วันที่ จันทร์ กันยายน 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สังฆารามพุทธศาสนาบนเส้นทางแพรไหม ที่ใจกลางเอเชีย เมืองเตร์เมซ อุซเบกีสถาน


.
.
.
         ใน ปี พ.ศ. 1170 ช่วงราชวงศ์ถัง พระตรีปิฎกธราจารย์เฮี้ยนจั๋ง-ฮวนซัง (-Hsuan tsang) ซานจั๋ง (Sānzàng -Xuan Zang) เสวียนจั้ง หรือพระถังซัมจั๋ง ได้ออกเดินทางมายังอินเดียตามเส้นทางแพรไหม (Silk Road) มาถึงจนเมืองทอสเคนท์ (Toshkent ทาชเคนต์ - ปัจจุบันคือเมืองหลวงของประเทศอุซเบกีสถาน) ผ่านนครซามาร์คันด์ (Samarkand - ประเทศอุซเบกีสถานในปัจจุบัน) ข้ามปลายเทือกเขาปามีร์ (Pamir) แล้วเดินทางไปที่เมืองชุมทางการค้า “เตร์เมซ” (Termez) ริมฝั่งแม่น้ำโอซุส หรืออาร์มู ดาร์ยาในปัจจุบัน (Oxus-Amu Darya) เพื่อลงทางใต้เข้าสู่แคว้นคันธาราฐและอินเดียเหนือ
.
.
 ภาพเขียนสี รูปพระพุทธเจ้าบนปูนสีขาว จากสังฆารามควาลาเทเป จัดแสดงอยู่ที่ Termez Archaeological Museum
.
          พระถังซัมจั๋งได้บันทึกว่า “....ดินแดนตอนเหนือในอิทธิพลของพวกเปอร์เซีย คงหลือแต่ซากของวัดวาอาราม แต่ที่เมืองนี้ยังดูเหมือนว่าพุทธศาสนายังคงรุ่งเรือง เพราะยังมีสังฆารามที่มีพระสงฆ์มากกว่าพันรูปอาศัยอยู่...” ซึ่งในช่วงเวลานั้นราชวงศ์ซัสเซเนียน (Sasanian) ที่ยังคงให้การอุปถัมภ์พุทธศาสนาอยู่บ้างในบางแห่ง แต่ถึงช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 13 ภายหลังจากที่พระถังซัมจั๋งได้เดินทางกลับไปแล้ว ราชวงศ์ซามานิดส์ (Samanid dynasty) ที่นับถืออิสลาม (Islamic) ได้เข้ามาปกครอง เหล่าสังฆารามพุทธศาสนาในดินแดนเส้นทางแพรไหมนี้ จึงได้เริ่มถูกทำลายเป็นครั้งแรกครับ
.
          หมู่สังฆารามบนเส้นทางแพรไหมที่พระถังซัมจั๋งได้เคยทันมาเยือนอยู่ในเขตเมืองเตร์เมซ ที่ตั้งอยู่บนฝั่งตอนเหนือของแม่น้ำอามูดาร์ยา ติดกับชายแดนของประเทศอัฟกานิสถาน ห่างจากเมืองซามาร์คันด์ ประเทศอุซเบกีสถานในปัจจุบัน ไปทางทิศใต้ประมาณ 260 กิโลเมตร ยังปรากฏซากของหมู่สังฆารามหลายแห่ง ที่ได้เริ่มมีการขุดค้นมาตั้งแต่ปี 2479 แต่ก็เพิ่งมีการขุดค้น บูรณปฏิสังขรณ์อย่างเต็มตัว ภายหลังจากที่เมืองเตร์เมสเก่า ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี พ.ศ. 2551 ซากของสังฆารามทางพุทธศาสนาที่เคยจมอยู่ใต้ดินในประเทศอุซเบกีสถาน จึงได้เริ่มถูกฟื้นฟู ปรากฏโฉมขึ้นมาอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก
.
.
พระพุทธรูปปางสมาธิประทับนั่งใต้ต้นโพธิ์ มีพระอัครสาวกแสดงท่าอัญชลีขนาบอยู่ทั้งสองด้าน ภายในซุ้มโค้งยอดแหลม รองรับด้วยเสามีหัวเสาเป็นใบอะแคนตัส สลักขึ้นจากหินปูนสีขาวเทา ความสูง 40 เซนติเมตร เพื่อใช้ในการประดับพระสถูปตามศิลปะแบบกุษาณะสกุลช่างคันธาราฐ ที่นิยมในช่วงพุทธศตวรรษที่ 7 – 8 พบจากสังฆารามฟายาสเทเป
