วันที่ อาทิตย์ มีนาคม 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โรคโคโรน่าไวรัส19 (COVID-19)..ใส่หน้ากากดีหรือไม่ดี มีข้อ เท็จ จริง


“หมอต้องใส่หน้ากากนะ ผีน้อยมาที่นี่ ไปกินหมูกระทะด้วย” น้องพยาบาลรีบเตือนด้วยความห่วงใยในลิฟต์

หะ!..ผีกินหมูกระทะได้ไง มันผีอะไรนี่

 “ผีน้อยไม่กักตัว ไปมาหลายที่นะ” น้องพยาบาลขึ้นเสียงสูง

 

      สมัยฉันวัยรุ่นเมื่อนานนมมาแล้ว เวลาพูดถึงผีน้อยจะนึกถึง ผีน้อยเพื่อนรักแคสเปอร์ (Casper a friendly ghost) และเรียกคนที่แอบทำงานอยู่ในต่างประเทศแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ  ว่า "โรบินฮู้ด" ภาษานี่มันดิ้นได้จริง ๆ นะนี่ กว่าจะถึงบางอ้อ Pinoy คำเรียกคนฟิลิปปินส์ทั้งที่อาศัยอยู่ในและต่างประเทศ แต่ความหมายลึก ๆ ไม่ค่อยดีไปทางด้านเหยียดชนชาติ ซึ่งกลุ่มที่ลักลอบเข้าเมืองไปทำงานในประเทศต่าง ๆ  ส่วนคนเกาหลีน่าจะแยกแยะคนไทยกับคนฟิลิปปินส์ไม่ค่อยออก จึงเรียกรวม ๆ ว่า Pinoy  ซึ่งออกเสียงพ้องกับคำว่า"Pee-Noys" หรือ‘ผีน้อย’  Pee Guay หลายคนอ่านว่า ผีก๋วย (ผีตระกร้า) แทนที่จะเป็นพี่ก๊วย

ช่วงนี้หัวหูตูบทั้งเรื่องแมงกะพรุนกล่องภาคใต้แล้วยังเรื่องโรคโคโรน่าไวรัส19 (ขอเรียกชื่อเล่นว่า โควิด) มาหลายทางและเยอะจนเปรอะสมองส่วนหน้า จึงต้องขอออกมาคุยกันให้หายสงสัยเสียที  ว่ากันตามความเร่งด่วนกับความขัดแย้งก่อนนะคะ เอาเรื่อง

-       ใส่หน้ากากดีหรือไม่ดี?

-       ติดเชื้อทางไหนแน่?

-       ติดง่ายหรือไม่?

-       ร้ายแรงใช่รุนแรงไหม?

-       ตอนนี้ทำไงดี?

 

ใส่หน้ากากดีหรือไม่ดี?

ก่อนตอบคำถามนี้ ต้องถามก่อนว่าทำไมต้องใส่หน้ากากอนามัย? ถ้าใส่กันฝุ่น PM 2.5 ต้องเลือกที่มันกันได้เพราะ surgical mask (ขอเรียกชื่อเล่นหน้ากากเขียว) นั้นกันไม่ได้ค่ะ ถ้าใส่เป็นเพื่อนก็ไม่ควรใส่หน้ากากเขียวกับหน้ากาก N95 เพราะทำให้ผู้ที่จำเป็นต้องใช้ไม่มีใช้ค่ะ  ถ้าใส่เพื่อกันติดเชื้อโรคโคโรน่าไวรัส 19 ก็ได้ผลน้อยมากค่ะเพราะออกแบบมาเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ  ... มิได้กวนโอ๊ยนะคะ ขอตอบคำถามถัดไปก่อนแล้วจะได้ตัดสินใจ 

 

ติดเชื้อทางไหนแน่?

      จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ที่แพร่เชื้อได้ แปลความตามคนธรรมดาก็คือ ต้องมีผู้ที่แพร่เชื้อได้ แสดงว่าต้องติดเชื้อก่อน แล้วทหารในร่างกายกำจัดไม่ได้จนมีเชื้อมากพอออกมาทางเดินหายใจเป็นส่วนใหญ่  ทางอื่นก็มีแต่น้อยเช่น น้ำตา อุจจาระ ส่วนน้ำมูกนั้นต้องขอบคุณเจ้าโควิดที่ผู้ป่วยแทบจะไม่มีอาการน้ำมูกไหลเลย (ตามข้อมูลล่าสุดของจีนกับองค์การอนามัยโลก) เจ้าโควิดออกมาแบบไหนละ  สำหรับผู้มีเชื้อโรคส่วนใหญ่มันกระเด็นออกมาพร้อมเสมหะเวลาไอจามได้ไกลราวเมตรหนึ่งโดยเฉลี่ย พวกเทพเขาเรียกแบบนี้ว่า droplet ซึ่งมีการแปลเป็นไทยราชบัณฑิตฯ ให้คันหัวใจคือ  ‘ละอองเสมหะ’ (เดิม)  แล้วเปลี่ยนเป็น ‘ละอองหยด’  แถมยังมีชื่ออื่น ๆ ที่แฟนคลับนิยมเรียกอีกนะ เช่น ละอองฝอย  ฝอยละออง  ละอองขนาดใหญ่ ฉันขอเรียกว่า ‘ละอองหยด’  เพื่อให้คุยกันต่อรู้เรื่องนะคะ เพราะมีประเด็นเกี่ยวเนื่องกับการใส่หน้ากากเขียวกับชุดอวกาศค่ะ 

      เจ้าโควิดยังออกมาอีกแบบที่คนธรรมดาอย่างเราแทบไม่มีโอกาสเจอเลยในชีวิตประจำวันคือ Aerosol ซึ่งมีการแปลเป็นไทยราชบัณฑิตฯ ให้คันหัวใจอีกว่า ‘ละอองลอย’ (เดิม)  แล้วเปลี่ยนเป็น ‘ละอองฝอย’  ชื่อนี้ฮิตจังดันไปตรงกับชื่อเดิมของ droplet  ฉันขอเรียกว่า ‘ละอองลอย’  แบบเดิมทำให้เห็นภาพชัดว่ามันผอมเบาล่องลอยได้ ซึ่งจะเกิดในสภาวะที่หมอเขาต้องใช้เครื่องมือพิเศษส่องเข้าปอดไปชะเอาสารคัดหลั่งมาตรวจค่ะ ดังนั้นจึงต้องแต่งตัวป้องกันเต็มที่คล้ายมนุษย์อวกาศที่เราเห็นแหละค่ะ  ทั้งร้อนทั้งหนัก ถอดยาก  ถ้าถอดผิดติดคุก (กักตัว) 14 วัน ส่วน Air-borne เป็นการแพร่เชื้อทางอากาศค่ะ เช่น เชื้อวัณโรคเป็นต้น ทั้งนี้ เวลาเทพเขาพูด มันจะมีค่าสุดโต่งสองด้าน เช่น ระยะฟักตัว (ระยะเวลาตั้งแต่รับเชื้อโรคเข้าร่างกายจนเกิดอาการ) ที่ผู้ติดเชื้อประเทศจีนส่วนใหญ่เป็น 5 - 6 วัน โดยมีช่วงตั้งแต่ 1 - 14 วัน แปลว่า ผู้ติดเชื้อส่วนน้อยเหลือเกินที่เกิดอาการใน 1 วัน หรือ14 วัน  ทีนี้ถ้าต้องนำไปใช้แนะนำสาธารณชนคนธรรมดาจำนวนมหาศาล และสามารถปฏิบัติได้จริง ก็ต้องใช้ค่าของผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ นั่นคือ 5 - 6 วัน ในการควบคุมป้องกันการระบาด จะกำหนดระยะเวลา 2 เท่า ระยะฟักตัว นั่นคือ 10 - 12 วัน หรือ 2 สัปดาห์ จำง่าย ปฏิบัติง่าย (ซึ่งเลขไปตรงกับผู้ติดเชื้อส่วนน้อยเหลือเกินที่เกิดอาการใน 14 วัน  พอดีค่ะ แต่ระยะฟักตัวมากกว่า 14 วัน มีได้แต่น้อยค่ะ)

      ส่วนผู้รับต้องไปยืนให้เขาไอจามรดหน้าเข้าตาจมูกปากในระยะราว 1 เมตร หรือ สัมผัสเสมหะที่เปรอะตามที่ต่าง ๆ ในช่วงเวลานาทีทอง (แล้วแต่พื้นผิวและยิ่งร้อนยิ่งตายเร็ว) ขึ้นมาขยี้ตาแคะจมูก พูดง่าย ๆ ว่า หาเรื่องใส่ตัวเอง ถ้ามีนิสัยสกมก

     ดังนั้น ณ ความรู้ปัจจุบัน ส่วนใหญ่แพร่เชื้อทางไอจามใส่หน้าแบบละอองหยดในระยะเมตรหนึ่งหรือสัมผัสสารคัดหลั่งแล้วนำมาใส่หน้าตัวเอง

การล้างมือบ่อยแต่ผิดเวลาก็ป้องกันไม่ได้ จึงต้อง ‘ล้างก่อนและหลัง’ หรือ ‘ห้ามสัมผัสใบหน้าถ้ายังไม่ได้ล้างมือ’

          

ใส่หน้ากากดีหรือไม่ดี?

