทั่งมนุษย์อย่างเราที่คิดได้ พูดได้ ก่ออารยธรรมเป็นตึกรามบ้านช่องได้”

“แอ้ต้องมองว่าอัตภาพแต่ละชนิดเป็นพืชพันธุ์ตามธรรมชาติ เหมือนต้นหมากรากไม้ที่แตกต่างกันจนไม่อาจเทียบเคียง เช่นต้นปาล์มกับต้นเข็มอย่างนี้ เมื่อโตขึ้นมาตามเมล็ดพันธุ์ไหนแล้วก็จะมีลักษณะความเป็นเช่นนั้น แตกต่างสิ้นเชิงกับพันธุ์อื่น

พระพุทธองค์เคยตรัสกับพระอานนท์ว่ากรรมเหมือนเนื้อนา วิญญาณเหมือนพืช วิญญาณที่เหมาะกับความเป็นสัตว์ เมื่อเคลื่อนมาสู่อัตภาพของความเป็นสัตว์ ก็ไม่หลงเหลือเค้าเงาของมนุษย์ให้เห็นอีก จะรูปร่างหน้าตาหรือความคิดอ่านก็ตาม ธรรมชาติที่รองรับความเป็นอย่างนั้นคือพืชพันธุ์เฉพาะตัว เอาไปเทียบข้ามพันธุ์ด้วยตาเปล่าก็เชื่อยากเป็นธรรมดา แต่ถ้าเทียบด้วยประเภทของจิตใจแล้ว อาจเห็นความละม้ายคล้ายคลึงได้อยู่ อย่างที่เราได้ยินคำเปรียบเปรยเช่นซนเหมือนลิง ดุเป็นเสืออะไรทำนองนั้น”

เกาทัณฑ์พูดโดยไม่เหลียวมาสังเกตว่าเรือนแก้วเงื่องหงอยลงถนัด

“คำพูดคำเดียวส่งให้คนไปเกิดเป็นสัตว์ได้ไหม?”

“ก็ต้องแล้วแต่ว่าพูดอะไร พูดกับใคร ด้วยใจที่แรงขนาดไหน ส่งผลร้ายทางยืดเยื้อยาวนานเพียงใด ถ้าหากว่าคำพูดคำเดียวนั้นมีผลสำคัญ โดยเฉพาะกระทบผู้ทรงคุณ หรือผู้เป็นบุคคลพิเศษของเราอย่างพ่อแม่บังเกิดเกล้า ทำให้เกิดความเดือดร้อนหรือเสียหายในทางใดทางหนึ่ง อันนี้ก็คิดว่ามีน้ำหนักพอจะส่งไปเป็นสัตว์ได้นะ”

“เป็นไปทุกชาติเลยเหรอ?”

เกาทัณฑ์แปลกใจเล็กน้อยที่เห็นเรือนแก้วบีบมือเข้าหากันขณะก้มหน้าถามเสียงอ่อย

"เท่าที่รู้มา พอถอยหล่นจากความเป็นมนุษย์ลงภูมิสัตว์ ก็มักจะหาทางขึ้นยาก ด้วยเหตุผลหลายๆอย่างเช่นสัตว์มีแต่สัญชาตญาณ โอกาสจะพัฒนาจิตให้สูงนั้นน้อย คือต้องมีโอกาสคลุกคลีกับมนุษย์ใจสูง อีกอย่าง พระท่านว่าสัตว์แต่ละชนิดมักติดอยู่ในกามแบบของตน ถึงบางทีจะมีบุญวาสนาหนุนหลัง ถ้าติดใจกามในอัตภาพหนึ่งๆแล้ว ก็จะวนเวียนอยู่ในภพแบบนั้นเอง"

“อย่างถ้าแกล้งพูดทิ่มตำให้พ่อแม่ช้ำใจ ทำนองว่าเกิดเป็นลูกสัตว์ยังดีกว่าเป็นลูกท่าน อย่างนี้ก็ต้องเกิดเป็นสัตว์ไปเรื่อยๆ หาชาติสุดท้ายไม่เจอน่ะซี? เป็นสัตว์ฟังธรรมไม่รู้เรื่องนี่”

เกาทัณฑ์บดริมฝีปากใคร่ครวญ เพราะสังหรณ์ว่าถ้าตอบผิดนิดเดียว ผลที่ตามมาอาจเป็นความกังวลใจไม่รู้เลิกของเรือนแก้วไปจนชั่วชีวิต และนั่นแหละจะกลายเป็นของจริง ถ้าก่อนตายเกิดไพล่ประหวัดกังวลขึ้นมา ความคิดกังวลนั้นจะเป็นชนกกรรม หรือกรรมนำเกิดเป็นร่างร้ายไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรรมหนักขนาดที่หล่อนว่านั้น ใช่ว่ามีโทษแค่เป็นสัตว์ตามคำพูด แต่ความหยาบคายที่ก่อความเสียใจรุนแรงให้เกิดขึ้นในบุพการี เป็นบาปอันกล้าแข็ง มีแรงเหวี่ยงส่งตรงได้ถึงนรกทีเดียว ความที่เขาเป็นผู้เคยเห็นนรกมาก่อนทำให้ซึมซับและพอจะชั่งน้ำหนักกรรมได้อยู่

“ผมไม่ได้มีญาณหยั่งรู้เรื่องกรรมวิบากลึกซึ้งนะแอ้ ใจรู้ได้แต่หน้าตาของกรรม แต่ผลกรรมนั้นต้องศึกษาตามพุทธดำรัสไปพลางๆ ว่าทำอย่างไร จะได้ผลอย่างไร

คนเรานี่ เพราะมองไม่เห็นวิบากกรรมที่เกิดจากการกระทำหนึ่งๆ ทำให้กล้าก่อบาปหยาบช้าสารพัด ขนาดพระเทวทัตนะ สำเร็จอภิญญา มีตาทิพย์ หูทิพย์ เหาะเหินเดินอากาศได้ ยังมองไม่เห็นเลยว่าคิดประทุษร้ายพระพุทธเจ้าแล้วโทษที่ตามมาคือความร้อนในอเวจีมหานรก อย่าต้องนับมาถึงพวกเราที่จิตขุ่น ปราศจากญาณหยั่งรู้เลย

แต่ผมแน่ใจได้อย่างหนึ่งว่ากรรมเป็นสิ่งมีอายุขัย หมายความว่าให้ผลจนหมดแรงเมื่อไหร่เป็นอันเลิกเมื่อนั้น คล้ายกับที่เราออกแรงถีบจักรยานไปครั้งหนึ่ง ถ้าเบาก็เคลื่อนแค่ใกล้ ถ้าแรงก็พุ่งได้ไกล ทำกรรมหนักขนาดไหนก็คงชดใช้จนหมดเข้าสักวัน

