วันที่ พุธ พฤษภาคม 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

น้อมนำเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวง ร. 9 สู้เศรษฐกิจพิษโควิด/ภัยแล้ง ต้องรอดแน่นอน


 

น้อมนำเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวง ร. 9 สู้เศรษฐกิจพิษโควิด/ภัยแล้ง...ต้องรอดแน่นอน

          “ก้อย” หรือที่หลานๆ เรียก “ป้าก้อย” เรียนจบมาด้วยวุฒิปริญญาตรีทางด้านคหกรรมศาสตร์ เข้ากรุงมาสมัครหางานทำตั้งแต่ล้างจานและช่วยแม่ค้าขายข้าวแกงพักหนึ่ง กระทั่งชะตาฟ้าลิขิตจับพลัดจับผลูได้ทำงานเป็นลูกจ้างรังวัดสำนักงานที่ดินในจังหวัดตรังบ้านเกิด จึงออกรังวัดผืนดินชาวบ้านไปทั่วพื้นภิภพในจังหวัดตรัง  ด้วยวัยทำงานอย่างขะมักเขม้นก้อยเดินขึ้นลงเนินเข้าป่าฝ่าดงทำรังวัดได้ไม่แพ้ชายอกสามศอก กระทั่ง ปี 2550 ก้อยต้องลาออกจากงานที่ทำเมื่อรู้ว่าพ่อป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายต้องเข้าโรงพยาบาล และเมื่อออกจากโรงพยาบาลมาพักที่บ้านในฐานะผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งหมอบอกว่าพ่อจะมีอายุอยู่ได้ไม่เกินหกเดือน ก้อยเสียสละชีวิตการทำงานลาออกมาทำหน้าที่รับภาระดูแลพ่อและแม่ซึ่งอยู่ในวัยชราเพื่อตอบแทนพระคุณ พ่อเสียชีวิตในปี 2551 ก้อยจึงอาศัยอยู่สองคนกับแม่ เงินเก็บที่สะสมมาในช่วงที่ทำงานเริ่มร่อยหรอ มิหนำซ้ำยังต้องนำเงินเก็บก้อนสุดท้ายที่สะสมมาทั้งชีวิตไปจ่ายหนี้ให้ธนาคารทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่ได้ก่อ เพื่อไถ่ถอนผืนดินพร้อมบ้านที่อาศัยออกมาจากธนาคารก่อนจะถูกยึด และในปี 2552 แม่ก็มาจากตามพ่อไปทิ้งก้อยให้อยู่ตามลำพังบนผืนดินที่พ่อแม่สร้างไว้ให้เป็นมรดก

          ด้วยอายุที่มากขึ้น ก้อยรู้ดีว่าการหางานใหม่เป็นเรื่องยาก จึงลงมือปลูกผักทุกอย่างที่กินและกินทุกอย่างที่ปลูก โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงตามคำสอนของ “พ่อหลวง รัชกาลที่ 9” เป็นคติประจำใจและให้กำลังใจตัวเองว่า..

           “เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ ทำทีละอย่าง” และ

           “อย่านอนตื่นสาย อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา

เพาะเมล็ดผักกาดกวางตุ้ง เตรียมปลูก

          ก้อยลงมือปลูกทุกอย่างที่ขวางหน้า โดยนำความรู้ที่ได้มาจากการสังเกตและช่วยแม่ซึ่งปลูกผักทำสวนมาตลอดชีวิตของแม่ ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมด้วยการถามผู้รู้ และที่สำคัญที่สุดต้องลงมือปฏิบัติ ทำซ้ำหลาย ๆ ครั้งจนเกิดความเชี่ยวชาญ ก้อยมักพูดติดตลกเสมอ ๆ ว่าพระอาจารย์บอก "ให้ฉาน ปฏิบัติทำ และอยู่กับธรรมชาติ"