กลับมาที่คำถามนี้

ดี  ถ้า

อันดับ 1 ผู้ติดเชื้อที่สามารถแพร่เชื้อได้เป็นผู้ใส่เพราะแก้ที่จุดเกิดเหตุ และต้อง

- ล้างมือหลังเอาปิดปากเวลาไอจามแม้จะผ่านหน้ากากเพราะกันไม่ได้เต็มร้อย เพราะเอาไปเปรอะที่อื่นได้โดยไม่รู้ตัว การพกแอลกอฮอล์เจลก็ได้สะดวกดี รวมถึงล้างมือตอนใส่และถอดออกทิ้งในขยะส่วนตัวด้วยค่ะ  ไม่มีอะไรอใส่รักแร้ตัวเองดีกว่า ถ้าทนได้

- เนื่องจากยังเข้าใจผิดว่าหน้ากากเขียวจะป้องกันได้ทุกอย่าง (False security)  อันที่จริงต้องร่วมกับข้อปฏิบัติอื่น ๆ เช่นแยกข้าวของเครื่องใช้  ไม่ใช้ช้อนกลางร่วม  เก็บตัวอยู่ที่พักจนครบกำหนด เป็นต้น

อันดับ 2 ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ดูแลผู้ป่วยที่บ้านหรือสถานพยาบาล สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ มาจากประเทศที่ประกาศไว้

อันดับ 3  ผู้ที่สงสัยว่าตัวเองจะมีความเสี่ยงสูงและกำลังติดต่อเจ้าหน้าที่หรือรอผล

 

ไม่ดี  ถ้า

1) ผู้ติดเชื้อที่ใส่ผิดวิธี เช่น ปิดไม่มิดมีรูรั่วออก  ใส่ ๆ ถอด ๆ ไม่ล้างมือก่อนหลัง เป็นต้น

2) คนปกติที่ไม่มีความเสี่ยงและไม่ได้ปฏิบัติตนตามสุขบัญญัติ  (คิดเอาเองว่าตัวปลอดภัย)

3) คนปกติที่ไม่มีความเสี่ยงและไม่ได้ไปในที่อโคจร

เพราะหน้ากากเขียวไม่ได้ป้องกันการติดอย่างมีประสิทธิภาพในกลุ่มนี้  นอกจากนั้นยังทิ้งขยะลงไปในสิ่งแวดล้อมอีกบานตะไท

        เหตุการณ์เพิ่งเจอที่โรงพยาบาล แม่นำลูกอายุ 4 เดือน ไปรับวัคซีนแล้วใส่หน้ากากอนามัยที่ปิดสนิท เด็กทารกเกือบหยุดหายใจ คุณหมอตรรวจร่างกายรีบเอาหน้ากากออกเด็กทารกอาการดีขึ้น จึงรีบแจ้งไปยังเครืิข่ายเพราะเกรงว่าจะเกิด เหตุการณ์สลดใจขึ้น   เด็กทารกไอไม่แรงกระเด็นถึง 1 เมตร ค่ะ ถ้าจำเป็นต้องใส่ หมอเด็กแนะนำแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าเพราะพอมีรูลอดได้บ้าง

       ควรจะให้ผู้ที่จำเป็นต้องใช้ ถ้าให้เลือกระหว่างหมอกับผู้ป่วยโรคโคโรน่าที่ไอจาม ให้เลือกผู้ป่วยค่ะ ลองนึกภาพง่าย ๆ นะคะมุมติว่ามีประเทศ ก มีคน 70 ล้าน ป่วย 50 ราย  มีผู้ที่มีความเสี่ยงสูง 2000-4000 คน  มีหมอพยาบาลเจ้าหน้าที่ซึ่งมีโอกาสเสี่ยง  100,000 – 300,000  คน  ดังนั้นกำลังผลิตหน้ากากเขียว  1-2 ล้านชิ้นต่อวัน นั้นเพียงพอ แต่ถ้ามีผู้ไม่จำเป็นต้องใช้แค่ 1% ( 700,000 คน) ของประเทศ มาแย่งใช้หมด จึงขาดแคลน หลายคนออกเงินซื้อเองในราคาที่ต่างถึง 5-10 เท่า เพราะไม่สามารถจะคุมราคายี่ปั๊วได้ แพงยังไงก็ต้องกัดฟันซื้อเพราะเขามีครอบครัวต้องดูแลเหมือนกัน    ขอสมุมติต่อนะว่า หมอพยาบาลเจ้าหน้าที่ป่วยหรือเป็นผู้สัมผัสใกลชิดที่ต้องกักตัวสังเกตอาการ 14 วัน  แล้วใครจะดูแลผู้ป่วย ใครจะตามไปสอบสวนสืบสวนโรคผู้สัมผัส ใครจะมาทำงานเฝ้าระวังป้องกัน ผู้แพร่เชื้อที่ไม่มีหน้ากากใส่ไอจามพ่นเชื้อ  คนในประเทศ ก นี้จะเข้าสู่ความทุกข์ยากร่วมกันทั้งหมดรวมถึงผู้ที่ไม่จำเป็นต้องใช้หน้ากากแต่มีหน้ากากด้วย

