วันที่ ศุกร์ มีนาคม 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไวรัสโคโรนา กับ การประท้วงของนักศึกษา ในระดับควอนตัม


ไวรัส COVID-19 กับ การประท้วงของนักศึกษา ในระดับควอนตัมเปรียบเสมือนกับ การมีรองเท้าสองข้าง แล้วนำข้างหนึ่งใส่กล่องส่งไปเชียงใหม่ ส่วนอีกข้างหนึ่งใส่กล่องส่งไปอุบลราชธานี ถ้าคนที่เชียงใหม่ได้รับรองเท้าข้างขวา เขาก็จะรู้ทันทีว่า คนที่อุบลราชธานีได้รับรองเท้าข้างซ้าย

 

ความสำคัญมีอยู่สองส่วนคือ ส่วนที่แสดงออก (ไวรัส COVID-19 กับ การประท้วงของนักศึกษาและส่วนที่ซ้อนทับ (ไวรัสอาร์เอ็นเอเซนส์บวก สายเดี่ยว และไวรัสอาร์เอ็นเอเซนส์ลบ สายเดี่ยวในมุมมองของกลศาสตร์ควอนตัมที่นักฟิสิกส์ค้นพบทั้งไวรัสอาร์เอ็นเอเซนส์บวก สายเดี่ยว และไวรัสอาร์เอ็นเอเซนส์ลบ สายเดี่ยว ถือว่าเป็นองค์ประกอบของระบบเดียวกัน มุมมองทางความคิดที่นักฟิสิกส์ค้นพบเป็นมุมมองที่มีความสมบูรณ์อยู่ภายในตัวความคิดเองเท่านั้น แต่ยังไม่มีความสมบูรณ์อยู่ภายในกันและกันคือ ระหว่างความคิดและความรู้สึกเนื่องจากโลกควอนตัมไม่ได้มีอยู่ในความคิดเท่านั้น แต่มีอยู่ในความรู้สึกด้วย และการค้นพบสิ่งใดก็ตาม สิ่งนั้นจะต้องมีกระบวนการเกิดและตาย การสร้างและทำลายอยู่ภายในตัวเองและอยู่ภายในกันและกันด้วยเสมอซึ่งการที่คนเราจะยอมตายจากความคิดและหรือความรู้สึกของตัวเราเองเป็นเรื่องยากเนื่องจาก 1. มนุษย์เคยชินกับการเป็นผู้ผลักดันคนอื่น ซึ่งทำได้ง่ายกว่าการผลักดันตัวเอง 2. การผลักดันตัวเองเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้และฝึกฝนสิ่งใหม่ๆที่มนุษย์จำเป็นต้องเดินออกจากความสะดวกสบายและความเคยชินเก่าๆเป็นเรื่องจาก ในระดับควอนตัมทั้งสองข้อถือเป็นองค์ประกอบของระบบเดียวกัน = การวนที่ไม่มีที่สิ้นสุดของตัวเราเองซึ่งสาเหตุหลักของปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด การกำจัดปัญหาที่เกิดจากการวนที่ไม่มีที่สิ้นสุดของตัวเราเอง เราจำเป็นต้องนำเอาหลักการเติมเต็ม complementarity principle มาใช้ ส่วนที่แสดงออกสามารถเปลี่ยนรูปไปเป็นอะไรก็ได้ (ค่าความน่าจะเป็นตั้งแต่ 0 ไปจนถึง ค่าอนันต์แต่ส่วนที่ซ้อนทับจะมีเพียงขั้วเหนือ และหรือ ขั้วใต้ที่มีขั้วคู่อยู่ภายในตัวเอง (ความน่าจะเป็นของส่วนที่ซ้อนทับจะเป็นตัวเลขระหว่างศูนย์กับหนึ่ง หรือ ความคิด-ความรู้สึก กับ ความรู้สึก-ความคิด หรือ DNA และ RNA หรือ +/ใช่ กับ -/ไม่ใช่ เท่านั้น ทั้งสองส่วนยังมีรายละเอียดวิธีการและทางเดินที่มีการซ้อนทับและพัวพันกันอยู่ ซึ่งเปรียบได้กับการสร้างภาพยนตร์/ละครที่ตัวแสดงทุกตัวจะมีเหตุและผลในการเป็นผู้กระทำและผู้ถูกกระทำของตัวเอง ที่สืบเนื่องมาจากการเป็นผู้กระทำและผู้ถูกกระทำของคนอื่น ในระดับควอนตัมการเป็นผู้กระทำและผู้ถูกกระทำของตัวเอง และการเป็นผู้กระทำและผู้ถูกกระทำของคนอื่นจะถือเป็นองค์ประกอบของระบบเดียวกันและไม่ถือว่าเป็นองค์ประกอบของระบบเดียวกันในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน —->สิ่งเดียวกันใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—->เวลาเดียวกันใช่และไม่ใช่เวลาเดียวกันในเวลาเดียวกัน 

