วันที่ จันทร์ กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

VDO Clip: จริงลวงสรวงสวรรค์




" คลิ้ก play เพื่อเริ่มดู clip "

"ผมพยายามฝ้าสังเกตความเป็นไปของโลกโดยวิถีแห่งพุทธ โลกแห่งวัตถุและความว่างเปล่า ความสุขสมและความเศร้าสร้อย ความเรียบง่ายและความซับซ้อน ความสงบและความวุ่นวาย โลกที่เปิดกว้างให้เห็นความจริง/เท็จด้วยใจ เพราะสวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ" มนตรี เติมสมบัติ ศิลปินร่วมสมัย พูดถึงผลงานล่าสุดในนิทรรศการ 'Nirvana / Paradise : reality/ illusion, 2550' ที่เขาเลือกนำเสนอไอเดียเกี่ยวกับชีวิตในรอยต่อระหว่างวิถีทางแห่งพุทธะกับศาสนาคริสต์ โดยใช้สื่อแสดงด้วยตนเองในลักษณะหุ่นนิ่งบนหลังคาอาคารบ้านเรือน แล้วใช้กล้องดิจิทัลขนาดเล็กเก็บผลงานเป็นภาพถ่ายมานำเสนอ

มนตรี เติมสมบัติ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดนักออกแบบเสื้อผ้ารุ่นใหม่ ในงานแฟชั่นนานาชาติกรุงเทพฯ 2542 ก่อนจะหันเหแนวทางการแสดงออกมาสู่การทำงานศิลปะแสดงสดก่อนจะต่อเนื่องมาเป็นงานศิลปะจัดวาง (Installation) งานวิดีโอ อาร์ต งานศิลปะแบบผู้ชมมีส่วนร่วม และล่าสุด งานภาพถ่ายชุดนี้ ซึ่งเป็นผลงานที่สร้างสรรค์ระหว่างเป็นศิลปินในพำนัก ณ กรุงปารีส ฝรั่งเศส ช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคมที่ผ่านมา 

ปีค.ศ.2003 เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้รับเชิญเข้าร่วมเทศกาลศิลปะเวนิซ เบียนนาเล่ ครั้งที่ 50 มนตรีเป็นหนึ่งในศิลปินทีมชาติที่ไปนำเสนอผลงานในเทศกาลศิลปะครั้งนั้น โดยเขาเปลือยร่างท่อนบนเขียนตัวหนังสือเล็กๆ ลงไปจนเต็ม ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งทำสมาธิท่ามกลางกลุ่มคนที่เข้าชมเทศกาลศิลปะ ซึ่งนับเป็นการเริ่มต้นทำงานศิลปะที่มีพื้นฐานมาจากแนวคิดพุทธปรัชญาของมนตรี

"ก่อนหน้านั้นผมจะทำงานในประเด็นเกี่ยวกับสังคมบริโภค ทุนนิยม ความขัดแย้งในสังคมซึ่งเป็นเรื่องหนักมาก แล้วก็มารู้สึกว่าคนทำงานศิลปะเองก็ต้องการที่จะหลุดพ้นจากทุกข์ตรงนี้ อยากหาทางออก อยากปลดปล่อย ทำให้เริ่มกลับมามองตัวเอง ก็คิดว่าการตั้งสติ ทำสมาธิเป็นวิธีทดลองน่าจะมีคำตอบอะไรให้เรา ลองค้นหา เริ่มหันมาสนใจพุทธปรัชญาและการดำเนินชีวิตแบบพุทธ"