 

ติดง่ายหรือไม่?

      ก่อนอื่นขอใช้คำพูดเพื่อให้สื่อภาษาเทพกันให้รู้เรื่องก่อนว่าติดเชื้อไม่ใช่ ‘ระบาด’ เราไม่สามารถป้องกันให้ทุกคน‘ไม่ติดเชื้อ’ ได้ แต่ถ้าติดต้องควบคุมป้องกัน ‘ไม่ให้มันระบาดเป็นหย่อม ๆ’ ถ้าตรึงกำลังไม่ไหวก็ต้องพยายาม ‘ไม่ให้มันระบาดเป็นวงกว้างออกไป’ 

     เมื่อไหร่ถึงจะเกิดโอกาสระบาดเล่า ก็เมื่อมีการรวมตัวของคนหมู่มากและการเคลื่อนย้ายของคนหมู่มาก ตามประสบการณ์ต่อสู่กับโรคไข้ออกผื่นปวดข้อ (Chigunkunya หรือโรคติดเชื้อไวรัสชิคุนกุนยาที่มียุงลายเป็นพาหะ)  พบว่าช่วงแรกก็ติดอยู่แถวปลายด้ามขวานภาคใต้ตอนล่าง เมื่อมีงานสงกรานต์คนมารวมกันหมู่มาก และทหารเกณฑ์กลับบ้าน นักศึกษาภาคใต้กลับไปเรียนเรียนที่ภาคอื่นเป็นการเคลื่อนย้ายของคนหมู่มาก  จึงแพร่กระจายระบาดอย่างรวดเร็วลามไปค่อนประเทศ

     เจ้าโควิดมันไม่ได้ติดง่ายปานนั้น ในปัจจุบันหลังจากที่มีมาตรการป้องกันแล้วต่ำลงมากเมื่อเทียบกับในช่วงแรกของการระบาด จากประสบการณ์ของจีนพบว่า  จีนนั้นส่งทีมนักระบาดวิทยา (Epidemiologist) 1,800 ทีม (อย่างต่ำ 5 คน ต่อทีม) ติดตามผู้สัมผัสเป็นหมื่น ๆ คนต่อวัน พบการติดเชื้อในประมาณ 1-5% ของผู้สัมผัสหรือผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยเท่านั้น อาทิเช่น ข้อมูล ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ เมือง Shenzhen City มีผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย 2,842 คน ตามได้หมด มีผลติดตามที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว 2240 (72%) พบติดเชื้อแค่ 2.8%   Sichuan Province ระบุ ผู้สัมผัสใกล้ชิดได้ 25,493 ตามได้  99%  มีผลติดตามที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว  23,178 (91%) พบติดเชื้อแค่ 0.9%  หรือผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย 100 คน ติด 1 คน นอกจากนี้ยังไปสุ่มตรวจการเฝ้าระวังโรคอื่นที่อาการคล้ายกันเผื่อหลุดไปโผล่ที่โรคนั้น เช่นโรคซาส์ ( ILI/SARI surveillance) นั้นแทบไม่เจอเลย เด็ก ๆ วัยรุ่น ถึงจะติดยากป่วยน้อย แต่เป็นต้นเหตุเอาไปติดปู่ย่าตายายพ่อแม่ลุงป้าที่มีโรคประจำตัวได้ ทำอะไรต้องคิดหน้าคิดหลังค่ะ