 

มนุษย์กำลังอยู่ระหว่างรอยต่อ/การส่งต่อจากศตวรรษที่ 20 ไปสู่ศตวรรษที่ 21 / ศาสนาจักรวาล cosmic religion / สังคมแบ่งปัน ซึ่งหมายถึง การเปลี่ยนแปลงวิธีการใช้ชีวิต วิธีคิด รู้สึกและปฏิบัติใหม่ทั้งหมด โดยใช้ความเป็นมนุษย์เข้าไปทำให้เกิดกระบวนการเพิ่มขึ้นและลดลงของพลังงาน และใช้ความเป็นพลังงานเข้ามาทำให้เกิดกระบวนการเพิ่มขึ้นและลดลงของความเป็นมนุษย์

  • ส่วนที่แสดงออกภายนอก/ระบบมหภาค (ระบบขนาดใหญ่คือ +/ส่วนที่ถูกทำให้เพิ่มขึ้น/ขยายออกไป (ไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างความเป็นพลังงานหรือการทำงานระหว่างสมองทั้งสามส่วนได้จะมีส่วนที่ซ้อนทับและพัวพันกันอยู่สามส่วนคือ + และ - —>คูณ และ หาร —>ยกกำลังคูณ และ ยกกำลังหารยกตัวอย่างเช่น นำเหรียญที่เหมือนกัน 3 เหรียญมาแทนที่พลังงาน/สมองทั้งสามส่วน ในระบบมหภาค (ระบบขนาดใหญ่การแบ่งแยกอนุภาคเป็นอนุภาคแต่ละเม็ด ทำได้ลำบากจึงมองว่าอนุภาคในระบบขนาดใหญ่มีลักษณะเหมือนกันหมด   เราจะใช้เหรียญ 3  เหรียญที่เหมือนกัน  แทนอนุภาคที่เหมือนกัน 3  อัน  มาเรียงต่อกัน  โดยไม่เหมือนกัน  พบว่ามีความเป็นไปได้  4  แบบด้วยกัน สำหรับการเรียงเหรียญที่มีลักษณะเหมือนกัน 3 เหรียญ โดยที่แต่ละเหรียญจะมีสองด้านคือ หัวและก้อย ซึ่งหัว 2 และก้อยถือว่าเป็น 1 แบบ เมื่อเราเพิ่มเหรียญเป็น 8 อัน ความเป็นไปได้จะเพิ่มขึ้นเป็น 256 ฉะนั้นความน่าจะเป็นที่จะได้หัวหรือก้อยหมดจะเป็น 2 / 256 คูณกับ 100 เท่ากับ 0.78 % ซึ่งมีค่าน้อยกว่า 1 % และถ้าเราเพิ่มจำนวนเหรียญเป็น 21 อัน ความน่าจะเป็นจะลดลงเหลือในล้าน และถ้าจำนวนของเหรียญเพิ่มขึ้นเท่ากับจำนวนโมเลกุลของอากาศภายในห้องนอน ซึ่งมีจำนวนประมาณ 1027 ตัว ความน่าจะเป็นจะลดลงเป็น 1 ต่อ 1082 เมื่อจำนวนของอนุภาคเพิ่มขึ้นความเป็นไปได้จะเพิ่มขึ้นเราสามารถพูดได้ว่า ความมีระเบียบลดลงอย่างรวดเร็วส่วนความไร้ระเบียบจะเพิ่มขึ้นอย่างน่าใจหาย = ระบบแบบสุ่มหรือไร้ระเบียบ(random/stochastic)
  • ส่วนที่ซ้อนทับ/ระบบจุลภาค (ระบบขนาดเล็กคือ -/ส่วนที่ถูกทำให้ลดลง/เล็กลง (สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างความเป็นพลังงานหรือการทำงานระหว่างสมองทั้งสามส่วนได้จะมีส่วนที่ซ้อนทับและพัวพันกันอยู่สามส่วนคือ - และ + —> คูณ และ หาร —>ยกกำลังคูณ และ ยกกำลังหาร ยกตัวอย่างเช่นนำเหรียญที่ไม่เหมือนกัน 3 เหรียญมาแทนที่พลังงาน/สมองทั้งสามส่วน ให้เหรียญทั้งสามเป็นตัวแทนของระบบอนุภาค  ซึ่งในระบบนี้มีอนุภาคอยู่เพียง 3  อัน จึงเป็นระบบที่ยังไม่ซับซ้อนนัก  เหรียญอันหนึ่งจะมี 2  ด้าน คือด้านหัว (H) และด้านตรงข้ามเป็นด้านก้อย  (T)  เมื่อนำเหรียญทั้งสามมาเรียงต่อกัน โดยไม่เหมือนกัน  จะมีความเป็นไปได้  8 แบบ = ระบบแบบไม่สุ่ม หรือระบบที่มีระเบียบ (deterministic) 

