วันที่ เสาร์ สิงหาคม 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พลังงานลึกลับ กับ ฟิสิกส์แนวใหม่ ในระดับควอนตัม


 

 

มนุษย์ทุกคนต่างก็มีพลังงานลึกลับที่ไม่ลับซ่อน/ซ้อนทับ/พัวพันกันอยู่ทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น ในเวลาที่เราตกใจเราจะมีพละกำลังที่เพิ่มมากขึ้นอย่างน่าตกใจ หรือ ความสามารถในการคาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งพลังงานลึกลับที่ไม่ลับที่แต่ละคนมีอยู่นี้สามารถได้รับการพัฒนาและเรียนรู้จากตัวผู้เป็นเจ้าของพลังงานเอง ซึ่งจะส่งผลทำให้ตัวของผู้พัฒนาและเรียนรู้ได้รับประสบการณ์การมองเห็นและรับรู้ในแบบที่ไม่เคยรู้มาก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงความรู้ทุกสิ่งเกี่ยวกับโลกที่เคยรู้มาไปตลอดกาล ได้มีบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายท่านกล่าวเอาไว้ดังต่อไปนี้

 

ไฮเซนเบิร์กเขียนไว้ว่า เมื่อบุคคลตระหนักว่า ที่จุดนี้รากฐานของฟิสิกส์ได้เคลื่อนที่ไปและการเคลื่อนที่อันนี้ได้ก่อให้เกิดความรู้สึกที่ว่า พื้นฐานต่าง  กำลังถูก  แยกออกจากวิทยาศาสตร์

 

ไอน์สไตน์เขียนไว้ว่า ความพยายามของข้าพเจ้าที่จะปรับรากฐานทางทฤษฏีของฟิสิกส์ที่รู้ว่า ให้เข้ากับความรู้(อันใหม่นี้ ต้องล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง มันเหมือนกับว่าพื้นดินถูกดึงออกจากที่ที่เรายืน ไม่มีรากฐานอะไรสักสิ่งซึ่งมั่นคงพอที่จะให้เราอาศัยอยู่ได้

 

อาจารย์เซนดี.ที.สีซึกิ เรียกเหตุการณ์นี้ว่า เหตุการณ์ที่น่าตื่นตระหนกที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในความรับรู้มนุษย์... ผิดไปจากประสบการณ์ซึ่งเคยผ่านมาแล้วทุกรูปแบบอย่างสิ้นเชิง” 

 

นิลส์ บอหร์โดยแท้จริง สรรพสิ่งเริ่มเปลี่ยนธรรมชาติและลักษณะของมัน ประสบการณ์ทั้งหมดของบุคคลอันเกี่ยวเนื่องด้วยโลก แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง..มีวิธีการใหม่ อีกแบบหนึ่งซึ่งทั้งกว้างและลึกในการประสบ การเห็น การรู้ และการสัมผัสสิ่งทั้งหลาย

 

นักปราชญ์อินเดีย ศรี อรพินโท (Sri Aurobindo) กล่าวว่า การขยายตัวของประสบการณ์ของเราออกไปอย่างมากมายในสองสามปีที่ผ่านมา ทำให้ความด้อยประสิทธิภาพของแนวคิดเชิงกลจักรอย่างสามัญปรากฏชัดขึ้น และได้สั่นสะเทือนรากฐานของการตีความการทดลองซึ่งเคยรับสืบต่อกันมา 

 

ในระดับควอนตัมประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ๆของคนเราจะมีทางแยกอยู่สองทางคือ อดีตและอนาคตในระดับควอนตัมมหภาคที่ทุกคนรู้และปฏิบัติสืบทอดกับต่อๆมาคือ เราจำเป็นต้องเลือกทางใดทางหนึ่งระหว่างการใช้ชีวิตอยู่กับอดีตหรืออยู่กับอนาคต (อดีตคือ อดีต อนาคตคือ อนาคต ทั้งสองส่วนนี้จะแยกกันออกอย่างชัดเจน และเราไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตได้แต่ในระดับควอนตัมจุลภาคนั้นแตกต่างออกไปคือ  เรา (สรรพสิ่งจะมีทั้งความจำเป็นและไม่จำเป็นต้องเลือกทางใดทางหนึ่งในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน —>สิ่งเดียวกันใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกัน—>เวลาเดียวกันใช่และไม่ใช่เวลาเดียวกัน ในความหมายที่เกี่ยวกับอดีตและอนาคตในระดับควอนตัมจุลภาคนี้จะมีทั้งความเหมือนและความแตกต่างออกไปคือ อดีตคือ อดีต และอดีตก็ไม่ใช่อดีต อนาคตคือ อนาคต และอนาคตก็ไม่ใช่อนาคต ทั้งสองส่วนนี้สามารถแยกกันออกอย่างชัดเจนและไม่ชัดเจน และเราจะมีทั้งความสามารถและไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตได้ การที่มนุษย์จะสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้มนุษย์จำเป็นต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจกับกฏทางฟิสิกสดังต่อไปนี้