     ส่วนกองทัพบุคลากรทางการแพทย์ที่ยกไปช่วยในพื้นที่ระบาดพร้อมอาวุธครบมือราว 40,000 คน ก็ติดน้อยเหลือเกิน และมักจะติดจากครอบครัวที่บ้านมากกว่าจากโรงพยาบาล อีกการวิจัยหนึ่งของจีนพบว่าหมอพยาบาลเจ้าหน้าที่ดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาลถ้าไม่ป้องกันตัวเลยนะจะติดเชื้อแค่ร้อยละ 5 แล้วในคนที่ติดแล้วต้องรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤติแค่ร้อยละ  2.5 แปลว่า มีโอกาสแค่ 1 ใน 800 เท่านั้น  แต่มีโอกาสไม่ป่วยหรือไม่มีอาการต้องรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤติถึง 799 ใน 800

    แล้วทำไมคนตื่นตระหนก  ฉันคิดว่าภาพแรก ๆ ที่ออกมาจากเมืองจีนทำให้คนตระหนก  อันที่จริงเมืองนั้นคนส่วนใหญ่จะเป็นผู้ติดเชื้อ ผนวกกับสังคมวัฒนธรรมของสุขลักษณะ รวมไปถึงไม่รู้ว่าข้าศึกหน้าตาเป็นอย่างไร จึงต้องใส่หน้ากากและรักษาระยะห่างของการพบเจอ เก็บตัวอยู่ที่บ้าน เมื่อมีภาพทหารมาปิดล้อมเมืองและภาพเมืองร้างที่เห็นแต่ในหนังสยองขวัญโหด ๆ ทำให้น่ากลัว ลึก ๆ ก็คือเพราะคนกลัวตาย ขนาดประท้วง ๆ เพื่อชาติในหลายประเทศยังหยุดเองเลยค่ะ แล้วความเป็นจริงเจ้าโควิดมันเป็นโรคที่ทำให้เจ็บหนักตายมากไหม?

 

ร้ายแรงใช่รุนแรงไหม?

   ก่อนอื่นคำว่าร้ายแรง’ ไม่ได้แปลว่า ‘รุนแรง’ นะคะ ร้ายแรงอาจจะหมายถึงการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วก็ได้  แต่ รุนแรงจะดูจากผู้ที่ป่วยแล้วในกลุ่มนี้เจ็บหนักและตายเท่าไหร่ เช่นเป็นโรคพิษสุนัขบ้า 100 คน ตายเรียบค่ะ (Case fatality rate) ถือว่ารุนแรงสุดขีด

   เท่าที่มีความรู้ในปัจจุบันนี้จากข้อมูลประเทศจีนร่วมกับองค์การอนามัยโลกวิเคราะห์มาพบว่า ในกลุ่มอายุน้อยนั้น ป่วยน้อย    (อัตราการติดเชื้อ) และอาการไม่ค่อยรุนแรง (อัตราตาย) เมื่อเทียบกับกลุ่มอายุมาก ผู้ที่แข็งแรงมีอัตราตายน้อยกว่ากลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัว(เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง และ มะเร็ง) โดยเมื่อเชื้อเชิญเจ้าโควิดมาสิงในร่างตนเองแล้ว ส่วนใหญ่มักมีอาการและอาการแสดง โดยเฉลี่ย 5-6 วันหลังจากการติดเชื้อ ผู้ป่วยโควิด ในประเทศจีนร้อยละ  80 มี อาการเล็กน้อยหรือไม่รุนแรง (Mild) มีแค่ร้อยละ 13.8 % ที่รุนแรง (Severe) และเพียงร้อยละ 6.1 ที่เข้าขั้นวิกฤติ (Critical) ส่วนอัตราเสียชีวิตลดลงอย่างรวดเร็วมาก ในปัจจุบัน (11-20 ก.พ. 2563) อัตราเสียชีวิตเพียงร้อยละ 0.7  หรือแปลง่าย ๆ ว่า ต้องมีผู้ป่วย 100 ราย ตายประมาณครึ่งคน   การตายยังขึ้นกับปัจจัยอื่นอีก ตั้งแต่สภาพของป่วยเอง วิธีการรักษา ความสามารถในการรองรับผู้ป่วยของสถานพยาบาล และอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ ถึงฝีมือดีแค่ไหนถ้าผู้ป่วยระดมเข้ามาทีเดียวเยอะๆ รับไม่ทัน ก็จะตายเยอะได้ค่ะ ดังนั้นเราจึงพยายามไม่ให้เกิดอย่างหลังขึ้น