ที่สำคัญกรรมแต่ละชนิดอาจหย่อนแรงลงได้ถ้ามีปัจจัยตรงข้ามมาแทรกแซง เช่นสมมุติว่าด่าพ่อแม่แรงๆแล้วต้องเกิดเป็นสัตว์เจ็ดครั้ง หากสำนึกได้ ขออโหสิ และไม่ทำกรรมหนักชนิดเดียวกันซ้ำอีกเลย ก็อาจลดลงเหลือแค่เกิดเป็นสัตว์หนเดียว ไม่มีความยืดเยื้อ เพราะระงับเวรได้ด้วยคู่กรณีเอง และที่สำคัญคือเมื่อใกล้ตาย จิตจะไม่ประหวัดถึงเลย เพราะโล่งไปแล้ว เหมือนผ่านหายไปแล้ว เมื่อจิตก่อนตายไม่ประหวัดถึงกรรมชั่ว ก็เบาใจได้ว่ากรรมชั่วนั้นๆจะไม่เป็นชนกกรรมนำเกิดเป็นวิญญาณบาป”

สีหน้าของเรือนแก้วดีขึ้นหน่อยหนึ่ง เพิ่งรู้ว่าการขออโหสิ ปลดเปลื้องความรู้สึกผิดที่ทำไว้กับพ่อมีความหมายเพียงใด

“แล้วมีไหมที่เราสามารถลบล้างบาปด้วยบุญอย่างเด็ดขาด?”

เกาทัณฑ์ตรึกนึก เผอิญวันก่อนเขาเพิ่งอ่านเกี่ยวกับเรื่องของพระเจ้าอโศก ซึ่งมีตอนหนึ่งเป็นบทสนทนาธรรมเกี่ยวกับปัญหาข้อนี้พอดี

“ครั้งหนึ่งพระเจ้าอโศกมหาราชเคยตรัสถามพระโมคคัลลีบุตรผู้เป็นอรหันต์ ว่ากรรมดีและกรรมชั่วลบล้างกันได้หรือไม่ พระมหาเถระทูลตอบโดยจับเค้าจาก ‘โลณกสูตร’ ซึ่งพระพุทธองค์เคยเทศน์โปรดไว้ คือถ้าแทนคำว่า ‘ลบล้าง’ ด้วย ‘ละลาย’ จะฟังง่ายขึ้น ความดีสามารถละลายความชั่วให้จางหายได้ เช่นเดียวกับที่นำเกลือกำมือหนึ่งใส่ลงไปในอ่างที่มีน้ำปริมาณน้อย เราจะเห็นว่าน้ำในอ่างนั้นมีรสเค็มอยู่ แต่เมื่อเติมน้ำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความเค็มนั้นจะจางลงทุกที กระทั่งหายไปไม่เหลือรสเค็มเลย โดยเฉพาะเมื่อปริมาณของน้ำนั้นมากเหลือเกิน ทั้งที่จริงเกลือก็ยังคงอยู่ในอ่างไม่ระเหยหายไปไหน อย่างนี้ท่านเรียกทำกรรมชั่วให้อยู่ในสภาพ ‘มีเหมือนไม่มี’ นั่นเอง”

กระแสปีติบังเกิดขึ้นในใจของเรือนแก้ว บันดาลยิ้มใสขึ้นได้ เพราะรู้กำลังตัวเองว่ามีความฉลาดที่จะทำให้คนรอบข้างเป็นสุขเพียงใด จะยากอะไรกับการแก้มือ ‘เติมน้ำ’ ใส่หัวจิตหัวใจพ่อมากๆ

“เต้เพิ่งสนใจศาสนาไม่นาน ท่าทางรอบรู้ดีนะ มีทางลัดที่จะรู้เนื้อหาในพระไตรปิฎกเร็วๆหรือเปล่า?”

เกาทัณฑ์ผงกศีรษะ

“มีอยู่ นับว่าคนไทยโชคดีมากที่ท่านอาจารย์ สุชีพ ปุญญานุภาพ รวบรวมและย่อความจากฉบับบาลี 45 เล่มไว้เป็นเล่มเดียวคือพระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน ท่านคัดข้อความน่ารู้จากพระไตรปิฎก และตามด้วยย่อความพระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรมไว้ครบ ทำให้เป็นไปได้จริงที่จะเลือกอ่านจุดสำคัญที่สุดจนครบโดยไม่ซ้ำซ้อน ราคาถูกเหมือนได้เปล่าด้วย”

เรือนแก้วเบิกตา นึกอยากได้ขึ้นมาทันที

“หาได้จากไหนล่ะ?”

“เห็นว่าเป็นของมหามกุฏราชวิทยาลัยนะ แต่ก็เอามาวางตามร้านหนังสือแล้ว ผมก็ซื้อจากร้านธรรมดานี่แหละ คงหาง่ายอยู่หรอก เพราะพิมพ์ครั้งล่าสุดตั้งแสนเล่มแน่ะ ถ้าแอ้อยากได้เดี๋ยวกลับกรุงเทพฯผมซื้อให้เลย”

เรือนแก้วยิ้มหวาน

“ขอบพระคุณนะเจ้าคะ”

ขณะนั้นเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เรือนแก้วจำได้ว่าเป็นเสียงเครื่องตนก็เปิดกระเป๋าและหยิบขึ้นมากาง

“สวัสดีค่ะ”

“หนูแอ้เหรอจ๊ะ นี่ป้าจุ้มนะ”

“ค่ะป้า ว่าไงคะ หนูกำลังรอน้องจ๋ายอยู่เนี่ย กำลังจะโทร.เช็กพอดี”

ฝ่ายนั้นอึกอักเป็นครู่ ก่อนเอ่ยสั่นๆ

“อยู่ที่โรงพยาบาลจ้ะ อาหารเป็นพิษ นี่จ๋ายเขาบอกให้ป้าโทร.หาหนูน่ะ เขาสติเลอะๆเลือนๆบอกเบอร์หนูผิด ป้าต้องโทร.ให้คนที่บ้านหาอยู่นานกว่าจะเจอในสมุดของเขา”

“อาการหนักมากไหมคะ?”

“หน้าเหลือสองนิ้วเลยหนูแอ้ แย่จัง งานเสียหายมากไหมถ้า...”

