วันที่ เสาร์ สิงหาคม 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โรค STD คืออะไร ทำไมต้องป้องกัน?


โรค STD (Sexually Transmitted Diseases) คือ โรคที่สามารถติดต่อได้ผ่านทางเพศสัมพันธ์ ทั้งการร่วมเพศทางอวัยวะเพศ การร่วมเพศทางทวารหนัก หรือแม้กระทั่งทางปาก เนื่องจากเป็นโรคที่สามารถติดเชื้อได้จากสารคัดหลั่งต่างๆในร่างกาย ซึ่งโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบบ่อย ได้แก่ หนองในแท้ หนองในเทียม เริม ซิฟิลิส หูดหงอนไก่ แผลริมอ่อน เอชไอวี(HIV) เป็นต้น

 

สาเหตุของการเกิดโรค STD

 

สาเหตุของการเกิดโรค STD


โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากการสัมผัสเชื้อจากของเหลวในร่างกาย ผ่านทางผิวหนัง บาดแผล เช่น ปาก ช่องคลอด ทวารหนัก เลือด หรือจากแม่สู่ทารกในครรภ์ โดยไม่ใช่แค่การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อเท่านั้น ส่งผลให้เกิดความเข้าใจที่ผิดๆ และไม่มีการป้องกันอย่างถูกต้อง ทำให้ผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัวว่าตนมีการติดเชื้อและแพร่กระจายเชื้อ STD สู่ผู้อื่นได้

 

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือ โรค STD มีอะไรบ้าง

 

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือ โรค STD มีอะไรบ้าง?

 

  • โรคหนองในแท้ (Gonorrhea)
  • โรคหนองในเทียม (Chlamydia infection)
  • โรคเอดส์ (AIDS)
  • โรคซิฟิลิส (Syphilis)
  • โรคหูดหงอนไก่ (Condyloma acuminata)
  • โรคเริมที่อวัยวะเพศ (Genital herpes)
  • โรคแผลริมอ่อน (Chancroid)
  • โรคฝีมะม่วง (Iymphogranuloma venereum)
  • โรคตัวโลน (Crab louse)
  • โรคเอชพีวี (HPV)

 

สาเหตุที่ก่อให้เกิดโรค STD

 


สาเหตุที่ก่อให้เกิดโรค STD


โดยทั่วไปแล้วกลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต่างๆ สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น

 

  • เชื้อแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุของโรคหนองในแท้และหนองในเทียม โรคแผลริมอ่อน โรคซิฟิลิส ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียนั้นสามารถรักษาให้หายขาดได้
  • เชื้อไวรัส ที่เป็นสาเหตุของโรคหูดหงอนไก่ โรคหูดข้าวสุก โรคไวรัสตับอักเสบ และโรคเริม ซึ่งเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้เพียงบางชนิด และบางชนิดสามารถแฝงอยู่ภายในร่างกายทำให้มีโอกาสเป็นซ้ำได้
  • เชื้อรา ที่เป็นสาเหตุของโรคหนองในเทียม โรคซิฟิลิส โรคเอดส์ โรคเริม เป็นต้น
  • เชื้อปรสิต ที่เป็นสาเหตุของโรคหิด โรคโลน หรือโรคพยาธิในช่องคลอด

 

ความเสี่ยงทำให้เกิดการติดโรค STD

 

ความเสี่ยงทำให้เกิดการติดโรค STD

 

  • การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมใส่ถุงยางอนามัย
  • การเปลี่ยนคู่นอนบ่อย
  • การมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ
  • การมีเพศสัมพันธ์โดยขาดความรู้เท่าทันโรค
  • การสัมผัสกับของเหลวในร่างกายของผู้ป่วย
  • การติดเชื้อจากมารดาสู่ทารกในครรภ์

 

ลักษณะอาการของโรค STD


ลักษณะอาการของโรค STD


อาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของรอยโรคในร่างกาย และเพศของผู้ป่วย หากมีรอยโรคที่บริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก และช่องคอ จะมีอาการเจ็บ มีแผลเป็นหนอง มีรอยนูน เป็นก้อนที่บริเวณที่เป็นโรค ซึ่งในเพศหญิงจะมีอาการปวดท้องน้อย
มีอาการตกขาวและเลือดออกผิดปกติ และในกรณีที่มีรอยโรคที่บริเวณอื่นๆ อาจแสดงอาการแตกต่างกัน เช่น มีผื่นขึ้นตามตัว หรือผื่นขึ้นตามฝ่ามือฝ่าเท้า มีไข้ มีอาการต่อมน้ำเหลืองโตผิดปกติ และผมร่วง เป็นต้น

 

วิธีการป้องกันโรค STD

 

วิธีการป้องกันโรค STD


การป้องกันการติดเชื้อจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ดีมากที่สุด คือ การหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นทางอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือทางปาก ซึ่งควรคำนึงถึงพฤติกรรมต่างๆที่อาจส่งผลให้เกิดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ ด้วยการให้ความสำคัญกับการสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ งดการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย ไม่มีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าที่ไม่มั่นใจว่ามีการติดเชื้อหรือไม่ งดมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่มีแผลหรือรอยโรคที่อาจอาการของโรค STD ต่างๆ หมั่นรักษาความสะอาดของร่างกายและอวัยวะเพศอย่างสม่ำเสมอ หมั่นตรวจสุขภาพร่างกายอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และหากมีอาการป่วยหรือร่างกายแสดงอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้อง หากตรวจพบการติดเชื้อจะได้ทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที และไม่เพิ่มโอกาสในการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้

 

 อันตรายของโรค STD

 

อันตรายของโรค STD

 

อันตรายของโรค STD คือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการที่ชัดเจน หรือ มีอาการที่คล้ายคลึงโรคอื่นๆ จนทำให้ผู้ป่วยคิดว่าไม่ร้ายแรง
ส่งผลให้ละเลยการตรวจวินิจฉัยโดยละเอียด จนนำไปสู่การรักษาที่ช้าเกินไปทำให้ร่างกายเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและทำการรักษาได้ยากมากขึ้น ดังนั้นควรให้ความสำคัญกับการพบแพทย์และไม่เขินอายในการปรึกษาแพทย์ เพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้องพร้อมทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที

โดย DireWolf

 

กลับไปที่ www.oknation.net