กลุ่มที่ป่วยและมีอาการไม่รุนแรงนั้นหายดีหรือกลับบ้านได้ในระยะเวลาเฉลี่ยประมาณ 2 สัปดาห์ นับตั้งแต่เริ่มมีอาการค่ะ สำหรับ อาการเด่น ๆ คือ ไข้ 87.9% ไอแห้ง 67.7%อ่อนเพลีย 38.1% ไอมีเสมหะ 33.4% หายใจลำบาก 18.6% และ ปวดกล้ามเนื้อหรือปวดข้อ 14.8% 

ส่วนพวกที่ติดเชื้อแล้วไม่มีอาการ (Asymptomatic infection) แทบจะไม่มีเลย  (ตอนนี้ยังไม่ตัวเลขสัดส่วนชัดเจนว่าร้อยละเท่าไหร่) แต่ถ้าดูประสบการณ์จากจีนที่กวาดมาได้มากมายมหาศาลแทบจะหลุดรอดได้ยาก ก็คิดว่าน้อยสุด ๆ จนการรบเพื่อปวงชนในยามหน้าสิ่วหน้าขวานให้ตัดประเด็นผลกระทบของกลุ่มนี้ทิ้งไปก่อนเลย

 

ตอนนี้ทำไงดี?

      ณ วันที่บอกเล่ากันฟังนี้ ประเทศจีนดีขึ้นเพราะใช้ข้อมูลและศึกษาวิจัย (ไม่ใช่มโน) ในการวางแผนยุทธศาสตร์ ขับเคลื่อนกลไกทุกส่วนทั้งประเทศ (รัฐบาล เอกชน และชุมชน) เฝ้าระวังและค้นหาผู้ติดเชื้ออย่างเข้มงวดและกักกัน ผู้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ให้ข้อมูลและความรู้แก่ประชาชน ทวยราษฎร์ให้ความร่วมมือในการป้องกันการแพร่ของโรค รวมทั้งมีผู้นำทัพมีความเด็ดขาดชัดเจน จึงนำพาประเทศหลุดพ้นจากภาวะสงครามได้ ประเทศอื่นที่ไม่ได้เตรียมตัวพร้อมไม่ว่ารวยหรือจนกำลังแย่ อยู่ในระยะสาม

       ส่วนประเทศไทยเราอยู่ระยะสองและสู้รบแบบตรึงกำลังประวิงเวลาเข้าสู่ระยะสามให้ช้าที่สุด ถ้าเป็นนักมวยก็ยืนพิงเชือกรอเสียงระฆัง เนื่องจากมีหลายกองกำลังมากนำโดยขุนพลที่คุยกันรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แถมมีเสนาบดีที่มีความตั้งใจดีแต่วิธีการแย่ เสนาบดีที่มีความคิดดีแต่สื่อสารความเสี่ยงไม่เป็น และเสนาบดีที่ไม่ใช้หลักฐานที่ขงเบ้งชี้แนะ เกิดการปฏิบัติเหลื่อมล้ำต่อคนไทยและต่างชาติ รวมทั้งทวยราษฎร์ที่ตื่นตูมหรือได้ข้อมูลผิดหรือได้ถูกแต่แปลผิด ทำให้กองกำลังอ่อนล้า  ข้าราชการตงฉินหมดกำลังใจ 

    หมอพยาบาลเจ้าหน้าที่ยังมีผู้ป่วยด้วยโรคอื่น ๆ ที่ต้องดูแลอีก รวมทั้งผู้ป่วยหนักและอยู่ในภาวะฉุกเฉิน  มีตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงที่โรงพยาบาล เมื่อน้องพยาบาลต้องแต่งชุดออกรบเต็มที่ (PPE ขอเรียกว่าชุดอวกาศ) ทั้งร้อนทั้งหายใจอึดอัด เอายางรัดให้กระชับตัวเพราะขนาดชุดไม่ค่อยมีให้เลือก พอตอนปั๊มหัวใจคนไข้ หน้ากากหลุด ต้องโดนกักตัว เวลาถอดชุดออกจะมีนายกองและทหารผ่านศึกมายืนช่วยกำกับและมีกล้องถ่ายไว้ ถ้ามีการปนเปื้อนต้องโดนกักตัวจนกว่าผลจะออก    พยาบาลกองหน้าอีกคนเป็นลมหงายผึ่งต้องส่งกองหนุนเข้าไปช่วยโดยต้องแต่งตัวชุดออกรบเต็มที่เข้าไป (ขอบคุณข้อมูลจากน้องพยาบาล อมรวรรณ คำมา และ คุณวัฒนาวรรณ บุญกุณะ หัวหน้างานการพยาบาลผู้ป่วยออร์โธปิดิกส์)