.
จัดแสดงอยู่ที่ Termez Archaeological Museum
--------------------------------
          *** เมืองเตร์เมซเกิดขึ้นครั้งแรกโดยชาวอินโด-กรีก ที่เข้ามาสร้างอาณาจักรเบคเตรีย (Bactria) ตามเส้นทางแม่น้ำโอซุส ทางเหนือของแคว้นคันธาราฐ และทางตะวันออกของแคว้นซอกเดียน่า (Sogdiana) ซึ่งต่อมาได้ตกไปอยู่ในอิทธิพลของราชวงศ์ศกะ-ซินเถียน หรือชาวไซเธี่ยน (Saka -Scythian) กลายเป็นเมืองสำคัญบนเส้นทางแพรไหม ตั้งแต่ช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 5 ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 7 ราชวงศ์กุษาณะ หรือ คูซาน (Kushan) - โย่วจือ (Yuezhi) ได้เข้ามายึดครองแทนที่ ซึ่งในช่วงเวลานี้ได้เกิดการสร้างสังฆารามขึ้นในอิทธิพลความนิยมในคติความเชื่อทางพุทธศาสนาของราชวงศ์กุษาณะขึ้นหลายแห่งบนเส้นทางแพรไหม ซึ่งยังคงเหลือร่องรอยขึ้นไปถึงเมืองซามาร์คันด์ เมืองบุคคาล่า นครเมิร์ฟหรือเมืองอเล็กซานเดรียมาเกียน่า (Alexandria Margiana) และเมืองเตร์เมซ ในประเทศอุซเบกีสถาน เมืองไกรอู คาลา (Giaur Kala) ประเทศเติร์กเมนิสถาน ทั้งยังพบสังฆารามที่มีพระนอนขนาดใหญ่ที่ อชินนาเทเป (Ajina-tepa) ในทาจิกิสถาน และยังมีสังฆารามในคีร์กีสสถานอีกด้วยครับ
.
          ที่เมืองเตร์เมซ มีซากสังฆารามขนาดใหญ่เรียกว่า “ฟายาสเทเป (Fayaz -Tepa) ควาลาเทเป (Qara-tepa) สถูปซูร์มาลา (Zurmala Stupa) ทั้งหมดตั้งอยู่ใกล้กับแม่น้ำอาร์บูดายาส สร้างขึ้นในคติพุทธศาสนานิกายสรวาสติวาส (Sarvastivadas) ที่นิยมในช่วงเวลานั้น
.
.
สังฆารามฟายาสเทเป ทางเหนือของเมืองเตร์เมซเก่า ใกล้กับแม่น้ำอาร์มูดาร์ยาที่กั้นชายแดนระหว่างประเทศอุซเบกีสถานกับประเทศอัฟกานิสถาน
.
.
         สังฆารามฟายาสเทเป มีการขุดค้นและบูรณะมาบ้างแล้วในช่วงปี พ.ศ. 2542 พบซากสถูปประธานและหมู่อาคารที่มีการวางแผงผังแบ่งออกเป็นสองส่วนจากกัน ตามแผนผังที่นิยมในยุคราชวงศ์กุษาณะ หันหน้าไปทางทิศใต้เยื้องตะวันออก ใช้ดินปั้นตากเป็นก้อนอิฐเผาแบบไม่สุกเป็นวัสดุหลักในการสร้าง ทางด้านทิศตะวันตกเป็นหมู่อาคารกุฏิที่มีเสารองรับชายคาเครื่องไม้เป็นกันสาด วิหาร หอฉัน (พบเตาอบและภาชนะจานชามจำนวนมาก) ที่พักฆาราวาสและลานกลางแจ้งที่มีแบ่งพื้นที่ด้วยกำแพงก่ออิฐ (ดิน) อย่างชัดเจน ด้านตะวันออกเป็นสถูปประธานตั้งอยู่บนฐานแผนผังจัตุรัสซ้อนขึ้นไป 2 ชั้น มีบันไดทางขึ้นขนาดใหญ่ด้านหน้าเพียงด้านเดียว ด้านบนเป็นสถูปขนาดไม่ใหญ่นัก ภายในเป็นช่องประดิษฐานสถูปขนาดเล็กกว่าอีกองค์หนึ่ง มีร่องรอยการฉาบปูนขาวและวาดสีเป็นรูปมงคลต่าง ๆ ซึ่งได้ถูกทำลายไปทั้งหมดแล้ว คงเหลือแต่ซากสถูปชั้นในกับส่วนฐานที่พังทลาย แต่ในการบูรณะในยุคหลัง ได้มีการสร้างสถูปทรงโดมโค้งด้านนอกขึ้นใหม่อย่างที่เห็นในปัจจุบันครับ
.
.
 