 

การออกมาประท้วงของเหล่านักเรียนนักศึกษาไทยจะมีความน่าจะเป็นสองทางคือ 1. เดินไปจนสุดทางเหมือนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ฮองกง 2. ไม่เดินไปจนสุดทาง โดยการสลับขั้วจากลบเป็นบวกภายในตัวเอง หรือ การเดินออกจากสถานะและสภาวะหนึ่งไปสู่อีกสถานะและสภาวะหนึ่ง/การสลับขั้วระหว่างขั้วบวกและขั้วลบของเราเอง ซึ่งหมายถึง การเปลี่ยนจากความพยายามผลักดันคนอื่นให้เดินไปข้างหน้า (การพัฒนาความรู้ความสามารถของคนอื่น เมื่อคนอื่นสามารถพัฒนาความรู้ความสามารถของคนอื่นเราก็จะได้รับผลประโยชน์จากการสามารถพัฒนาความรู้ความสามารถของคนอื่นด้วยไปสู่การผลักดันตัวเราเองให้เดินไปข้างหน้า (การพัฒนาความรู้ความสามารถให้กับตัวเอง เมื่อเราสามารถพัฒนาความรู้ความสามารถของตัวเราเองได้ คนอื่นก็จะได้รับผลประโยชน์จากการสามารถพัฒนาความรู้ความสามารถของเราด้วยซึ่งทั้งสองวิธีในระดับมนุษย์/โลกควอนตัมใบใหญ่จะทำให้เราได้รับผลประโยชน์เหมือนกันและแตกต่างกัน แต่ในระดับอนุภาค/โลกควอนตัมใบเล็กทั้งสองวิธีจะทำให้เราได้รับผลประโยชน์เหมือนกันและไม่เหมือนกัน แตกต่างและไม่แตกต่างกัน มนุษย์มีความสามารถในการทำทั้งสองข้อเหมือนกัน แต่ที่แตกต่างกันคือจุดยืนที่ซ้อนทับอยู่ภายในของภายในของแต่ละคน เมื่อจุดยืนแตกต่างกันความสามารถในการทำก็แตกต่างกันตามไปด้วย แค่เปลี่ยนจุดยืนความสามารถก็เปลี่ยน และในทางกลับกันแค่เปลี่ยนความสามารถจุดยืนก็เปลี่ยน ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์เรียกว่าระบบไม่เชิงเส้น (nonlinear system) หรือ เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาวหรือ "ผีเสื้อขยับปีกทำให้เกิดพายุbutterfly effect" ในระดับมนุษย์หมายถึง การเปลี่ยนแปลงที่ละเล็กที่ละน้อยในชีวิตประจำวันของเราจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ แต่ในระดับควอนตัมจะมีความน่าจะเป็นของการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นสองทางคือภายในและภายนอก ที่แต่ละส่วนจะแยกออกเป็นสอง สี่ แปดและวนกลับมาเริ่มต้นกระบวนการใหม่เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าเราจะเปลี่ยนจุดยืน ซึ่งภายใต้การวนที่มีที่สิ้นสุดและไม่มีที่สิ้นสุดนี้เราจะคิดว่าเป็นเพราะคนอื่น ซึ่งความเข้าใจนั้นมีส่วนใช่และไม่ใช่อยู่ในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—->สิ่งเดียวกันใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—->เวลาเดียวกันใช่และไม่ใช่เวลาเดียวกันในเวลาเดียวกัน ความหมายคือ ใช่คนอื่นและไม่ใช่คนอื่น (ตัวเราเองการสิ้นสุดการหมุนวนเป็นวงกลมที่ไม่มีที่สิ้นสุดระหว่างเราและคนอื่นสามารถเริ่มต้นจากใครก็ได้ ถ้าหากเรามีความรักและเคารพในตัวเอง เราจะไม่ผลักความรับผิดชอบนั้นไปให้คนอื่น และการไม่ผลักความรับผิดชอบไปให้คนอื่นจะเป็นการปิดประตูหนึ่งและเปิดอีกประตูหนึ่งที่นำสู่การเรียนรู้และพัฒนาตัวเองโดยอัตโนมัติ