“ไม่เป็นไรค่ะ”

เรือนแก้วตัดบท ความจริงน้องจ๋ายนี่มีหน้าที่แค่ถือโน้ตบุ๊คคอมพิวเตอร์ให้หล่อนตอนเดินเข้าไปหาคู่ธุระเท่านั้น เรื่องของเรื่องคือหล่อนต้องการเพื่อนเดินทาง หรือจะเรียกให้โก้หน่อยว่าคนติดตามก็ได้ ทุกเที่ยวธุระต่างประเทศของหล่อนจะมีน้องคนนี้ตามประกบเสมอ เพราะสนิทคุ้นเคยกัน จะไหว้วานทำสิ่งใดก็คล่องแคล่วรู้ใจทุกอย่าง พิจัยเห็นหล่อนทำประโยชน์ไว้มาก ขอแค่นี้เป็นเรื่องเล็ก จึงอนุญาตมาตลอด

คุยกับญาติของน้องอีกสองสามคำ ถามไถ่อาการและบอกว่ากลับจากสิงคโปร์จะไปเยี่ยม พอตัดสาย หันมาเห็นเกาทัณฑ์มองค้างอยู่ก่อนก็ยิ้มให้

“ขึ้นมานั่งเป็นเพื่อนแอ้แทนน้องจ๋ายนะ”

 

ได้ที่นั่งคู่ริมหน้าต่างซีกซ้าย เกาทัณฑ์กางหนังสือพิมพ์อ่าน ส่วนเรือนแก้วผินหน้าสอดสายตาสู่ความมืดไร้จุดหมายเบื้องนอกหน้าต่างอันแคบเล็ก พลางเคี้ยวขนมพายที่แอร์โฮสเตสนำมาเสิร์ฟตุ้ยๆ

เกือบครึ่งชั่วโมงผ่านไปด้วยความเงียบระหว่างกัน ขณะสายตาเกาทัณฑ์กำลังกวาดข่าวจากหนังสือพิมพ์ฉบับที่สอง ศีรษะของหญิงสาวก็ยื่นเข้ามาแทรกระหว่างเขากับหน้ากระดาษ

“ลองชี้ซิข่าวไหนน่าสนใจกว่าแอ้”

ปลายจมูกของเขากับกลุ่มผมสั้นสลวยราวมุ่นไหมของหล่อนห่างกันแค่หายใจรดถึง กลิ่นผมกรุ่นกำจายมากระทบฆานประสาทถนัด เรือนแก้วค้างนิ่งในท่านั้นอย่างจะรอให้เขาชี้จริงจัง เกาทัณฑ์กลั้นใจ สั่งตนเองมิให้เผลอลอบยื่นจมูกเข้าดอมดมเครื่องล่อตรงหน้า ทุกส่วนในร่างเรือนแก้วเป็นสิ่งต้องห้าม เผลอแตะเมื่อไหร่เป็นเรื่องเมื่อนั้น

พับหนังสือพิมพ์สอดเก็บลงกระเป๋าหลังพนักเป็นการกำจัดเครื่องยึดหล่อนให้ค้างคารอคอย เพราะนานไปเขาเองคงหมดความอดกลั้นกับระยะประชิดยวนใจเข้าจนได้ เรือนแก้วดึงกายไปนั่งหลังตรงตามเดิมก่อนอุบอิบกระเง้ากระงอด

“พอขึ้นเครื่องก็ตัดไมตรีเชียวนะ เห็นแอ้เป็นกระเป๋าเดินทางหรือไง ไม่เหลียวแลเลย”

“ก็เห็นกินของว่างแกล้มวิวนอกหน้าต่างอยู่นี่ ใครจะรู้ว่าอยากให้ขัดจังหวะ”

แล้วเกาทัณฑ์ก็พลิกนาฬิกาขึ้นปรับเวลาเร็วขึ้นกว่าเดิมชั่วโมงหนึ่งและเปรยแกมบ่น

“กว่าจะถึงชางจียังอีกเกือบสองชั่วโมง เพลียนะ อยากหลับมากเลย พยายามอ่านหนังสือพิมพ์ให้ง่วงก็กลายเป็นตาแข็งหนักเข้าไปอีก”

“อยากหลับให้ฝันเห็นแม่เทพธิดาที่กรุงเทพฯกระมัง”

หญิงสาวสันนิษฐานด้วยท่าทีกระแนะกระแหน

“ลืมตาก็เห็นนางฟ้าอยู่แล้ว จะรอฝันทำไม”

เกาทัณฑ์ตอบด้วยน้ำเสียงรื่นรมย์ เรือนแก้ววาดสายตามามองตรงทันที

”จริงเหรอ?”

เสียงคาดคั้นของอีกฝ่ายทำให้เกาทัณฑ์หัวเราะเอื่อยเฉื่อย ระงับใจไม่คะนองลิ้นไปกว่านั้น

“แอร์โฮสเตสเขาเรียกนางฟ้านี่นะ”

หญิงสาวหรี่ตา ยกมือกอดอก ปั้นปากถาม

“แล้วนังคนที่นั่งอยู่ข้างตัวนี่เรียกอะไร?”

ชายหนุ่มยิ้มเฉียง ทำเป็นยกมือป้องหน้าผากเบิ่ง

“แม่มดร้าย”

แม้รู้กันว่าเป็นคำหยอกเย้าเล่น แต่ก็ทำให้เค้าหน้าเรือนแก้วสลดลงได้

“แย่จัง...แล้วทำไงจะเป็นนางเอกในสายตาของเต้ล่ะ ต้องนุ่มนิ่มเป็นนางในวรรณคดีเหมือนคุณน้องที่กรุงเทพฯสินะ?”

“ล้อเล่นน่า อย่างแอ้ถ้าเป็นแม่มดก็แม่มดเจ้าเสน่ห์ มีฤทธิ์เดชแพรวพราว ใครเห็นใครก็ต้องยกให้เป็นนางเอก อยากได้เป็นแฟนกันทั้งเมือง”

“รวมทั้งเต้ด้วยเหรอ?”

หญิงสาวลดระดับเสียงลงเป็นกระซิบ มองเพื่อนหนุ่มที่ปรับพนักเอนอย่างผ่อนคลาย เขาสบตาตอบหล่อนด้วยกังวานเสียงทอดนุ่ม

“สำหรับผมน่ะเกินเอื้อม อย่าให้คิดดีกว่า”

“ก็ไม่ลองดูล่ะ?”

“เคยลองแล้วไง”

สานตากันนิ่งและนาน กระทั่งเรือนแก้วเป็นฝ่ายกะพริบก่อน และโน้มกายเข้าหาชายหนุ่มเพื่อให้แน่ว่าเขาจะตั้งใจฟัง

“ถามอะไรอย่างได้ไหม?”

เมื่อเขาพยักหน้าจึงเอ่ย

“มีอยู่คืนหนึ่งที่เต้เดินไปส่งแอ้ที่รถ แล้วดึงเอวแอ้เข้ามากอดน่ะ หมายความว่ายังไง คิดยังไงเหรอ?”

เกาทัณฑ์กะพริบตาอย่างนึกไม่ถึงว่าหล่อนจะมาด้วยคำถามนี้ พอเขาอ้ำอึ้ง เรือนแก้วก็กล่าวต่อด้วยเสียงเรียบ

“ไม่ใช่จะต่อว่าย้อนหลังอะไรหรอกนะ แค่อยากแก้ความเข้าใจเสียใหม่ ถ้าคิดว่าแอ้ไม่ค่อยมีค่านัก ความจริงก็คือแอ้ไม่เคยยอมให้ใครทำอย่างนั้นมาก่อนเลย”

ลักษณาการตัดพ้อทำเอาเกาทัณฑ์ค้างงันไป รู้สึกคล้ายกลายเป็นจำเลยผู้กระทำผิดเพิ่งถูกจับมาตั้งข้อหา ความจริงเขาแตะเนื้อต้องตัวหล่อนมาหลายครั้ง และหล่อนเองก็กระแซะเขาออกบ่อย ทำไมแค่ดึงเข้ามากอดหน่อยเดียวถึงจดจำและทวงถามราวกับถือเป็นเรื่องใหญ่เอาตอนนี้ด้วย?

