วันที่ พฤหัสบดี มิถุนายน 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทำความรู้จัก โครงการปลูกน้ำ โมเดลโดยเจ้าสัวธนินท์ ชี้ช่องทางรวยเกษตรกรไทย


 

ขายน้ำรวยกว่าทำนา ... ถ้ามีคนมาพูดประโยคนี้กับคุณ คุณจะเชื่อมั้ย ? คำกล่าวนี้เป็นการบอกเล่าเกี่ยวกับโครงการด้านเกษตรกรรม ที่เจ้าสัวธนินท์​ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส กลุ่มซีพีได้เคยออกมาบอกเล่าที่มาที่ไปของโครงการ "ปลูกน้ำ"  ที่เจ้าสัวได้เสนอผ่านจดหมายตอบนายกรัฐมนตรีเมื่อครั้งที่นายกมีจดหมายส่งมาขอคำแนะนำในการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤติโควิด19 โดยเจ้าสัวเล่าถึงที่มาของวิธีคิดในการแก้ไขปัญหาแหล่งน้ำของประเทศไทยไว้อย่างน่าสนใจว่า  

"คนขายน้ำรวยกว่าทำนาอีก ต่อไปขายน้ำให้เกษตรกร เหมือนขายไฟฟ้าให้ชาวบ้าน เอาน้ำไปสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างมูลค่าเพิ่ม ได้ผลตอบแทน  พื้นที่ไหนน้ำท่วมทุกปี ขุดบึง ขุดสระ เอาดินไปขายได้ เลี้ยงปลาได้ ทำรีสอร์ท พื้นที่โดยรอบก็ได้ประโยชน์จากน้ำบาดาลที่เกิดขึ้น สร้างมูลค่าเพิ่มให้บริเวณนั้น เรียกว่าพื้นที่ลุ่มที่ต่ำ ทำการเกษตรยาก ขุดสระ ขุดบึง ทำอ่างเก็บน้ำ โดยทำให้ใหญ่ ไม่ทำเล็ก ได้ประโยชน์มากกว่า

โครงการปลูกน้ำ เกิดจากความคิดของเจ้าสัวที่ว่า ประเทศไทยไม่ใช่เป็นแค่อู่ข้าวอู่น้ำของคนไทย แต่ได้พัฒนาจนกลายเป็นผู้นำการผลิตอาหารให้แก่ชาวโลก แต่เพราะปัญหาด้านภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลง ภัยแล้ง โลกร้อน อากาศแปรปวน ได้บั่นทอนทรัพยากรน้ำอันเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งในการสร้างผลผลิตการเกษตร


ในแต่ละปีประเทศไทยต้องประสบปัญหาน้ำแล้งและน้ำท่วมซ้ำซาก เพราะไม่สามารถจัดสรรงบประมาณบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เพียงพอและเหมาะสมเพื่อแก้ปัญหาให้จบสิ้นและเบ็ดเสร็จถาวรได้ ซ้ำร้ายแม่น้ำโขงซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญของหลายประเทศ ก็ถูกประเทศต้นน้ำสร้างเขื่อนขึ้นมากกว่า 11 แห่ง และยังคงสร้างเขื่อนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศปลายน้ำเช่นประเทศไทย ซึ่งมีระบบชลประทานครอบคลุมเพียง 30% ของเนื้อที่ ถูกลดทอนความมั่นคงของประเทศและความสามารถด้านการผลิตอาหารลงไปเรื่อยๆโดยปริยาย ส่งผลให้พี่น้องเกษตรกรมีหนี้สินล้นพ้นตัว ยากจนอย่างไม่มีวันสิ้นสุด ถูกบีบคั้นอย่างไม่มีทางออก จะจัดแบ่งที่ทำกินให้ลูกหลานทำต่อ ก็ทำให้แปลงเล็กลงและต้นทุนก้าวกระโดดขึ้น จนขาดทุนทำการเกษตรไม่ได้ ทำให้ลูกหลานเกษตรกรต้องอพยพเข้าเมือง หนีจากภาคเกษตรซึ่งขาดแรงจูงใจดูดรั้งให้เกิดเกษตรกรรุ่นใหม่มาทดแทนรุ่นปัจจุบัน ที่มีอายุเฉลี่ยกว่า 58 ปีได้ ด้วยเหตุผลที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ ปัญหาทรัพยากรน้ำจึงจำเป็นต้องถูกแก้ไขเป็นการเร่งด่วนที่สุด

 

นอกจากความท้าทายที่เกิดขึ้นจากปัจจัยน้ำที่ได้กล่าวไปแล้ว ผลิตผลข้าวก็มีปัญหาในตัวเอง คือ ในตลาดโลกการผลิตข้าวมีปริมาณมากกว่าความต้องการข้าวอย่างต่อเนื่องมาเป็นหลายทศวรรษหลังการยุติของสงครามเย็น ทำให้ราคาข้าวตกต่ำมาโดยตลอด เฉพาะประเทศที่สามารถพัฒนาการปลูกข้าวไปสู่อุตสาหกรรมข้าวครบวงจร คือสามารถบริหารจัดการผ่านสหกรณ์ที่มีประสิทธิภาพ ดำเนินการตั้งแต่ต้นทางคือปลูกข้าวบนพื้นที่ๆเป็นแปลงติดกันขนาดใหญ่มาก ใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีชั้นสูงแทนแรงงานคน ก็จะสามารถลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลงได้อย่างมาก จนสามารถแข่งขันทำกำไรในราคาที่ตกต่ำได้

แต่สำหรับประเทศกำลังพัฒนา เช่นประเทศไทย ที่ยังใช้วิธีดั้งเดิมผ่านชาวนาเกษตรกรรายย่อย ก็ต้องประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนักและต่อเนื่องโดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ทำให้ภาครัฐบาลมีความจำเป็นต้องนำวิธีการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน เช่น การประกันราคาข้าว การจำนำข้าว และการพักชำระหนี้ ซึ่งมิใช่การแก้ปัญหาจริงแต่เป็นเพียงการซื้อเวลาการแก้ปัญหาออกไป

แม้การจะแก้ปัญหาโดยการกำหนดให้ชาวนาเปลี่ยนไปปลูกพืชมูลค่าสูงอื่นๆ ที่เป็นที่ต้องการของตลาด เช่น ไม้ผลและไม้ยืนต้น แต่ก็ต้องใช้เวลารอผลผลิตหลังปลูกไม่ต่ำกว่า 3 ถึง 5 ปี ระหว่างนั้นชาวนาจะมีรายได้เลี้ยงชีพอย่างไร? ปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจการเกษตรที่ได้กล่าวมานี้จะถูกแก้ไข ผ่านแผนยุทธการถ่าย “ปลูกน้ำ” ซึ่งซีพีได้ทำการศึกษามาระยะหนึ่งแล้ว เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งน้ำ ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกรรมของเกษตรกรไทยให้มากที่สุด

หากโครงการดังกล่าวสามารถทำได้จริงและประสบความสำเร็จ รัฐสามารถนำแนวคิดนี้มาเป็นโมเดลในการจัดการปัญหาแหล่งน้ำทั่วประเทศเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาแหล่งน้ำให้เกษตรกรได้อย่างยั่งยืน   

 

 

 

 

 

โดย ยี่สิบแปดกันยา

 

กลับไปที่ www.oknation.net