วันที่ อังคาร มกราคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ความเหมือนที่แตกต่าง ของที่มาวุฒิสมาชิก


กระแสการร่างรัฐธรรมนูญในขณะนี้ ภายหลังมีการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) และตั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแต่ละตำแหน่งเสร็จเรียบร้อย ก็ถึงเวลาที่จะลงมือจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแบบจริงๆ จังๆ เสียที ดูเหมือนการทำงานในครั้งนี้จะทำอย่างรวดเร็วและกระชับมากขึ้น ถึงขนาดมีบทลงโทษสำหรับคนที่ขาดประชุมเกิน 2 ครั้งว่าจะมีการลงประชามติโหวตออกเลยทีเดียว

จากเดิมที่คาดว่าประมาณปลายปี 2550 นี้ ร่างรัฐธรรมนูญจะเสร็จสมบูรณ์ และจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในต้นปี 2551 ข้างหน้า ปรากฏว่ามีกำหนดแน่นอนแล้วจะให้วันที่ 19 เมษายน หลังสงกรานต์นี้ ร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกจะแล้วเสร็จ และจะส่งให้องค์กรต่างๆ รวมถึงประชาชนได้ร่วมกันตรวจสอบว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นที่พึงพอใจหรือไม่ จะให้ สสร.ได้แก้ไขตรงส่วนใด

ส่วนร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่ได้ข้อยุติแล้ว คาดว่าจะเสร็จในวันที่ 9 มิถุนายน หรืออย่างช้าต้องเสร็จก่อนวันที่ 24 มิถุนายนนี้ ต่อจากนั้นก็จะเปิดให้ประชาชนลงประชามติ ว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ จากนั้นเชื่อว่าในเดือนกันยายน 2550 นี้จะจัดให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นทั่วประเทศได้

ประเด็นที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ เกี่ยวกับการยกร่างรัฐธรรมนูญ นั่นก็คือสัดส่วนวุฒิสมาชิก ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ซึ่งกระแสข่าวที่อ้างว่า พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี มีแนวคิดในการลดสัดส่วน ส.ส.ลงจากเดิม 500 คนเหลือเพียง 300 คนในสภา และที่มาของ ส.ว.เป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ว่าจะมาจากการเลือกตั้ง หรือการแต่งตั้งขึ้นมาเฉกเช่นในอดีต

ว่ากันว่ามี สสร.หลายฝ่าย ทั้งฝ่ายหัวอนุรักษ์ และฝ่ายหัวก้าวหน้า ต่างถกเถียงไปต่างๆ นานา เกี่ยวกับความเหมาะสมทั้งการปรับลด ส.ส. ซึ่งทำเอาบรรดานักเลือกตั้งทั้งหลายออกมาประท้วงกันเป็นแถว หรือจะเป็นที่มาของ ส.ว.ก็ยังเป็นประเด็นถกเถียงกัน เกี่ยวกับความเหมาะสมในการเปลี่ยนระบบจากเลือกตั้งเป็นแต่งตั้ง

การเปลี่ยน ส.ว.ไปสู่การแต่งตั้ง ฝ่ายหนึ่งอ้างว่าเพื่อหลีกเลี่ยงการแทรกแซง ของผู้ที่มีเงินและอำนาจทางการเมือง จนกลายเป็นฉายา “สภาเครือญาติ” หรือที่หนักกว่านี้ก็เป็น “สภาผัว-เมีย” ซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งมีอิทธิพลครอบงำประชาชนในพื้นที่ แต่ฝ่ายที่ออกมาต่อต้านเกรงว่าจะกลายเป็นสภาข้าราชการ โดยผู้แต่งตั้งหวังที่จะสืบทอดและครอบงำอำนาจ โดยอาศัยวุฒิสภานั่นเอง

ผู้สันทัดกรณีท่านหนึ่งกล่าวว่า แต่เดิมนั้น เรากำหนดให้วุฒิสภาเป็น “สภาพี่เลี้ยง” ของสภาผู้แทนราษฎร เพราะในยุคเริ่มแรกนั้น เชื่อกันว่าสภาผู้แทนราษฎรอาจจะยังใหม่ การทำงานจะดูไม่เรียบร้อย จำต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิมากลั่นกรองกฎหมายที่เสนอเข้าสภา ต่อมาก็พัฒนาอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาเข้ามามากมาย จนถึงสุดท้ายในยุคที่ผ่านมา ที่สมาชิกวุฒิสภาทำหน้าที่คานอำนาจจาก ส.ส. ปรากฎว่าแม้ ส.ว.จะมีอำนาจเพิ่มขึ้นมาก แต่กลับไม่มีประสิทธิภาพ และที่มาก็มาจากที่เดียวกัน นั่นคือการเลือกตั้งโดยอาศัยภูมิประเทศ เป็นตัวแบ่งแยกเขต