เรือนแก้วเป็นฝ่ายถอนสายตาออกจากอาการสบกัน นั่งพิงพนักด้วยท่าทีผ่อนคลายตามเขา และพูดเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“เคยนั่งสมาธิเห็นนางฟ้าตัวจริงมั่งไหม?”

เกาทัณฑ์กระแอมกุ๊กหนึ่ง

“ใช่จะเห็นกันง่ายๆเมื่อไหร่ล่ะ ของแบบนี้”

หญิงสาวผินมองออกนอกหน้าต่างอีกครั้ง พักคิดเรื่อยเปื่อย หล่อนเป็นมนุษย์ในยุคที่สามารถล่องฟ้า ขึ้นมาเห็นโลกเป็นภาคพื้นไพศาล อาจจะแบบเดียวกับมุมมองของเทวดาตามอุดมคติโบราณ แต่ก็ยังรู้สึกตัวอยู่เสมอว่าเป็นมนุษย์ คงเพราะมีกายหยาบ และตระหนักดีว่าหากหลุดจากโครงอากาศยานแล้ว หล่อนจะดิ่งลิ่วๆลงกระแทกพื้นแหลกเหลวในเวลาอันสั้นอย่างแน่นอน

รู้สึกคล้ายเศษผงปลิวเข้าตา ดึงหนังตาเข้าออกเบาๆก็ไม่หายเคือง จึงล้วงกระเป๋าถือหยิบตลับแป้งออกมากางเพื่อใช้กระจกเล็กส่องชิดๆ กลอกตาหาผงอันเป็นต้นเหตุความระคาย เกาทัณฑ์เห็นเช่นนั้นก็ช่วยยกมือเปิดไฟส่วนของหล่อนให้

เรือนแก้วพบเส้นขนตาของตัวเองบริเวณตาขาวในเวลาต่อมา จึงใช้มุมผ้าเช็ดหน้าเขี่ยออก ใจหนึ่งอยากวานเพื่อนชายให้ช่วย แต่อีกใจคิดว่าช่วยตัวเองดีแล้ว ใครว่าผงเข้าตาต้องพึ่งพาคนอื่น อัตตาหิ อัตโนนาโถ ดีกว่าค่ะ มีเครื่องช่วย เครื่องทุ่นแรงออกเยอะ ไม่เห็นต้องง้อเลย...ชิ!

พอหมดความระคายเคือง หญิงสาวยังมองหน้าตนเองในกระจกเล็กค้าง ยื่นมือออกห่างจนเห็นทั้งดวงหน้าคมขำ แล้วเปรยออกมาคล้ายพูดกับเงา

“ถ้าเกิดมีศาสตราจารย์สติเฟื่องประดิษฐ์กระจกวิเศษ ส่องแล้วเห็นวิญญาณตัวเองเป็นเทพยดาหรืออสุรกาย อะไรจะเกิดขึ้นบ้างนะ โลกคงถึงอีกยุคปฏิวัติ จากสังคมอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีไปเป็นสังคมโลกอุดรเลยเชียว”

เกาทัณฑ์หัวเราะ คิดในใจว่าแม่คนนี้มีแววเป็นนักเขียนเรื่องสั้นแนวแฟนตาซี

“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง...” เขาช่วยนึกวาด “คงรู้ดำรู้แดงแหละว่าทำกรรมชนิดไหนเรื่อยๆแล้วฟอกจิตให้สะอาดขึ้นจนเป็นเทวดาได้ คนก็คงแห่ทำตามกันอย่างคึกคัก อาจมีแนวทางที่พัฒนาขึ้นเป็นหลักสูตรเรียนกันตั้งแต่อนุบาล วิชาว่าด้วยการยกจิตขึ้นเป็นเทวดาโดยเฉพาะ และนักปฏิบัติกับนักเดาสวดทั้งหลายก็คงสร้างหลักสร้างเกณฑ์การเลือกเกิดใหม่ในสวรรค์กันจ้าละหวั่น ตั้งราคาแยกขายถูกบ้างแพงบ้างตามเทคนิคที่ชัดเจน ลัดสั้น เห็นผลทันตาของแต่ละเจ้า”

เรือนแก้วหัวเราะกิ๊กที่เกาทัณฑ์ฝอยเฟื่องตามหล่อนเป็นเรื่องเป็นราวขนาดนั้น

“ใช่...แล้วลัทธิอุบาทว์ประเภทฆ่าแพะบูชายันต์เพื่อให้ขึ้นสวรรค์คงเกิดขึ้นไม่ได้ด้วยเนอะ เพราะทำปุ๊บคงเห็นเลยว่าวิญญาณสกปรกมอมแมมทันที”

“อือ คนในศาสนาต่างๆก็คงมีโอกาสส่องดูผลสะท้อนที่ตัวเองปฏิบัติบำเพ็ญกันมาอย่างเอิกเกริก ถ้ารัฐบาลเร่งผลิตกระจกของแอ้ออกแจกจ่าย หรือขายประชาชนในราคาถูก คุกตะรางอาจถูกทุบทิ้งเพื่อเปลี่ยนเป็นสนามเด็กเล่น ตำรวจคงต้องถอดหมวกแก๊ปเริ่มเรียนวิชาชีพใหม่กันทั้งกรม นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกคงระงับโครงการวิจัยอื่นหมด หันมาทุ่มตัวคิดประดิษฐ์เครื่องมือกระตุ้นใจให้ใฝ่ดีกันอย่างโจ๋งครึ่ม ทั้งนอกแล็บและในแล็บ รางวัลโนเบลคงต้องเพิ่มสาขาสร้างโลกอุดรอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ขึ้นมาด้วย ในฐานะที่ช่วยคนตายให้ขึ้นสวรรค์ได้อย่างมั่นใจ”

ใบหน้าเรือนแก้วยังคงกราดด้วยรอยยิ้มเพลิน พับตลับแป้งเก็บแล้วสานต่อด้วยคำถามที่เป็นเรื่องเป็นราวขึ้น

“ถึงวันนี้มีเทคโนโลยีอะไรที่ใกล้เคียงมั่งไหมล่ะ?”

