วันที่ พุธ สิงหาคม 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เอาเรือดำน้ำ รักชาติ, บ่เอา ขายชาติ(หน้า) ?


เอาเรือดำน้ำ รักชาติ? บ่เอา,ขายชาติหนาเฮ้ย?ฮาเอิก! สงครามประชาชนทุกคนล้วนอาจหาญ ยืนหยัดตระหง่านไม่หวั่นผองภัย มวลชนเกรียงไกรชี้ขาดชัยสงคราม ที่จริงอายุ-เฮ้ยไม่ใช่ อาวุธ ก็เป็นเพียงตัวเลขเหมือนกัน!หมายความว่าทั้งอายุของสะลิ่ม หรืออายุของนายทนายทุนหรือคู่ขาและคู่หูของเขาอย่างนายบุตรของใคร หรือคุณผกาพันธ์ ไม่ใช่ตัวบอกว่าก้าวหน้าหรือล้าหลัง: ตัวอย่าง,ความคิดปฏิวัติทุนนิยมฝรั่งเศสปี 1789 มันก็ไม่ได้ก้าวหน้าสุดของยุคของมัน เพราะท่านคลอมเวล นั้นทำกับราชวงศ์อังกฤษ, แล้วให้กษัตริย์อังกฤษยอมลงมาอยู่ในสัญญาประชาคม เป็นร้อยปีแล้ว, หรืออีตารี่เขาก็ไปไกลกว่านั้นอีก ก็ตอนที่มีการค้นพบทวีปอเมริกา ชาวนาเสรีรอบเมดิเตอร์เรเนียน ได้มีผลิตผลทางการเกษตรส่งไปทวีปใหม่จนมั่งคั่งกว่า เจ้าที่ดินศักดินา ฟลอเรนหรือกรุงโรมหรือ เจ้าเมืองอีตารี่ทั้งหลาย อำนาจของนายทุนที่เป็นชาวนาเสรี ก็เข้าแทนที่ระบอบฟิวดัล อีตารี่ โดยลำดับ- ไม่เห็นต้องนองเลือดอย่างฝรั่งเศส ที่นายทุนต้องก้าวให้ทันอังกฤษและอีตารี่เลย! นี่อยู่ในนิยามของการปฏิวัติประชาธิปไตยนายทุนของมาร์กซ์ด้วยนะ;ความจริง, ก่อนที่จะมีการปฏิวัติในฝรั่งเศสปี 1789 น่าจะเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่นายรูสโซ่ หรือมองเตสกิเย เจ้าลัทธิประชาธิปไตยเสรี-ทุนนิยมฝรั่งเศส หรือสากลก็ตาม, เราก็มีศรีปราชญ์ที่อาจหาญถึงขั้นไม่ได้ก้มหัวให้แก่ระบอบศักดินาเสียทีเดียว,ไม่ก่อนหน้า หลัง คนเหล่านั้นสักเท่าไร; ดีไม่ดี การพัฒนาระบอบการค้าในสยามที่มีหน่ออ่อนของพ่อค้า นายทุนหรือชาวนาเสรีในดินแดนที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างตะวันตกและตะวันออกอย่างสุวรรณภูมิของเรา มีมานานตั้งแต่เริ่มต้นกรุงศรีอยุธยา คือปี ค.ศ.1350(พ.ศ.1893) เพียงแต่ว่า ชาวนาเสรีระดับรวยมากๆที่มีความมั่งคั่ง ผู้นั้นถูกยกให้เป็นเจ้า และดำเนินระบอบศักดินาแบบวิถีเอเชียต่อไป แทนที่จะดำเนินระบอบเสรีประชาธิปไตย-ต่างหากเล่า? เอาเป็นว่าสังคมสยามสมัยนั้นยังวนเวียนอยู่กับระบอบศักดินา! ซึ่งถ้ามองจากสภาพทางสังคมสยาม(ไทยปัจจุบัน) เป็นแบบประชาธิปไตยภายใต้ กึ่งอิทธิพลของกลุ่มทุนผูกขาดต่างชาติ, สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยจึงไม่ใช่ สถาบันที่เป็นระบอบศักดินา หรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แน่นอน -และจำต้องถูกผนวกเป็นเป้าหมายของการปฏิรูปในระบอบรัฐธรรมนูญได้หรือ?