วันที่ อังคาร กันยายน 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตามรอยมหาสถูปเจดีย์ ต้นกำเนิดสร้างเจดีย์สถาน พุทธภูมิ-สุวรรณภูมิ


ตามรอยมหาสถูปเจดีย์ในดินแดนพุทธภูมิ สู่ดินแดนสยาม สุวรรณภูมิ  

            ปฐมบทแห่งข้อสงสัยล้วนแล้วต้องอาศัยเวลาเป็นเครื่องรู้ บางครั้งนานหลายปี บางครั้งแสนสั้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อเกิดปัญญแห่งความเข้าใจ เห็นแจ้งตามเหตุแห่งผลธรรมปรากฏขึ้นตามความเป็นจริง  ดังนั้นไม่มีคำว่าบังเอิญใน วิถีพุทธ วิถีธรรม ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จึงเป็นสิ่งสูงสุดของชีวิตชาวพุทธที่ดำรงสืบต่อกันมายาวนาน

โบราณสถานเขาคลังนอก

           เมื่อ ๘ ปีที่แล้ว ผู้เขียนได้มีโอกาสร่วมทริปสื่อมวลชนสัญชรกับกรมศิลปากร ไปยังโบราณสถานศรีเทพ อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์     เข้าชมโบราณสถานเขาคลังในและโบราณสถานเขาคลังนอก สถาปัตยกรรมพุทธศาสนาแบบเถรวาท ที่มีการวางเรียงอิฐก่อขึ้นรูปร่างลักษณะคล้ายภูเขาสูงขนาดใหญ่ดูแล้วแปลกตา 

        ด้านล่างโบราณสถานเขาคลังใน มีฐานศิลาแลงขนาดใหญ่ ใต้ฐานมีประติมากรรมปูนปั้นรูปคนแคระที่มีศรีษะเป็นลิง สิงห์ โค ช้าง ด้วยท่าทางเหมือนการแบกยกค้ำโบราณสถานที่อยู่ด้านบน

          ถัดออกไปไม่ไกลมากนัก พบสถูปเขาคลังนอกมีลักษณะการก่ออิฐคล้ายภูเขาสูงใหญ่ คล้ายมหาสถูปขนาดใหญ่ รูปทรงโค้งแบบอินเดีย มีการก่อสร้างบนฐานศิลาแลงขนาดใหญ่ทรงสี่เหลี่ยมจัตตุรัส มีบันไดทางขึ้นทั้ง ๔ ด้าน คาดว่ามีการใช้พื้นที่ประกอบศาสนพิธีส่วนลานอยู่โดยรอบด้านบน ซึ่งเท่าที่จำได้จากการบรรยายของกรมศิลปากร

โบราณศถานเขาคลังนอก (Cr.ภาพมดเดินทาง)

        เขาคลังนอกมีรูปแบบศิลปกรรมที่ได้รับจากอิทธิพลจากอินเดีย อายุประมาณ ๑,๒๐๐ – ๑,๓๐๐ ปี รับคติการสร้างจากพุทธศาสนามีความเป็นศิลปกรรมอินเดียอย่างชัดเจน ช่วงนั้นผู้เขียนเกิดความคิดสงสัยในอดีตมีการใช้สถานที่แห่งนี้ทำกิจกรรมแบบใดกัน? หรืออาจเป็นเจดีย์ก่ออิฐขนาดใหญ่แต่ปลายยอดไม่มีก็เป็นได้  ด้วยความไม่รู้และยังห่างไกลพุทธศาสนาจึงเกิดข้อสงสัยตามประสาคนไม่รู้

พระครูอุดมโพธิวิเทศ เจ้าอาวาสวัดอโยธยาราชธานี หัวหน้าฝ่ายกองงานกิจการพิเศษ พระธรรมฑูตสายประเทศอินเดีย – เนปาล