 

 

     ใช่ว่าหัวเมืองปริมณฑลจะนิ่งดูดาย แม้แต่เหล่าทหารปลดประจำการเจ้าหน้าที่ซึ่งป่วยด้วยโรคประจำตัวก็เข้ามาร่วมช่วยกันทำเกราะชุดรบป้องกันบริเวณใบหน้า  (Face shield) ไม่รอเบิกคลังหลวง ทำอย่างประณีตและดีที่สุดทุกชิ้นเพราะมันหมายถึงความปลอดภัยของทหารกองหน้า (ขอบคุณข้อมูลจากน้องผู้ช่วยพยาบาล ชูวงศ์ ตัณหะรัตน์ และ คุณวัฒนาวรรณ บุญกุณะ หัวหน้างานการพยาบาลผู้ป่วยออร์โธปิดิกส์)

 

 

 

     ฉันว่าผู้ดูแลผู้ป่วยล้างมือก่อนหลังตามวินัยทุกขั้นตอนจะป้องการระบาดในโรงพยาบาลได้เยอะ ข้อมูลที่ออกมาพบว่าแทบทุกคนที่ติดเชื้อ จะมีอาการ (ไม่ช้าก็เร็ว) บุคลากรที่ไม่มีอาการไม่ควรตรวจดูการติดเชื้อเพราะแพงมาก เพิ่มภาระงาน และไม่จำเป็น ส่วนหน้ากากชุดเกราะออกรบใช้เมื่อบ่งชี้ (สัมผัสใกล้ชิด) ต้องมีระบบการเฝ้าระวัง การควบคุมกำกับ และระบบความปลอดภัยที่ดี ที่สำคัญพี่น้องบุคลากรทางการแพทย์ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือเอกชนต้องคุยกันช่วยเหลือกัน รอแต่คำสั่งเบื้องบนไม่ได้  เพราะอาจจะไม่ทันกาล และความรู้ยังไม่นิ่ง สถานการณ์เปลี่ยนเปลงได้

    การสื่อสารในแต่ละสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงที่เร็วในการการรบกับศัตรูที่เราไม่เคยรู้จักหน้าค่าตามาก่อน ต้องให้น้ำหนักโอกาสเสี่ยงสูงสุดไว้ก่อนในช่วงแรก สารต้องง่ายชัดไม่หลายประเด็น และค่อยหาความรู้ปรับปรุงเนื้อหาสื่อสารออกไปเป็นระยะตามกาลเทศะ ทั้งในหมู่บุคลากรทางการแพทย์และหมู่ชน การติดประกาศที่น่ากลัว มีรั้วเหล็กพร้อมเทปแดงขาวมากั้น และใส่ชุดอวกาศขึงขังไม่มีการอธิบายทำให้คนไข้ญาติโยมผู้พบเห็นการปฏิบัติหน้าที่มันน่ากลัวหรือเกิดเหตุเลวร้าย เอาไปพูดต่อ ต่าง ๆ นานา เสียเวลามาแก้สื่อโดยไม่จำเป็น

