วันที่ อังคาร เมษายน 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สรุป 3 ประเด็นจากหนังสือ HomoDeus


เนื่องด้วยจากการที่ต้องพยายามทำงานแล้วกลับบ้านใช้เวลาอยู่กับบ้านมากขึ้น จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิดสิบเก้า(เมื่อไรจะสิบเอ็ดก้าวก็ไม่รู้นะครับจะได้ผ่านพ้นช่วงนี้ไปเสียทีเหอๆๆ) เลยมีเวลาอ่านเล่มนี้จนจบ หลังจากๆพักๆอ่านๆจนหนังสือเยินไปหมด

หนังสือ HomoDeus  A brief History of Tomorrow โดย Yuval Noah Harari หนังสือเล่มนี้เป็นภาคต่อจาก Sapiens A brief History of Humankind ตัวหนังสือหนา 575 หน้า แต่เนื้อหาจริงๆอยู่ที่ 507 หน้าที่เหลือเป็นคำประกาศ เล่มนี้มีผู้แปลร่วม นอกจาก ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์ ที่เคยแปล Sapiens คนเดียวเป็นมีคนแปลร่วมเพิ่มอีก หนึ่งคน เป็นวิศวกรสาว คุณ ธิดา จงนิรามัยสถิต ต้องขอยกเครดิตให้ทั้งสองท่านในการแปลที่ทำให้เราได้อ่านหนังสือดีๆอีกเล่มหนึ่ง

หนังสือ HomoDeusจะว่าเป็นหนังสือหมอดูที่อ้างอิงจากข้อมูลในอดีตจนถึงปัจจุบันก็ว่าได้ แต่ ก่อนที่เราจะไปกันต่อ เราต้องทำความเข้าใจศัพท์บางคำและสมมุติฐานบางอย่างจากที่ผมได้อ่านมาก่อนนะครับ

ปัญญาในเล่มนี้ ใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Intellectual ให้ผมแปลในความหมายของผมคือแก้ปัญหาหรือทำสิ่งต่างๆได้ถูกต้องตามหลักการ

สติสัมปชัญญะในเล่มนี้ ใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Consciousness ให้ผมแปลในความหมายคือ ความรู้ตัวว่าทำอะไรอยู่ สัญชาตญาณอะไรทำนองนั้น

สมมุติฐานที่ต้องเข้าใจตรงกันก่อน ก่อนที่เราไปสู่อนาคตอันใกล้และไกลโพ้น                   

หนังสือสนับสนุนสมมุติฐานที่ว่า ในอนาคต ปัญญาประดิษฐ์จะพัฒนา ปัญญาไป อย่างก้าวกระโดด โดยไม่ต้องการสติสัมปชัญญะ แปลว่า ฉันมีปัญญา แต่อาจไม่ต้องมีสติสัปชัญญะ ก็ได้นะ ขณะที่มนุษย์ปัจจุบันที่เป็น Homosapiens อยู่ยังคงต้องพัฒนาตัวเองแบบดั้งเดิมคือ การพัฒนาทั้ง ปัญญาและสติสัมปชัญญะ แยกกันไม่ได้มาก แต่ ปัญญาประดิษฐ์ แยกชัดเจนและพัฒนาไปอย่างไร้ขีดจำกัด และแทบจะไม่ผิดพลาดเลยโดยอาศัยฐานข้อมูลที่ตัวเองเก็บไว้เยอะมาก อันนี้เป็น สมมติฐานเบื้องต้น

ขอใช้คำพูดตามหนังสือ ปัญญาเป็นสิ่งที่แยกกับสติสัมปชัญญะ ต้องเห็นด้วยกับสิ่งนี้ก่อน และ ผมได้ 3 ประเด็นจากหนังสือเล่มนี้