       จนกระทั่งผู้เขียนได้มีโอกาสครั้งสำคัญที่บุญจัดสรรนำพาให้ชีวิตได้ออกบวชบำเพ็ญสมณธรรม ตามรอยพระพุทธเจ้าไปในดินแดนพุทธองค์ น้อมเป็นพุทธบุตรผู้รับมรดกธรรมในดินแดนพุทธภูมิ ณ วัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย ด้วยเหตุแห่งความเลื่อมใสศรัทธาที่มีต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างสูงสุดยิ่ง ทำให้ได้รับอานิสงค์ผลบุญนำส่ง ได้รับความเมตตาจากพระครูอุดมโพธิวิเทศ เจ้าอาวาสวัดอโยธยาราชธานี หัวหน้าฝ่ายกองงานกิจการพิเศษ พระธรรมฑูตสายประเทศอินเดีย – เนปาล ติดตามไปยังสถานที่สำคัญๆเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ต่อพระพุทธองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมทั้งเมตตาบรรยายพุทธประวัติเมื่อครั้งในอดีตสมัยพุทธกาล  เดินทางตามรอยพระพุทธองค์

ณ เมืองไวสาลี ประเทศอินเดีย

       เมื่อผู้เขียนเดินทางมายังเมืองไวสาลี พอเดินผ่านประตูทางเข้าสิ่งที่พบเห็นอยู่เบื้องหน้าคือ   พระสถูปเจดีย์ขนาดใหญ่ก่อด้วยอิฐเรียงวนขึ้นไปคล้ายทรงคว่ำบาตร พร้อมด้วยเสาหินศิลาจารึกตั้งเด่นตระหง่านด้านบนหัวเสามีสิงห์อยู่ด้านบนด้วยท่าที่สงบสง่างาม พระเจ้าอโศกมหาราชทรงสร้างไว้ปรากฎเป็นหลักฐานพร้อมจารึก

เสาอโศกฯ

สระมุรธาภิเษก

      ถัดออกไปเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ เรียกว่าสระมุรธาภิเษก เป็นสระน้ำที่ศักดิ์สิทธิ์ ใช้ในราชาภิเษกของกษัตริย์ลิจฉวี  กษัตริย์ผู้ปกครองแคว้นไวสาลี

      นอกจากนี้แล้วสถานที่แห่งนี้ยังมีความสำคัญยิ่งต่อสตรี ที่ได้รับโอกาสจุดเริ่มต้นแห่งการถือกำนิดบวชภิกษุณีรูปแรกในพระพุทธศาสนา คือพระนางประชาบดี โคตมี สตรีผู้ที่มีความเลื่อมใสศรัทธาแห่งแรงกล้าต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในบวรพระพุทธศาสนา ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบากและฝ่าอุปสรรคนานับประการจนได้รับโอกาสบวชภิกษุณี ณ สถานแห่งนี้

 

        อีกเหตุการณ์หนึ่งที่สำคัญของเมืองไวสาลีในอดีตพุทธกาลที่ช่างตรงกับยุคสมัยในนี้  เมื่อในอดีตเมืองไวสาลีเกิดโรคระบาด ผู้คนเจ็บป่วยล้มตายจำนวนมาก เกิดความทุกข์ยาก แร้นแค้นสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คนในเมืองไวสาลี สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแนะนำให้พระอานนท์ ไปช่วยชาวเมืองไวสาลีโดยให้น้อมเอาคุณแห่งพระรัตนตรัย ซึ่งจุดกำเนิดมนต์พระคาถา “รัตนสูตร” ที่พรรณาถึงคุณพระรัตนตรัย ทำน้ำพระพุทธมนต์และประพรมน้ำมนต์เพื่อช่วยบรรเทาความทุกข์และขจัดภัยพิบัติทั้งหลายให้อันตธานหายไป

มหาสถูปเจดีย์ เมืองไวสาลี

       ด้วยเหตุบังเอิญที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในยุคปัจจุบันที่กำลังประสบปัญหาระบาดโควิดฯ หนักทั่วโลก เศรษฐกิจเสียหาย ผู้เขียนเองก็ไม่คาดคิดมาก่อนที่จะได้เดินทางมาที่นี้และมีโอกาสร่วมสวดเจริญพุทธมนต์ พระคาถา “รัตนสูตร” นำโดยพระครูอุดมโพธิวิเทศ  ที่นำน้ำจากสระมุรธาภิเษก อันศักดิ์สิทธิ์มาทำน้ำมนต์เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับชาวพุทธให้รอดพ้นจากโรคระบาด จากนั้นได้เดินเวียนประทักษิณเวียนขวา  รอบ เพื่อน้อมระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยเพื่อเป็นพุทธบูชา