เกาทัณฑ์ยกแขน เอาปลายนิ้วโป้งเกลี่ยคาง ก่อนตอบช้าๆ

“มีกล้องเกอเลี่ยนนะที่บันทึกรัศมีกายของสิ่งมีชีวิตได้ แต่ก็แค่เห็นออกมาทำนองว่าเมื่อโกรธจะมีสีอะไร เมื่อใจผ่องใสจะดูดีแค่ไหน ซึ่งนั่นก็พอรู้กันทางตาเปล่าอยู่บ้างแล้ว ไม่เห็นจะทำให้ใฝ่ดีอยากผ่องใสแข่งกันเลย อีกอันหนึ่งเร็วๆนี้มีกล้องที่ใช้เทคนิคแสงอินฟาเรดส่องทะลุเสื้อผ้าได้ เห็นเข้าไปใต้ร่มผ้าเป็นเค้าเป็นเงาแบบแว่นวิเศษ อันนั้นยิ่งออกห่างการสร้างเทวดาเข้าไปใหญ่ เพราะเห็นแต่ของหยาบที่ทำให้เกิดกิเลสหนักกว่าเดิม”

“เหรอ” ตาหล่อนเป็นประกายขึ้นเรื่อยๆ “อย่างนี้ก็แปลว่ากระจกวิเศษสะท้อนกายทิพย์คงพอมีสิทธิ์ในอนาคตมั้ง?”

ชายหนุ่มยักไหล่ รับว่า

“ไม่รู้ซี แต่ถ้าเอาจริงคงต้องสร้างทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องของแสงอีกชนิดหนึ่ง แตกต่างจากแสงที่เราเคยรู้จักกันอย่างสิ้นเชิง เพราะกายทิพย์เปล่งแสงได้ด้วยตัวเอง คนละเรื่องกับแสงที่เข้ากระทบตาอย่างนี้”

แบมือวาดอากาศซึ่งสว่างด้วยไฟนีออนในห้องโดยสารประกอบคำสุดท้าย

“จะใช้ความรู้สึกธรรมดาซึ่งเกิดขึ้นในขณะนี้วัดได้หรือเปล่าว่าเรากำลังเป็นวิญญาณที่จะไปอยู่สูงหรือต่ำแค่ไหน?”

“คงไม่ได้หรอก เพราะบางคนแม้ทำชั่วเป็นอาจิณ ก็ทำไปด้วยสติปัญญา ด้วยความรู้คิดฉลาดเฉลียว แม้เป็นอกุศลก็ปรุงจิตให้เกิดโสมนัส ซึ่งอยู่ข้างเดียวกับความสว่าง ทำให้เกิดสามัญสำนึกว่าตัวเองอยู่สูง”

นั่นทำให้เรือนแก้วคิดถึงมาเฟียใหญ่บางคนที่ค้ายาเสพติด ค้าอาวุธ ค้าผู้หญิง สั่งฆ่าคนมานับไม่ถ้วน แต่กลับมีหน้าตาอิ่มเอิบ อ้วนท้วนราวกับนักบุญผู้มีเมตตา แล้วก็เห็นจริงตาม บุคคลเหล่านี้มีความเป็นผู้บริหาร รู้จักคุมคน รู้จักวินัย รู้จักเจรจา ซึ่งล้วนแล้วแต่อาศัยความมีสติ ความฉลาดคิด อันอยู่ข้างกุศลทั้งสิ้น เสียแต่ว่าฐานกุศลถูกนำไปใช้ก่ออาจิณณกรรมอันสามานย์เท่านั้น

“ถ้าคนเราจำได้ว่าเคยขึ้นสวรรค์ลงนรกมาก่อน คงทำให้กลัวบาป โลกคงน่าอยู่ขึ้นบ้างนะ”

“จำได้อย่างเดียวไม่พอ ต้องรู้ทางขึ้นสวรรค์ลงนรกด้วย เคยมีมาแล้วที่พระราชาบุญมากแต่ขาดปัญญาฝันเห็นสวรรค์ ตื่นขึ้นมาตาลีตาเหลือกถามปุโรหิตคนสนิทว่าจะขึ้นสวรรค์ทำไง ปุโรหิตมีเรื่องเคืองอยู่กับพระโอรสของพระราชามาก่อน เลยทูลส่งเดชให้ตัดหัวโอรสธิดาเพื่อบูชายัญ ไอ้คนเราด้วยความที่ไม่รู้ก็เชื่อตาม เพราะกระสันอยากขึ้นสวรรค์จัด เลยจับลูกเมียเตรียมบูชายัญเกลี้ยง ยังดีมีเหตุให้แคล้วคลาดไปได้

ถ้าคนเราจำติดหัวว่าเคยนอนบนสวรรค์ เคยกลิ้งในนรก ใครจะรู้ว่าโลกนี้จะเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน แอ้กับผมอาจกำลังจาริกแสวงบุญไปตามป่าเขา แทนที่จะเดินทางไปธุระหน้าที่เพื่อแลกกับความเป็นอยู่สุขสบายในช่วงชีวิตปัจจุบัน แต่เพราะจำไม่ได้...โลกถึงกำลังเป็นอย่างที่เป็น”

“วิทยาศาสตร์อธิบายเกี่ยวกับเรื่องของความจำใกล้ไกลไว้ยังไง?”

“อือม์...ลองจำเลขนี้นะ สองเจ็ดเก้าแปดสองสองสามห้าสี่เก้าเก้า...”

เขาพูดเร็วๆแบบให้ผ่านหู แล้วนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนถามว่า

“ไหนลองทวนซิ”

“สองเจ็ดเก้าแปดสองสองสามห้าสี่เก้าเก้า”

เรือนแก้วทวนคำที่ติดหูและเจตนาบันทึกไว้ไม่ตกหล่นได้ครบถ้วน เกาทัณฑ์ยิ้มนิดหนึ่งกับสีหน้าเชื่อมั่นในตนเองของอีกฝ่าย

“คิดว่าอีกสิบชั่วโมงข้างหน้ายังจำได้หรือเปล่า?”

หญิงสาวลังเล

“อาจจะ”

“อีกสิบเดือนข้างหน้าล่ะ?”

เรือนแก้วย่นคิ้ว

“ถ้าไม่หมั่นท่องก็ต้องลืมเป็นธรรมดาซิ”

“นั่นแหละ ทางประสาทวิทยามองความจำช่วงสั้นแบบนี้ว่าเป็นการกระตุ้นโปรตีนในกลุ่มเส้นประสาทขึ้นมา ถ้าโปรตีนถูกลดการกระตุ้นลงความจำก็หมดไปด้วย ซึ่งตัวที่ ‘กระตุ้น’ นั้น มองด้วยสามัญสำนึกก็คือเจตนาจดจำนั่นเอง

แต่ความทรงจำในระยะยาว เช่นหลายเหตุการณ์ที่ประทับลงในใจโดยรู้หรือไม่รู้ตัว จะถูกพิจารณาว่าเป็นการจัดเก็บโดยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในกระบวนการทางประสาท เช่นจำนวนสาขาเส้นประสาทสมองที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ ไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยภายนอกเช่นจิตวิญญาณ อย่างน้อยก็เท่าที่ค้นพบและเชื่อกันจนถึงวันนี้“

เรือนแก้วซอยเปลือกตาถี่ๆ

“อ้าว! แปลว่าความจำไม่เกี่ยวกับการบันทึกลงจิตลงใจ?”

