วันที่ อังคาร สิงหาคม 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

CEO เครือซีพีปิ๊งไอเดีย!! ชู 4 แนวคิด 5 ยุทธศาสตร์ ดันไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ


วิกฤตโควิด-19 ทำให้ทุกอย่างในชีวิตของผู้คนเปลี่ยนแปลงอย่างคาดไม่ถึง ยอดผู้ป่วยติดเชื้อ ความวิตกกังวลในอนาคตที่ไม่แน่นอน และมาตรการล็อกดาวน์ในช่วงที่ผ่านมา สร้างผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศยืดเยื้อมานานหลายเดือน 

เมื่อเร็วๆนี้ ได้มีการระดมความคิดระหว่างประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ และประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร  ร่วมกับคณะผู้บริหารบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด(ซีพี) นำทีมโดยนายสุภกิต  เจียรวนนท์ ประธานกรรมการบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ นายธนากร เสรีบุรี รองประธานกรรมการอาวุโส นายอดิเรก  ศรีประทักษ์ ประธานกรรมการบริหาร CPF   และผู้บริหารเครือซีพีจาก บมจ.ซีพีออลล์ บมจ.สยามแม็คโคร เพื่อหารือข้อเสนอของเครือซีพีเพื่อให้รัฐบาลเร่งดำเนินการเพื่อก่อให้เกิดการปรับตัวของภาคเกษตรไทยให้มีความเข้มแข็งและช่วยให้เกษตรกรไทยมีความเป็นอยู่ที่ดี การให้ข้อสังเกตและข้อเสนอในการยกระดับเกษตรแปลงใหญ่ และยกระดับการศึกษาไทยแล้ว   นอกจากคณะกรรมาธิการจะได้รับข้อเสนอของเครือซีพีเพื่อให้รัฐบาลเร่งดำเนินการเพื่อก่อให้เกิดการปรับตัวของภาคเกษตรไทยให้มีความเข้มแข็งและช่วยให้เกษตรกรไทยมีความเป็นอยู่ที่ดี การให้ข้อสังเกตและข้อเสนอในการยกระดับเกษตรแปลงใหญ่ และยกระดับการศึกษาไทยแล้ว

ซึ่งทางเครือซีพียังได้ชี้แนวทางถึงสิ่งที่แต่ละองค์กรควรตระหนักคือ คิดหาแนวทางเพื่อสร้างความเติบโตธุรกิจในองค์กรให้มีความยั่งยืน และสามารถก้าวผ่านสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ไปได โดยสิ่งที่ประเทศไทยควรดำเนินการอย่างเร่งด่วน คือ การเตรียมการเข้าสู่ช่วงการฟื้นฟูอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งต้องรักษาความเชื่อมั่นและประคองระบบสังคม วิถีชีวิตให้สามารถดำรงอยู่ได้ ธุรกิจขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ต้องไม่ล้มหายตายจากไปและจะต้องรักษาการจ้างงาน เพื่อให้ประชาชนยังคงมีรายได้เลี้ยงชีพ และอาชีพอิสระ อาชีพรับจ้าง เกษตรกร หรือแม้กระทั่งคนว่างงานจะยังคงมีรายได้เพียงพอในการยังชีพ มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และประเทศไทยต้องตั้งเป้าหมายให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกทั้งด้านการค้า การลงทุน การเงิน และเทคโนโลยี ซึ่งประเทศไทยมีความพร้อมอยู่แล้ว 

 

 

1.โครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อยกระดับรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรให้มีรายได้อย่างเพียงพอ โดยใช้ภาคการเกษตรเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในรูปแบบ 4 ประสาน ซึ่งเป็นรูปแบบความร่วมมือ 4 ฝ่าย ได้แก่ รัฐบาล ภาคเอกชน สถาบันการเงิน และเกษตรกร เพื่อรองรับการพัฒนาเกษตรกรรมทันสมัย ยกระดับรายได้ และพลิกวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรในพื้นที่ต้นแบบเพื่อสร้างความแข็งแกร่งแก่เศรษฐกิจฐานราก