ประเด็นที่ 1 ในอนาคตนั้น ในเมื่อ AI (Artificial Intelligence) แปลภาษาไทยคือปัญญาประดิษฐ์ สามารถที่พัฒนาตัวเอง ไปเรื่อยๆ ศักยภาพและขีดความสามารถจะสูงขึ้นเรื่อยๆ จน มนุษย์ปกติที่เป็น Homosapiens จะไม่สามารถชนะได้อีก ผมขอยกตัวอย่างการใช้หุ่นยนต์ทำไข่เจียว จัดว่าเป็น Algorithm(ชุดคำสั่ง) ที่ไม่ซับซ้อน แต่การเล่นหมากรุกหรือเล่นโกะ ต้องอาศัยชุดคำสั่งที่ซับซ้อน ซึ่ง ปัญญาประดิษฐ์สามารถชนะทั้งแชมป์หมากรุกและแชมป์โกะโลกที่เป็นมนุษย์ได้แล้วอย่างที่บอกเจ้าปัญญาประดิษฐ์มันรู้กติกาหมากรุกและโกะ ตาแรกๆมันอาจจะแพ้ พอมันแพ้บ่อยๆมันก็เก็บข้อมูล แล้วมันก็เรียนรู้ว่ามันจะไม่ทำอย่างนั้นอีกหลังๆ การเอาชนะมันก็อาจจะเป็นเรื่องยากเพราะข้อมูลที่มันเก็บรวบรวมไว้และทำการประมวลผล มีหลักฐานว่ามันสามารถคิดกลยุทธ์ใหม่ๆในการแข่งขันหมากรุกหรือโกะอีกด้วยโดยมนุษย์ที่เป็นคู่แข่งของมันคาดไม่ถึง แม้กระทั่ง งานศิลปะประเภทดนตรีที่ Sapiens หรือมนุษย์ภูมิใจเป็นหนักหนาว่าปัญญาประดิษฐ์จะทำไม่ได้ ได้มีการทดลองให้ปัญญาประดิษฐ์เล่นหรือประพันธ์เพลงคลาสสิก ให้ลองให้ผู้ฟัง ปรากฏว่าแยกไม่ออกว่า อันไหนปัญญาประดิษฐ์เล่น อันไหนคนเล่น...ในเชิงปัญญา เราอาจว่ามันน่ากลัวแล้วที่มันจะชนะเราได้ในการแข่งขัน แต่การรู้จักตัวเราดีกว่าตัวเรานี่สิน่ากลัว เพราะว่าอะไร Social Network และ Internet ที่คุณใช้มันเก็บความชอบของคุณไว้หมดทุกอย่าง เก็บสังคมของคุณไว้ เก็บรสนิยมทางเพศของคุณไว้ มันรู้ว่าพอเปิดโทรศัพท์มือถือขึ้นมาคุณมองหาอะไร อันนี้ละ นี่มองในแง่ดีนะ ที่มันยังคงเก็บข้อมูลและนำเสนอคุณเท่านั้น แต่ถ้ามันทำอะไรได้มากกว่านั้นละ อันนี้น่าคิด...ครับ

ประเด็นที่ 2 ถ้าสมมุติฐานที่ผู้เขียนทำนายไว้เป็นจริง แต่ต่อยอดว่าปัญญาประดิษฐ์และการมีข้อมูลที่มากในมือและสามารถใช้ข้อมูลนั้นได้ในอนาคตจะทำให้เกิดการแบ่งชนชั้นของมนุษย์เป็น 2 ชนชั้น 

ชนชั้นที่ 1 ชนชั้นมนุษย์ธรรมดาไร้ค่าต่อการทหารและเศรษฐกิจ อันนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจ ไม่ได้บอกว่า เราจะมีการแบ่งชนชั้นมนุษย์ธรรมดา เป็นชนชั้นนี้จริงไหม แต่ ผู้เขียนไล่เรียงประวัติศาสตร์ ในเชิงเศรษฐกิจการเมืองการทหาร คนจำนวนมากสร้างฐานให้กับชนชั้นปกครองให้กับนักการเมืองและเจ้าของธุรกิจหรือเศรษฐกิจ กล่าวคือ ระบบเศรษฐกิจและการเมืองการทหารที่ผ่านมาการมีมวลชนที่เห็นด้วยในกำมือ หรือในคำสั่ง ย่อมสร้างระบบเศรษฐกิจเช่นผลิตสินค้าได้มากขึ้น ย่อมสร้างกำลังทหารที่แข็งแกร่ง ย่อมเป็นฐานเสียงให้กับตนเอง แต่ในโลกอนาคต มนุษย์ธรรมดาเหล่านี้ผู้ที่ไม่สามารถปรับตัวได้กำลังจะกลายเป็นคนไร้ค่าต่อการทหารและเศรษฐกิจเพราะในหลายๆหน้าที่ก็ถูกทดแทนไปแล้ว (ทำนองฉันไม่ต้องมีแกเยอะขนาดนี้แล้วละ) เอาแบบสุดโต่ง (อันนี้ผู้เขียนBlog) จินตนาการ ถ้ายังมีสงครามเพื่อยึดครองประเทศอยู่ในศตวรรษนี้ แต่ก่อนการทำสงครามต้องใช้คนเป็นๆเป็นเรือนหมื่นเรือนแสน แต่ปัจจุบัน ถ้าคุณมีหุ่นยนต์เหล็กกล้าที่แข็งแกร่งน้ำหนักเบาเชี่ยวชาญอาวุธและยุทธวิธีการรบเพียงหลักร้อยตัว คนหรือทหารจำนวนมากก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป ในเชิงเศรษฐกิจ คนยังต้องเป็นคนผลิตถูกต้อง แต่เราต้องการคนผลิตน้อยลง เราต้องการคนที่ควบคุมหรือสื่อสารกับปัญญาประดิษฐ์ให้มันผลิตสินค้าและบริการให้มากขึ้นต่างหากละ ทั้งการปรับปรุงพันธุ์ การเก็บข้อมูลต่างๆเพื่อช่วยให้ผลผลิตสูงขึ้นด้วยการใช้ทรัพยากรที่น้อยลง