          ก้อยเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน มีความขยัน ซื่อสัตย์ อดทน และประหยัด เหมือนได้เลือดพ่อมาเต็มๆ ก้อยหาเลี้ยงชีพเริ่มต้นด้วยการตัดใบตองขายจากต้นกล้วยที่ขึ้นทั่วผืนดิน และปลูกผลไม้ เช่น มะม่วง มะละกอ มะนาว หมาก พลู เสาวรส ขนุน มะพร้าว มะม่วงหิมพานต์ และปลูกผักต่าง ๆ ตามที่ “พ่อหลวง”สอนไว้ว่า “อย่าปลูกพืชเชิงเดี่ยว ให้ปลูกพืชผักสวนผสมหมุนเวียน” เท่าที่เรี่ยวแรงและสองมือขุดดินด้วยจอบจะอำนวย แม้เงินที่ได้จากการขาย ผัก หมากพลู และใบตองแต่ละครั้งจะไม่มาก แค่เพียงสี่ห้าสิบบาทหรือหนึ่งร้อยก็ตาม ก้อยก็ไม่เคย “หมิ่นเงินน้อย” และไม่เคย “คอยวาสนา” ที่จะหวังเงินเยียวยา หรือเรียกร้องโวยวายให้รัฐบาลช่วย เพราะก้อยยึดพุทธภาษิตประจำใจ ว่า

           “อัตตาหิ อัตตาโน นาโถ” “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” ก่อนที่จะให้คนอื่นมาช่วยเราต้องช่วยตัวเราเองก่อน

           ในแต่ละวัน...ก้อยจะปลูกต้นไม้โดยไม่ปล่อยให้เวลาเสียไป วันละไม่ต่ำกว่าสิบต้นจนเต็มพื้นที่ดิน ก้อยบอกว่า

           “การปล่อยให้เวลาผ่านไป หายใจทิ้งไปวันๆ โดยไม่ทำอะไร เป็นสิ่งน่าเสียดาย

          หลายครั้งที่ต้องผจญกับอุปสรรคโรคศัตรูพืชนานา เช่น เพลี้ย รา แมลง หอย หนอน มากินใบผักจนอ่อนใจ แต่ก้อยไม่ยอมแพ้ หาวิธีทำน้ำหมักชีวภาพหลายสูตรตามที่ได้รับคำแนะนำมา บางสูตรผสมยาเส้นทำแล้วก็เมาเองอยู่หลายวัน บางสูตรใส่พริกป่นทำเอามือปวดแสบปวดร้อน ก้อยไม่ยอมใช้ยาฆ่าแมลงเด็ดขาด จนศัตรูพืชขยาดถอยห่างไป ผักของก้อยจึงเป็น “ผักปลอดสารพิษ” เต็มร้อยแม้จะไม่งามพริ้ง เพราะปลูกไว้กินเองเป็นหลัก

ปลูกสลับเป็นรุ่น ๆ 

           นอกจากศัตรูพืชแล้ว เรื่องน้ำในผืนดินนี้ยังเป็นอุปสรรคใหญ่ในการทำการเกษตรของก้อย เพราะยามหน้าแล้งดินแห้งเหือดหมดบ่อ น้ำประปามาตามท่อก็ไหลกระปริดกระปรอย เพราะบ้านก้อยเป็นหลังสุดท้ายที่ท่อประปามาถึงในถนนสายนั้น หากบ้านอื่น ๆ เปิดใช้น้ำกันทุกบ้าน น้ำจึงมาไม่ถึงบ้านก้อย ต่อเมื่อบ้านอื่นเข้านอนแล้ว น้ำจึงจะไหล แต่ก้อยก็ไม่หวั่น ทุกวันจะตื่นตั้งแต่ตีสี่ เพื่อรดน้ำต้นไม้ก่อนที่บ้านอื่น ๆ จะตื่นขึ้นมาใช้น้ำ พอตีห้าก้อยรดน้ำต้นไม้เสร็จแล้ว และหกโมงเช้าก็ไปซื้อของใส่บาตรเป็นกิจวัตร ก้อยบอกว่า

            “นกที่ตื่นเช้า ย่อมหาอาหารได้มากกว่า”

 ถอนผักไปส่งตามสั่ง

          ก้อย “ปฏิบัติทำ” ด้วยความขยันอดทน จึงมีทั้งผักและผลไม้กินไม่ต้องซื้อ เมื่อกินไม่หมดก็นำไปแจกเพื่อน ๆ ต่อมาเพื่อน ๆ ก็สั่งซื้อเพราะมั่นใจในผักปลอดสารพิษแน่นอน บางครั้งเมื่อก้อยไปในตลาดสด แม่ค้าผักถึงกับบอกว่า

