วันที่ พุธ มิถุนายน 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Egypt : หุบผากษัตริย์ (The Valley of the Kings)


Egypt : หุบผากษัตริย์ (The Valley of the Kings)


หุบผากษัตริย์ (The Valley of the King) ตั้งอยู่ที่เทือกเขาทีบัน บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ ฝั่งตรงข้ามกับเมืองธีปส์ หรือเมืองลักซอร์ในปัจจุบัน หลายคนรู้จักสถานที่นี้ว่าเป็น The crown of Thebes

หุบผากษัตริย์ (The Valley of the King) อยู่ในเขต West bank ของ Luxor… เป็นที่ฝังหลุมพระศพของฟาโรห์ 63 พระองค์ และราชวงศ์ในราชอาณาจักรใหม่ (ตั้งแต่ราชวงศ์ที่ 18 ถึง 20 ของอียิปต์โบราณ) รวมถึงยังมีสุสานของบุคคลสำคัญอีกหลายแห่ง มีห้องมากกว่า 120 ห้อง


จุดเริ่มต้นของการสร้างหุบผากษัตริย์ให้เป็นสุสาน เริ่มจากความคิดและการตัดสินใจของฟาร์โรห์ Thusmose I ซึ่งเป็นฟาร์โรห์องค์ที่ 3 จากราชวงศ์ที่ 18 ของอียิปต์ ที่จะแยกวิหารและสุสานของพระองค์ออกจากกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีพระประสงค์ที่จะฝังพระศพในที่ลับ ที่ใครก็เข้าไปไม่ถึง ซึ่งเป็นการยุติประเพณีที่มีมากว่า 1,700 ปีในตอนนั้น

Ineni สถาปนิกหลวงจึงสร้างทางลงใต้ดินแคบๆในหุบเขาที่ห่างไกล ขุดสร้างบันไดลึกลงไปในหุบหิน และสร้างที่ฝังพระศพ ซึ่งแนวทางนี้ถูกสืบสานในยุคของฟาร์โรห์องค์ต่อๆมา

Ineni ได้จารึกสลักข้อความเอาไว้ด้านในของโถงฝังศพว่า “I alone oversaw the construction of the rupestral tomb of His Majesty. No one saw anything; no one heard.” .. ผู้ที่เกี่ยวข้องในการสร้างสุสานก็คงจะถูกกำจัดเมื่อการสร้างและฝังพระศพเสร็จสิ้น


เมื่อสุสานได้รับการตกแต่งอย่างอลังการสมพระเกียรติ์ พระศพถูกฝัง และปิดสุสาน .. อาจจะไม่นานก็เกิดการปล้นสุสานเพื่อขนย้ายเอาสมบัติออกไป แม้แต่สิ่งที่เรียกว่า “Heart Scarab” ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกวางไว้ในตำแหน่งหัวใจของมัมมี่ เพื่อให้ผู้ตายได้ใช้ในวันที่มีการพิพากษา ก็ถูกปล้นไปด้วย

ในสมัยของฟาร์โรห์ Ramess .. นักบวชของวิหารเทพเจ้า Amon ในสมัยโบราณซึ่งเคยมีอำนาจรุ่งเรือง แต่อำนาจมิได้ยั่งยืน แต่นักบวชเหล่านี้ยังคงถวายความภักดีต่อฟาร์โรห์ จึงได้ย้ายร่างของฟาโรห์ไปฝังยังที่อื่นๆ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นหลายครั้ง เพื่อไม่ให้มีการรบกวนพระศพ .. มัมมี่ของฟาร์โรห์ ราเมสที่ 3 จึงถูกย้ายถึง 3 ครั้ง

ในที่สุดก็ตกลงกันว่า จะสร้างสุสานของฟาร์โรห์ในที่ที่ไม่มีใครสามารถเข้าถึงได้ขึ้นที่ Deir el-Bahari .. จากนั้นก็มีการขุดทางลงแคบๆลึกราว 12 เมตรลงไปใต้ดิน แล้วจึงขุดทางเดินที่ยาวไปยังห้องอีกห้องหนึ่งที่มีพื้นที่กว้างขวาง

