วันที่ ศุกร์ เมษายน 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

มนุษย์อาศัยอยู่ในโลกควอนตัมที่เราคือทุกสิ่งและไม่ใช่สิ่งใดเลยของตัวเราเอง


 

ผู้เขียนเคยโพสต์หัวข้อเรื่องธรรมชาติของการมีอยู่/เป็นอยู่และไม่มีอยู่/ไม่เป็นอยู่ การทำความเข้าใจกับธรรมชาติ(ปัญหาและ การปิดเมือง กับ ภูมิคุ้มกันหมู่ herd immunity ในระดับควอนตัม ไปแล้วแต่อาจจะยังไม่สามารถสร้างความเข้าใจให้เกิดมีขึ้นกับคุณผู้อ่านได้ มีบางคนกล่าวว่า ผู้เขียนเกาะกระแสโควิด ซึ่งถ้ามองว่าเหรียญมีสองด้านแต่ละด้านก็มีรายละเอียดของเหรียญที่แตกต่างกันและเหรียญแต่ละเหรียญที่ผ่านการใช้งานมาแตกต่างกันทำให้เหรียญมีสภาพต่างกันโดยที่คุณผู้อ่านย้อนกลับไปอ่านบทความเก่าๆของผู้เขียนจะสามารถมองกลับกันได้ว่า โควิดคือภาพสะท้อนจากข้อมูลที่ผู้เขียนได้เปิดเผยขึ้นก่อนหน้านี้ ซึ่งคุณผู้อ่านไม่เข้าใจแต่โลกเข้าใจและได้นำกลับมาทำซำ้โดยการขยายภาพให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น และจากนั้นผู้เขียนก็นำเอาส่วนของภาพที่ได้รับการขยายออกนั้นกลับมายกระดับและขยายออกและนำกลับมาเปิดเผยซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งทำให้คุณผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้นไม่ว่าจะเป็นกระบวนการทำซำ้ แชร์หรือส่งต่อบอกต่อข้อความ หรือใช้กระบวนการย้อนกลับ/ตอบกลับ/โต้แย้ง/โต้เถียง/วิพากษ์วิจารณ์/แสดงความคิดเห็น ทั้งหมดเปรียบได้กับการต่อภาพจิ๊กซอว์ที่ทุกคนมีส่วนร่วมด้วยช่วยกันทำให้ภาพเกิดมี/เป็นความสมบูรณ์ การเปิดเผยชิ้นส่วนหนึ่งนำไปสู่การเปิดเผยของอีกชิ้นส่วนหนึ่งต่อมา ซึ่งการเปิดเผยจะมีความใช่และไม่ใช่คนหนึ่งคนใดที่จะต้องเป็นผู้เปิดเผยชิ้นส่วนต่อไป ความหมายคือ ผู้ร่วมต่อภาพทุกคนสามารถมองหาชิ้นส่วนของภาพที่ต้องการนำมาต่อได้อย่างอิสระ ใครเจอชิ้นส่วนใดก็ต่อชิ้นส่วนนั้น ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องเกี่ยงงานกันทำ ใครหาเจอคนนั้นก็ได้ไป ซึ่งการหาเจอและได้ไปจะมีความน่าจะเป็นของการเกิดขึ้นสองทางคือ เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติและไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน —> สิ่งเดียวกันใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—->เวลาเดียวกันใช่และไม่ใช่ในเวลาเดียวกันในเวลาเดียวกัน

 