           “ก้อย มีผักอะไรมั่ง มีเท่าไหร่ ให้เอามา รับซื้อหมด” เพราะผักขาดตลาด

           “ก้อย ขอจองผักสักสองโล” เพื่อนโทรสั่งจอง บางรายให้เงินไว้ก่อนกันพลาด

ผักกาดกวางตุ้ง กิโลกรัมละ 20 บาท เพื่อนสั่ง 2 ก.ก. ก็ได้เงินมา 40 บาท

           แต่ก้อยก็ปลูกผักหมุนเวียนได้ไม่มากนัก เนื่องจากข้อจำกัดของพื้นที่และปัญหาเรื่องน้ำ จึงปลูกเท่าที่ทำได้ด้วยแรงกายที่นับวันจะถดถอยด้วยวัยห้าสิบตอนปลาย เมื่อได้เงินมาก็เอาไปซื้อข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมัน และปลาทู มาใส่ตู้เย็นไว้กิน แม้จะไม่ได้มีเงินมากมายจากการขายผัก แต่ก้อยก็ไม่เดือดร้อน และมีความสุขกับชีวิตที่ “พอเพียง” กับการปลูกต้นไม้ทุกวัน

           กระทั่งปี 2563 เปิดศักราชใหม่ ตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา ประเทศไทยก็เจอกับวิกฤตโรคระบาดโควิด -19 ที่ส่งผลให้ร้านค้า ห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ต้องปิดลงในช่วงมาตรการล็อกดาวน์ ทุกคนต้องช่วยกัน “อยู่กับบ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ผู้คนแห่ซื้อกักตุนอาหาร ร้านขายอาหารปิด รวมถึงร้านทำขนมข้าวต้มมัดที่เคยสั่งใบตองของก้อยก็หยุดขาย ทำให้ก้อยไม่ได้ขายใบตองช่วงโควิด แต่ก้อยยังคงใช้ชีวิตอย่างสมถะด้วย “เศรษฐกิจพอเพียง” ขายผัก หมาก พลู แลกกับไข่และปลาทุกวัน

          อยู่มาวันหนึ่งในเดือนเมษายนท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 หลานสาวของ “ป้าก้อย” ซึ่งทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ และกักตัวเองอยู่แต่ในหอพัก เห็นป้าก้อยกินข้าวกับปลาทอดในรูปที่ส่งไลน์ถึงกัน ในช่วงที่อยู่ห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ จึงไลน์บอกว่า

          “อยากกินปลาแดดเดียวบ้างจังเลย”

         ก้อยจึงไปซื้อปลาทูแขกมา 3 ก.ก. ลงมือทำปลาแดดเดียว

แล้วทอดส่งเป็นเสบียงไปให้หลานสาวกินในระหว่างช่วงที่ต้อง “อยู่กับบ้าน” หาซื้อของกินลำบาก

          จากนั้น ก้อยนำปลาแดดเดียวไปฝากเพื่อน ๆ ที่สั่งจองผักด้วย เมื่อเพื่อนได้ชิมปลาแดดเดียว เห็นว่าอร่อยมาก ก็เลยสั่งปลาแดดเดียว และบอกต่อๆ กัน ในที่สุดปลาแดดเดียวได้กลายเป็นอีกสินค้าที่ก้อยจะทำตามสั่งและส่งถึงบ้าน นอกเหนือจากการส่งผัก

             ด้วยการน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียง บวกกับความขยัน อดทน และลงมือทำ ก้อยไม่เดือดร้อนเลยในช่วงที่ใคร ๆ อาจโดนพิษเศรษฐกิจวิกฤตโควิด19 เล่นงาน ก้อยยังบอกด้วยว่า “ต้องขอบคุณโควิดที่ทำให้เกิดความคิดทำ “ปลาแดดเดียว” พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ขออย่างเดียว ให้ลงมือปฏิบัติทำ แล้วจะอยู่รอด”  

ขอขอบคุณเรื่องราวจากป้าก้อย และพื้นที่ดีๆ แห่งโอเคเนชั่น

 

โดย Chaoying

 

กลับไปที่ www.oknation.net