วันที่ พฤหัสบดี พฤษภาคม 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เจ้าสัวธนินท์ แนะรัฐพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ชูโมเดล ปลูกน้ำ-เกษตรผสม-การแพทย์


 

 

นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์(ซีพี) เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับการตอบกลับจากนายกรัฐมนตรี ที่ได้ขอความร่วมมือจากนักธุรกิจชั้นนำให้ร่วมช่วยชาติฝ่าวิกฤตโควิด-19 หลังจากที่เครือซีพีได้ส่งจดหมายชี้แจ้งถึงโครงการและข้อเสนอในมุมมองของเครือซีพี ซึ่งได้ระบุใน 3 ส่วน เรื่องการใช้งบประมาณ 700 ล้านบาทช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ อาหาร  และอื่นๆ  แต่อย่างไรก็ตาม อยากให้นายกรัฐมนตรีเรียกหารือเป็นรายบุคคลและองค์กรนั้นเพื่อได้มีเวลาในการนำเสนอในมุมมองต่างๆ  โดยนำเสนอโครงการที่เครือซีพีวางแผนดำเนินการเพิ่มเติม และเป็นหน่วยหนึ่งในการนำเสนอรัฐบาล ได้แก่ โครงการปลูกน้ำ โครงการเกษตรผสมผสาน โครงการแพลตฟอร์มออนไลน์ และโครงการวิจัยสู้ภัยโควิด-19 และ 6 มาตรการที่รัฐบาลควรให้การสนับสนุนและผลักดันให้เกิดขึ้นได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้การแพร่ระบาดโควิด-19 หมดลง คือ มาตรการด้านดิจิทัลในยุคนิวนอร์มอล มาตรการดึงดูดคนเก่งและผู้เชี่ยวชาญมาอยู่ในเมืองไทย มาตรการช่วยเหลือด้านการท่องเที่ยว สู่การศูนย์ศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพ มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้สูงขึ้น และ มาตรการปฎิรูประบบชลประทานให้ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกร 100%

 

นายธนินท์ กล่าวว่า โครงการที่เครือซีพีจะทำเพิ่มเติม จะเน้นในเรื่องการยกระดับรายได้เกษตรกรและสร้างความยั่งยืน โดยโครงการเกษตรผสมผสาน หรือ เกษตรผสมผสานในยุค 4.0 โดยจะขยายโครงการต้นแบบแนวคิด “3 ประโยชน์ 4 ประสาน”  เรื่องนี้ซีพีได้ทำจริงมีประสบการณ์มาแล้ว  ขณะนี้กำลังเลือก 2- 3 จังหวัดของไทย นำร่องทำเป็นโมเดลต้นแบบ เพื่อยกระดับเกษตรกรให้มีรายได้สูงอย่างยั่งยืน   ที่นำเสนอนายกรัฐมนตรีเพราะถือเป็นการฟื้นฟูเกษตรกรจากพิษเศรษฐกิจโรคระบาดโควิด-19  โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านเกษตรของซีพีมาต่อยอดและผลักดัน กำลังเลือกพื้นที่นำร่องในไทยอีก 3-4 แห่ง เริ่มจากเรื่องสุกร และไก่   

อีกโครงการคือ โครงการปลูกน้ำ เพื่อลดปัญหาด้านเกษตร 8 เรื่อง คือ

 

ทุกคนเข้าเมืองไม่มีใครทำการเกษตร ขณะนี้ชาวนาเฉลี่ยอายุ 55 ปี  โดยผลศึกษาพบว่าทั้งที่ไทยมีฝนตกต่อปีจำนวนมาก แต่เก็บในอ่างเก็บน้ำหรือเขื่อนทั้งประเทศเพียง 10%  ในแหล่งน้ำธรรมชาติอีก 28% แต่กลับปล่อยให้น้ำ 62% ไหลลงสู่ทะเล ขณะที่น้ำใต้ดินอีกจำนวนมากไหลลงสู่ทะเลเช่นกัน  หากมีการบริหารจัดการจะมีศักยภาพที่นำมาใช้ได้อีก 33% ซึ่งกำลังให้เกิดการรวมตัวของเกษตรกรเจ้าของที่ดินในพื้นที่ลุ่ม ขุดข่อกักน้ำ เพื่อใช้งานและจำหน่ายให้กับพื้นที่ใกล้เคียงเหมือนกับขายไฟฟ้า กำลังดูพื้นที่อยู่ 3-4 แห่งเป็นต้นแบบ

นายธนินท์ กล่าวว่า ผมเห็นด้วยที่รัฐบาลจะทยอยคลายล็อกประเทศ ทยอยให้ธุรกิจเปิดให้บริการอีกครั้ง เพราะการประกาศให้ธุรกิจหยุดชั่วคราว(ล็อกดาวน์)  ประมาณการมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อวันประมาณ 18,670 ล้านบาท ดังนั้น ปิด 1 เดือนเสียหายรวมประมาณ 4.5 แสนล้านบาทถึง 5 แสนล้านบาท  ปิด2 เดือนเสียหาย 1ล้านล้าน หากปิดอีก 1 เดือนเสียหายเพิ่มเป็น 1.5 ล้านล้าน หากธุรกิจเจ๊งเศรษฐกิจก็จะเสียหายหนัก นอกจากนี้ ได้ทำการประเมินว่ามูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อวันต่อจีดีพีด้านรายจ่ายจะเสียหายประมาณวันละ 15,010 ล้านบาท หรือ 32.5%ของจีดีพีต่อวัน ประเมินจากจีดีพีด้านผลผลิตจะเสียหมายประมาณวันละ 16,460 ล้านบาท หรือ 35.6% ของจีดีพีต่อวัน

“ สิ่งแรกที่เสนอรัฐบาลเพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็ว คือ การผลักดันการท่องเที่ยวทันที ผ่านมาตรการการท่องเที่ยวเที่ยวสู่การเป็นศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพ  ในช่วงนี้ เป้าหมายดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 5 ล้านคนมาใช้บริการทางการแพทย์ ประโยชน์ที่ได้รับ คือ สร้างตลาดการท่องเที่ยวใหม่ที่มีการใช้จ่ายสูงเฉลี่ย 200,000 บาทต่อคน สร้างรายได้ 1 ล้านล้านบาทต่อปี ผ่านมาตรการ ร่วมมือบริษัทท่องเที่ยว มาเก็บตัวในโรงแรม 5 ดาว แม้ใช้เวลา 14 วันเก็บตัว แต่ก็ได้พักผ่อนในไทย และ มาแบบเครื่องบินเหมาลำ  เน้นไปที่คนจีนที่มีรายได้สูง ที่อยากมาท่องเที่ยวและพักผ่อนในไทย เพราะเรามีความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ ทีมพยาบาลที่ดี มีโรงแรมที่พักที่ดี พร้อมกับการใช้โอกาสในการสร้างคนรุ่นใหม่ เปิดให้คนเก่งจากทั่วโลกมาทำงานไทย เปิดเงื่อนไขให้ลงทุนในไทยมากขึ้น เปิดให้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ โดยเครือซีพียังเน้นเรื่องการเกษตรและอาหาร ผ่านการพัฒนาและช่องทางค้าปลีกที่มีอยู่ โดยแนะให้ธุรกิจตอนนี้และหลังโควิดต้องใช้ทฤษฎี 3 สูง 1 ต่ำ คือ ลงทุนสูง คุณภาพสูง ประสิทธิภาพสูง แต่ต้นทุนต่ำ “ นายธนินท์ กล่าว

 

ที่มา มติชน

โดย ยี่สิบแปดกันยา

 

กลับไปที่ www.oknation.net