ทฤษฎีควอนตัมจะแยกออกเป็นสองส่วนคือ ทฤษฎีที่ตั้งอยู่บนฐานสอง (0/1) และทฤษฎีที่ตั้งอยู่บนฐานศูนย์ (0/0) ซึ่งทั้งสองทฤษฏีจะหมายถึง สถานะและสภาวะที่มีทั้งความเหมือนและความแตกต่างกันอยู่ทั้งภายในและภายนอกตัวเองและภายในและภายนอกกันและกัน (มีการซ้อนทับและพัวพันกันอยู่มนุษย์ไม่สามารถทำให้การซ้อนทับและความพัวพันหมดไปได้ แต่มนุษย์สามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจกับรูปแบบหรือทางเดินที่ทำให้เกิดมี/เป็นการซ้อนทับและความพัวพันเพื่อแก้ไขการซ้อนทับและความพัวพันภายในความคิดความรู้สึกและการกระทำของตัวเราเองได้โดยไม่ต้องเข้าไปทำลายระบบการทำงานหลักตามธรรมชาติของธรรมชาติ แต่เราจำเป็นต้องเข้าไปทำลายระบบการทำงานหลักของความเป็นมนุษย์ (ซึ่งจะมีอยู่สองส่วนให้กลับคืนสู่ระบบการทำงานหลักตามธรรมชาติ จะเห็นได้ว่าประโยคดังกล่าวจะมีทั้งความสามารถและไม่สามารถ (ใช่และไม่ใช่อยู่ในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน —->สิ่งเดียวกันใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—->เวลาเดียวกันใช่และไม่ใช่ในเวลาเดียวกันในเวลาเดียวกัน 

 

ทฤษฎีที่ตั้งอยู่บนฐานสองหมายถึง สถานะและสภาวะมีการแยกออกจากกันอย่างชัดเจนและไม่ชัดเจน 1in2 และ 2in1 (ให้ 1 รับ 2 และ รับ 1 ให้ 2) ทุกคนมีความสำคัญไม่เท่ากัน แต่ภายใต้ความสำคัญที่ไม่เท่ากัน ทุกคนจะมีความสำคัญเท่ากันเพราะทุกสรรพสิ่งย่อมต้องปฏิบัติตามกฏธรรมชาติโดยไม่มีข้อยกเว้น แต่หลังจากที่เราปฏิบัติตามกฏของธรรมชาติแล้ว เราสามารถปฏิบัติตามกฏของตัวเราเองได้ (การไปให้เหนือธรรมชาติที่เรามีอยู่/เป็นอยู่ ซึ่งอาจจะยากอยู่สักหน่อย แต่ไม่ใช่ทำไม่ได้หรือเป็นไปไม่ได้

ทฤษฎีที่ตั้งอยู่บนฐานศูนย์หมายถึง  One for All and All for One ทุกคนมีความสำคัญเท่ากัน แต่ภายใต้ความสำคัญที่เท่ากัน ทุกคนก็จะมีความสำคัญที่ไม่เท่ากันด้วยเช่นกัน ซึ่งความสำคัญที่ไม่เท่ากันนี้ก็คือ อีกรูปแบบหนึ่งของความสำคัญที่เท่ากันนั่นเอง

 

