วันที่ อังคาร สิงหาคม 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ราชการใช้นักวิชาการคุ้มค่าแล้วหรือยังครับ


ราชการใช้นักวิชาการคุ้มค่าแล้วหรือยังครับ

ข่าวอธิบดีกรมการขนส่งทางบกออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเตรียมเรียกผู้ถือ “ใบขับขี่ตลอดชีพ” เข้าทดสอบความพร้อมในการขับขี่นั้น ก่อให้เกิดเสียงฮืออากันมาก ประชาชนหลายอาชีพออกมาคัดค้านกันมากและก็มีสนับสนุนบ้าง  

 

ภาพจากกูเกิ้ล

ที่คัดค้านก็เพราะเห็นว่า ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้เพิกถอนใบขับขี่ตลอดชีพเพราะเหตุสูงอายุได้ ที่หนักกว่านั้นก็ออกมาโต้แย้งว่ากรมการขนส่งไม่มีอะไรทำแล้วหรือ

ในส่วนที่เห็นด้วยก็มีครับ เพราะเห็นว่าการเรียกผู้สูงอายุที่ถือใบขับขี่ตลอดชีพ โดยกำหนดช่วงอายุผู้กลับมาทดสอบเริ่มต้นจาก ๗๐ ปี เกิดประโยชน์เรื่องการลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ดีต่อสังคมโดยรวม

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายกรมการขนส่งทางบกก็ได้ออกมาชี้แจงว่า แนวคิดในการเรียกทดสอบความพร้อมในการขับรถสำหรับผู้ถือใบอนุญาตขับรถตลอดชีพนั้น อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ อย่างรอบด้าน ยังไม่ได้ลงมือทำ  

เรียกว่าลูกโป่งที่ปล่อยให้ลอยขึ้นไปในอากาศ ยังลอยไม่ได้สูงเท่าไร ก็ถูกสอยลงมาเสียแล้ว

ที่จริงกรมการขนส่งทางทางบกมีนักวิชาการอยู่พอสมควรในการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย เรื่องการขนส่งทางบกได้ในทุกเรื่องที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ผ่านมาก็ทำได้ดีมากโดยเฉพาะงานด้านบริการ หากนักวิชาการได้ศึกษาค้นคว้าทางวิชาการจนได้ข้อยุติว่าสิ่งใดที่ดีที่สุดแล้ว ค่อยออกข่าวและมีแนวปฏิบัติก็คงไม่สาย

ปัญหาอยู่ที่ว่าราชการพลเรือนได้ใช้นักวิชาการที่ ก.พ. ได้กำหนดตำแหน่งไว้ให้แล้วทุกส่วนราชการอย่างเต็มที่แล้วหรือไม่ และได้มอบหมายงานให้ศึกษา วิเคราะห์และวิจัยปัญหาต่างๆ ในระบบราชการ รวมทั้งวิธีแก้ไขมากน้อยเพียงใด

เขียนถึงเรื่องนี้แล้วอดนึกถึงเหริน เจิ้งเฟย (Ren Zhengfei) ผู้ก่อตั้งและ CEO คนปัจจุบันของหัวเว่ย (Huawei) ไม่ได้ เพราะเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนหัวเว่ย ให้เป็นผู้พลิกโฉมวงการโทรคมนาคมของจีน จนกลายเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

 

 

ภาพจากกูเกิ้ล

 

ผู้เขียนไม่ขอเขียนถึงประวัติการต่อสู้ชีวิตจากสภาพที่แสนยากจนที่สุดในวัยเด็กของเหริน เจิ้งเฟย และเกี่ยวกับการก่อตั้งและพัฒนาให้หัวเว่ยเป็นยักษ์ใหญ่วงการโทรคมนาคมในปัจจุบันหรอกครับ

เพียงแต่อยากกล่าวถึงเพียง ๒ อย่าง ครับ อย่างแรก เหริน เจิ้งเฟย นั้น ยึดหลักที่ว่า “พูดน้อยแต่ทำเยอะ”  อย่างแรกเป็นของแถมให้ข้าราชการ นำไปใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ตัวเอง อย่างไรก็ตาม อย่าลืมคำว่า “ทำดีต้องตีปี๊บ” ด้วยนะครับ