เมื่อเตรียมการณ์เสร็จ .. ช่วงกลางคืน นักบวชได้นำร่างมัมมี่ของฟาร์โรห์หลายพระองค์จากที่ซ่อนมายังสถานที่นี้อย่างลับๆ มีเพียงคบไฟสลัวๆเป็นเครื่องนำทางสู่ถ้ำในสุสาน .. ร่างมัมมี่ฟาร์โรห์มาจากหลายยุค ทั้งเก่า ใหม่ ทั้งทรงอำนาจล้นฟ้าเมื่อยังมีชีวิต และฟาร์โรห์ที่ครองราชย์ในระยะเวลาสั้นๆ .. ตอนนี้ไม่มีอะไรที่แบ่งแยกแตกต่าง ทุกร่างมีป้ายติดไว้ที่พระศอ เพื่อประโยชน์ในการแยกแยะ

แต่ดูเหมือนพระประสงค์ของฟาโรห์ที่ต้องการจะเดินทางไปสู่โลกหลังความตายอย่างสุขสงบ จะไม่ได้รับการตอบสนอง ด้วยกาลต่อมาได้เกิดการปล้นสะดมสุสานเหล่านี้ เพื่อขนสมบัติที่ถูกฝังไปพร้อมกับร่างของฟาร์โรห์ และในบางกรณี ก็ยังมีการขุดค้นหาที่ตั้งของสุสาน จนถึงยุคปัจจุบัน ..

.. ร่างมัมมี่ถูกค้นพบ แม้จะถูกเก็บงำเป็นความลับระยะหนึ่ง แต่เมื่อมีการเปิดเผย มัมมี่ได้ถูกลำเลียงมาที่ไคโร ความสุขสงบที่มีพระประสงค์ในช่วงที่มีชีวิต ไม่ได้รับการตอบสนอง และไม่อาจเดินทางไปถึงที่หมายชั่วนิรันดร แม้หลังความตาย

ด้านหน้าทางเข้าสุสานฟาโรห์ เมื่อมองออกไปจะดูคล้ายปลายแหลมยอดพีรามิด เป็นการเลือกฮวงซุ้ยในการฝั่งศพให้คล้ายว่าฝังอยู่ใต้พีรามิด

ในสมัยอียิปต์โบราณ จะสร้างพีรามิดใหญ่โต ปิดทับที่ฝังศพของฟาโรห์และราชินี ยุคหลังใช้วิธีขุดลงไปในภูเขาหิน เป็นที่ฝังศพทั้งหุบเขา แยกเป็นหุบผากษัตริย์ หุบผาราชินี สุสานขุนนาง

แต่ละสุสานมีขนาดใหญ่เล็กต่างกันขึ้นอยู่กับระยะเวลาครองราชย์ สุสานเริ่มสร้างเมื่อฟาโรห์ครองราชย์ และปิดเมื่อฟาโรห์สิ้นพระชนม์

ภายในสุสานทั้งหมด นักท่องเที่ยวไม่สามารถเข้าชมได้ทั้งหมด ขึ้นอยู่กับว่าช่วงที่ไปเขาเปิดให้เข้าชมสุสานไหนได้บ้าง เพราะบางสุสานจะถูกปิดเพื่อทำการขุดค้นเพิ่มเติม นักท่องเที่ยวสามารถเลือกชมได้เพียง 3 สุสานเท่านั้น ส่วนจะเข้าชมสุสานใดได้บ้าง จะมีติดป้ายบอกไว้ตรงจุดชำระค่าเข้า

ด้านในของแต่ละสุสานก็จะมีความงดงามต่างกัน ตรงปากทางเข้าสุสาน จะมีป้ายแนะนำว่าแต่ละสุสานควรเข้าไปดูอะไรบ้าง แต่ถ้าหากว่านักท่องเที่ยวคนใดเข้า 3 สุสานแล้วยังไม่พอใจ สามารถจ่ายเงินเพิ่มที่จะเข้าไปชมสุสานอื่น ๆ ได้

สุสานตกแต่งด้วยภาพของเทพเจ้าอียิปต์และได้ให้ข้อมูลความเชื่อเกี่ยวกับพิธีศพในช่วงเวลานั้น สุสานทั้งหมดดูเหมือนจะถูกเปิด และมีการโจรกรรมวัตถุโบราณไปแล้ว แต่ก็ยังให้แนวคิดเกี่ยวกับความมั่งคั่งและอำนาจในการปกครองในยุคนั้น

http://phapoom.thaimultiply.com/photos/31123

 

การขุดค้นหุบเขากษัตริย์ Valley of the Kings

หุบเขากษัตริย์ Valley of the Kings เป็นที่ตั้งของสุสานหลวงของเหล่าบรรดาฟาโรห์ และเชื้อพระวงศ์ รวมถึงขุนนางผู้ทรงอิทธิพลในราชวงศ์ที่ 18 - 20