หลังกลับจากเวนิซ เขาแสดงผลงานอีกครั้งที่หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ โดยจัดพื้นที่ในห้องแสดงผลงานเป็นห้องอบสมุนไพรและห้องทำสมาธิให้ผู้ชมงานเข้าไปใช้ ก่อนจะพัฒนาต่อไปเป็นการสร้างผลงานห้องทำสมาธิพร้อมกับแสดงภาพวิดีโอที่มีตัวเขานั่งหันหน้าออกสู่ท้องทะเล แต่ตัดเสียงคลื่นทะเลออกและใส่เสียงลมหายใจของตัวเองที่มีจังหวะเดียวกับคลื่นทะเลเข้าไปแทน เพื่อสื่อสารกับผู้ชมงานถึงการทำสมาธิและการเผชิญความจริงในชีวิต 

จนมาถึงนิทรรศการล่าสุดครั้งนี้ เขานำแรงบันดาลใจจากพุทธปรัชญามาเชื่อมโยงเข้ากับความเชื่อในคริสต์ศาสนา แนวคิดเกี่ยวกับนิพพานและสวรรค์ ซึ่งล้วนมีอยู่ในตัวคนทุกคน เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า "สวรรค์ในอก นรกในใจ"

"เมื่อไหร่ที่เราเกิดสติปัญญา ความสงบ ก็คือสวรรค์ ก็คือความสุขที่แท้จริง แต่ในขณะเดียวกันบางคนอาจเชื่อว่าสวรรค์หรือนิพพานอาจจะเกิดหลังความตายซึ่งเราพิสูจน์ไม่ได้ ในงานชุดนี้ผมลองเอาตัวเองไปใส่ในคาแรคเตอร์ต่างๆ ที่ผมเลือกมาเพื่อทดลองจินตนาการและซึมซับความรู้สึกของสวรรค์ในแต่ละแบบ"

ครั้งนี้เป็นครั้งแรก เขาปรับเปลี่ยนวิธีการนำเสนอแนวคิด จากการทำงานศิลปะบนพื้นฐานของแฟชั่นและศิลปะการแสดงสด ศิลปะการจัดวางและวิดีโอ อาร์ต มาสู่การนำเสนอผลงานด้วยภาพถ่าย 

"ผมเริ่มจากการทำงานศิลปะการแสดงสด พอเสร็จจากการแสดงแล้วชุดที่ใช้ในการแสดงก็จะกลายเป็นตัวงานที่เอาไปนำเสนอแบบอินสตอลเลชั่น (ศิลปะการจัดวาง) อีกทีหนึ่ง แล้วก็จะมีการจัดแสดงวิดีโอหรือภาพนิ่งที่ถ่ายมาจากการแสดงสดบ้าง แต่ในนิทรรศการครั้งล่าสุดนี้เป็นช่วงที่ผมเดินทางไปต่างประเทศบ่อย ถ้าต้องจะขนชุดย้ายงานไปมาก็ไม่สะดวก ก็เลยแปลงตัวคอนเซปต์เป็นงานที่เคลื่อนย้ายได้ ใช้เครื่องมืออย่างกล้องดิจิทัลหรือคอมพิวเตอร์ที่นำไปทำงานไกลๆ ได้สะดวกขึ้น จนได้ข้อสรุปในการทำงานเป็นภาพถ่าย"

มนตรี เล่าอีกว่า ช่วงที่ไปเป็นศิลปินพำนักที่ฝรั่งเศส เขาไปพบเข้ากับหมู่บ้านเล็กๆ ชายฝั่งแอตแลนติกของฝรั่งเศส ก่อนจะติดต่อเจ้าของบ้านขอยืมพื้นที่บนหลังคาเป็นที่ทำงาน พร้อมกับยืมตัวเจ้าของบ้านมาทำหน้าที่ถ่ายภาพให้ด้วย

"ผมขึ้นไปบนหลังคาแล้วคิดว่าจะลองเล่นอะไรกับสิ่งที่ผมเห็นบนนั้น อย่างในภาพที่ชื่อว่า 'Sattellite#3' ซึ่งผมจินตนาการถึงไม้กางเขน เหมือนยืนอยู่บนไม้กางเขนแล้วก็เหมือนเป็นดาวเทียมส่งสัญญาณบางอย่าง ทุกๆ ภาพผมจะฉีกส่วนที่เป็นหน้าตัวเองออกเพื่อให้เกิดช่องว่างที่คนดูสามารถจะจินตนาการหน้าใครเข้าไปแทรกก็ได้ 