ชนชั้นที่ 2 ชนชั้นมนุษย์เทพ (HomoDeus) ผู้ครอบครองควบคุมและเชื่อมต่อกับ AI ได้อย่างเรียบเนียนไร้รอยต่อคือผู้ที่จะมีอำนาจและอยู่ในโบกี้รถไฟหัวแรกๆของคนในประเทศ ซึ่งอาจจะมีเพียงไม่กี่คนที่จะได้อยู่ในโบกี้นี้ อาจต้องเปี่ยมด้วยอำนาจ ด้วยเครือข่าย connection ที่มี ด้วยทรัพยากรที่มี ด้วยความรู้ที่มี ด้วยข้อมูลที่มีอยู่อย่างมหาศาล(อันสุดท้ายข้อมูลเน้นมากๆ เพราะในอนาคตการมีข้อมูลในมือเป็นอำนาจ) ถ้าคุณเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาแต่คุณกำลังต้องแข่งกับประเทศที่พัฒนาแล้ว คุณกำลังนำขบวนรถไฟไปสู่อนาคตเพื่อให้ไปได้เร็วไปได้ไกล คุณจำเป็นต้องเอาโบกี้ท้ายๆอันหนักอึ้งที่ไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพ(Sapiens ที่ไม่สามารถปรับตัวได้อยู่ในโบกี้ท้ายๆเต็มไปหมด) ทิ้งไปทิ้งพวกเขาไว้เบื้องหลังเพื่อให้ไปได้เร็วขึ้น มันโหดร้ายครับ ใช่ ในความคิดของผู้ที่เขียน Blog สำหรับ ชนชั้นนี้อาจจะเป็น AI ที่มีสติสัมปชัญญะ(อันนี้จะยากหน่อยน้า AI มีแต่ปัญญาเท่านั้นต้องเรียนรู้กันไปหรือเปล่า) ก็จะอยู่ในชนชั้นนี้ และหรือ HomoSapiens ที่อัพเกรดเป็น HomoDeus มนุษย์เทพที่เข้าถึง AI หรือคุยกับ AI หรือแม้กระทั่ง ครึ่งมนุษย์ครึ่งAI ก็จะอยู่ในชนชั้นนี้ อื้อหือ เหมือนหนัง Sci-Fi ใช่ไหมครับ

