วันที่ ศุกร์ กรกฎาคม 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เยาวชนปลดแอก หรือ ขุดหลุมฝังตัวเอง ในระดับควอนตัม


เยาวชนปลดแอก หรือ ขุดหลุมฝังตัวเอง ในระดับควอนตัม

 

อะไรคือคำนิยามของคำว่า สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพในระบบประชาธิปไตย???

 

การที่เราออกมาทำการเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพของตัวเองโดยการก้าวล่วงสิทธิ เสรีภาพของผู้อื่น ทำไมเราถึงมองว่าเป็นการกระทำที่สมเหตุสมผลแล้ว ในขณะที่การกระทำของผู้อื่นที่กระทำให้ลักษณะเดียวกันกับเราโดยไม่ผิดเพี้ยนเรากลับบอกกับตัวเองว่า เป็นการกระทำที่ไม่สมเหตุสมผลเนื่องจากผู้อื่นได้กระทำการก้าวล่วงสิทธิเสรีภาพของเรา

 

ตามทฤษฎีของไอน์สไตน์รวมหลักสัมพัทธภาพของกาลิเลโอเข้ากับสมมติฐานที่ว่า ผู้สังเกตทุกคนจะวัดอัตราเร็วของแสงได้เท่ากันเสมอ ไม่ว่าสภาวะการเคลื่อนที่เชิงเส้นด้วยความเร็วคงที่ของพวกเขาจะเป็นอย่างไร นัยอีกความหมายหนึ่งคือ มนุษย์ทุกคนจะมีระบบในการวัดอัตราเร็วของแสงที่สามารถแยกออกได้เป็นสองส่วนคือส่วนที่แสดงออกและส่วนที่ซ้อนทับ ถ้าหากเป็นเปรียบเป็นค่าพลังงานจะอยู่ที่ 0 และ 0/1 ซึ่งพลังงานควอนไตซ์เป็นพลังงานเปลี่ยนไปตามขั้นที่เต็มหน่วย ระดับพลังงานควอนตัมน้บเป็นส่วนหลักที่ต่างไปจากกลศาสตร์คลาสสิก ซึ่งพลังงานเปลี่ยนไปแบบต่อเนื่อง คำอธิบายที่ง่ายกว่านั้นคือ มนุษย์ทุกคนจะมีระบบการทำงาน/ระบบนำทาง (อัลกอริทึม Algorithm) ทางความคิด ความรู้สึกและการกระทำเหมือนกัน (ในความเหมือนมีความต่างและในความต่างมีความเหมือนดังนั้นมนุษย์แต่ละคนจะมีจุดยืนทางความคิด ความรู้สึกและการกระทำอยู่สองจุดคือ เหมือนกันและไม่เหมือนกัน (แตกต่างกันอีกนัยหนึ่งคือ ความคิดและความรู้สึกเป็นสองสิ่งที่สามารถรวมกันอยู่และหรือแยกออกจากกันได้อย่างชัดเจนเช่นเดียวกันกับแรงแม่เหล็กไฟฟ้า กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ความคิดและความรู้สึกก็คือ แรงแม่เหล็กไฟฟ้า และในขณะเดียวกันและหรือในทางกลับกันแรงแม่เหล็กไฟฟ้าก็คือความคิดและความรู้สึก ทั้งสองส่วนมี/เป็นพลังงานเหมือนกัน แต่แฝงตัวอยู่ภายใต้รูปร่างลักษณะ/สถานะที่แตกต่างกัน ซึ่งการแฝงตัวอยู่ภายใต้รูปร่างลักษณะ/สถานะที่แตกต่างกันนั้นสามารถส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อระบบการสร้างและการมองเห็นภาพที่จะทำให้ภาพที่ถูกสร้างขึ้นมีลักษณะที่มีการซ้อนทับกันระหว่างภาพแห่งความจริงและหรือภาพมายา

 

คำถามคุณคิดว่าภาพที่คุณมองเห็นกับภาพที่คุณสร้างขึ้นเป็นภาพแห่งความจริงและหรือภาพมายา?