“สำหรับนักประสาทวิทยาบางกลุ่มที่อยากจะเชื่ออย่างนั้นนะ มีถึงขนาดเห็นว่าอาจสร้างเครื่องสแกนข้อมูลจากเยื่อประสาทสมองหนึ่ง คัดลอกไปใส่อีกสมองหนึ่งได้กันเลยทีเดียว”

“แล้วที่เต้เชื่อ?”

"ระบบประสาทมนุษย์ซึ่งเป็นฝ่ายรูปธรรมนี่นะแอ้ มันมีส่วนช่วยจัดเรียงความจำให้ถูกดึงขึ้นมาได้ง่ายหรือยาก เราผ่าสมองเพื่อติดตามการทำงาน สำรวจระบบประสาทหรือกระบวนการเคมีต่างๆได้ แต่ก็พบว่าเต็มไปด้วยความลึกลับน่าพิศวงที่เข้าถึงยากอีกมากมาย ทว่าตัวความหมายรู้หมายจำอันเป็นฝ่ายนามธรรมยิ่งน่าพิศวงกว่านั้น ความจำได้หมายรู้ไม่เหมือนก้อนข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ถูกบันทึกลงไปในพื้นที่เก็บเป็นสัดส่วนแน่นอน แต่เป็นสภาวะเชื่อมโยงจุดหนึ่งไปจุดหนึ่ง อย่างถ้าหมายรู้ว่านี่เพื่อนเรา ความรู้สึกที่มีต่อเพื่อนคนนั้นก็เกิดขึ้น ความทรงจำเกี่ยวกับเพื่อนคนนั้นก็ผุดขึ้น เช่นชื่ออะไร เคยประสบเหตุการณ์ใดร่วมกับเรามา พูดสั้นๆว่าถ้าไม่มีนิมิตหมายของเพื่อนให้หมายรู้ ก็ไม่มีที่ตั้งของความจำเกี่ยวกับเพื่อนอยู่ตรงไหนเลย เข้ากับหลักธรรมชาติอันลึกซึ้งที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ว่าเพราะสิ่งนี้มี อีกสิ่งจึงมีได้ ต่างเป็นเหตุเป็นปัจจัยของการปรากฏ ใช่ว่ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งดำรงตนอยู่อย่างเป็นเอกเทศ

  "การที่คนเราระลึกได้เพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชาติปัจจุบัน ประการแรกก็เพราะข้อจำกัดทางประสาทสมองซึ่งช่วยดึงความจำได้เฉพาะที่กระทบตา หู จมูก ลิ้น กายนับจากแรกเกิดกำเนิดกายนี้เท่านั้น ประการที่สองคือไม่มีนิมิตหมายเกี่ยวกับอดีตชาติใดๆมากระตุ้นให้เกิดความหมายรู้หมายจำ หรือถึงแม้เห็นบางสิ่งที่สะกิดให้คุ้นเคย ก็หยุดอยู่ตรงความคุ้น จะรู้ทะลุปรุโปร่งตลอดสายไม่ได้ เนื่องจากนิมิตหมายต่างๆในตัวเราและภายนอกเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว กล่าวอย่างรวบรัดได้ว่าชาตินี้คือกาย กายนี้แหละปิดบังชาติอื่นๆไว้"

คนฟังตรองตามแล้วเกิดความสงสัย

"เราจะรู้ได้ยังไงว่าสิ่งที่สะกิดให้คุ้น เป็นความคุ้นสภาวะอดีตชาติแน่ๆ?"

"เอาง่ายๆอย่างนี้ ทำไมเราเห็นหนังหรือได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับนรกแล้วถึงกลัว ก็เพราะภาพและเรื่องราวของนรกมันไปสะกิดให้นึกออกเป็นเลาๆว่าอย่างนี้เราเคยผ่านมาก่อน แต่เหตุที่ประสาทกายอันเป็นชาตินี้เดี๋ยวนี้มันตรึงไว้กับความรู้สึกแบบมนุษย์ นิมิตหมายเกี่ยวกับกายสัตว์นรกที่เราทุกคนเคยเป็นกันมาจึงไม่ชัด เมื่อไม่ชัดก็ได้ผลคือความกึ่งเชื่อกึ่งลังเล"

"สรุปคือถ้าใจผูกอยู่กับระบบประสาท ก็ระลึกได้เท่าที่ระบบประสาทเก็บกักความจำไว้ในร่างนี้ ชีวิตนี้ และในเมื่อยังต้องอยู่กับกายกันทุกลมหายใจ ก็เป็นอันว่าหมดสิทธิ์รู้เรื่องเก่าๆน่ะซี?"

เกาทัณฑ์สั่นศีรษะ

"มีระดับจิตที่อยู่เหนือวิสัยคิดอ่าน จะเรียกจิตเหนือสำนึกหรืออะไรก็แล้วแต่ เอาเป็นว่าฝึกหัดกันได้ ทำให้มีได้ และใช้เอาชนะข้อจำกัดของระบบประสาทหยาบ ย้อนระลึกไปไกลกว่าเมื่อแรกเกิดได้"

"หมายถึงต้องฝึกสมาธิให้เกิดจิตเหนือสำนึก?"

"มากกว่านั้น ต้องมีการฝึกสะกดรอยย้อนเหตุการณ์ต่างๆตามลำดับ โยงจากจุดหนึ่งไปหาจุดหนึ่ง ไล่จากใกล้ออกไปไกลห่างเรื่อยๆ จดจำพฤติกรรม ความรู้สึกนึกคิดกระทำการต่างๆ ซึ่งจะเหมือนเกิดขึ้นอีกครั้งแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับกำลังจิตที่บ่มได้จากสมาธิ อันนี้ก็คือใช้หลักเอาความจำหนึ่งเรียกความจำก่อนๆ ย่อมเป็นที่รู้แน่แก่ใจเฉพาะตนว่าใช่"

หญิงสาวเลิกคิ้ว พอเขาพูดถึงการย้อนรอยการกระทำต่างๆก็เกิดประกายความคิดบางอย่างขึ้นมา

“นานมาแล้วแอ้เคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับการสะกดจิต ที่ว่าให้ย้อนไปเห็นอดีตได้ชัดเจนเหมือนเกิดขึ้นใหม่อีกครั้ง เลยเกิดความสงสัยว่าถ้าเป็นเรื่องจริง เราจะถูกสะกดกลับไปหาอดีตแล้วเปลี่ยนภาพการกระทำใหม่ เช่นที่ผ่านมาเกิดลุแก่โทสะฆ่าใครตาย ก็ย้อนกลับไปสู่เหตุการณ์นั้นแล้วเปลี่ยนเป็นยับยั้งชั่งใจ ถอนตัวไม่ลงมือฆ่า จะเป็นการสลัดคืนบาปกรรมได้หรือเปล่า?”

