วันที่ พุธ เมษายน 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โอกาส และความโชคดี เราเป็นผู้สร้าง


“ความโชคดี” อยู่ที่เราสร้าง

หลายวันที่ผ่านมาตุ๊กติดตามข่าวผลกระทบจากโควิด-19 ที่เกิดขึ้นไม่ว่ากับคนหรือสัตว์ต่างก็เดือดร้อนกันทั้งหมด และพยายามช่วยเหลือพวกเขาตามกำลังที่พอจะทำได้ จนได้ฟังบทสัมภาษณ์คนตกงานที่ต้องกลายเป็นคนไร้บ้าน เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า หาที่นอนตามท้องถนน

เลยตัดสินใจขับรถออกมาสำรวจสถานที่ต่างๆ ดูชีวิตผู้คนตามท้องถนน มองหาคนเร่ร่อนหรือคนที่ขาดโอกาสตามข้างทาง เผื่อจะได้บริจาคอาหารช่วยพวกเขาให้อิ่มท้องอีกสักวัน

เมื่อขับรถมาถึงบริเวณสนามหลวง การจราจรเบาบาง สัญญาณไฟแดงบอกตัวเลขให้รถจอดรอเหลือไม่ถึงสองนาที ระหว่างนั้นเอง มีเด็กผู้ชายวัยประมาณ 9-10 ปี เดินตรงดิ่งไปที่รถเบ็นซ์คันที่อยู่ข้างหน้า ในมือเด็กน้อยถือดอกจำปีที่กำลังจะบานอยู่ประมาณ 6-7 ดอก

"เด็กขายมาลัยตรงแยกไฟแดง" ตุ๊กสังเกตทรงผมของเด็กชายที่กำลังใกล้จะเป็นหนุ่ม ผมของเขาเพิ่งถูกตัดมาใหม่ ไถผมด้านข้างจนเห็นหนังศีรษะขาว ส่วนผมด้านบนตรงกลางลงมาถึงท้ายทอยถูกปล่อยยาว รอยต่อบริเวณขอบผมไถตรงอย่างปราณีตจนดูคมกริบ มองดูคล้ายทรงจิ๊กโก๋ปี 2499 หรือทรงแยงกี้ญี่ปุ่น อาจจะดูเฟี๊ยวฟ๊าวไปสักนิดสำหรับอาชีพเด็กขายพวงมาลัย เมื่อเด็กชายเดินมาถึงประตูข้างฝั่งตรงข้ามคนขับ เด็กชายก็ยกมือขึ้นแปะไปที่กระจกประตูข้าง และเอาหน้าแนบกระจกเหมือนพยายามมองเข้าไปในรถอยู่พักใหญ่ แต่ไม่มีทีท่าว่าเจ้าของรถจะลดกระจกลงมา สัญญานไฟแดงนับถอยหลังจวนใกล้จะถึงสัญญาณไฟเขียวอีกครั้ง หนุ่มน้อยคนนั้นถอยหลังออกมาจากรถ ส่ายหัวด้วยความผิดหวังจากความพยายามที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเดินกลับไปที่ฟุตบาทอย่างหงุดหงิดใจ

เจตนาของเด็กชายคนนั้น คงเพื่ออยากได้เงิน และหวังให้คนขับรถเบ็นซ์คันนั้น ช่วยอุดหนุนดอกจำปีในมือที่เขาถือมา

เมื่อขับรถตรงไปจนถึงอีกแยกไฟแดงซึ่งไม่ไกลกันนัก แยกนี้ก็มีเด็กชายเดินมาเสนอขายพวงมาลัยอีกเช่นกัน เด็กน้อยวัยใกล้เคียงกับเด็กชายคนเมื่อครู่ มองดูผมสั้นทรงนักเรียนเหมือนเด็กโรงเรียนประถมในสังกัดของรัฐ เดินมาพร้อมดอกจำปีในมือเหมือนเคย แต่เด็กคนนี้แสดงกิริยาแตกต่างกันคือ เขาไม่เข้าไปแตะต้องรถยนต์ เขาเพียงแค่พนมมือไหว้และส่งแววตาขอความเห็นใจ เหมือนอยากจะให้ความรู้สึกนี้ทะลุกระจกเข้าไปจนถึงคนที่นั่งอยู่ในรถ สีหน้าแสดงถึงความเหนื่อยล้าและอิดโรยเล็กน้อย สักพักคนขับรถก็ลดกระจกลงและยื่นธนบัตรให้กับเด็กและพูดอะไรบางอย่าง โดยไม่รับดอกไม้ในมือ เด็กน้อยยกมือไหว้ ก่อนจะเดินจากไป พร้อมกับสัญญาณไฟเขียว...

เรื่องนี้สอนอะไรเราบ้าง...

โอกาสเดียวกัน แต่คน 2 คน ได้รับการตอบสนองต่างกัน

เด็กชาย 2 คน ทำให้คนอื่นตัดสินเขาต่างกัน

ในสถานการณ์ปกติ หลายคนคงไม่อยากส่งเสริมการเดินขายของตามสี่แยกไฟแดง แต่ในภาวะเช่นนี้ เชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยที่อยากช่วยเหลือคนอื่นๆ โดยเฉพาะคนที่เขาได้รับความเดือดร้อนและต้องตกยากจากสถานการณ์โควิด

เราโทษคนอื่นไม่ได้หรอก ว่าเขาจะมองเราแบบไหน
เพราะตัวเราเองก็ยังตัดสินสิ่งต่างๆ จากมุมมองด้านหนึ่งที่เราเห็น

ไม่อยากโทษช่างตัดผม ที่ลบภาพลักษณ์ความน่ารัก น่าเอ็นดูของเด็กชาย ทั้งที่เขายังจำเป็นต้องพึ่งพา ยังต้องได้รับการดูแลช่วยเหลือจากคนอื่นๆ
และอยากบอกเด็กชายคนแรกว่า หนูควรระมัดระวังการเข้าไปในพื้นที่คนอื่น และไม่ควรจับต้องสิ่งของที่เจ้าของยังไม่ได้อนุญาต เพราะเป็นพฤติกรรมที่แสดงความคุกคาม คนที่เขารักและหวงของ ย่อมรู้สึกไม่พอใจเป็นแน่ถ้าจู่ๆ ไปจับต้องของของเขา แม้จะเปรอะเปื้อนแค่เพียงรอยนิ้วมือ ก็ย่อมสร้างความหงุดหงิดใจ พฤติกรรมเช่นนี้ย่อมเป็นผลให้มักจะถูกปฏิเสธ มากกว่าได้รับการช่วยเหลือ

บุคลิกภาพและพฤติกรรมของเรา ล้วนส่งผลต่อชีวิต

โอกาสดีๆ ความโชคดีในชีวิต ไม่ใช่มาเพราะโชคช่วย เหมือนถูกหวย แต่หลายสิ่งล้วนเกิดจากการที่เราสร้างมันขึ้นมาเอง

ประสบการณ์ชีวิตคนอื่น สอนเราได้เสมอ...

ขอให้วิกฤตนี้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ขอให้แฟนเพจทุกคนมีความสุข สุขภาพแข็งแรง ปรับตัวทัน และเรียนรู้การดำเนินชีวิตจากการเปลี่ยนแปลงในคร้ังนี้ค่ะ

อ.ตุ๊ก นารีรัตน์ นุโยค
วิทยากรด้านการพัฒนาทักษะการพูดและบุคลิกภาพ

 

โดย ผู้หญิงสวยด้วยความคิด

 

กลับไปที่ www.oknation.net