ทางออกที่ดีที่สุดเกี่ยวกับปัญหาที่มาของ ส.ส.หรือ ส.ว.ก็คือ “การเลือกตั้ง” เพียงแต่ปรับปรุงระบบเลือกตั้ง คุณสมบัติ และบทบาทใหม่ให้มีความเข้มแข็ง คือ การห้ามมิให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งในสภาหนึ่งสภาใดไปสมัครรับเลือกตั้งในอีกสภาหนึ่ง การขยายเขตเลือกตั้งให้ใหญ่กว่าจังหวัด โดยอาจเป็นกลุ่มจังหวัด และยกเลิกอำนาจในเรื่องการถอดถอนแต่งตั้งองค์กรอิสระ เพราะเป็นเหตุจูงใจให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงครอบงำวุฒิสภา

ศ.ดร.สมบัติ จันทรวงศ์ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นถึงระบบเลือกตั้งปี 2550 ผ่านทางนิตยสารออนไลน์โอเพ่น กล่าวถึงข้อสังเกตเกี่ยวกับการออกแบบระบบเลือกตั้งใหม่ ซึ่งมองว่าวุฒิสภาไม่มีประโยชน์ เพราะหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายก็ยังเป็นหน้าที่ของสภาอยู่ และศักดิ์ศรีของ ส.ส.สูงกว่า เพราะประธานรัฐสภาก็มาจากประธานสภาผู้แทนราษฎร ส.ว.ถ้าทำเพียงแค่แก้ร่างกฎหมาย แล้วกลับไปให้ ส.ส.พิจารณาแล้วยังยืนยัน ท้ายสุด ส.ว.ก็ไม่มีความหมายอะไร
 
“วุฒิสภา ถามว่ามีไว้เพื่ออะไร ถ้ามีไว้เพื่อกลั่นกรอง แปลว่า ส.ส. ไร้วุฒิภาวะหรือ ถึงต้องมีสภาพี่เลี้ยง ผมว่าเราต้องพูดตรงไปตรงมาเลยว่าจะเอาวุฒิสภาไว้ทำไม ในอดีตสมาชิกวุฒิสภาชุดแต่งตั้งมีเอาไว้เพื่อเป็นฐานรองรับข้าราชการ เพื่อให้เขามีอำนาจ ถ้าเขาไม่มีบทบาทเล่นทางสภาเขาก็ไปเล่นทางอื่น นี่ถ้ามีวุฒิแต่งตั้ง เผลอๆ 19 กันยาไม่เกิด”

ผู้สันทัดกรณีอีกรายหนึ่ง อธิบายถึงกฎเกณฑ์ควบคุมที่มาและระเบียบต่างๆ ของการได้มาซึ่ง ส.ว.นั้น กล่าวว่า คงจะต้องเข้มงวดกว่าเก่าอีกมาก เพื่อหนีสภาพสภาผัวเมีย หนีอิทธิพลในท้องถิ่นที่ครอบงำประชาชนอยู่ ไม่แต่ ส.ว.เท่านั้น ส.ส.ก็ต้องออกกฎเกณฑ์ให้ปราศจากอิทธิพลของผู้มีเงินและอำนาจ ไม่ให้แอบแฝงเข้ามาได้

“เราต้องยอมรับความจริงกันว่า คนไทยนั้นแบ่งออกเป็นสามพวก พวกหนึ่งฉวยโอกาส และหาจังหวะที่จะมาปกครอง อีกพวกหนึ่งก็คอยรับเงินจากพวกแรก ใครจ่ายมากกว่าก็ชนะ พวกสุดท้ายพยายามทำให้บ้านเมืองดี พยายามบอกให้พวกอื่นรู้ว่า ประเทศจะไปรอด ต้องเลือกคนดีเข้ามา แต่พวกสุดท้ายก็มีน้อยนิด”