คำตอบมนุษย์ทุกคนจะคิดและเข้าใจว่า ภาพทุกภาพที่ถูกสร้างขึ้นและมองเห็นนั้นล้วนเป็นภาพแห่งความจริงซึ่งเป็นไปตามทฤษฎีของไอน์สไตน์รวมหลักสัมพัทธภาพของกาลิเลโอเข้ากับสมมติฐานที่ว่า ผู้สังเกตทุกคนจะวัดอัตราเร็วของแสงได้เท่ากันเสมอ ไม่ว่าสภาวะการเคลื่อนที่เชิงเส้นด้วยความเร็วคงที่ของพวกเขาจะเป็นอย่างไร

 

การแสดงออกของมนุษย์จะเป็นไปเพื่อตอบสนองต่อความต้องการทางความคิด ความรู้สึกและการกระทำของตัวเราเองก่อนเสมอโดยจะมีความน่าจะเป็นที่แยกออกเป็นสองทางคือ 1. การมองหรือสังเกตว่า คนอื่นได้ทำและหรือไม่ได้ทำอะไรบ้างที่เป็นและหรือไม่ได้เป็นไปเพื่อสนองตอบต่อความต้องการณ.เวลานั้นของเรา 2. การมองหรือสังเกตว่า เราได้ทำและหรือไม่ได้ทำอะไรบ้างที่เป็นและหรือไม่ได้เป็นไปเพื่อสนองตอบต่อความต้องการณ.เวลานั้นของเรา ซึ่งถ้าหากพิจารณาการมองทั้งสองข้อตามระบบไม่เชิงเส้น (nonlinear system) จะเห็นได้ว่าระบบทั้งสองเริ่มต้นจากสถานการณ์เดียวกัน แต่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งถ้าหากกล่าวในระดับควอนตัมจุลภาคสามารถกล่าวได้ว่า ระบบทั้งสองเริ่มต้นและไม่ได้เริ่มต้นจากสถานการณ์เดียวกันในเวลาเดียวกัน—->สิ่งเดียวกันใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—->เวลาเดียวกันใช่และไม่ใช่ในเวลาเดียวกันในเวลาเดียวกัน ความหมายคือ ระบบทั้งสองเริ่มต้นจากสถานการณ์เดียวกัน แต่ผู้ที่มีส่วนร่วมแต่ละคนมีจุดยืนเริ่มต้นที่มีความเหมือนหรือคล้ายคลึงกันที่มีค่าเริ่มต้นจาก 0 ไปจนถึงค่าอนันต์ ซึ่งในระหว่าง 0 ไปจนถึงค่าอนันต์นั้นผู้ที่มีส่วนร่วมแต่ละคนสามารถทำให้ตัวเองเกิดมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านความคิด ความรู้สึกและการกระทำใหม่ๆหรือเก่าๆเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาโดยมีความน่าจะเป็นที่แยกออกเป็นสองทางคือ มีความเหมือนกับอดีตที่ผ่านมาไม่มีผิดเพี้ยนและหรือมีความแตกต่างจากอดีตที่ผ่านมาอย่างชัดเจน จะเห็นได้ว่า การที่คนเรามีจุดยืนเริ่มต้นเหมือนกันก็ไม่ได้หมายความว่า เราจำเป็นต้องมี/เดินทางไปสู่จุดจบเดียวกัน ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาและจำเป็นต้องทำให้เกิดมีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากเราอาศัยอยู่ในโลกที่มีการหมุนตลอดเวลา ดังนั้นความสามารถในการปรับเปลี่ยนความคิด ความรู้สึกและการกระทำของตัวเราเองสามารถส่งผลอย่างใหญ่หลวงต่อตัวเราเองและขยายออกสู่คนรอบข้างไปจนถึงคนที่อยู่ไกลกับเราคนละสุดขอบฟ้าได้ (มีค่าเริ่มต้นจาก 0 ไปจนถึงค่าอนันต์)

 