ประการที่สอง วิธีการคิดและวิธีการทำงานของเหริน เจิ้งเฟย ซึ่งก็ขอเขียนเพียงด้านเดียวคือการส่งเสริมให้พนักงานใช้วิชาการในการปฏิบัติงานของบริษัทอย่างเต็มที่

เหริน เจิ้งเฟย ทุ่มเทไม่อั้นสำหรับการศึกษาวิเคราะห์ วิจัย และการพัฒนางาน ไม่งั้นเทคโนโลยีของหัวเว่ยไม่ล้ำหน้าไปกว่าเทคโนโลยีโดยเฉพาะโทรคมนาคมของค่ายตะวันตกได้หรอกครับ

ผู้เขียนเคยไปเยือนอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ของหัวเว่ยที่เมืองเสินเจิ้น (Shenzhen) เมื่อ ๒ ปี ที่แล้ว เห็นเมืองโทรคมนาคมของหัวเว่ยแล้ว ประทับใจในอาคารต่างๆ

 

สำหรับภายในสำนักงาน ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพครับ แต่มีพนักงานคอยดูแลน้อยมาก เพราะส่วนใหญ่ใช้หุ่นยนต์ (Robot) ทำงานแทนครับ

กลับมาถึงนักวิชาการของราชการพลเรือน ซึ่งขอเขียนเฉพาะระดับเชี่ยวชาญและระดับผู้ทรงคุณวุฒิเท่านั้นนะครับ ส่วนระดับที่ต่ำลงมานั้น ผู้เขียนถือว่าเป็นเพียงบริหารวิชาการ เพราะส่วนใหญ่ปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น

สำหรับตำแหน่งวิชาการในระดับเชี่ยวชาญและระดับผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งต่อไปขอเรียกรวมว่านักวิชาการระดับสูงนั้น ก.พ. ได้กำหนดภายใต้เงื่อนไข ประการใด ประการหนึ่งใน ๓ ประการ คือ

ประการแรก เป็นตำแหน่งที่ปฏิบัติภารกิจของส่วนราชการ ตามนโยบายรัฐบาล และตามยุทธศาสตร์ของส่วนราชการ ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ผู้ปฏิบัติงานที่มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์สูงเกี่ยวกับทฤษฎีหรือหลักวิชาอันเกี่ยวข้องกับงาน

ประการที่สอง เป็นตำแหน่งที่รับผิดชอบงานวิชาการอย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่าง ซึ่งส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการปฏิบัติงานโดยรวมของส่วนราชการ เช่น งานพัฒนาระบบ งานด้านการศึกษา วิเคราะห์ วิจัยเฉพาะด้าน งานอนุรักษ์ และงานอื่นๆ ที่ผู้ปฏิบัติต้องมีความรู้ความสามารถสูง

ประการสุดท้าย เป็นการบูรณาการงานศึกษา วิเคราะห์ วิจัยในภาพรวมของส่วนราชการ เพื่อให้บรรลุตามนโยบายการพัฒนาและยุทธศาสตร์การพัฒนาของส่วนราชการนั้น

ที่สำคัญคือผู้ดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิได้ต้องมีผลงานทางวิชาการและได้ผ่านการประเมินคุณภาพงานตามหลักเกณฑ์การประเมินค่างานตามที่ ก.พ. กำหนดด้วย

การกำหนดหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าวข้างต้น เห็นได้ว่าไม่ได้กำหนดให้ผู้ดำรงเหล่านี้เป็นผู้บริหารเลยแม้แต่น้อย เพราะตั้งใจให้ทำงานด้านวิชาการเพียงอย่างเดียว

ตำแหน่งทางวิชาการเหล่านี้มีไม่น้อยเลยครับ จากสถิติกำลังคนภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ ของสำนักงาน ก.พ. ปรากฏว่าในราชการพลเรือนมีตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ จำนวน ๓,๑๒๓ ตำแหน่ง และตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน ๑๖๗ ตำแหน่ง

หากทางราชการพลเรือนได้ใช้ผู้ดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าวข้างต้นให้ปฏิบัติงานตามหน้าที่ความรับผิดชอบที่ ก.พ. กำหนดไว้ข้างต้น ราชการพลเรือนของไทยคงเจริญก้าวหน้าไปมากกว่านี้อย่างแน่นอน

