วันที่ อังคาร มิถุนายน 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

วิ่ ง ขึ้ น ภู ก ร ะ ดึ ง


 

ผมลงวิ่งเทรลรายการที่ 2 ที่แม่กำปอง ระยะ 30 กิโลในปี 2019  ตอนนั้นเพิ่งหัดวิ่งเทรล ไปลงครั้งแรกที่อ่างเก็บน้ำวังบอน ระยะ12 กิโลเมตร วิ่งแล้วก็รู้สึกสนุกดี มันกว่าวิ่งยาวบนถนน เพราะมีเส้นทางบุกป่าฝ่าดง บางช่วงวิ่งขึ้น บางช่วงวิ่งลง วิ่งไม่ไหวเดินบ้างก็ได้ อากาศก็ไม่ร้อนมากนัก วิ่งแล้วก็ติดใจ ลงรายการที่สองต่อทันที

วิ่งใหม่ ๆ ก็ต้องลงระยะสั้น ๆ เอาไว้ก่อน เพราะไม่รู้สภาพร่างกายและความฟิตของตัวเอง ฟูลมาราธอนก็ยังไม่จบ  พอลงแล้วก็ต้องหาที่ซ้อม วิ่่งใหม่ ๆ ไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราว ซ้อมยังไงก็ไม่มีใครช่วยสอน ตอนนั้นเพิ่งรู้จักกับบอย เขาถามว่า ลงเทรลไว้กี่กิโล บอกว่า สามสิบ เขาว่ามีที่ซ้อมหรือยัง บอกว่ายังเลย เขาว่า ไปซ้อมวิ่งขึ้นภูกระดึงกันไหม นั่งรถทัวร์ไปลงที่ผานกเค้าตอนเช้า และนั่งรถแดงไปที่ภูกระดึง รอเขาเปิดตอนเจ็ดโมงเช้า เราเตรียมตัววิ่งเลย ผมก็ไม่คิดมาก ตอบว่า เอา ๆ ลองดู

ภูกระดึงนี่ได้ยินชื่อมานาน ไม่เคยไป เคยแต่อ่านจากหนังสือที่เขาเขียนบอกว่า ขึ้นลงยาก เพราะเป็นภูเขาสูงชัน ตอนนั้นได้อ่านสารคดีของอาจารย์ชมัยภร แสงกระจ่าง ที่เขียนลงในสกุลไทย รู้ว่าอาจารย์เพิ่งไปเดินขึ้นภูมา อ่านแล้วก็คิดว่า อาจารย์เดินขึ้นได้ ทำไมเราถึงจะขึ้นไม่ได้ แต่มาคิดอีกที ที่บอยชวนนี่ไม่ได้ชวนไปเดิน แต่ชวนไปวิ่ง ผมก็คิดอีก ลองวิ่งก็ดี ลงเทรลที่แม่กำปองไว้แล้ว อ่านจากรีวิวว่าเส้นทางโหด ต้องป่ายปีน คลานสี่ตีนกันวุ่นวาย เราซ้อมให้หนักไว้ก็ดีเหมือนกัน เมื่อถึงตอนลงสนามจริงจะได้ไม่ต้องบ่นว่า ซ้อมน้อยหรือซ้อมไม่พอ

ถึงวันไป นัดบอยที่หมอชิต นั่งรถปรับอากาศที่ตรงไปจังหวัดเลย เราตีตั่วลงที่ผานกเค้า รถถึงราวตีห้า รอรถแดงอีกชั่วโมงกว่า ไปถึงหน้าด่าน รออีกหนึ่งชั่วโมงกว่าจะซื้อตั๋ว เตรียมตัว เอาของฝากไว้ที่ร้านค้า สวมแต่ชุดวิ่ง สวมหมวก สวมแว่นกันแดด ตอนนั้นไม่โพลก็ยังไม่รู้จัก บอยขอให้หยิบไม้ไผ่ที่เขาวางเตรียมไว้ติดมือไปอันหนึ่ง เขาบอกว่ามันช่วยได้เยอะ ตอนนั้นเป้น้ำก็ยังไม่ได้ซื้อ รองเท้าเทรลก็ยังไม่มี ถามบอยแล้วว่า เป็นไรไหม เขาว่าไม่เป็น แต่ต้องระวังนิดหนึ่ง รองเท้าวิ่งธรรมดามันอาจจะลื่นได้ 