ยกตัวอย่างเช่น สถานะและสภาวะของผู้เขียนและผู้อ่าน ที่มีการแยกออกจากกันอย่างชัดเจนและไม่ชัดเจนในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน เริ่มต้นจากก่อนที่ผู้เขียนนำข้อมูลออกมาแสดงต่อสาธารณชน (โพสต์ผู้เขียนจะมีสถานะเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ และมีสภาวะกึ่งผู้ให้กึ่งผู้รับข้อมูลของตัวเอง แต่ทันทีหลังจากที่มีการโพสต์เกิดขึ้นสถานะผุ้รับข้อมูลของผู้เขียนก็จะมีการเคลื่อนที่/แยกตัวออกจากสถานะของผู้ให้ข้อมูลของตัวผู้เขียน ไปอยู่ในตำแหน่งที่เป็นสถานะของผู้รับ-ผู้ให้ข้อมูลของผู้อื่น (?) และผู้รับ-ผู้ให้ข้อมูลของตัวเอง ซึ่งภายใต้สถานะมีสภาวะซ้อนทับและพัวพันอยู่ทำให้ผู้เขียนอยู่ในสภาวะกึ่งผู้รับกึ่งผู้ให้ข้อมูลของผู้อื่น (?) กึ่งผู้รับกึ่งผู้ให้ข้อมูลของตัวเอง ซึ่งสถานะและสภาวะทั้งสี่ที่แยกตัวออกมานี้ส่วนหนึ่งจะถูกส่งต่อเข้าสู่ภายในของสรรพสิ่งและโลกโดยอัตโนมัติและอีกส่วนหนึ่งจะถูกแขวนเอาไว้/อยู่ในสภาวะเบลอๆ จนกว่าจะมีผู้เข้ามาอ่าน และทันทีที่มีผู้อ่านเข้ามาอ่านข้อความสถานะและสภาวะส่วนของผู้เขียนและผู้อ่านที่ถูกแขวนเอาไว้/อยู่ในสภาวะเบลอๆก็จะปรากฏชัดเจนขึ้นจากการเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งของคุณผู้อ่านเป็นอันดับแรกและตามมาด้วยการเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งของผู้เขียนที่จะเกิดขึ้นตามมาหลังจากการกระทำของคุณผู้อ่านสิ้นสุดลง ซึ่งต่อมาการเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งของคุณผู้อ่านส่วนหนึ่งนำไปส่งต่อภายนอกบทความและอีกส่วนหนึ่งส่งต่อผ่านบทความโดยการเปลี่ยนสถานะของคุณผู้อ่านให้กลายเป็นสถานะของผู้เขียน/ผู้ให้โดยการแสดงความคิดเห็น ซึ่งก็จะทำให้สถานะของผู้เขียนกลายเป็นผู้อ่าน/ผู้รับการแสดงความคิดเห็นทันทีโดยอัตโนมัติ และในการเปลี่ยนสถานะโดยอัตโนมัตินี้จะถูกแขวนเอาไว้/อยู่ในสภาวะเบลอๆจนกว่าผู้เขียนจะเข้ามาอ่านข้อความแสดงความคิดเห็น เมื่อผู้เขียนอ่านโพสต์ที่แสดงความคิดเห็นทั้งหมดแล้ว ผู้เขียนสามารถเลือกนำเอาสถานะและสภาวะที่ถูกทำให้เปลี่ยนไปในทันทีโดยอัตโนมัติมาส่งต่อโดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการคิดและรู้สึกใหม่ เนื่องจากเป็นส่วนที่เชื่อมต่อมาจากของเดิมที่ถูกแยกออกมา/ยุบหายไปก่อนหน้าของผู้เขียนเอง หรือผู้เขียนสามารถนำพาตัวเองไปให้เหนือกว่าสิ่งที่ผู้เขียนมีอยู่/เป็นอยู่ (ซึ่งจริงๆแล้วไม่ได้มีอยู่ แต่เป็นส่วนที่ยุบหายไปก่อนหน้าและย้อนกลับมาสู่ผู้เขียนอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะเห็นได้ว่า การย้อนกลับจะมีความใช่และไม่ใช่การย้อนกลับอยู่ในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—->สิ่งเดียวกันใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—->เวลาเดียวกันใช่และไม่ใช่ในเวลาเดียวกันในเวลาเดียวกัน) ***ตรงนี้คุณผู้อ่านอาจจะมีความรู้สึกสับสน งงนิดหน่อยว่า เขียนอะไรว่ะซึ่งคุณผู้อ่านสามารถแก้ไขความรู้สึกนี้ของคุณผู้อ่านได้ด้วยการนำพาตัวของคุณผู้อ่านเองเดินออกจากการใช้ความรู้สึกเข้าสู่การใช้ความคิดในการทำความเข้าใจ ซึ่งจะสามารถทำให้คุณผู้อ่านมีความเข้าใจที่กระจ่างชัดมากขึ้น ซึ่งจริงๆแล้วกระบวนการเดินเข้า-เดินออกนี้สามารถนำไปใช้ได้กับทุกสถานการณ์ที่คนเราพบเจอและทำให้รู้สึกสับสนงงไม่เข้าใจ ซึ่งเป็นการแก้ไขที่ตัวของเราเอง แทนที่การพึ่งพาผู้อื่น ซึ่งการพึ่งพาผู้อื่นอาจช่วยแก้ไขความไม่เข้าใจหรือเปลี่ยนสถานะและสภาวะที่มีอยู่/เป็นอยู่ของเราได้ แต่ก็เพียงชั่วครั้งชั่วครามเท่านั้น การแก้ไขที่สมบูรณ์ของตัวเราเองจำเป็นต้องเริ่มขึ้นและจบลงที่ตัวเราเองเท่านั้น (ในระดับควอนตัมคือ คำว่า จบลง จะแยกออกเป็นสองส่วนคือ ที่ตัวเราและผู้อื่น และคำว่าเริ่มต้นก็จะแยกออกเป็นสองส่วนเช่นกันคือ ตัวเราและผู้อื่นหรือความเป็น 1in2 และ 2in1 (ให้ 1 รับ 2 และ รับ 1 ให้ 2) การเรียนรู้และทำความเข้าใจที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาให้ดีขึ้นจำเป็นต้องทำให้เกิดมีขึ้นทั้งสองฝ่ายคือ ทั้งผู้ให้และผู้รับซึ่งระบบเก่าจะเป็นระบบแบบการให้และรับทางเดียว แต่ในอนาคตมนุษย์จำเป็นต้องเรียนรู้การให้และรับตามแบบระบบควอนตัมคือ 1in2 และ 2in1 (ให้ 1 รับ 2 และ รับ 1 ให้ 2) เพื่อแก้ไขความรู้ความเข้าใจที่ส่งผลต่อความคิดความรู้สึกและการกระทำในทางลบของเราเองให้เป็นความรู้ความเข้าใจที่ส่งผลต่อความคิดความรู้สึกและการกระทำในทางบวกของเราเองมากขึ้น การเข้าถึงความจริงในระดับควอนตัมมนุษย์จำเป็นต้องเพิ่ม-ลดความจำเป็นส่วนเกิน 2 ส่วนคือ