     สถานการณ์ประเทศไทย ณ วันนี้ เมื่อเทียบกับทั่วโลกถือว่าดีกว่าเขาเยอะมาก แต่อนาคตไม่แน่ถ้าคนทั้งชาติไม่ช่วยกัน ภายใน 2 – 3 เดือน  ตอนนี้เป็นหน้าที่ของทุกคนนะคะมาช่วยกันเพราะทหารหยิบมือหนึ่งมาป้องกันคน 70 ล้าน ไม่ได้  จากประสบการณ์แก้ปัญหาภัยสุขภาพแมงกะพรุนกล่องที่ทำให้คนตายได้ ฉันก็เริ่มจากติดลบในช่วงเริ่มแรกตั้งแต่ พ.ศ. 2551 เพราะมันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อน มีความอ่อนไหวของการเมืองและการทูต มีผลกระทบในวงกว้างทั้งในประเทศและนานาชาติ มีความขัดแย้งของผลประโยชน์ นักวิชาการและผู้คนไม่ยอมรับว่าแมงกะพรุนกล่องที่ทำให้ตายได้มีอยู่จริง มีความเชื่อผิดว่าเกิดจากภูมิแพ้ วิธีช่วยตามความเชื่อเดิมเพิ่มโอกาสตายมากขึ้น (ผักบุ้งทะเลและทรายถูแผล น้ำเปล่าหรือเหล้าราด)  สื่อต่างชาติเข้าใจว่าประเทศไทยปิดบังปัญหาและไม่ได้แก้ไข อีกทั้งไทยขาดผู้เชี่ยวชาญและองค์ความรู้   กระบวนการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นคือ มีทีมนำในระยะเริ่มแรกประกอบด้วยแพทย์ระบาดวิทยา (หมอนักสืบ) อย่างคุณหมอพจมาน ศิริอารยาภรณ์ เข้ามาเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันร่วมกันออกไปสืบสวนสอบสวนจนพิสูจน์ได้ว่ามีการบาดเจ็บและตายจากแมงกะพรุนพิษในน่านน้ำทะเลไทยอยู่จริง จากนั้นก็แก้ปัญหาที่ใช้หลักการร่วมคิดร่วมทำแบบพันธมิตรและหุ้นส่วนทุกภาคส่วน โดยทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน ประยุกต์ใช้วิชาการหลายอย่างผสมผสานเพื่อมากำหนดยุทธ์ศาสตร์การทำงานที่ไม่ติดกรอบเดิม มีข้อมูลเชิงประจักษ์ในการผลักดันแผน ใช้ศักยภาพของนักวิชาการมหาวิทยาลัยสร้างองค์ความรู้ที่ไปสู่การปฏิบัติได้จริงในชุมชน ใช้ทรัพยากรและความรู้ของคนในชุมชนในการร่วมแก้ปัญหา มีการสื่อสารความเสี่ยงและถ่ายทอดบทเรียนควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาในแต่ละขั้นตอนของความก้าวหน้า  บทบาทการเฝ้าระวังแจ้งเตือน ณ ปัจจุบันมีชุมชนเป็นกองหน้าแนวร่วม จนสำเร็จ

  

แล้วสามัญชนคนธรรมดาจะทำได้อย่างไรในการต่อสู้กับเจ้าโควิด?

     ก่อนอื่นต้อง ตั้งสติ  ตื่นตัวแต่อย่าตื่นตูม คัดกรองตัวเองหรือติดต่อสอบถามอย่าแห่แหนไปโรงพยาบาลทันทีเพราะเป็นที่อโคจรมีโอกาสติดมากกว่า

ขอเน้นอีกที การล้างมือบ่อยแต่ผิดเวลาก็ป้องกันไม่ได้ จึงต้อง ‘ล้างก่อนและหลัง’ และ‘ห้ามสัมผัสใบหน้าถ้ายังไม่ได้ล้างมือ’

จำง่าย ๆ เลยค่ะ ทำตาม 4 ต

   เตรียมตัวให้แข็งแรง (ป่วยยาก ไม่ค่อยรุนแรง)

    ติดตามข้อมูลจริง (จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ)

   รู้ตัวอยู่กลุ่มไหน (ป่วย เสี่ยงน้อย เสี่ยงมาก ไม่เสี่ยง) 

   ทำตัวให้ถูกต้อง (ตามกลุ่มดังกล่าวเพื่อคนรอบข้าง)

   ช่วยกันเฝ้าระวังแจ้งเตือนเมื่อพบเห็นผู้ที่เป็นผู้ป่วยหรือกลุ่มเสี่ยงทำตัวไม่ถูกต้องตามแนวทางการปฏิบัติตัวไม่ว่าใตรชาติไหนก็ตาม มาร่วมรบกันเต็มกำลังสักสามเดือนนะคะ เราทำได้ค่ะ เริ่มตั้่งแต่วันนี้เลยค่ะวันมหามงคล

 

ตัวอย่างข่าวปลอม

 

 

ตัวอย่างข่าวจริง

 

แหล่งข้อมูล:

1. Report of the WHO-China Joint Mission on Coronavirus Disease 2019 (COVID-19), February 2020

2. https://jamanetwork.com/journals/jama/fullarticle/2762694

3.  http://outbreaknewstoday.com/covid-19-incubation-time-johns-hopkins-estimates-5-1-days-26093

4. https://ddcportal.ddc.moph.go.th/portal/apps/opsdashboard/index.html#/20f3466e075e45e5946aa87c96e8ad65

5. https://forms.gle/2erDTEqekfMq89RG8

6. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และสามารถทิ้งคำถามไว้ให้เจ้าหน้าที่ มาตอบทีหลังได้

Chatbot " คร.OK (Kor-Ror-OK)

7. สำหรับผู้ต้องการข้อมูลความช่วยเหลือแบบทันใจไม่ต้องนาน  โดยสแกนหรือคลิกLine @ เข้าไปเลย

โดย พี่ก๊วย

 

กลับไปที่ www.oknation.net