แล้วปัจจุบันสภาพความเป็นจริงเป็นอย่างไรหรือครับ ขอกล่าวเฉพาะในระดับกรม และมีผู้เชี่ยวชาญมากก็แล้วกัน เท่าที่ทราบบางกรมนั้น แทนที่ให้ทำหน้าที่ทางวิชาการ กลับมอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญรับผิดชอบงานบริหารหน่วยงานภายในกองหรือสำนัก เช่น กลุ่ม เท่านั้น

สร้างระดับสายงานบังคับบัญชาขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง เพื่อตรวจสอบงานก่อนนำเสนอผู้อำนวยการกองหรือผู้อำนวยการสำนัก แล้วไม่สงสารผู้อำนวยการกองหรือผู้อำนวยการสำนักที่มีตำแหน่งผู้เขี่ยวชาญไม่ทราบจะทำอะไรบ้างหรือครับ

การเพิ่มสายงานบังคับบัญชาของผู้เชี่ยวชาญขึ้นมาอีกหนึ่งระดับนั้น นอกจากไม่ปฏิบัติตามมติ ก.พ. ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังทำให้งานที่สมควรเสร็จโดยรวดเร็วและมีประสิทธิภาพต้องล่าช้าออกไปอีกด้วย เพราะข้าราชการบางคนชอบดอง


ภาพจากกูเกิ้ล

เงินประจำตำแหน่งของตำแหน่งนักวิชาการระดับสูงนี้ก็ไม่ใช่น้อยนะครับ เช่น ตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ ได้รับเงินประจำตำแหน่ง เดือนละ ๑๙,๘๐๐ บาท เงินจำนวนนี้อาจจ้างข้าราชการระดับปฏิบัติการหรือลูกจ้างมาทำงานได้มากกว่า ๑ คน

จึงขอเรียกร้องให้นักวิชาการระดับสูงเหล่านี้ได้โปรดปฏิบัติงานในหน้าที่ตามที่ ก.พ. กำหนด เถิดครับ แม้ไม่ถนัดงานนักวิชาการมาก่อน แต่ก็เคยทำผลงานทางวิชาการมาแล้ว ไม่ถนัดก็ต้องทำละครับ เพราะดำรงตำแหน่งวิชาการระดับสูงแล้วนี่ครับ 

ขอเสนออธิบดีหรือปลัดกระทรวง เพื่อขอได้โปรดพิจารณามอบหมายให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการระดับสูงเหล่านี้ได้ปฏิบัติงานในด้านศึกษา วิเคราะห์ วิจัยในงานต่างๆ ตามที่ ก.พ. กำหนดไว้ในอย่างใด อย่างหนึ่ง ใน ๓ ประการ ดังกล่าวข้างต้นด้วยเถิดครับ

เลิกการเพิ่มขั้นตอนสายงานการบังคับเสียที ราชการไทยจะได้ไม่มีปัญหามากมายและจะได้เจริญก้าวหน้า ทันต่อเหตุการณ์ของโลก

คงต้องฝาก ก.พ. ด้วยครับ ขอได้โปรดพิจารณาติดตามและตรวจสอบการทำงานของนักวิชาการระดับสูงเหล่านี้ด้วยว่าได้ปฏิบัติตามที่ ก.พ. กำหนดหรือไม่

วิธีการก็ไม่ยากหรอกนะครับ เพียงแต่ให้นักวิชาการระดับสูงเหล่านี้ส่งผลงานที่ปฏิบัติในตำแหน่งนักวิชาการระดับสูง ซึ่งได้ปฏิบัติในช่วง ๒ ปี หรือ ๓ ปี ที่ผ่านมา ก็คงได้ทราบว่าเป็นผลงานทางวิชาการใช่หรือไม่

หากเป็นผลงานวิชาการที่ดีก็ช่วยตีปี๊บให้ด้วย แต่หากไม่ใช่ก็ต้องแจ้งส่วนราชการได้มอบหมายงานให้ถูกต้องซิครับ

พุธทรัพย์ มณีศรี

โดย พุธทรัพย์

 

กลับไปที่ www.oknation.net