ชายหนุ่มสั่นศีรษะทันที

“การย้อนนึกและสร้างมโนภาพใหม่ขึ้นทับของเดิมเป็นเพียงกลการเล่นทางจิตซึ่งเกิดขึ้นในปัจจุบัน เหมือนเราลบคำผิดด้วยการเอาแถบกระดาษมาปิดแล้วเขียนข้อความใหม่ทับลงไป ซ่อนจากสายตาได้ แต่ตัวที่เป็นข้อความเก่าแท้ๆยังอยู่ และคงเป็นอันเดียวกับข้อความอื่นบนหน้ากระดาษเดิม แถบใหม่ต่างหากที่เป็นของแปลกปลอม และไม่มีทางกลืนเป็นอันเดียวกับหน้ากระดาษเดิมแท้”

“หลักวิชาสะกดนี่มีอยู่จริงและเป็นวิทยาศาสตร์ใช่ไหม?”

“ใช่ ทุกวันนี้จิตแพทย์สะกดจิตคนไข้กันเป็นเรื่องปกติ เพราะพิสูจน์กันหลายแสนหลายล้านรายแล้วว่าสามารถบำบัดอาการผิดปกติทางจิตได้จริง โดยเฉพาะบาดแผลที่มาจากต้นเหตุซับซ้อนซ่อนเงื่อน บำบัดด้วยวิธีการธรรมดาแล้วไม่ได้ผล

แต่จิตแพทย์ก็ต้องได้รับการฝึกอบรม และมีความเข้าใจสถานการณ์ สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ด้วยไหวพริบและปฏิภาณเฉพาะตัว เพราะบางครั้งแทนที่จะได้ผลดี กลับกลายเป็นซ้ำเติม เปิดแผลคนไข้ให้ฉีกกว้างขึ้นอีก”

เรือนแก้วชักนึกอยากรู้อยากเห็นตามนิสัย

“เธอสะกดเป็นหรือเปล่า?”

“รู้หลักการ แต่ไม่เคยลองหรอก ความจริงถ้าศึกษาแล้วจะเห็นว่าการสะกดจิตเป็นเรื่องธรรมดามาก แทบไม่ต้องอาศัยเวทมนตร์หรือคุณวิเศษใดๆในผู้ทำการสะกดเลย ทุกอย่างเกิดขึ้นที่ตัวผู้ถูกสะกดเองเป็นหลัก อย่างผมบอกให้แอ้นึกเดี๋ยวนี้...”

พอเห็นเรือนแก้วตั้งตาตั้งใจฟังเขม็ง เกาทัณฑ์ก็เผลอยิ้มอย่างนึกเอ็นดูออกมาเล็กน้อย

“นึกถึงสมัยเรียนอยู่อนุบาล มีภาพเหตุการณ์อะไรปรากฏขึ้นในหัวบ้างไหม?”

หญิงสาวลองย้อนนึกตาม สะเก็ดความจำคนเราจะผูกอยู่กับเครื่องแบบและสถานที่ในสมัยหนึ่งๆของแต่ละช่วงชีวิต ในวาระแรกที่คิดตามเกาทัณฑ์พูดนั้นเอง สมองที่ทำงานแบบสุ่มดึงความจำก็ฉายภาพทางมโนนึกทันที

“มี”

“เห็นเป็นอะไร?”

“ฉันเล่นกับเพื่อนๆในสนามเด็กเล่นของโรงเรียน แต่นึกรายละเอียดไม่ออก”

“สะเก็ดความจำไม่มีรายละเอียดหรอก อาจจะเพราะเมื่อกี้ผมบอกไว้กว้างเกินไป และจูงความนึกตามด้วยคำว่า ‘อนุบาล’ ซึ่งไปโยงกับเครื่องแบบเด็ก แอ้เลยนึกถึงภาพชินตาที่เห็นเพื่อนนักเรียนอนุบาลเป็นหลัก คราวนี้ลองใหม่ นึกดูว่าในวัยเดียวกันนั้น แอ้เคยถูกเพื่อนกอดบ้างไหม?”

สมองของเรือนแก้วสุ่มหาเหตุการณ์จากเบื้องลึกความจำเพียงอึดใจเดียวก็ได้คำตอบ

“เคย”

“ลองบรรยายซิรายละเอียดเป็นไง”

“มีเพื่อนนักเรียนหญิงคนหนึ่งสะกิดชวนให้เงยหน้าดูพุ่มเมฆบนฟ้า บอกว่า ‘ดูสิเธอ เหมือนยักษ์เลย’ แอ้เงยหน้าดูตามก็เห็นว่าจริง เกิดความรู้สึกกลัวขึ้นมา ต่างคนเลยต่างกอดกันแน่น”

“ลองเจาะลงไปในรายละเอียดนะ ถ้าแอ้จำได้ขนาดนี้ก็ต้องนึกได้ลึกลงไปอีก เพราะแสดงว่านี่เป็นเหตุการณ์เด่นที่ถูกประทับไว้ในส่วนความทรงจำระยะยาว ลองทบทวนดูว่าในขณะที่กอดกันกลมกับเพื่อนคนนั้น ใจแอ้คิดอะไรบ้าง”

เรือนแก้วหยั่งความรู้สึกทวนกลับไปหาเหตุการณ์ลึกลงไป พบว่าสัมผัสและความรู้สึกนึกคิดถูกดึงกลับมาใกล้เหมือนเกิดขึ้นอีกครั้ง

“แอ้คิดหยิ่งๆว่าทำไมต้องกอดกับยายนี่ด้วย เนื้อตัวสกปรกมอมแมม อ้วนก็อ้วน”

เกาทัณฑ์กลั้นหัวเราะไว้ ด้วยเกรงเรือนแก้วจะเห็นว่าเขามองสิ่งที่หล่อนบรรยายเป็นเรื่องขบขัน

“แล้วปล่อยจากการกอดด้วยความรู้สึกนึกคิดยังไง?”

“ความกลัวมันจางไปเอง ต่างคนต่างไป ไม่มีใครสนใจ”

“จากนั้นแอ้ไปไหน ทำอะไรกับใคร?”

เรือนแก้วพยายามเค้นนึกอยู่นาน แต่คราวนี้ลงเอยด้วยการสั่นศีรษะ

“นึกไม่ออก”

“นี่แหละเป็นตัวอย่าง สะเก็ดความจำมักเป็นเหตุการณ์ประทับเด่นชิ้นใดชิ้นหนึ่ง ในภาวะที่ถูกสะกดนี่แอ้จะเห็นชัดกว่านี้ เนื่องจากความรู้สึกในกายจะหายไป จิตเปิดรับผัสสะในอดีตเต็มที่

การนึกเป็นหน้าที่ของจิตใจแอ้เอง แม้แต่ตัวผู้สะกดก็ไม่ได้ล่วงรู้อะไรเลย เป็นแต่อยู่เบื้องหลัง เป็นผู้นำร่องด้วยการใช้คำพูด ซึ่งถ้าผู้ถูกสะกดยอมเชื่อแต่แรก ทุกอย่างก็เข้าล็อกหมด”

“ตอนเริ่มสะกดนี่เขาทำยังไงน่ะ”

“มีอยู่หลายกลวิธี แต่เท่าที่รู้ว่านิยมมากคือสั่งให้ทำใจนึกตามเพื่อให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆค่อยๆคลายตัวลง และทำให้เกิดสมาธิอยู่กับจุดใดจุดหนึ่ง เช่นบอกว่าขณะนี้กล้ามเนื้อบนใบหน้าคุณกำลังผ่อนคลาย เนื้อตัวส่วนอื่นๆก็หย่อนสบายตามลำดับ เหลือแต่ลมหายใจเข้าที่นำความรู้สึกเป็นสุขมาให้ และลมหายใจออกที่ระบายความตึงเครียดออกจากกายอะไรทำนองนั้น”

หญิงสาวสยายริมฝีปากจนเห็นลักยิ้ม ตะแคงร่างหันมาทางเขา เท้าศอกเอาปลายนิ้วชี้เกลี่ยจอนผมข้างหนึ่ง ถามด้วยตาเป็นประกายหน่อยๆ

“เต้สะกดให้แอ้เที่ยวไปในอดีตมั่งได้ไหม?”