มกุฏพันธเจดีย์ เมืองกุสินารา

       การประทักษิณนี้เองทำให้ผู้เขียนนึกขึ้นได้ว่าที่นี้มีความเหมือนที่เขาคลังนอก ในไทย ที่ลืมไปแล้วว่าเคยสงสัยมาก่อน?แต่พอเห็นก้อนอิฐที่วางเรียงซ้อนคล้ายกัน ทำให้นึกถึงโบราณสถานเขาคลังนอกและเขาคลังใน และยิ่งปรากฏเด่นชัดขึ้นมาอีกครั้งเมื่อได้เดินทางไปยัง มกุฏพันธเจดีย์แห่งนครกุสินารา  สถานที่ถวายพระเพลิงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต.กาเซีย รัฐอุตรประเทศ ในอินเดีย  ซึ่งอยู่ห่างจากสถานที่ปรินิพพานสถูปไปทางทิศตะวันออก ๑ กม. สถานที่แห่งนี้พระเจ้าอโศกมหาราชสร้างสถูปเจดีย์ครอบบริเวณถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระไว้  ในรูปทรงบาตรคว่ำ เป็นสถาปัตยกรรมอินเดียในสมัยพุทธกาล ชาวอินเดียท้องถิ่นเรียก รัมภาร์สถูป 

        รูปแบบการสร้างสถูปเจดีย์ทรงกลมขนาดใหญ่คล้ายบาตรคว่ำ ที่มีลักษณะคล้ายกันทั้งในไทยและอินเดีย ชวนให้ผู้เขียนค้นหาคำตอบต่อจนพบบันทึกสำคัญ ที่ได้กล่าวถึงการสร้างรูปแบบเจดีย์ โดยสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงได้กำหนดรูปแบบของเจดีย์ ทรงนำจีวร สังฆาฎิ และสบงของพระองค์มาพับเป็นสี่เหลี่ยมแล้ววางซ้อนกันขึ้นไปเป็นชั้นๆ จากใหญ่ไปหาเล็ก และพระพุทธองค์ทรงคว่ำบาตรของพระองค์วางลงไปบนผืนผ้าอีกทีหนึ่งแล้วทรงตรัสว่า  “นี่แหละสถูปเจดีย์” รูปแบบเจดีย์ที่พระพุทธเจ้าทรงกำหนดไว้จึงเป็นต้นแบบของการสร้างเจดีย์นับตั้งแต่นั้นมา เป็นบันทึกของพระถังซัมจั๋งที่ได้ไปจาริกที่อินเดียเมื่อ ๑,๔๐๐ กว่าปีที่ผ่านมา

       ส่วนในประเทศไทยเรานั้นได้รับศาสนาพุทธเข้ามาในขณะที่ยังรวมอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งประกอบไปด้วยประเทศ ไทย พม่า ศรีลังกา ญวน กัมพูชา ลาว มาเลเซีย จุดศูนย์กลางในดินแดนสุวรรณภูมิสันนิษฐานว่าอยู่ที่จังหวัดนครปฐมของไทยเป็นใจกลางอันสำคัญ เนื่องจากได้พบโบราณวัตถุที่สำคัญ เช่น พระปฐมเจดีย์ และรูปธรรมจักรกวางหมอบเป็นหลักฐานปรากฏสำคัญ แต่พม่าก็สันนิษฐานว่ามีใจกลางอยู่ที่เมืองสะเทิม ภาคใต้ของพม่า เช่นกัน

      พระพุทธศาสนาเข้ามาสู่ดินแดนประเทศไทย เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๖ สมัยเดียวกันกับประเทศลังกา ด้วยการส่งพระสมณทูตไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศต่าง ๆ ๙ สาย โดยการอุปถัมภ์ของพระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์อินเดีย  นำโดยพระโสณะและพระอุตตระ พระเถระชาวอินเดีย เดินทางมาเผยแผ่พุทธศาสนาในแถบนี้ จนเจริญรุ่งเรืองมาตามลำดับจวบจนทุกวันนี้

      ผู้เขียนขอนอบน้อมคุณแห่งพระรัตนตรัย ปัจจัยแห่งเหตุให้รู้เป็นธรรมะเผยแพร่ กราบขอบพระคุณองค์พ่อแม่ครูบาอาจารย์ และขอบคุณข้อมูลและภาพ(เขาคลังนอกและเขาคลังใน) ฝ่ายเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม

 

เล่าเรื่อง บันทึกธรรม : วีรญาณ สาวิกาโพธิ

 

 

 

 

โดย chicprecia

 

กลับไปที่ www.oknation.net