วันที่ จันทร์ กันยายน 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สังฆารามบนเส้นทางแพรไหม ที่ใจกลางเอเชีย (2) หมู่บ้านครัสเนเลชกา คีร์กีซสถาน


.
.
.
         ห่างไปประมาณ 36 กิโลเมตร ทางตะวันออกของนครบิชเคก (Bishkek) เมืองหลวงของประเทศคีร์กีซสถาน (Kyrgyzstan) ที่ตั้งอยู่ในเขตหุบเขาและลุ่มน้ำชู (Chuy) ทางตะวันตกของทะเลสาบอิสสิกกูล (Issyk-Kul) ติดกับพรมแดนประเทศคาซัคสถาน ปรากฏซากเมืองป้อมปราการ 2 ชั้น ที่เรียกว่าซาคริสถาน (Shakhristan หมายถึง เมืองป้อมปราการหรือป่าช้าใหญ่) มีชื่อว่า “เนวัคเกท-คีมิน” (Nevaket –Kemin- Sin-chen) เมืองชุมทางการค้าสำคัญบนเส้นทางแพรไหมฝั่งทิศเหนือสุดของเส้นทางทั้งหมด เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในหุบเขาชูทั้งหมด มีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 – 18 ปัจจุบันตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกใกล้กับหมู่บ้านครัสเนเลชกา (krasnaya rechka) ในเขตจังหวัดชึย (Çüy)
.
.
เมืองโบราณป้อมปราการเนวัคเกท-คีมิน ตั้งอยู่ทางตะวันออกของหมู่บ้านครัสเนเลชกา ในเขตจังหวัดชึย ห่างไปประมาณ 36 กิโลเมตร ทางตะวันออกของนครบิชเคก เมืองหลวงของประเทศคีร์กีซสถาน
..
ภาพ University of Bath 2006
.
          พระถังซัมจั๋ง-ฮวนซัง (Hsuan tsang) ไม่ได้เดินทางผ่านเส้นทางนี้ แต่ได้ใช้เส้นทางกลางเหนือทะเลทรายทากลิมากัน (Takliamakan) ออกจากเมืองเทอร์ฟาน-ถูลู่ฟาน (Turfan) เมืองกุจจะ (Kucha) เมืองอาเค่อซู (Aksu) ไปที่เมืองคาชการ์ (Khaksar) ในอิทธิพลของราชวงศ์โขตาน (Khotan – Yutian) อาณาจักรพุทธศาสนามหายาน อ้อมเทือกเขาขึ้นเหนือไปทางเมืองโกคัน (KoKand) แล้วลัดเลาะลงมาสู่นครซามาร์คานด์ (Samarkand - ประเทศอุซเบกีสถานในปัจจุบัน) แล้วค่อยเลาะชายเขาปามีร์ ลงใต้ไปเข้าแค้วนคันธาราฐครับ
.
------------------------------
          *** เมืองป้อมเนวัคเกทถูกสร้างขึ้นโดยชาวซอกเดียน (Sogdian) ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 13 เพื่อใช้เป็นชุมทางการค้าและที่พักอันปลอดภัยของกองคาราวานสินค้าบนเส้นทางแพรไหม บันทึกของชาวอาหรับในช่วงพุทธศตวรรษที่ 14 ได้กล่าวว่า “....เส้นทางแพรไหมสายเหนือจากฝั่งตะวันตกเริ่มจากเมืองคูรัน (Kulan) (ประเทศคาซัคสถาน) ตรงไปยังหมู่บ้านอัสปาลา (Aspara – Chaldovar ชายแดนในเขตประเทศคีร์กีซสถาน) ผ่านหุบเขาชู จนถึงเนวัคเกทที่เป็นเมืองใหญ่ เมืองนี้มีหมู่บ้านหลายแห่ง ชื่อ Merke, Aspara, Nusket, Kharanjuvan, Saryg, Dzhul, Kirmirab และ Orlovka เมื่อผ่านเมืองนี้ไป จะไปถึงเมือง Suyab (ปัจจุบันคือ Shabdan ทางเหนือของทะเลสาบอิสสิกกูล) ไปจนถึง Upper Barskan ซึ่งตั้งอยู่บนชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของทะเลสาบ จากนั้นเส้นทางจะผ่านหุบเขา San-Tash Pass ไปทางเมือง Karkara ไปทางตะวันออก....เข้าสู่จีน”
.