2.โครงการปลูกน้ำ คือ การนำที่ดินที่มีน้ำท่วมทุกปีและยามแล้งก็แห้งแล้งไม่สามารถทำการเกษตรได้ มาทำการขุดบ่อลักษณะแก้มลิง และมีการบริหารจัดการขายน้ำให้เกษตรกรในราคาถูก นอกจากนี้ยังควรส่งเสริมให้พื้นที่ทำการเกษตรเป็นแหล่งท่องเที่ยว เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เสริม

3. เชื่อมโยงความปลอดภัยสุขภาพเข้ากับการท่องเที่ยว  จากวิกฤติโควิด-19 ทำให้เห็นว่าระบบการแพทย์และสาธารณสุขของไทยมีความเข้มแข็งอย่างมาก ไทยมีแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขที่เก่งมาก หลังวิกฤติโควิด-19 การท่องเที่ยวจะขยายตัวมหาศาลเพราะผู้คนไม่จำเป็นต้องทำงานแค่ในออฟฟิศหรือในสถานที่ทำงาน แต่เป็นการเที่ยวไปทำงานไป แต่ทั้งนี้ต้องสร้างการเปลี่ยนแปลง โดยต้องเชื่อมโยงความปลอดภัยในสุขภาพเข้ากับการท่องเที่ยว

4. ดึงคนเก่งจากทั่วโลก  ประเทศไทยต้องวางเป้าหมายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ เปิดรับนักลงทุน ดึงดูดคนเก่ง นักธุรกิจ หรือนักวิทยาศาสตร์ประมาณ 5 ล้านคน แล้วปรับปรุงนโยบาย ระเบียบ กฎหมาย ตลอดจนสิทธิประโยชน์บางอย่าง เพื่อดึงดูดคนกลุ่มนี้ให้เข้ามาช่วยพัฒนาประเทศซึ่งจะช่วยเพิ่มภาษีให้ประเทศได้กว่า 5 ล้านล้านบาทต่อปีอีกด้วย คนเหล่านี้จะมาช่วยสร้างงาน ช่วยในด้านการพัฒนาซึ่งการผสมผสานคนเก่งของไทยกับคนเก่งจากต่างชาติจะเกิดเป็นทีมที่สมบูรณ์แบบที่สามารถสร้างจุดแข็งให้ประเทศไทย

 

นอกจากนี้ ภาครัฐควรเปลี่ยนภาวการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 ให้เป็นโอกาสด้วยการขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ ดังนี้

 

1. จัดทำฐานข้อมูลดิจิทัล

 ควบคุม ป้องกัน และรักษา โดยการจัดทำฐานข้อมูลดิจิทัล ตลอดจนการจัดทำระบบแสดงผลตามพื้นที่ การใช้บริการเทคโนโลยีมากและหลากหลายขึ้นเป็นการบ่งชี้ว่าการจัดการข้อมูลอย่างมีมาตรฐานเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าเดิม ดังนั้นการจัดทำฐานข้อมูลดิจิทัลขนาดใหญ่ของประชากรทุกคน และทุกนิติบุคคลในประเทศจึงมีความสำคัญ ทำให้มีข้อมูลในทุกมิติ เช่น ด้านสุขภาพ ด้านการเงิน ด้านการหา ความรู้ ด้านการจ้างงาน

 