เขาเห็นว่า นี่เป็นความยากลำบากตลอด 75 ปีของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนไทยส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจถึงการเมืองการปกครองอย่างแท้จริง ผู้แทนราษฎรที่จะเข้าไปเป็นปากเป็นเสียงของตนเองนั้น กลับกลายเป็นคนที่จ่ายให้มากที่สุด ภาพโดยรวมของสภาจึงกลายเป็นแหล่งรวมของคนที่มีโอกาส อำนาจ และอิทธิพลในสังคมจากแหล่งต่างๆ ที่มุ่งเข้ามารักษาและหาผลประโยชน์ให้แก่ตนรวมตัวกัน

“ไม่ว่า ส.ส.หรือ ส.ว.รับรองได้ว่า ถึงจะเปลี่ยนรูปแบบที่มาที่ไปก็ตาม หากมาในรูปแบบเดิม ก็เข้าสู่วังวนเหมือนเดิม”

ปัญหาที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ผ่านมานั้น มีอยู่ฝ่ายหนึ่งคิดว่าคงจะต้องมองที่ต้นเหตุ นั่นก็คือการเลือกตั้ง วิธีการเลือกตั้งที่ประเทศไทยนำมาใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ เป็นวิธีการเลือกตั้งตามภูมิศาสตร์ นั่นคือแบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนๆ ตามแต่จะตกลงกัน ประชาชนมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตใด ก็ออกเสียงเลือกผู้แทนราษฎรในเขตนั้น ผู้แทนราษฎรก็ต้องมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตนั้น เป็นหลักการที่เราใช้กัน

ปัญหาก็คือ ประชาชนมีชื่อและทะเบียนราษฎรอยู่ในเขต แต่ตัวไม่ได้อยู่จริง รวมไปถึงผู้แทนก็เช่นกัน  บทสรุปของปัญหาข้อแรกก็คือ ที่เลือกเข้ามาแต่ละคน มันไม่ใช่ผู้แทนจริงๆ เป็นส่วนใหญ่  เป็นคนที่มีเงินมีอิทธิพลเข้าไปยึดพื้นที่นั้นเป็นฐานเสียง อีกประการก็คือ ผู้แทนราษฎรนั้น เป็นผู้แทนที่ไม่ได้มีความรู้สึกผูกพันกับคนเลือกเข้ามา มีเพียงแค่ทั้งคนเลือกและคนถูกเลือก มีตัวอักษรบันทึกไว้ในเอกสารของกรมการปกครองว่า เป็นพลเมืองในพื้นที่นั้น  ผลก็คือ เลือกแล้วก็แล้วกัน ต่างคนต่างแยกทาง เลือกครั้งใหม่ก็มาเจอกันใหม่

และบรรดาผู้เสนอตัวเป็นผู้แทนราษฎรนั้น มีข้อสังเกตว่า ส่วนใหญ่แต่ละคนเข้ามาเพื่อ “หาผลประโยชน์ส่วนตน” หากนับจำนวนผู้แทนราษฎรเท่าที่เคยมีมาทั้งหมดตั้งแต่ในอดีตแล้ว เชื่อว่าน่าจะมีไม่กี่คน ที่เข้ามาโดยไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับไป ที่ว่าติดไม้ติดมือกลับไปนั้น ติดกลับไปโดยมิชอบ

“เลือกอีก ก็เป็นเช่นนั้นอีก เขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากผู้แทนเป็นผู้แทนของพื้นที่ ตามทะเบียนราษฎร มันก็จะเป็นเช่นนั้นอีก วนเวียนไม่รู้จักจบ มันก็เข้ามาโกงกันอีก แล้วจบที่ปฏิวัติอีก…”

และนี่ก็คือส่วนหนึ่งของความแตกต่าง เป็นสีสันของระบอบประชาธิปไตย ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่ามกลางความสวยงามนั้น ในสายตาประชาชนทั่วไปยังเป็นเรื่องที่สับสนจนเบือนหน้าหนี คิดว่าในช่วงระยะเวลานี้ การร่างรัฐธรรมนูญน่าจะมีประเด็นใหม่ๆ ขึ้นมาให้ได้ขบคิดกันตลอดระนะเวลา 3-4 เดือนนับจากนี้ไป

โดย kittinunn

 

กลับไปที่ www.oknation.net