วันที่ ศุกร์ สิงหาคม 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พระมหากษัตริย์ กับ ความเป็นไทย : ความชอบธรรมของพระมหากษัตริย์ไทย


พระมหากษัตริย์ กับ ความเป็นไทย : ความชอบธรรมของพระมหากษัตริย์ไทย

 

(ขอบคุณภาพประกอบจาก https://th.wikipedia.org)

 

(ขอบคุณภาพประกอบจาก https://th.wikipedia.org)

 

ความชอบธรรมของพระมหากษัตริย์ไทย

พระมหากษัตริย์ของไทยมีที่มาของความชอบธรรมเป็นหลักมาแต่เดิม
คือ (๑)พ่อปกครองลูก (๒)ธรรมราช และ (๓)เทวราช

(๑)พ่อปกครองลูก
ความชอบธรรมของพระมหากษัตริย์ตามหลักคิดดั้งเดิมของไทยก่อนที่เราจะรับอิทธิพลของศาสนาพรามหมณ์และพุทธ
คือ พระมหากษัตริย์หรือเจ้า จะต้องปกครองคนเหมือนกับพ่อปกครองลูก
คือ ปกครองด้วยความรัก ความเป็นห่วง ด้วยความปรารถนาดี
บางครั้งอาจจะมีลงโทษลงทัณฑ์ ก็ทำเหมือนที่พ่อทำกับลูก
ไม่ได้ทำเพระว่าอยากจะเป็นนาย ไม่ได้ทำเพราะอยากจะให้คนเกรงกลัว แบบไม่มีเหตุ ไม่มีผล

(๒)ธรรมราช
เป็นหลักในศาสนาพุทธ ที่ถือว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ได้
เป็นมนุษย์ปกครองคนอื่นได้ มีความชอบธรรมในการปกครอง เพราะทรงประพฤติธรรม
หรือเพราะทรงปกครองด้วยหลัก ธรรมาธิปไตย คือปกครองด้วยธรรม
ไม่ได้มีความชอบธรรมเพราะมีพระราชอาญาสิทธิ์ที่ได้รับจากสวรรค์ หรือ เทพ
หรือเป็นเทพที่สมมุติมาเกิด ธรรมในที่นี้คือ ธรรมของศาสนาพุทธเป็นสำคัญ
คำว่า ธรรมาธิปไตย เป็นศัพท์ศาสนาพุทธที่เก่าแก่มาก ซึ่งไม่ได้เลียนแบบมาจากคำว่า ประชาธิปไตย
ธรรมาธิปไตยนั้น หมายถึง การปกครองด้วย ธรรมะ ไม่ว่าจะอยู่ในระบอบการปกครองแบบใด
ก็ต้องปกครองด้วยธรรมะทั้งสิ้น จึงจะเป็นการปกครองที่ดี
หลักธรรมราชนั้น มีหลายหลักด้วยกัน แต่ที่เราคุ้นเคยกันดีก็คือ หลัก ทศพิธราชธรรม
ที่มีอยู่ 10 ประการ คือ
(1)พระมหากษัตริย์จะต้องให้(ทาน) (2)พระมหากษัตริย์จะต้องประพฤติธรรม(ศีล)
(3)พระมหากษัตริย์จะต้องเสียสละ(ปริจาคะ) (4)จะต้องซื่อตรง(อาชวะ) (5)จะต้องอ่อนโยน(มัททวะ)
(6)จะต้องมีความเพียร(ตบะ) (7)จะต้องไม่โกรธ(อักโกธะ) (8)จะต้องไม่เบียดเบียน(อวิหิงสา)
(9)จะต้องมีขันติธรรมอดทน(ขันติ) (10)จะต้องมีความหนักแน่นเที่ยงธรรม(อวิโรธนะ)
นอกจากนี้ ยังมีหลักอื่นอีกเช่น จักรวรรดิวัตร 12 และราชสังคหวัตถุ 4 เป็นต้น

(๓)เทวราช
เป็นหลักในศาสนาพราหมณ์ เป็นแนวคิดที่ว่า พระมหากษัตริย์ทรงปกครองได้เพราะทรงได้รับอาญาสิทธิ์จากสวรรค์
เพราะทรงเป็นเทพอวตารมาเกิด เพระทรงเป็นตัวแทนของเทพ
ไทยเรารับหลักเทวราชมาใช้มากในสมัยอยุธยา ปฐมกษัตริย์อยุธยาทรงมีพระนามว่า "รามาธิบดี"
อันมีความหมายว่าเป็นพระรามอวตารมาเกิด ซึ่งพระนามพระมหากษัตริย์ของเราก็ใช้ว่า "รามาธิบดี" ต่อมาอีกหลายพระองค์
หรือพระนาม "พระนารายณ์" ก็หมายความว่า ทรงเป็นพระนารายณ์อวตารมาเกิดเป็นกษัตริย์
พระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่ทำกันจนทุกวันนี้ก็เป็น พิธีพราหมณ์ ไม่ใช่พิธีพุทธ
พิธีบรมราชาพิเษก ถือว่าสำคัญมาก เพระเป็นพีธีที่พระมหากษัตริย์จะได้รับความศักดิ์สิทธ์จากเทพ
และจากการสรงน้ำศักดิ์สิทธิ์ของแผ่นดิน
แนวคิดในเรื่องพระมหากษัตริย์ เป็นการรับแนวคิดจากพราหมณ์มาใช้อย่างมาก
เพระฉะนั้น พระมหากษัตริย์ ในหลักคิดนี้ จึงเป็น เทวราช เป็นกษัตริย์ที่เป็นเทพ
มีสถานะที่ศักดิ์สิทธิ์ แม้กระทั่งทุกวันนี้ เราก็ยังถือว่า พระมหากษัตริย์ เป็นทั้งธรรมราช และเทวราช

 

โดย เขียดขาคำ

 

กลับไปที่ www.oknation.net