  1. ควอนตัมซุปเปอร์โพซิชั่น หลักการซ้อนทับ (superposition principle) ความพัวพันกัน(entanglement) และความไม่อาพันธ์เชิงควอนตัม (quantum decoherence) ซึ่งกระบวนการท้ายสุดจะมีความสำคัญมากที่สุด และจะมีทั้งความยากที่สุดและง่ายที่สุดในการทำให้เกิดมีขึ้น สาเหตุที่ทำให้เกิดขึ้นง่ายที่สุดก็เนื่องมากจากการเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ (ความต่อเนื่องที่ที่ความง่ายที่สุดนำไปสู่ความยากที่สุด และสาเหตุที่ทำให้เกิดขึ้นยากที่สุดก็เนื่องมากจากการเป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ (ความไม่ต่อเนื่องที่ที่ความยากที่สุดนำไปสู่ความง่ายที่สุด ในความเป็นจริงแล้วโลกมนุษย์และสรรพสิ่ง เราต่างก็ใช้ชีวิตวนเวียนอยู่กับการทำเพียงสองอย่างคือ การเดินเข้า-เดินออกหรือ การเกิด-ตาย 
  2. อินเฟลชั่นมัลติยูนิเวอร์ส แต่ละโลกจะมีการตัดขาดและไม่ตัดขาดกันโดยสมบูรณ์ มนุษย์เราใช้ชีวิตอยู่ใน “พหุจักรวาล” หรือ “มัลติเวิร์ส ที่ประกอบด้วยกระบวนการทำงานของสสารและคู่ปฏิสสารที่จะมีทั้งส่วนที่เราสามารถมองเห็นได้และมองเห็นไม่ได้ แต่สามารถสัมผัสและรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของสสารและปฏิสสารที่เปรียบได้กับกรวยแสงแห่งอดีตและกรวยแสงแห่งอนาคตที่มนุษย์ทุกคนมีความสามารถที่จะเลือกได้ว่าจะใช้ชีวิตอยู่ในส่วนใด ซึ่งจะส่งผลต่อสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาในทางศาสนาเรียกผลกรรมหรือผลบุญ แต่ในทางฟิสิกส์เรียกว่า หลักการซ้อนทับ (superposition principle) ความพัวพันกัน (entanglement) และความไม่อาพันธ์เชิงควอนตัม (quantum decoherence) ดังตัวอย่างในการทดลองของ Schroedinge แมวเป็นและตาย และการทดลองของ David Wineland ที่แสดงให้เห็นว่า ปรากฏการณ์ entanglement มีจริง ซึ่งทั้งสองส่วนนี้สามารถถูกทำให้เกิดการแยกออกโดยสมบูรณ์ด้วยความไม่อาพันธ์เชิงควอนตัม (quantum decoherence)
  3. บิ๊กแบง กาลอาวกาศไม่ได้มีลักษณะเรียบและต่อเนื่อง แต่จะมีลักษณะคล้ายกับรูปภาพในหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ที่เมื่อมองไกลๆจะเห็นเป็นภาพที่ต่อเนื่องเป็นเนื้อเดียวกัน แต่เมื่อพิจารณาใกล้ๆหรือเมื่อส่องดูด้วยแว่นขยายกจะพบว่าแท้ที่จริงแล้วเกิดจากจุดเล็กๆหลายๆจุดที่เรียงอยู่ใกล้ๆกัน โดยอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้ระบุเอาไว้ว่าก่อนการเกิดบิ๊กแบง จำเป็นต้องมี “เอกภาวะ” (ซิงกูลาริตี้เกิดขึ้น ภาวะดังกล่าวคือภาวะที่สสารหดตัวลงจนเป็นจุดจุดหนึ่งซึ่งมีความหนาแน่นเป็นอนันต์ มีความร้อนและหรือเย็นจัด และเป็นภาวะที่กฎทางฟิสิกส์ทั้งหลายใช้การไม่ได้อีกต่อไป (ในความคิดเห็นของไอส์ไตน์ แต่ในความเป็นจริงที่ทุกสรรพสิ่งจะมีสองด้านเสมอ เช่นเดียวกันกับกฏทางฟิสิกส์ที่ไม่ได้มีเฉพาะด้านที่ไอส์ไตน์รับรู้เท่านั้น แต่ยังมีในส่วนที่ตัวของไอส์ไตน์เองก็ได้มีการแสดงความคิดเห็นในงานเขียนเอาไว้ว่า ความพยายามของข้าพเจ้าที่จะปรับรากฐานทางทฤษฏีของฟิสิกส์ที่รู้ว่า ให้เข้ากับความรู้(อันใหม่นี้ ต้องล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง มันเหมือนกับว่าพื้นดินถูกดึงออกจากที่ที่เรายืนไม่มีรากฐานอะไรสักสิ่งซึ่งมั่นคงพอที่จะให้เราอาศัยอยู่ได้ซึ่ง “เอกภาวะ” (ซิงกูลาริตี้ดังกล่าวสามารถส่งผลต่อผู้ที่เป็นคนทำให้เกิดสภาวะเองได้ในสองทางคือ ให้อำนาจและหรือสูญเสียอำนาจหมายถึง เกิดขึ้นทางใดทางหนึ่งหรือเกิดขึ้นทั้งสองทาง ซึ่งเป็นไปตามกฏของการอนุรักษ์พลังงาน ที่จะมีกระบวนการทำงานแยกเพื่อรวม และรวมเพื่อแยกออกเป็นสามรูปแบบคือ พลังงาน สสาร