ถามว่าทำไมต้องขึ้นไปทำงานบนหลังคาบ้านเรือน เขาตอบว่า "ผมคุ้นเคยกับการปีนขึ้นไปนั่งเล่นบนหลังคาบ้านของผมในชนบท ชอบมองจากรอบๆ ตัวเองออกไปเรื่อยๆ ยังครอบครัว บ้านเรือน ถนน รถยนต์ ไร่สวน ลำธาร นาข้าว ภูเขา ก้อนเมฆ ฝูงนก และผีเสื้อ ชอบที่จะสูดอากาศหายใจอย่างช้าๆ และหวังให้อากาศนั้นนำพาผมให้หลุดพ้นไปจากโลก พอได้หลังคาถูกใจแล้วก็เอาตัวเราเข้าไปเป็น 'คน' ที่ผมนึกถึง บางภาพผมลองเป็นโมนาลิซา ผมรู้สึกว่าเธอเคยอยู่ในบรรยากาศของธรรมชาติที่แวดล้อมเธออยู่ในภาพ แต่แล้วเธอก็ต้องจากอิตาลีไปอยู่พิพิธภัณฑ์ที่ฝรั่งเศส มันเหมือนกับเป็นภาวะจำยอม ต้องยิ้มสู้แขกบ้านแขกเมือง ผมตีความว่าโมนาลิซาอาจจะอยากหลุดพ้นและหนีไปก็ได้"

นอกจากผลงานภาพถ่าย นิทรรศการครั้งนี้มีเซอร์ไพรส์เป็นผลงานจัดวาง 'Locket to Paradise' (I am my own charm) รับกระแสเครื่องรางของขลังในเมืองไทย ผนังอีกด้านของห้องแสดงจึงแขวนไว้ด้วยสายสร้อยเส้นยาวพร้อมกรอบพระเครื่อง แต่ที่อยู่ภายในกลับมิใช่หลวงพ่อวัดดังใด แต่เป็นภาพใบหน้าของมนตรีเอง

"ก่อนที่จะกลับกรุงเทพฯ ได้ข่าวกระแสคนไทยต้องการที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ตัวผมเองไม่กล้าตัดสินตรงนั้น แต่ถ้าเอาใจตัวเองไปใส่ไว้ในสถานการณ์ที่วิกฤติคงต้องตั้งสติ คิดวิธีว่าเราจะหลุดพ้นไปได้อย่างไร เลยเกิดแรงบันดาลใจว่าด้วยความเป็นชาวพุทธเราต้องมีสติ พอมีสติความสงบ สิ่งดีๆ มันคงเกิดจากข้างในเราก่อน ผมเลยคิดว่าเราน่าจะเป็นที่พึ่งของตัวเองได้ ด้านดีๆ ของศาสนาอยู่ในตัวทุกคนเท่าเทียมกัน ก็เลยลองเอาหน้าตัวเองใส่ไว้ในกรอบพระเครื่องเพื่อเตือนสติตัวเองว่าตัวเราเป็นที่พึ่งของตัวเอง ต้องมีสติแล้วความสงบจะเกิดขึ้น"

ก่อนจากมนตรีแย้มพรายให้ฟังว่า แต่ละภาพที่แสดงในงานนี้อาจจะนำไปขยายผลทำต่อเป็นซีรีส์ไปเรื่อยๆ ไม่แน่ว่าอาจจะทดลองจับความรู้สึกโมนาลิซาที่บินข้ามโลกมาลองนวดไทยบ้างก็เป็นได้

โดย thip_q

 

กลับไปที่ www.oknation.net