บอยเอาครีมกันแดดมาทาแขนทาขาให้ แล้วก็บอกว่าให้โปะไปที่หน้าเยอะ ๆ หน่อย อย่าทาสูงกว่าคิ้ว เพราะเวลาเหงื่อไหลมันจะย้อยลงมาเข้าตา ทำให้ตาแสบได้ เขาให้ผมไปยืดเหยียดและวอล์มอัพอยู่เกือบสิบห้านาที

ระหว่างนั้นผมก็เห็นผู้คนเริ่มออกเดินขึ้นภูกันทีละกลุ่มสองกลุ่ม บางคนมาเป็นคู่ เดินตัวปลิวขึ้นไป ส่วนข้าวของเครื่องใช้นั้นเอาไปให้ลูกหาบจัดการแบกขึ้นไปแทน บอยว่า ค่าแบกเขาคิดโลละสามสิบบาท น้ำดื่มเขาขายขวดละ 60 ขวดเล็ก30 ค่าตั๋วเข้าคนละสี่สิบ เมื่อผมไม่มีเป้หลังใส่ถุงน้ำ บอยถามว่า ดื่มกับเขาได้ไหม ผมว่าได้ เขามีขวดน้ำพลาสติกสีขาวขุ่นของนักวิ่งแบบพับได้มาขวดหนึ่ง เอามากรอกน้ำใส่จนเต็ม เตรียมใส่เป้หลังของตัวเองไว้ให้ผม เขาว่า วันไปวิ่งจริง ก็ต้องไปหาซื้อเป้น้ำไว้ เป็นอุปกรณ์บังคับที่สำคัญของนักวิ่งเทรลทุกคน ผมถามว่า ซื้อได้ที่ไหน เขาว่าสั่งทางออนไลน์หรือไม่ก็ไปดูได้ที่ร้านดีแคทล่อน ราคาก็ตกประมาณสองพันบาท มีถุงน้ำและนกหวีดแถมมาให้ด้วย ผมยังอุตส่าห์ถามว่า นกหวีดมีไว้ทำไม เขาบอกว่า เอาไว้เป่าขอความช่วยเหลือ ตอนที่เราวิ่งแล้วตกไหล่ทาง ตกเหว ขาพลิก ขาหักอะไรพวกนี้

เตรียมตัวเรียบร้อย บอยก็ออกวิ่งน้ำหน้า แต่เส้นทางนั้นไม่น่าวิ่งเอาเสียเลย คนก็เยอะ แถมทางก็ชัน ผมจึงได้แต่ไต่ไปช้า ๆ ไม่ทันถึงซ้ำแฮก ผมก็หมดแรงข้าวต้ม หน้ามืด เหงื่อนทั่วหน้า เปียกไปถึงฝ่ามือ บอยหันมาถามว่าไหวไหม ผมบอกว่าไม่ไหว ขอเดินได้ไหม เขาว่าได้ แต่เดินให้เร็ว ๆ ตรงไหนวิ่งได้ก็วิ่ง ช่วงไหนวิ่งไม่ได้ก็เดิน

ถึงซ้ำแฮกผมก็อยากจะนอนขึ้นมาทันที หยุดดื่มน้ำ และซื้อน้ำมาเติมใส่ขวด ที่เหลืออยากจะเอาราดหัว แต่นึกขึ้นได้ว่า มันเป็นของแพง ของหายาก ก็เลยยั้งเอาไว้ทัน บอยว่าให้ไปที่ห้องน้ำ แล้วตักน้ำในตุ่มมาราดหัวได้เลย ผมเข้าไปฉี่และพิจารณาสภาพจิตใจตัวเอง รู้สึกว่า ความคึกคักมันค่อย ๆ หายไปจนแทบไม่เหลือ ถ้ามาคนเดียว ผมคิดว่า คงถอยกลับ และไปวางแผนเรื่องการซ้อมใหม่ วิ่งขึ้นภูกระดึงแบบนี้ไม่ใช่ของสนุกเลย