ข้อมูลแต่ละส่วนต่างก็มีทั้งในส่วนที่มีความสามารถและไร้ความสามารถอยู่ทั้งภายในและภายนอกตัวเองและอยู่ทั้งภายในและภายนอกกันและกัน (มนุษย์ทุกคนต่างก็มีความสามารถในการเชื่อมต่อ/ส่งต่อข้อมูลและหรือไม่เชื่อมต่อ/ไม่ส่งต่อข้อมูลที่แต่ละคนมีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น หรืออีกนัยหนึ่งคือ ระบบอัลกอริทึม Algorithm ที่มนุษย์สามารถพัฒนาความรู้ความสามารถของตัวเองไปสู่ความเป็นมนุษย์เทพHomo Deus ได้อย่างที่บุคคลที่มีชื่อเสียงหลายท่านได้กล่าวเอาไว้ข้างต้น
  4. ทฤษฎีสตริง ที่มีกระบวนการทำงานอยู่บนระบบระบบไม่เชิงเส้น (nonlinear system) ระบบที่มีความไวต่อสภาวะเริ่มต้น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ระบบ 2ระบบที่มีสภาวะการเริ่มต้นเหมือนกันหรือสามารถเริ่มต้นได้จากการมีค่าความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยไปจนถึงค่าความแตกต่างที่เป็นอนันต์ เมื่อระบบได้มีการเปลี่ยนไปสักระยะหนึ่ง สภาวะของระบบทั้งสองที่เราสังเกตได้เมื่อเวลาผ่านไปจะสามารถนำไปสู่ความน่าจะเป็นสองทางคือ เหมือนกันและหรือแตกต่างกันอย่างสังเกตเห็นได้ชัดเรียกปรากฎการณ์นี้ว่า "เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาวหรือ "ผีเสื้อขยับปีกทำให้เกิดพายุ" (butterfly effect) ในความหมายคือ การกระทำสิ่งเล็กๆนั้น สามารถทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้และในขณะเดียวกันและหรือในทางกลับกันการกระทำสิ่งใหญ่ๆก็สามารถส่งผลต่อสิ่งเล็กๆได้ในสิ่งเดียวกันเวลาเดียวกัน —>สิ่งเดียวกันใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกัน—>เวลาเดียวกันใช่และไม่ใช่เวลาเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น คดีของคุณบอส อยู่วิทยา ที่เกิดขึ้นจากคนสองคนนำไปสู่การมีส่วนร่วมของคนทั้งในและนอกประเทศ ที่ที่คดีมีการพลิกกลับไปกลับมาในส่วนของรายละเอียดทั้งที่มีอยู่จริงและไม่มีอยู่จริง ซึ่งคำว่า มีอยู่จริงและไม่มีอยู่จริง นี้สามารถพลิกกลับมาไปกลับมาได้ตลอดเวลาขึ้นอยู่กับผู้ที่มีส่วนร่วมอยู่ในสถานการณ์แต่ละคนและหรือแต่ละฝ่ายว่า ต้องการให้ผลของคดีออกมาในรูปแบบใด (ในทางทฤษฎีที่นักฟิสิกส์ค้นพบกล่าวว่า ระบบควอนตัมจะแสดงคุณสมบัติด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น ระบบควอนตัมจะไม่แสดงคุณสมบัติทั้งสองด้านพร้อมๆกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วระบบควอนตัมจะมีการแสดงและไม่แสดงคุณสมบัติทั้งสองด้านพร้อมๆกันในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน —>สิ่งเดียวกันใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกัน—>เวลาเดียวกันใช่และไม่ใช่เวลาเดียวกัน ถ้าหากเราพิจารณาอย่างละเอียดในทุกมิติเราจะเห็นได้ว่า ภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นหนึ่งสถานการณ์จะสามารถแยกสถานะของผู้ที่มีส่วนร่วมอยู่สองสถานะคือ ผู้ให้และผู้รับ หรือ ผู้กระทำและผู้ถูกกระทำซึ่งทั้งหมดจะใช้กฏทางฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ร่วมกัน แต่จะใช้ในทิศทางที่ตรงกันข้ามกัน (ฟิสิกส์แนวใหม่ซึ่งสามารถจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เหมือนกันและหรือแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงก็ได้ แต่ในท้ายที่สุดแล้วถ้าหากเราไม่ยอมละทิ้งและหรือไม่ยอมรับผลที่เราเห็นว่ายังมีความขัดแย้งอยู่ภายในตัวเอง (paradox) เราก็สามารถทำให้ความขัดแย้งที่อยู่ภายในตัวเองนั้นกลายเป็นความไม่ขัดแย้งได้เช่นกัน

 

#change

โดย Enlightened

 

กลับไปที่ www.oknation.net