สุสานในหุบเขากษัตริย์นั้นถูกค้นพบมานานมากแล้วตั้งแต่ก่อนคริสตกาลราว 278 BC ซึ่งมีหลักฐานว่าถูกค้นพบแห่งแรกเป็นสุสานของรามเสสที่ 7

ปี ค.ศ. 1668 คุณพ่อชาลส์ ฟรานคอยส์ (Father Charles Francois) ได้มาเยือนหุบเขาแห่งนี้ แต่ท่านก็ไม่ได้มองเห็นถึงความสำคัญของสถานที่แห่งนี้มากนัก จนกระทั่งคุณพ่อโกลด ซีการ์ด (Father Claude Sicard) หัวหน้าบาทหลวงผู้เผยแผ่ศาสนาคริสต์นิกายเยซูอิทแห่งไคโร ท่านได้ทำการจดบันทึกถึงภาพเขียนสีในสุสาน 10 แห่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือสุสานของรามเสสที่ 4 (KV2) แต่บันทึกส่วนใหญ่ของท่านก็มาสูญหายไป

ต่อมาในปี ค.ศ. 1743 ชาวอังกฤษชื่อ ริชาร์ด โพคอร์ก (Richard Pococke) ได้บันทึกถึงสุสาน 18 แห่ง แต่เชื่อกันว่าสามารถเข้าไปได้ 9 แห่ง


ในปี ค.ศ. 1768 เจมส์ บรูซ (James Bruce) ชาวสก็อตแลนด์ ได้เข้าไปในสุสานรามเสสที่ 3 ซึ่งต่อมารู้ในอีกชื่อหนึ่งว่า “Bruce’s Tomb” และในปี ค.ศ. 1792 วิลเลียม จอร์จ บราวน์ (William George Brown) เขาได้เข้าไปในสำรวจสุสานอีกหลายแห่ง

ในปี ค.ศ. 1824 จอห์น การ์ดเนอร์ วิลกินสัน (John Gardner Wilkinson) ได้คิดตั้งรหัสเรียกสุสานหลวงเหล่านี้ขึ้นเป็นคนแรก โดยวิลกินสันได้กำหนดรหัสลงบนแผนที่ เริ่มตั้งแต่ KV1 – KV21 ซึ่งนักโบราณคดีที่เข้ามาขุดค้นในหุบเขากษัตริย์ในภายหลังได้เรียงลำดับสุสานต่อจากของวิลกินสันต่อเรื่อยมาจนถึงในปัจจุบัน


การค้นหาสุสานฟาโรห์ในหุบเขากษัตริย์ดำเนินต่อมาจนแทบจะเรียกได้ว่าหุบผาแห่งนี้ถูกขุดค้นจนพรุนไปหมด แต่คาร์เตอร์ยังคงเชื่อว่ามีสุสานฟาโรห์ที่ยังไม่ได้ถูกค้นพบเหลืออยู่ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือฟาโรห์ตุตันคาเมน และในปี ค.ศ. 1922 ภายใต้การสนับสนุนเงินทุนจาก ลอร์ด คาร์นาร์วอน (Lord Canarvon) เขาจึงได้ค้นพบสุสานของตุตันคาเมน (KV62)

ปี 2004-2005 ในวันที่ 10 มี.ค. 2005 จึงได้มีการค้นพบสุสานแห่งใหม่ในหุบเขากษัตริย์ ซึ่งกลุ่มผู้ค้นพบสุสานนี้คือทีมงานนักโบราณคดีจาก University of Memphis ประเทศอเมริกา นำโดยดร.ออตโต ชาเดน (Dr. Otto Schaden) สุสานที่เพิ่งค้นพบนี้ถูกเรียกว่า KV63 ภายในสุสานแห่งนี้มีมัมมี่ของสตรี ซึ่งสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นของ พระนางคิยา หนึ่งในมเหสีของ อัคเคนาเตน หรือไม่ก็ พระนางอังค์เซนอมุน มเหสีเอกของตุตันคาเมน

ในปี 2011 วงการโบราณคดีอียิปต์ก็ได้ขุดพบสุสานใหม่อีกแห่ง ซึ่งภายในสุสานแห่งนี้มีมัมมี่สตรีชื่อว่าเนห์เมส บาสเตต (Nehmes Bastet) นักร้องหญิงแห่งวิหารอมุนที่คาร์นัค ในสมัยราชวงศ์ที่ 22

More reading :

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=payaichow&month=19-11-2017&group=7&gblog=8

 

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net