บอยบอกให้วิ่งต่อ ผมพยักหน้าทำเป็นสู้ ทั้ง ๆ ที่ไม่วิ่งไม่ไหวแล้ว ถามเขาว่า อีกไกลไหม เขาบอกว่าอีกไกล ต้องวิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ไปประมาณ 5.5 กิโล ผมคำนวนดู 5กิโลครึ่ง ถ้าเป็นทางราบคงไม่เท่าไร เคยวิ่งจบฮาร์ฟมาราธอน21 กิโลมาแล้ว 5.5 กิโลนี่ถือว่าเป็นระยะเริ่มต้น  แต่วิ่งขึ้นเขานี่กิโลเดียวก็เล่นเอาหมดแรง

วิ่งไปจนถึงซำนอน พวกนักท่องเที่ยวพูดตามหลังกันว่า ดูนักวิ่งสองคนนั้นสิบ้าจัง แค่เดินขึ้นก็ยากแล้ว นี่ดันวิ่งขึ้นอีก ผมได้ยินเต็มสองหู และรู้สึกว่า เราบ้าจริง ๆ แค่เดินขึ้นก็จะเป็นจะตาย แต่ดันวิ่งขึ้น คนดี ๆ ที่ไหนเขาจะทำกัน ผมเรียก บอย ๆ เขาหยุดรอ และหันมามอง ไหวไหม ผมตอบตามตรงว่าไม่ไหว เขาว่างั้นเดินกัน

ผมเอาไม้ไผ่เป็นไม้เท้า กดลงไปบนพื้นและดันตัวไปข้างหน้า ก้าวแล้วก้าวเล่า ผมถามว่า บอยเคยมาวิ่งไหม เขาบอกว่าเคยมาเดิน แต่เขายืนยันว่า มีนักวิ่งมาซ้อมกันเยอะแยะ เดี๋ยวสาย ๆ ก็จะเห็นนักวิ่งวิ่งสวนลงมา ผมพยักหน้า ทำเป็นเข้าใจ และคิดไปเรื่อยเปื่อย ว่าไม่น่าเลย ไม่น่าหาเรื่องยุ่งยากลำบากใส่ตัว ไปสมัครวิ่งทำไมก็ไม่รู้ สมัครแล้วก็ต้องซ้อม ถ้าไม่ซ้อมก็วิ่งไม่ไหว เผลอหัวใจทำงานหนักเกิน ช็อคตายเอาได้ง่าย ๆ  ผมหอบแฮก ๆ ไปจนถึงซ้ำกอซาง หยุดให้น้ำตัวเองอีกหน พักห้อยขาอยู่ประมาณสิบนาที กินแตงโมชิ้นหนึ่งสามสิบบาท และก็วิ่งต่อ (เดินเร็ว)

บอยว่านักท่องเที่ยวจะใช้เวลาเดินประมาณ 5 หรือหกชั่วโมง กว่าจะถึงหลังแป ผมถามว่าอะไรคือหลังแป เขาว่า เส้นทางสุดท้าย ก่อนที่จะเป็นทางราบเดินไปยังที่ทำการอุทยานอีกประมาณ3.5 กิโล ผมคำนวนอยู่ในใจ 3.5 กิโล ถ้าวิ่งช้า ๆ ก็อาจต้องใช้เวลาประมาณ ครึ่งชั่วโมงหรือสี่สิบห้านาที แต่ถ้าเราหมดแรงตั้งแต่วิ่งขึ้นเขาแล้ว 3.5 กิโลนี่อาจจะต้องใช้เวลาชั่วโมงหนึ่งก็ได้