ประเด็นที่ 3 แล้ว Sapiens ที่เคยคิดว่าตัวเองเก่งจะเอาอะไรไปสู้ละ อะไรละที่ Sapiens มีแต่ AI ไม่มี... อย่าพูดว่าศิลปะเด็ดขาด มันสร้างสรรค์งานศิลปะได้ดีในระดับพรีเมี่ยมเลยละ ความรักหรือ อันนี้ไม่แน่ แล้วแต่การตีความและบริบท ตัวผู้เขียน Blog คิดว่า หนึ่งอย่างที่แทนไม่ได้คือ ความผิดพลาด Sapiens มีความผิดพลาดเป็นของคู่กัน ความผิดพลาดความไม่สมบูรณ์แบบส่วนใหญ่จะก่อผลเสียหายแต่บางอย่างก็สวยงามเป็นเอกลักษณ์และใช้ประโยชน์ได้ดีไม่แพ้กัน ผมว่ามันเป็นเสน่ห์ของ Sapiens นะครับ ตลกร้ายก็ยอม555 สอง สิ่งที่แทนไม่ได้แต่อาจจะแทนได้ในอนาคตผมคิดว่า AI จะมีตรงนี้ได้ต้องใช้เวลาเรียนรู้มากหน่อย คือ สติสัมปชัญญะ(อาจมีความหมายของ สัญชาตญาณดิบนิดๆ จิตและหรือจิตวิญญาณหน่อยๆ ตัวผู้เขียนมองว่าจิตวิญญาณนั้นแม้วิทยาศาสตร์ขั้นสุดของปัจจุบันก็ยังไม่สามารถที่จะเข้าใจความหมายหรือเข้าถึงได้อย่างชัดเจน เพราะว่าถ้าเข้าใจได้อย่างชัดเจนชุดคำสั่งต้องออกมาแล้วจงเป็นคนที่มีหัวจิตหัวใจ555) คือ อย่างที่บอกปัญญาประดิษฐ์อาศัยข้อมูล ในการพัฒนาปัญญา แต่เรื่องจิตวิญญาณ เรื่องสัญชาตญาณ(บางครั้งมันขัดกับตรรกะและเหตุผล) ผมว่ามันจะทำให้เรามีความหมายต่อโลกนี้ต่างจากที่ AI มีความหมายต่อโลกครับ บางทีอาจจะช่วยได้เมื่อตรรกะโดยทั่วไปไม่มีความหมายหรือเถรตรงเกินไป ยกตัวอย่างที่ผมเคยได้ยิน รถยนต์ขับเองคันหนึ่งถูกโปรแกรมให้รักษาชีวิตเจ้าของรถไว้ให้ได้เมื่ออยู่ในถนนที่คับขัน ข้างหน้ากำลังจะปะทะกับรถสิบล้อคันใหญ่ ด้านซ้ายมือเป็นผู้ชายวัยกลางคนขี่มอเตอร์ไซค์คันหนึ่งมีเด็กซ้อนมาด้วยกับ ทางขวาเป็นรถกระบะหนาหนักแข็งแกร่งมาก รถยนต์ขับเองต้องเลือกทางซ้ายแน่นอน แต่ถ้าคุณมีสิ่งที่เราเรียกว่าสัญชาติญาณ อยู่ คุณอาจไม่ตัดสินเหมือนมันหรือเลือกทางเลือกอื่นก็ได้ (ผมแค่ยกตัวอย่างสิ่งที่ผมต้องการเสนอ แต่จริงๆถ้าระบบดีจริงๆที่ถูกสร้างสรรค์ด้วยถนนที่ควบคุมหรือนำทางด้วยปัญญาประดิษฐ์จะไม่นำคุณไปสู่สถานการณ์เสี่ยงแบบนั้นเลย555)

นานแล้วที่ไม่ได้มีหนังสือที่ทำให้ผมมี raw material ในการเขียน Blog ได้ขนาดนี้ในหลายประเด็นผมต่อยอด ตีความหมายซึ่งอาจจะถูกบ้างผิดบ้างจากหนังสือ มนุษย์เทพ HomoDeus แต่โดยส่วนตัวคิดว่าคิดเข้าใจไม่ได้คลาดเคลื่อนเท่าไรตามสัญชาติญาณของ Homosepiens  คนหนึ่ง 555 หนังสือ ของคุณ Yuval ทำได้ เขาไม่ได้บอกว่าสิ่งที่เขาบอกจะถูกหรือเกิดขึ้นจริงๆ แต่พยายามเล่าให้เราตระหนักถึงอนาคตอันใกล้ นี่ เราใกล้หนัง Hollywood เข้าไปทุกทีแล้วหรือ ผมบอกตัวเองหลังจากอ่าน HomoDeus บางเรื่องก็เป็นเรื่องดี บางเรื่องก็ชวนให้ขนหัวลุกแม้ว่าจะไม่ได้ดูหนังผีก็ตาม

เป็นหนังสือที่ต้องใช้ความเพียรพยายามพอสมควร ตรงกลางออกจะน่าเบื่อนิดๆ ด้วย แต่ก็มีหลายตัวอย่างที่อ่านสนุกดีคั่นเป็นบางช่วงเวลา แล้วพอจบเล่มต่อไปคือ 21 lessons for the 21st Century ของคุณ Yuval จะมาเล่าให้ฟังต่อนะครับ

ขอบคุณภาพปกหนังสือจาก internet

กาแฟรสจืด

โดย กาแฟรสจืด

 

กลับไปที่ www.oknation.net