1. เริ่มต้นจากสิ่งที่เราคิดว่าไม่มี/ไม่เป็นตัวตนของเรามากที่สุด (ลดฟุ่มเฟือยหรือส่วนเกิน/เพิ่มส่วนที่ขาดหรือไม่มีแล้วค่อยๆลดขนาดลงเรื่อยๆจนกว่าเราจะสามารถรับรู้และสัมผัสได้ถึงความจำเป็นส่วนเกินในระดับควอนตัม (เริ่มจากมหภาคเข้าสู่อนุภาค

2. เริ่มต้นเพิ่ม-ลดจากสิ่งที่เราคิดว่ามี/เป็นตัวตนและไม่มีและไม่เป็นตัวตนของเรามากที่สุดที่เราจะไม่ยอมละทิ้งถึงตายก็ไม่ยอม นี่คือส่วนที่ยากที่สุดที่ทำให้มนุษย์ไม่สามารถเข้าถึงความจริงที่แท้จริงได้ (เริ่มจากอนุภาคไปสู่มหาภาค)

 

ควอนตัมจะมีรูปแบบการเดินทางสองแบบด้วยกันคือ  DNA และ RNA (ผ่านหัวใจ ได้เคยโพสต์รูปภาพไปก่อนหน้านี้แล้วและ สมอง ที่ทำงานผ่านสมองทั้งสามส่วน ซึ่งในส่วนของสมองสามารถเขียนออกมาเป็นเส้นคู่ขนานเชื่อมต่อกันเป็นตาข่ายโยงใยทั้งระบบดังรูปด้านล่างนี้

 

 

 

Attachment.png

***โควิดกำลังจะจากคนไทยไป แต่วิธีการที่เราใช้ในการรับมือจะต้องดำเนินต่อไปจนกว่าคนไทยจะสามารถส่งต่อจากวิธีการรับมือโควิดไปสู่วิธีการเพิ่ม-ลดความคิดความรู้สึกและการกระทำของตัวเองได้

 

#change

โดย Enlightened

 

กลับไปที่ www.oknation.net