บอยเดินนำหน้า ช่วงไหนที่พอจะเป็นทางราบหรือไม่ชันมากนักเขาก็วิ่งและกวักมือเรียกให้ผมวิ่งตาม เขาว่า อย่าปล่อยให้ความกลัวครอบงำความรู้สึก วิ่งได้ก็ต้องวิ่ง วิ่งไม่ได้ค่อยเดิน

ผมทำตามเขาอย่างไม่เต็มใจ แต่ผมก็วิ่งไปจนถึงซ้ำแคร่ ตอนนั้นใช้เวลาไปแล้วสามชั่วโมง เป็นสามชั่วโมงที่ผมคิดถึงการหยุดเป็นล้านหน หยุดแล้วนอน นอนแล้วก็กลับ ผมจะไม่วิ่งต่ออีก ให้กิโลละล้านก็จะไม่วิ่ง แต่นั่นเป็นแค่ความคิด ในขณะที่ขาสองข้างของผมก็วิ่งบ้างเดินบ้างตามบอยไปเรื่อย ๆ

จนกระทั่งขีดแห่งความอดทนสุดท้ายหมดลงที่จุดจะต้องปีนบันไดขึ้นไปยังหลังแป ผมพูดสั้น ๆ ว่าไม่ไหวแล้ว ยอมแพ้ ขอกลับเลยได้ไหม บอยว่า ถึงแล้ว ปีนบันไดนี่ขึ้นไปก็ถึงแล้ว จากนั้นพี่จะนอนพักสักตื่นก็ได้ ใจผมชื้นขึ้นมาทันที

บนหลังแปมีต้นเมเปิลใบสีแดงร่วงหล่นอยู่เต็มพื้น นักท่องเที่ยวกำลังแย่งกันถ่ายรูป พระอาทิตย์ส่องต้องมากระทบยอดไม้ อากาศเย็นสบาล ลมพัดมาเบา ๆ ผมรู้สึกเหมือนได้อยู่บนสวรรค์ มันให้ความรู้สึกที่สุดยอดมาก ใจหนึ่งอยากจะขอบคุณตัวเอง แต่ใจหนึ่งคิดว่าขอบคุณบอยดีกว่า ถ้าเขาไม่ชวนมาซ้อม ผมก็คงไม่รู้สึกได้ถึงความสุขขนาดนี้ สุขที่ได้วิ่งมาถึง สุขที่ทำได้ สุขที่ได้เห็นความสวยงามของธรรมชาติ สุขไปแทบทุกส่วนของร่่างกาย ผมเดินแบบกระปรกกระเปรี้ยไปนั่งอยู่ใต้ต้นเมเปิ้ล ยอดแข้ง ยืดขา ดื่มน้ำ ทำท่าอยากจะนอนแผ่บนสนามหญ้า แต่บอยว่า อย่านอน และอย่างนั่งนาน ให้ลุกขึ้นมายืดเหยียดทันที เดินช้า ๆ ทำคูลดาวน์ เพื่อให้ร่างกายปรับสภาพกลับมาเป็นปกติ เขาบอกว่า ร่างกายเราก็เหมือนเครื่องยนต์ วิ่งมานาน ๆ แล้วดับเครื่องทันที เครื่องก็อาจจะมีปัญหาได้

นั่งเหยียดขาอยู่ร่ามสิบห้านาที ดูนักท่องเที่ยวคนแล้วคนเล่าที่ปีนบันได้เหล็กขึ้นมาแล้วร้องโอ้ ว๊าว สวยจัง คนแล้วคนเล่า บางคนก็เดินเข้ามาทักนักวิ่ง ว่าเป็นไงบ้าง บอยเป็นมนุษย์ยโสเย่อหยิ่ง ไม่คุยกับคนแปลกหน้า เขาเหมือนคนเพี้ยน ๆ ใครถามอะไรก็ทำเป็นไม่ได้ยิน บางครั้งบางหนผมก็แกล้งบอกคนที่เข้ามาคุยกับเขาว่า บอยหูพิการ เขาต้องอ่านปาก บอยก็เลยหลบหน้าหลบตาไม่ยอมอ่านปากของใครเลย เมื่อนักท่องเที่ยวอยากเป็นมิตรด้วยมาถามว่า เป็นไงบ้าง หน้าที่โม้ให้คนอื่นฟังก็ต้องตกเป็นของผมแต่เพียงผู้เดียว เหนื่อยครับ สนุกครับ วิ่งแล้วดีมากครับ กำลังจะไปวิ่งเทรลที่เชียงใหม่ครับ แต่พอน้องผู้หญิงถามว่า ลุงอายุเท่าไรแล้วคะ ผมก็ทำเป็นไม่ได้ยิน หูอื้อขึ้นมาทันที อะไรนะครับ อ้อครับ เดี๋ยวก็จะวิ่งลงครับ พักอีกสักครึ่งชั่วโมงก็วิ่งลงเลยครับ ขอบคุณนะครับ ไปก่อนครับ