คนที่ยืนอยู่ด้านบวกก็จะมองเห็นด้านบวกก่อนด้านลบเสมอ และในขณะเดียวกันและหรือในทางกลับกันคนที่ยืนอยู่ด้านลบก็จะมองเห็นด้านลบก่อนด้านบวกเสมอ ซึ่งการมองเห็นด้านที่อยู่ใกล้ตัวเราก่อนด้านที่อยู่ไกลตัวเราเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นจากสองส่วนด้วยกันคือ เกิดขึ้นจากการกระทำของแรงต่างๆที่มีอยู่ตามธรรมชาติและเกิดขึ้นจากการกระทำของตัวมนุษย์แต่ละคนเอง ซึ่งการกระทำทั้งสองส่วนสามารถนำมา/รวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้และสามารถนำมา/แยกออกจากกันได้อย่างสิ้นเชิงในทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เรียกระบบการทำงานนี้ว่า ระบบไม่เชิงเส้น (nonlinear system) ที่เกิดขึ้นจากความมีอยู่/เป็นอยู่ของตัวพลังงาน/สสาร/ข้อมูลเอง และเกิดขึ้นระหว่างความเป็นพลังงาน/สสาร/ข้อมูลที่มี/เป็นความต่อเนื่องและไม่ต่อเนื่องทั้งภายในและภายนอกตัวเองและภายในและภายนอกกันและกัน ซึ่งต่อมานักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า กลศาสตร์คลาสสิก เป็นพลังงานที่เปลี่ยนไปแบบต่อเนื่อง แต่สสารที่ประกอบด้วยอะตอมและโมเลกุลมีพลังงานไม่ต่อเนื่อง ซึ่งทั้งสสาร พลังงานและข้อมูลล้วนเป็นส่วนประกอบที่มีอยู่ทั้งภายในและภายนอกมนุษย์ในเวลาเดียวกัน ดังนั้นการเลือกที่จะทำหรือไม่ทำสิ่งใดก็ตามของมนุษย์จะมีความน่าจะเป็นสองทางคือ ทำตามธรรมชาติและหรือไม่ทำตามธรรมชาติ(การไปให้เหนือกว่าธรรมชาติที่เรามีอยู่/เป็นอยู่

 

ยกตัวอย่างเช่น การแสดงออกของเหล่าเยาวชนปลดแอกที่มีความพยายามออกมาเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพของตัวเองกับคนอื่น แต่ไม่พยายามเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพของตัวเองกับตัวเอง จะเท่ากับเป็นการนำพาความคิดความรู้สึกและการกระทำของเราเองเข้าสู่สภาวะของการจมอยู่ภายใต้สถานการณ์/การขุดหลุมฝังตัวเองโดยอัตโนมัติ ในทางกลับกันความพยายามในการเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพของตัวเองกับตัวเอง แต่ไม่พยายามออกมาเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพของตัวเองกับคนอื่น จะเท่ากับเป็นการนำพาความคิด ความรู้สึกและการกระทำของเราเองเข้าสู่สภาวะของการลอยตัวอยู่เหนือสถานการณ์ของตัวเองโดยอัตโนมัติ  ได้โปรดระลึกเอาไว้อยู่เสมอว่า ไม่มีใครหรืออะไรในโลกใบนี้ที่จะสามารถตอบสนองต่อความต้องการภายในของเราได้ดี/มากไปกว่าตัวของเราเอง คำถามคือ มากแค่ไหนที่เรารู้ว่า เรามีความต้องการสิ่งใดและไม่ต้องการสิ่งใด โดยเพาะอย่างยิ่งเราจำเป็นต้องรู้หรือระลึกให้ได้ว่า ความต้องการสิ่งใดและไม่ต้องการสิ่งใดของเรานั้นมีจุดยืนอยู่บนความคิดและหรือความรู้สึกของเราเองกันแน่ ซึ่งจุดยืนทั้งสองส่วนนี้จะขึ้นอยู่กับการมีอยู่ของขนาด จำนวน และปริมาณระหว่างเซลล์สมองและเซลล์เส้นประสาทที่มีอยู่ไม่เท่ากันภายในสมองและภายในร่างกายของแต่ละคน และขึ้นอยู่กับจุดยืนทางความคิดและหรือความรู้สึกที่มีอยู่ก่อนหน้า ซึ่งมี/เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ธรรมชาติของการมีอยู่เป็นสิ่งที่มีอยู่และไม่มีอยู่ ไม่มีอยู่และมีอยู่ นัยอีกนัยหนึ่งคือ การมีอยู่เป็นอยู่ของขนาด จำนวน และปริมาณระหว่างเซลล์สมองและเซลล์เส้นประสาทที่มีอยู่ไม่เท่ากันภายในสมองและภายในร่างกายของแต่ละคนเป็นตัวกำหนดขอบเขตความรู้ความสามารถเริ่มต้นของคนเรา ซึ่งเราสามารถทำการเปลี่ยนแปลงจุดเริ่มต้นนั้นได้ตลอดเวลา และการเปลี่ยนแปลงความรู้ความสามารถจะย้อนกลับไปทำให้ขนาด จำนวน และปริมาณระหว่างเซลล์สมองและเซลล์เส้นประสาทเกิดมี/เป็น/อยู่ของการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มขึ้นและหรือลดลง ซึ่งเราเรียก ระบบการทำงาน/ระบบนำทางนี้ว่า อัลกอริทึม Algorithm มนุษย์ทุกคนเป็นฟันเฟือง/อนุภาค/ชิบคอมพิวเตอร์/คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งที่สามารถทำให้ตัวเองเป็นได้ทั้ง influence และ influencer ให้กับตัวเราเองและผู้อื่น ดังนั้นหลังจากที่เราออกมาแสดงพลังในการผลักดันผู้อื่นแล้ว เราควรจะหันกลับไปส่งต่อ/เชื่อมต่อพลังในการผลักดันนั้นให้กับตัวของเราเพื่อทำให้ตัวของเราเองเกิดมี/เป็นการเรียนรู้และพัฒนาที่สามารถนำพาความคิด ความรู้สึกและการกระทำของเราก้าวเดินออกจากจุดที่เรายืนอยู่ไปสู่อนาคตได้อย่างสมบูรณ์