 

***รัฐบาลไม่มีความจำเป็นต้องแสดงการต่อต้านคัดค้านหรือ แสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อเหล่านักเรียนนักศึกษาแต่ควรให้การดูแลและป้องกันรักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้ออกมาชุมนุมและยกระดับความสามารถในด้านอื่นๆไปพร้อมๆกัน ในขณะเดียวกันผู้ออกมาชุมนุมก็จะต้องพาตัวเองเดินออกจากการชุมนุมเพื่อผลักดันผู้อื่นไปสู่การผลักดันความรู้ความสามารถของตัวเองด้วย (จงอยู่และอย่าอยู่ในสิ่งที่ตัวเรามีอยู่ในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—->สิ่งเดียวกันใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—->เวลาเดียวกันใช่และไม่ใช่เวลาเดียวกันในเวลาเดียวกัน=การทำงานของอนุภาคและคลื่นผ่านพลังงานกล)

 

***โลกยุคเก่ามนุษย์มีความเชื่อที่มุ่งไปในทิศทางเดียวคือ บวก=ดี ลบ=ไม่ดี แต่โลกยุคใหม่มนุษย์จะเริ่มเรียนรู้ว่า บวก=ดีและไม่ดี ลบ=ไม่ดีและดี (ทุกสรรพสิ่งมีดีและเลวอยู่ภายในตัวเองคู่ต่อสู้ของมนุษย์ใช่และไม่ใช่มนุษย์ (โลกความหมายคือ โลกคือ ผู้ที่บงการอยู่เบื้องหลังของสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด และในขณะเดียวกันและหรือในทางกลับกัน มนุษย์ก็คือ ผู้ที่บงการอยู่เบื้องหลังของสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด โลกและมนุษย์ เราต่างก็สลับกันเป็นผู้นำและผู้ตามของตัวเองและของกันและกัน ถ้าหากคุณพาตัวเองเข้าสู่โลกควอนตัมใบเล็ก คุณจะมีความเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะเกิดขึ้นว่า ทั้งสองจะมีความใช่และไม่ใช่องค์ประกอบของระบบเดียวกัน ซึ่งในความใช่ก็ไม่ได้หมายความว่าใช่ และในความไม่ใช่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ใช่ ใช่คือไม่ใช่ ไม่ใช่คือใช่ ถ้าหากคุณรับรู้ได้ถึงความยุ่งเหยิงและพัวพันกันในประโยคข้างต้น แสดงว่าคุณกำลังเข้าถึงควอนตัมในระดับเดียวกันกับที่นักวิทยาศาสตร์เข้าถึง แต่ถ้าหากคุณมองเห็นความกระจ่างชัดในประโยคข้างต้น แสดงว่าคุณกำลังเข้าถึงควอนตัมในระดับที่เหนือกว่านักวิทยาศาสตร์ คำว่า เหนือกว่า จะมีความหมายแยกออกเป็นสองส่วนคือ มีสถานะเหนือกว่าและไม่เหนือกว่า และมีสภาวะกึ่งเหนือกว่ากึ่งไม่เหนือกว่า และแยกออกเป็นสี่ส่วนภายในตัวเองและภายในกันและกันคือ เหนือกว่าคือเหนือกว่า ไม่เหนือกว่าคือไม่เหนือกว่า เหนือกว่าคือไม่เหนือกว่า และไม่เหนือกว่าคือเหนือกว่า

 

***ความลึกลับ ปาฏิหาริย์ เงาในกระจกหรือแรงโน้มถ่วงมีส่วนที่ซ้อนทับและพัวพันมากกว่าที่คุณรู้ ซึ่งการเข้าถึงโลกควอนตัมใบเล็กสามารถไขความกระจ่างได้ทั้งหมด (ทั้งหมดและไม่ทั้งหมด ทั้งหมดคือไม่ทั้งหมด และไม่ทั้งหมดคือทั้งหมด

 

#change

โดย Enlightened

 

กลับไปที่ www.oknation.net