คิดดูดีๆนะไอ้พวก โรคไร้เดียงสา แอกที่ว่า มันเป็นแอกเหล็กต่างชาติที่เหนียวหนึบ เอาการทีเดียวนะน้องๆและที่พันคอน้องๆอยู่นั้นมันเป็นสร้อยคอทองคำที่น้องมี,แสดงความมั่งคั่ง ที่ เพียงพอ และ พอเพียงแก่การดำรงชีวิตอย่างทั่วถึงนะน้องๆนะ-พวกหนูๆอย่าไปหยิบหรือถอดผิดอัน; พวกมันจะเอาแอกเหล็กใส่ให้กระชับแน่น และสร้อยคอทองคำที่น้องสรวมอยู่ มันจะขอถอดเอาไป-คิดดีๆนะหนูๆ? และมันต่างอะไรตรงไหน?ที่นโปเลียน โบนาปาร์ต ผู้เป็นกงสุลใหญ่(ถ้าเป็นระบอบกษัตริย์อยู่ ก็เรียกว่า ผู้สำเร็จราชการ-อย่างสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาสุริยวงศ์ เมื่อเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ยังทรงพระเยาว์อยู่ หรือโชกุนของญี่ปุ่นที่รับหน้าที่สำคัญๆบางอย่างมาทำ) รับอำนาจจากสภาเป็นเสมือนประธานาธิบดี, ที่ตอนนั้นยังไม่มีใครเรียกในยุโรป นอกจากในสหรัฐ- เขา(นโปเลียน โบนาปาร์ต)ก็สถาปนาตนเองเป็นเสมือนจักรพรรดิอีก? อย่างในเนื้อหาของวิวัฒนาการการทางดนตรีคล้าสสิคสากล ก็แสดงให้เห็นว่า เบโธเฟ่น ซึ่งเขาเป็นนักเสรีประชาธิปไตยคนหนึ่งของยุโรป,เขาประณาม โบนาปาร์ตว่าเป็นนักประชาธิปไตยจอมปลอมเป็นกษัตริย์เผด็จการที่ถูกเลือกตั้งมา ที่ต้องพินาศ เมื่อ นโปเลียนบุกกรุงเวียนนา และเขาเปลี่ยน ท่อนที่สามของซิมโฟนี่หมายเลขสามที่เรียกว่า อิลอยก้าที่เขียนสรรเสริญว่าเป็น ผู้นำเสรีประชาธิปไตยยุโรป ให้กองทัพของเขากำลังเดินไปสู่ความหายนะและความตาย-ท่วงทำนองเพลงแห่ศพ,เบโธเฟ่น ก็เป็นหนึ่งในอหังการของชาวเสรีนิยมสุดเหวี่ยงคนหนึ่ง. มีคนเคยเปรียบเทียบว่า นักประชาธิปไตย(เผด็จการสภา-คนแดนไกลคนนั้น)มีความคิดและท่วงทำนองชีวิตอย่างโบนาปาร์ต-เสึยนี่กระไร,เพียงแต่เปลี่ยนเกาะเอลบาเป็นดูใบ ก็เท่านั้น!และคนที่ได้อานิสงส์จากการยุบพรรคของคนนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับบุญธรรมกรรม(เวร)แต่ง แซ่ซัวเถาเดียวกันมั้ง?ผู้ถูกสถาปนาเป็นกงสุลใหญ่สังคมออนไลน์-ฮา,ก็คงมีสถานที่จับจองเอาไว้แล้วว่า เอลบา แต่ไม่รู้ว่าจะตรงไหน เท่านั้นเอง?