2. ปลดล็อกอุปสรรคต่างๆ เพื่อความคล่องตัว

 ความต่อเนื่องของธุรกิจ จากวิกฤติโควิด-19 ทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก รูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบเดิมไม่สามารถเดินหน้าได้ภายใต้ระเบียบ เงื่อนไข ขั้นตอนแบบเดิม ดังนั้นรัฐบาลควรเร่งปลดล็อกอุปสรรคในการทำธุรกิจเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว เช่น การแก้กฎหมายเพื่อรองรับการจัดทำรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-GOV) ดิจิทัลไอดี (Digital ID) ที่จะเชื่อมต่อการยืนยันตัวตนจากทุกภาคส่วนเข้าไว้ด้วยกัน ระบบยืนยันตัวตนออนไลน์ (Online KYC) การลงนามอิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) การทำสัญญาออนไลน์ (Smart Contract) เพื่อมาทดแทนการใช้กระดาษซึ่งปัจจุบันกฎระเบียบ และกฎหมายยังติดขัดอยู่หลายส่วน ดังนั้นควรใช้วิกฤตินี้ให้เป็นโอกาสทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ รวมทั้งการใช้ระบบสื่อสารและโซลูชั่นที่รองรับการทำงานได้จากทุกที่ (Work at Home) จะทำให้นักธุรกิจจากทั่วโลกสามารถเดินทางมาทำงานในประเทศไทย ดึงดูดเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลรองรับ The New Normal ของการทำธุรกิจและการกลับมาเปิดตัวใหม่อีกครั้งของธุรกิจต่าง ๆ

 

 3. การจ้างงานและพัฒนาคน 

การจ้างงานและพัฒนาคน รัฐบาลควรเตรียมคนเพื่ออนาคต โดยสร้างมาตรการสนับสนุนบัณฑิตจบใหม่ เฉลี่ยปีละกว่า 5.2 แสนคนทั่วประเทศ ยุทธศาสตร์นี้เน้นการสร้างความรู้ทางดิจิทัล และสมรรถนะทางเทคโนโลยีให้กับประชาชนผ่านโครงการ Future Skilling เพื่อยกระดับทักษะของคนไทยทั้งประเทศ โดยให้ทุนการศึกษากับคนไทยทุกคน เพื่อให้มีสิทธิเท่าเทียมกันในการลงทะเบียนเรียน และเพื่อเรียนรู้ทักษะใหม่ในการดำรงชีพเพื่อรองรับงานในรูปแบบใหม่ รวมถึงส่งเสริมผู้ประกอบการด้านการศึกษาในประเทศให้ทำหลักสูตรออนไลน์

 

4.สร้างความเชื่อมั่นในตลาดการค้าและการลงทุน 

 ความมั่นใจในตลาดทุน รัฐต้องสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน ตลาดการค้าและการลงทุน เพิ่มสร้างสภาพคล่องให้แก่ธุรกิจ รวมทั้งให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างทั่วถึง เช่น สตาร์ตอัพ ธุรกิจ SMEs ที่อาจขาดสภาพคล่อง โดยการระดมทุนและจัดตั้งกองทุนต่าง ๆ ให้อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบอย่างรวดเร็วเพื่อสนับสนุนรายได้ที่ขาดช่วง ขาดกระแสเงินสด และให้สามารถรักษาพนักงานของบริษัทตนไว้ได้

 

5. เศรษฐกิจใหม่ (Economic Reform)

ควรมีการลงทุนเพื่ออนาคต เตรียมรองรับเศรษฐกิจใหม่ที่จะเกิดขึ้นหลังวิกฤติ ได้แก่ เกษตรกรอัจฉริยะ (Smart Farming) และการทำการค้าออนไลน์ (e–Commerce) รวมถึงการวางแผนพื้นที่การเพาะปลูก (Agrimap/Zoning) การพัฒนาระบบชลประทาน (Digital Irrigation) ให้พื้นที่การเกษตรเข้าถึงน้ำร้อยเปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้อาจต้องมีเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ที่จะดึงดูดบุคลากร ผู้มีความรู้และนักลงทุนชั้นนำจากทั่วโลก การออกแบบเมืองที่มีความปลอดภัยปลอดเชื้อ การป้องกันด้านสาธารณสุข (Preventive Healthcare) การท่องเที่ยวแนวใหม่ที่เน้นสุขภาพไปจนถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล

 

เรียบเรียงจาก :ฐานเศรษฐกิจ

โดย ยี่สิบแปดกันยา

 

กลับไปที่ www.oknation.net