วันที่ อาทิตย์ กันยายน 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เมื่อ SEA ถูกทำให้เป็นประชาธิปไตย


เมื่อ SEA ถูกทำให้เป็นประชาธิปไตย

สำหรับท่านที่ไม่คุ้นเคยกับคำว่า SEA คำนี้ย่อมาจาก Strategic Environment Assessment การประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ มีคำจำกัดความว่า เป็นกระบวนการที่เป็นระบบในการค้นหาทางเลือกเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในการกำหนดนโยบาย หรือแผนการพัฒนา โดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วม และการบูรณาการด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี

สำหรับ SEA ที่ผมเข้าไปเกี่ยวข้อง เป็น SEA ด้านพลังงานไฟฟ้าภาคใต้ สืบเนื่องจากความขัดแย้งเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เทพา จังหวัดสงขลา มีคนไม่เห็นด้วยและมาประท้วงที่สำนักงาน UN ที่กรุงเทพ และลงเอยด้วยนายกประยุทธ สั่งระงับโครงการและให้ทำ SEA เพื่อลดความขัดแย้ง และทางกระทรวงพลังงานได้มอบหมายให้สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) เป็นผู้ดำเนินการ

ผมควรกล่าวด้วยว่า นิด้า เป็นสถาบันที่ผลิตบัณฑิตระดับปริญญาโท-เอก ด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม และมีบัณฑิตทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับ SEA จบออกไปจำนวนมาก

โครงการ SEA โครงการนี้เน้นการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง มีการเปิดวงสานเสวนา (dialogue) กับผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่เกินกว่า ๑๐ ครั้ง ไม่นับรวมการพูดคุยวงเล็กอีกไม่ต่ำกว่า ๒๐ ครั้ง ในพื้นที่ภาคใต้เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนายุทธศาสตร์ด้านพลังงานไฟฟ้าไปด้วยกัน ครั้งล่าสุดที่นิด้าที่ผมกำลังจะกล่าวถึง

บรรยากาศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้มีส่วนได้เสียจากพื้นที่ภาคใต้ กับผู้ทรงคุณวุฒิและคณะทำงานโครงการเมื่อวันที่ ๙-๑๐ กันยายน ๒๕๖๓ ที่นิด้า สะท้อนความเป็นประชาธิปไตยได้อย่างน่าสนใจ

ผู้มีส่วนได้เสียในยุทธศาสตร์การพัฒนาพลังงานไฟฟ้าเดินทางจากภาคใต้ประมาณ ๑๐๐ คน ประกอบด้วยชาวบ้านตัวแทนกลุ่มอาชีพ ผู้นำชุมชน NGO นักวิชาการ สื่อมวลชน นักธุรกิจ ตัวแทนการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านพลังงานไฟฟ้ากับผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญด้านพลังงานในมิติต่างๆ ทั้งพลังงานทดแทนและพลังงานหลัก ผู้ทรงคุณวุฒิบางท่านเป็นถึงอดีตปลัดกระทรวง บางท่านมีตำแหน่งทางวิชาการเป็นศาสตราจารย์ บางท่านเป็นเจ้าของกิจการด้านพลังงาน บางท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ปรึกษาบรรษัทผู้ประกอบการด้านพลังงาน บิ๊กๆทั้งนั้น

ผมรู้สึกยกย่องชื่นชมสปิริตของผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านั้นด้วยความจริงใจ ที่ท่านยอมรับรูปแบบของกระบวนการพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในครั้งนี้ เราไม่ได้จัด panel ให้ท่านนั่งเด่นเป็นสง่าบนเวทีอภิปรายในฐานะผู้เชี่ยวชาญเหมือนที่ทำกันโดยทั่วไป ท่านเหล่านั้นจึงต้องนั่งปะปนกับชาวบ้านและผู้มีส่วนได้เสียทุกคนที่มาร่วม ท่านต้องยกมือขอใช้สิทธิ์เมื่อท่านต้องการพูด และท่านมีสิทธิ์ใช้เวลาประมาณ ๓-๕ นาทีเท่าๆกับคนอื่น ผู้ทรงคุณวุฒิบางท่านถูกต่อว่าโทษฐานยกมือขอใช้โอกาสในการพูดซ้ำหลายครั้ง แต่ท่านก็นิ่งเฉยไม่ตอบโต้ชี้แจงทั้งๆที่เรื่องท่านพูดเป็นข้อมูลเกี่ยวกับพลังงานในอนาคตที่เป็นประโยชน์ที่ทั้งฝ่ายสนับสนุนทางเลือกและทางหลักควรฟัง

วิสัยเทคโนแครทผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ มักทระนงในตัวเองและไม่ชอบเสียเวลาให้กับคนที่พร้อมจะฟัง แต่คงเป็นเพราะความปรารถนาดี เห็นแก่ส่วนรวม ท่านเหล่านั้นจึงยอมนั่งฟังความคิดที่แตกต่างหลากหลายที่แทบจับเนื้อหาสาระไม่ได้ บางคนเอาแต่คอยจับผิดคนที่คิดต่างเพื่อหาช่องทางโต้แย้งเพื่อเอาชนะ หากท่านเหล่านั้นไม่มีความอดทนและใจกว้างพอ คงเดินออกจากห้องไปเพราะไม่อยากเสียเวลากับเรื่องที่เห็นว่าไม่มีประโยชน์

ในอีกแง่มุมหนึ่ง นอกจากเห็นสปิริตของผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านั้นดังที่กล่าวมาแล้ว ยังเห็นบรรยากาศประชาธิปไตยอีกแบบหนึ่ง เป็นบรรยากาศที่ทุกคนต้องเรียนรู้เพื่ออยู่ร่วมกันด้วยความอดกลั้น นักพูดหลายคนคนต่างพยายามยกมือทวงสิทธิ์การพูดของตนเองอย่างกระตือรือร้น ไม่สนใจว่าใครใหญ่มาจากไหน ไม่มีการนั่งฟังด้วยอาการสมยอมแบบขอไปที (lazy tolerance) หรือสยบยอมให้กับอำนาจความรู้ของผู้ทรงคุณวุฒิ แม้บางคนเปล่งวาจาด้วยความก้าวร้าวดุดันไปบ้าง ก็ถือเป็นบุคลิกส่วนตัวและเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละคน ไม่ถือสาหาความ วงสนทนาแลกเปลี่ยนที่ไม่มีการพูดจาตอบโต้กันไปมาคือกระจกส่องให้คนมองเห็นตัวเอง แต่ละคนควรได้รับโอกาสเรียนรู้และพัฒนาวิธีการแสดงออกอย่างเหมาะสม บรรยากาศวันนั้นยืนยันความเป็นประชาธิปไตยในกระบวนการ SEA อย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือ

ประการที่ ๑ มีการแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระและยอมรับในความเท่าเทียมกัน แต่ละคนพูดตามเวลาที่กำหนด ไม่พูดยาวแบบน้ำท่วมทุ่ง เพื่อประหยัดเวลาและแบ่งปันโอกาสการพูดให้คนอื่น แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีส่วนที่ต้องปรับปรุงและปฏิบัติให้ได้จริง นั่นคือการรับฟังเหตุผลของคนอื่นด้วยท่าทีที่เคารพและให้เกียรติ

ประการที่ ๒ แต่ละคนบอกเล่าประสบการณ์ ความคิดเห็นตามความเชื่อของตนอย่างบริสุทธิ์ใจ ไม่พยายามโน้มน้าวหรือใช้สำนวนโวหารแบบโฆษณาชวนเชื่อให้คนอื่นคล้อยตาม หรือพูดจาโต้เถียงเพื่อเอาแพ้เอาชนะ หรือโจมตีความคิด ทำลายความน่าเชื่อถือของคนอื่น พฤติกรรมการแสดงออกด้วยความจริงใจและรับผิดชอบ ถือเป็นวิถีปฏิบัติพื้นฐานของประชาธิปไตย

ประการที่ ๓ บรรยากาศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นไปตามหลักประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ (deliberative democracy) หรือประชาธิปไตยแบบเห็นพ้องต้องกัน (consensual democracy) กล่าวคือ คนกลุ่มหนึ่งรวมตัวกัน แสดงความเห็นอย่างอิสระ แต่ละคนเปิดกว้างรับฟังคนอื่นเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ เพื่อปรับเปลี่ยนทัศนะโดยสมัครใจเพื่อหาทางออกของปัญหา ร่วมกันตัดสินใจร่วมกันแบบเห็นพ้องต้องกัน  โดยไม่มีการลงมติใช้เสียงคนส่วนใหญ่บังคับคนส่วนน้อยให้ปฏิบัติตาม

ปรากฏการณ์เหล่านี้คือบรรยากาศที่สัมผัสได้ในเวทีสานเสวนาที่สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ (NIDA) ครั้งล่าสุด แม้ว่าเป็นประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือที่ยังไม่สมบูรณ์ ครบถ้วนตามอุดมคติ แต่ก็เป็นภาพสะท้อนให้เห็นพัฒนาการเกิดขึ้น

 SEA เป็นประชาธิปไตย แต่ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่เกิดได้ด้วยตัวเอง ต้องสร้างขึ้นโดยอาศัยความร่วมมือสร้างกระบวนการที่ถูกต้องให้เกิดขึ้น

 

..................................

โดย Dr.Sixteen

 

กลับไปที่ www.oknation.net