เกาทัณฑ์ส่ายหน้า

“ไม่ดีหรอก ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ของแบบนี้ต้องมีประสบการณ์ มีความน่าเชื่อถือ และที่สำคัญต้องมีเป้าหมายบางอย่าง เช่นบำบัดโรคหลอนหรือความกลัวอย่างไร้สาเหตุ ไม่ใช่เรื่องน่านึกสนุกทำเล่นตามใจชอบ”

“แต่แอ้เชื่อมือเต้นะ” หล่อนหมายความตามที่พูด “ใครจะรู้ว่ามีประโยชน์รออยู่แค่ไหน เคยได้ยินว่าในทางจิตวิทยาแล้ว ทุกคนมีบาดแผลทางใจเสมอ จะมากหรือน้อย จะหนักหรือเบาเท่านั้น แอ้อยากขุดคุ้ยดูว่าชีวิตที่เห็นๆแค่ในชาตินี้ เรามีแผลที่ยังไม่ได้รับการเยียวยาอยู่สักเท่าไหร่ บอกตามตรงแอ้ก็รู้ตัวนะ ว่าเพี้ยนๆเป็นบางครั้ง”

“เช่น?”

“อย่าให้เล่าเลย เล่าแล้วอายน่ะ”

“อ๊ะ! งั้นตอนโดนสะกดไม่กลัวถูกสั่งให้เล่าโน่นเล่านี่ เปิดโปงโล่งโจ้งหมดหรือ?”

“ถึงบอกไงว่าในความไม่เป็นตัวเองนั้นแอ้เชื่อและไว้ใจเต้ คิดเสียว่าเล่นอะไรสนุกๆด้วยกัน ฉันยอมเป็นหนูทดลองให้ ส่วนเธอก็จะมีโอกาสเป็นรัสปูตินสักชั่วโมงหนึ่ง ดีไหม?”

วูบหนึ่งเกาทัณฑ์เกิดนึกสนุกตามขึ้นมา เพราะเขารู้ทฤษฎี รู้หลักวิธีเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ค่อนข้างละเอียดจากการอ่านขนานใหญ่นับแต่หลวงตาแขวนสะกดให้เห็นอัตภาพในอดีตอันน่าระทึกและนรกภูมิอันน่าสยดสยอง ด้วยนิสัยนักศึกษาผู้ต้องการคำอธิบายให้กับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ยังไม่เคยได้ลองใช้ความรู้ที่อ่านๆมาให้เกิดผลกับใครสักที

เงื่อนของการสะกดจิตมีความซับซ้อน ตื้นลึกหนาบางอยู่มากมาย หลวงตาแขวนท่านมีอภิญญาชั้นสูง ตบะเดชะแก่กล้าขนาดสะกดคนที่ยังลืมตา มีสติสมบูรณ์ให้อยู่ในอำนาจ เห็นไปต่างๆได้ ซึ่งภายหลังเขามารู้ว่าฤทธิ์ระดับนั้นอยู่ในขั้นเทวดาทีเดียว ใช่ว่าทำสมาธิ ได้ฌานสมาบัติ และพยายามฝึกหัดแล้วจะทำปาฏิหาริย์ขนาดท่านได้ทุกคน ต้องมีแรงหนุนจากอดีตที่เคยสำเร็จอภิญญาแก่กล้ามานับภพนับชาติไม่ถ้วนเป็นองค์ประกอบร่วมด้วย

สำหรับเขาและคนทั่วไปซึ่งเทียบกำลังจิตกับหลวงตาแขวนแล้ว เหมือนเด็กหัดตั้งไข่ล้ม ต้มไข่ลุก ถ้าคิดสะกดจิตใครล่ะก็ จะต้องได้รับการยอมรับจากผู้ถูกสะกดเป็นขั้นพื้นฐานพอควร เรียกว่าอ่อนให้อยู่ก่อนด้วยความนับถือบารมีบางประการที่เหนือกว่าอยู่แล้ว กับทั้งจะต้องรู้และเข้าใจหลักการสะกดโดยปริยายต่างๆอย่างชัดเจน เพื่อความสัมฤทธิ์ผลจริงในการบันดาลภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่นให้เกิด

และตัวภาวะถูกสะกดเองก็ใช่จะเหมือนกันเสมอไป เป็นที่รู้ในหมู่จิตแพทย์ว่าคนไข้บางรายมีพรสวรรค์ในการเข้าสู่ภาวะถูกสะกดดี บางรายก็เข้าสู่ภาวะถูกสะกดยากมาก

ทุกอย่างเป็นปัจจัยให้เกิดความสำเร็จและล้มเหลวได้หมด ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงของจิตแพทย์ สภาพที่นอน อุณหภูมิห้อง หรือกระทั่งความไม่เข้ากันที่ลอยอยู่ในอากาศระหว่างจิตแพทย์กับคนไข้

เรือนแก้วทำให้เขาเกิดนึกอยากรู้ขึ้นมาว่าเขามีความสามารถทำหน้าที่เป็นผู้สะกดได้แค่ไหน และตัวหล่อนเองมีพรสวรรค์ในการถูกสะกดเพียงใด หล่อนเป็นคนมีความสามารถหลากหลาย กับทั้งมีกำลังจิตแรง แปรจิตจับสิ่งต่างๆได้ไวกว่าคนทั่วไป และที่สำคัญหล่อนพูดกับปากว่าเชื่อมือเขา ปัจจัยทุกอย่างเหมือนถูกเตรียมไว้พร้อมมูลล่วงหน้า ชวนให้นึกอยากนำมาใช้เป็นอย่างยิ่ง

“จะเอาจริงเหรอ?”

ในที่สุดเขาก็หันมาถาม มีความรู้สึกเหมือนกำลังมองคู่หูที่ดึงกันและกันลงเล่นเกมสนุกแปลกใหม่ ท้าทายความกล้าซน กล้าได้กล้าเสีย เรือนแก้วยักคิ้วให้ทีหนึ่ง เปิดยิ้มอวดเขี้ยวน่ารักตรงมุมปากเป็นคำตอบ
 

โดย อิศรา

 

กลับไปที่ www.oknation.net