ผมก็ได้แต่ภาวนา(ด้วยใจจริง)อย่าเป็นยมโลกเลยนะ! ถ้ารู้แล้วว่า หนดำเนินของท่าน พบจุดจบแบบนี้ ยังไม่หยุด ก็ขอนับถือว่า กล้าหาญบ้าบิ่นดีว่ะ! แต่ถ้าไม่รู้ ก็ถือว่า เข้าสูตรเลนินที่ว่า โรคไร้เดียงสาฝ่ายซ้าย-เสรีประชาธิปไตย ซึ่งทรอตสกี้คนหนึ่งละ เป็นคนนั้น; จุดจบของโบนาปาร์ต นับว่าโชคดี-แต่ถ้าจบแบบฝ่าย ก้าวหน้าเอียงซ้าย ไร้เดียงสา เขาถูก ขวานจามหัวแบะ ตายอย่างอนาถา ทรอตสดี้เอ๋ย, ในจีน ทันสมัยขึ้นมาหน่อย หลินเปียวเครื่องตกตาย เท่มากหน่อย ทีเดียวเชียว! วันนั้น,มารดาคงจะพูดเหมือนที่ จ่าง แซ่ตั้ง พูดว่า กลับไปขายเต้าฮวยดีกว่า!แต่สำหรับเธอน่าจะพูดว่า รู้อย่างนี้ น่าจะกลับไปขายก๋วยเตี๋ยว ดีกว่า!ไม่น่าจะหาเรื่องไปขายอะไหล่ไต้หวันก่อนเลย,ฮา! เพราะดันไปเชื่อ มติใคร? เขียน แต่ ข่าวร้าย รายวันไปด้วย เฮ้อ! จนหาทางลงได้ไหมเนี่ย?ได้แต่ซื้อเวลาไปวันๆ,ไม่รู้ว่าแหย่ให้เด็กๆชูสามนิ้วไปได้นานแค่ไหน?สร้างกำแพงป้องกันตนเองกี่ชั้นแล้วนี่? วันนั้น,พูดถึงนโปเลียนแห่งเอเชีย-โวเหงียน ยาบ ได้ประกาศยุทธศาสตร์ รุก หลังจาก มียุทธศาสตร์ รับ และ ยันจนแน่ใจแล้ว,ก็เปิด ขั้นยันรอบทิศ ป้อมเดียนเบียนฟูก็ถูกทำลายลงอย่างราบคาบ;ไม่ต่างอะไรกับการรบที่ เขาชะงุ้ม หรืออะไรจำไม่ได้ พระเจ้าตากสินได้ล้อมจับพม่าเป็นๆหลายคน และเอามาให้คนไทยที่ยังกลัวพม่าอยู่ได้ดู(แถวสนามหลวงหรือเปล่าไม่รู้?) ว่าก็เป็นคนเหมือนเราๆ,วันนั้นคนฝรั่งเศสก็คงถูกจับมาให้คนเวียดนามดูว่า ก็ไม่มีอะไรน่ากลัว,หลังจากนั้นก็เซ็งลี้เวียดนามใต้ ให้สหรัฐดำเนินการครอบงำเป็นกึ่งเมืองขึ้นต่อและเวียดกงซึ่งถือแนวความคิดเวียดมินต์ ทำสงครามจรยุทธ์ สลับประชิดป้อมค่าย เอาจนสหรัฐต้องทิ้งทหารเป็นศพ ประมาณ ห้าหกหมื่นคน และที่เหลือ ห้าแสนคนหนีออกไปไม่เป็นท่า. ระเบิดปรมาณู ของสหรัฐไม่ได้ใช้เหมือนกับในญี่ปุ่น,ไม่ใช่ เขาไม่อยากใช้;เพราะรัสเซียเขาก็มีอยู่ แถวๆอ่าวคัมรันมั้ง? ส่วนสหรัฐไม่ใช่ ไม่เอามา,ตอนนั้นกองทัพเรือสหรัฐใช้อู่ตะเภา(ที่เดียวกับที่ท่านประยุทธ์ไปในวันเหล่านี้แหละ)กองเรือสหรัฐแทบจะเอาย่านนี้ รวมทั้งพัทยาเป็นที่ซ่องสุมสารพัด อย่างกับเป็นเกาะกวมที่สองแน่ะ! ปีนั้นประมาณ 2518 ผมเรียนวิชาวิทยาศาสตร์กายภาพ,อธิการบดีหญิงท่านสอนอยู่ เป็นเรื่องทฤษฎีสัมพันธภาพของไอนสไตน์-ท่านได้พูดถึงระเบิดปรมาณู และได้อธิบายถึงผลอีกด้านหนึ่งของมัน แม้ยังไม่ระเบิด แต่มันสามารถรั่วไหลออกมาได้,และได้เอ่ยถึงงานวิจัยว่า ที่ใดที่มีฐานทัพสหรัฐหรือประเทศใดใดที่มีระเบิดปรมาณู จะพบว่ามีบ้านเรือนใกล้เคียง มีการพบว่าป่วยเป็นมะเร็งหนาแน่นกว่าที่อื่นๆ; ท่านบอกว่า