เราวิ่งช้า ๆ ไปยังจุดกางเต็นท์ ตอนนั้นผมไม่เหนื่อยแล้ว แข้งขาตึงนิดหน่อย บอยวิ่งนำหน้าออกไปไกล ห่างผมประมาณ100 เมตร ผมก็ปล่อยเขา ผมวิ่งบ้างหยุดบ้าง ที่หยุดนั้นก็เพื่อถ่ายรูปดอกไม้ใบหน้า ต้นสน ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงไปเรื่อย ๆ วิ่งต่อไปเกือบชั่วโมง ก็เห็นธงชาติสะบัดปลิวล้อลมอยู่บนยอดเสาที่อยู่หน้าอาคาร

ลานกางเต็มท์ดูเหมือนสลัม ยุบยับติดกันเป็นแถว นักท่องเที่ยวเป็นร้อยเป็นพัน ร้านค้าเรียงหน้ากระดาน ขายของกินแทบทุกอย่าง หมูกระทะก็มี ขนมปังไข่ดาว ไข่กระทะ โค้ก สไปร๊ซ์ น้ำอักลมมีให้เลือกทุกยี่ห้อ แต่ราคาแพงกว่าข้างล่างถึงสามสี่เท่า ผมเดินไปที่ร้านค้าร้านแรก สั่งน้ำขวดใหญ่ มาดื่ม และนั่งพักร่มอยู่หน้าอาคาร แดดตอน11 โมงกว่า ๆ เริ่มแรงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ลมพัดเย็นสบาย อากาศข้างบนอุณหภูมิประมาณ 20 องศา ทำให้ความเหน็ดเหนื่อยหายไปอย่างรวดเร็ว

นั่งสักพัก บอยก็ยังไม่โผล่หน้ามาให้เห็น ผมจึงออกเดินตามไปเรื่อย ๆมองเข้าไปในร้านค้าทุกร้าน และในที่สุดก็พบเขากำลังเดินออกมาจากร้านขายอาหารตามสั่ง เขาบอกว่า กำลังจะออกไปตามผมเช่นเดียวกัน เขาสั่งข้าวไก่กระเทียมไว้ให้่ผมเรียบร้อยแล้ว เขาสั่งให้ผมเดินไปหาห้องน้ำ ล้างหน้าล้างตา ล้างไม้ล้างมือให้สะอาดแล้วค่อยกลับมาทานข้าว

"อิ่มแล้ว พักสักชั่วโมงแล้วค่อยวิ่งกลับนะครับ" เขาบอก ผมพยักหน้า ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร มากับเขา เขาว่ายังไงก็ว่าตาม ใบหน้าของเขาเหมือนสวมหน้ากาก ดีใจ เสียใจ ผิดหวัง สมหวัง หน้าเขาก็เป็นเหมือนเดิม ผมเคยสงสัยว่าอีตอนจับได้ว่าเมียไปนอนกับเจ้านายฝรั่ง เขาจะมีใบหน้าสลดลงหรือเปลี่ยนไปบ้างหรือไม่ เวลาหมั่นใส้ก็อยากจะถามอยู่เหมือนกัน แต่ก็ยั้งปากไว้ได้ทุกที

 

โดย johnrit

 

กลับไปที่ www.oknation.net