การแบ่งพื้นที่ของสังฆารามฟายาสเทเป โดยทางตะวันออกเป็นสถูปและอาคารเครื่องไม้ ส่วนตะวันตกเป็นหมู่อาคารที่พักอาศัยของพระวงฆ์และฆาราวาสที่แบ่งเป็นห้อง ๆ ด้วยกำแพงอิฐ-ดิน
..
           รูปประติมากรรมพุทธศิลป์ชิ้นเอกที่พบจากสังฆารามแห่งนี้ คือพระพุทธรูปปางสมาธิประทับนั่งใต้ต้นโพธิ์ มีพระอัครสาวกแสดงท่าอัญชลีขนาบอยู่ทั้งสองด้าน ภายในซุ้มโค้งยอดแหลม รองรับด้วยเสามีหัวเสาเป็นใบอะแคนตัส สลักขึ้นจากหินปูนสีขาวเทา ความสูง 40 เซนติเมตร เพื่อใช้ในการประดับพระสถูปตามศิลปะแบบกุษาณะสกุลช่างคันธาราฐ ที่นิยมในช่วงพุทธศตวรรษที่ 7 – 8 ทั้งยังพบปูนปั้นประดับสถูปรูปพระโพธิสัตว์ ภาพวาดฝาผนัง ชิ้นส่วนประติมากรรมปูนปั้น (Stucco) รูปปั้นดินเผา (Terracotta) รูปบุคคล และรูปสัตว์ เครื่องใช้เครื่องประดับและเหรียญกษาปณ์หลายยุคสมัย
.
.
ภาพเขียนสี ที่พบจากสังฆารามฟายาสเทเป อาจเป็นรูปของพระเจ้ากนิษกะ กษัตริย์ในราชวงศ์กุษาณะ จัดแสดงอยู่ที่ Termez Archaeological Museum
.
.
สถูปประธานที่เพิ่งมีการขุดแต่งของสังฆารามแห่งหนึ่ง ในหมู่สังฆารามควาลาเทเป ในสภาพที่ถูกทำลายทั้งหมด
.
           ห่างไปทางทิศใต้ประมาณ 1 กิโลเมตร จากสังฆารามฟายาสเทเป เป็นที่ตั้งของสังฆารามควาลาเทเป ที่มี 3 – 4 สังฆารามตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน เริ่มมีการขุดค้นมาตั้งแต่ปี 1936 สังฆารามสองแห่งในกลุ่มมีลักษณะเป็นวิหารถ้ำใต้ดิน (Buddhist cave monasteries) ขุดพบรูปประติมากรรมพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์และภาพวาดประดับผนัง มีจารึกมาตั้งแต่ยุคกุษาณะ ไปจนถึงยุคของราชวงศ์ซัสซาเนี่ยน อันเป็นช่วงสมัยสุดท้ายก่อนถูกดัดแปลงเป็นสุสานของอิสลาม ส่วนอีกสังฆารามหนึ่งเพิ่งขุดพบฐานของสถูปประธานเมื่อปีที่แล้วที่มีลักษณะเดียวกันกับสังฆารามฟายาสเทเป ซึ่งหมู่สังฆารามที่ควาลาเทเปนี้ เพิ่งได้มีการขุดค้นทางโบราณคดีอย่างจริงจังในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาครับ
.
           ห่างลงไปอีก 4.7 กิโลเมตรลงไปทางตะวันออกเฉียงใต้ เป็นซากสถูปซูมาลา ก่อด้วยอิฐ (ดินเผาไม่สุก) ขนาดไม่ใหญ่นัก ตั้งอยู่กลางทุ่งเกษตรกรรมใกล้กับตัวเมืองเตร์เมซใหม่ มีร่องรอยของส่วนฐานรูปสี่เหลี่ยม ส่วนบนเป็นสถูปทรงโดมแบบเดียวกับสังฆารามฟายาสเทเป ส่วนอาคารที่เคยอยู่รายล้อมนั้น ถูกรื้อทำลายจนไม่เหลือให้เห็นซาก
.
.
สถูปซูร์มาลา ที่เหลืออยู่กลางทุ่งเกษตรกรรมใกล้กับเมืองเตร์เมซใหม่ ทางใต้
 
.
           ปัจจุบันวัตถุโบราณที่ขุดพบจากสังฆารามเหล่านี้ ถูกนำไปจัดแสดงที่ Termez Archaeological Museum ครับ
.
.
.
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า
23/5/2563

โดย ศุภศรุต

 

กลับไปที่ www.oknation.net