มีผู้พบว่าโรงพยาบาลแถวๆอู่ตะเภา มีคนป่วยเป็นมะเร็งมากกว่าที่อื่นๆ ก็มีผู้สงสัย(รวมทั้งตัวท่านด้วย)ว่า สหรัฐซ่อนระเบิดไว้แถวนั้นหรือสหรัฐเอาเรือรบที่ใช้พลังงานปรมาณูมาจอดแถวนั้น อาจไม่ได้เอาระเบิดปรมาณูมาซ่อนอยู่,ก็ไม่มีการยืนยัน-เพราะใครเล่าจะเอากระดิ่งไปผูกคอเสือที่ เป็นเกลอของเผด็จการทหารสมัยนั้น? ผมไม่ได้ว่าสหรัฐสมัยนี้ แต่เป็นสหรัฐสมัยโน้นที่ยังอำมหิตอยู่มาก-สมัยนี้ ดูๆไปหน่อมแน้มกว่าเยอะ-ฮา. ที่ซำเหนือ ในลาว อันเป็นส่วนหนึ่งของสงครามเวียดนาม,สหรัฐได้นำเครื่องบินจากฐานทัพในไทยทิ้งระเบิดอย่างมากมาย; ระเบิดทุ่มลงปานฝนไม่เคยสะท้าน สงครามรุกรานที่สหรัฐใช้ทางอากาศ ที่ชาวอินโดจีนไม่มีทางสู้ได้เลย,เพราะสหรัฐครองน่านฟ้า แทบจะเด็ดขาด,ในขณะที่ภาคพื้นดิน พอฟัดพอเหวี่ยง เสมอหน้ากัน รวมทั้งภาคพื้นผิวน้ำก็ไม่สามารถทำอะไรเวียดนามได้มากนักเพราะมีจีน-รัสเซียคอยยันอยู่; แต่ เหตุไฉนไยฉะหนอ? โวลุ่มของสหรัฐที่มีเหนือกว่าโดยเด็ดขาด ที่น่าจะเป็นตัวชี้ขาดในชัยชนะ โวลุ่มทาง น้ำเท่ากัน ทางบก เท่าๆกัน เรียกว่า ยันเสมอกัน-แต่ โวลุ่มหรือปริมาตร ด้านอากาศ ที่สหรัฐเหนือกว่าจนปิดน่านฟ้าได้หมด! แต่เพราะเวียดนาม ได้เปิดโวลุ่มการต่อสู้พิเศษ ที่สหรัฐไม่อาจมีได้เลย-นั่นคือสงครามอุโมงค์ และประโยชน์จากถ้ำต่างๆที่มีอยู่อย่างมากมาย: ซึ่งสงครามเป็นการต่อสู้ด้วยกำลังทางเศรษฐกิจที่เหนือกว่า จะเป็นผู้กำชัยในที่สุด,แล้วอย่างไรหรือ?สหรัฐเหนือกว่าอีกนั่นแหละ,สหรัฐกลับพ่ายแพ้- คำตอบคือสหรัฐได้สูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ทำให้ง่อนแง่น มีผลต่อการเรียกร้องให้ยุติสงคราม จากนิสิตนักศึกษาและประชาชนอเมริกันและทั่วโลก; ป้อมใต้ดินและอุโมงค์ที่อาจคิดเป็นราคาในด้านตัวเลข ไม่ปรากฏ,แต่พลังงาน(พลังการผลิต)ของชาวเวียดนามและลาวที่สร้างอุโมงค์ เป็นจำนวนมาก,ถ้าคิดเป็นตัวเงินแล้ว อาจมีมูลค่ามากกว่าเงินที่ซื้อเครื่องบินและระเบิดที่ทิ้งลงไปในเวียดนามและลาว( วิจัยว่ามากกว่า ทิ้งในสงครามโลกครั้งที่สองที่รวมกันใช้ในสงครามเสียอีก) เราอาจพูดได้ว่าอุโมงค์ทั้งหลายนั้น มีราคามากกว่า อาวุธ แลลูกกระสุนหรือระเบิดของสหรัฐเสียอีก,เพราะมันต้านทานได้. ดังนั้นเมื่อย้อนไปดูปี ค.ศ.1945ที่ฝรั่งเศสแพ้เวียดนามเหนือซึ่งทหารส่วนใหญ่ของเวียดนามเหนือเป็นชนเผ่าไทยดำในเวียดนาม-เขา เอาข้าวสาร อาหารแห้ง และอาวุธ

โดย enjoyjing

 

กลับไปที่ www.oknation.net