 

โควิด19 ไม่ได้สร้างสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด แต่สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นจากความพยายามที่จะใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความสะดวกสบายและความเคยชินเก่าๆของเราเอง ซึ่งจริงๆแล้วการใช้ชีวิตของคนเราเปรียบเหมือนกับเส้นผมบังภูเขาที่การเปิดเผยของสิ่งเล็กๆน้อยๆสามารถนำไปสู่การเปิดเผยของสิ่งที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก กาแลคซี หรือจักรวาลได้ แต่การเปิดเผยของสิ่งที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก กาแลคซี หรือจักรวาลกลับไม่สามารถย้อนกลับไปเชื่อมต่อกับสิ่งเล็กๆน้อยๆได้รับการเปิดเผยก่อนหน้าได้ ซึ่งทั้งหมดเกิดจากความมีอยู่/เป็นอยู่และไม่มีอยู่/ไม่เป็นอยู่ทั้งภายในภายนอกและระหว่างความเป็นตัวของพลังงาน/สสาร/ข้อมูลเอง ที่จะมี/เป็นทั้งส่วนที่มีความต่อเนื่องและไม่ต่อเนื่องต่าง ซึ่งต่างก็มีส่วนร่วมในการใช้ระบบการทำงาน/ระบบนำทางที่เรียกว่า อัลกอริทึม Algorithm ทั้งสิ้น

 

***จงอยู่และอย่าอยู่ในสิ่งที่เรามีในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—->สิ่งเดียวกันใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—->เวลาเดียวกันใช่และไม่ใช่ในเวลาเดียวกันในเวลาเดียวกัน (การนำพาความคิด ความรู้สึกและการกระทำของเราเข้าสู่สภาวะสุญญากาศ หรือ ลอยตัวอยู่เหนือสถานการณ์ที่ไม่ว่าอะไรหรือใครก็ไม่สามารถทำให้เรามีความรู้สึกเป็นทุกข์ได้อีกต่อไป)

 

#change

โดย Enlightened

 

กลับไปที่ www.oknation.net