.
แผนผัง สังฆารามใหญ่ทางทิศใต้ของเมืองโบราณ
ภาพ Harrassowitz Verlag, Wiesbaden 2019
.
           ถึงในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 เมืองและชุมชนบนเส้นทางแพรไหมหลายแห่งได้ถูกทำลายโดยชนเผ่าคุคลัก-ไนมานส์ (Kuchlug- Naiman) กับ Gur-khan ผู้ปกครองของราชวงศ์เหลียวตะวันตก– ซิตัน- ชี่ตัน (Qara-Khitai) หรืออาจถูกทำลายในช่วงการโจมตีเขตเทียนฉาน ในสมัยของเจงกีสข่าน (Genghis –khan)
.
            จนถึงปี พ.ศ. 2481 จึงได้เริ่มมีขุดค้นทางโบราณคดีเพื่อศึกษาซากเมืองโดยรวมเป็นครั้งแรกโดย Alexander Natanovich Bernstam ต่อมาในปี พ.ศ. 2504 ได้มีการขุดค้นเนินดินนอกเมืองทางตะวันออก ตรงกลางมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 6 x 6 เมตร มีอายุในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 13 และได้มีการก่อแนวกำแพงล้อมดินผสมฟาง ขนาด 11.3 x 10 เมตร รอบอีกชั้นหนึ่งในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 16 ได้พบพระพุทธรูปนอนขนาดความยาวประมาณ 8 เมตร มีความสูงประมาณ 1.7 เมตร ภายในทางเดินด้านทิศตะวันตกทำด้วยดินโคลนปั้นผสมฟาง ปั้นผิวนอกเป็นลวดลายผ้าจีวรด้วยปูนขาวระบายสีแดงชาด ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีประเทศคีร์กีซสถาน รูปปั้นพระนอนจึงถูกตัดออกและขนย้ายไปยัง Russian National Hermitage Museum ที่กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งปัจจุบันก็ยังคงเก็บอยู่ในลังไม้ที่ขนส่งไปตั้งแต่ครั้งนั้น ไม่สามารถนำกลับมาอนุรักษ์ใหม่ได้อีกแล้วครับ
.
.
พระนอนความยาว 8 เมตร ที่พบจากเนินดินนอกเมืองทางตะวันออก ในปี พ.ศ. 2504
ภาพ University of Bath 2006
.
           ผนังที่ล้อมรอบด้านนอกก่อด้วยอิฐโคลนฉาบด้วยดินโคลนผสมฟาง ปิดทับด้วยปูนขาว ยังมีร่องรอยภาพเขียนสีที่ฝาผนังหลายชิ้นที่แสดงถึงเรื่องราวพุทธประวัติพระพุทธเจ้า โดยใช้สีน้ำเงินและสีดำวาดเส้น ถมระบายสีด้วยสีส้ม สีเหลือง สีแดงเข้มและสีเขียว หลงเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย
.
           ในช่วงปี พ.ศ. 2523 – 2533 V.D. Goryacheva และหน่วยงานโบราณคดีของรัสเซีย ได้ทำการขุดค้นอย่างละเอียด จึงได้พบกับร่องรอยของซากอาคารและสิ่งของทางความเชื่อที่ต่อเนื่องและซ้อนทับกัน ทั้งลัทธิโซโรอัสเตอร์ (Zoroastrian) โดยชาวซอกเดี้ยนตั้งแต่ยุคเริ่มแรกตั้งเมือง คริสต์ศาสนานิกายเนสตอเรียน (Nestorian) จากคอนสแตนติโนเปิล และศาสนาอิสลามในยุคชาวเตอร์กตะวันออก ราชวงศ์กอราข่านหรืออาณาจักรอุยกูร์ (Qarakhanid Dynasty) ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 14 - 17
.
.
พระพุทธรูปประธานที่พบภายในห้องคูหาด้านหลังอาคารประธาน ของสังฆารามใหญ่
มีร่องรอยของพระบาทพระโพธิสัตว์ยืนอยู่ด้านข้าง
ภาพ Russian National Hermitage Museum
.
           ต่อมาในปี พ.ศ. 2546 – 2550 ประเทศคีร์กีซสถานได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนญี่ปุ่นเพื่อการอนุรักษ์โลก มรดกทางวัฒนธรรม ในโครงการเพื่อการเตรียมเข้าสู่การขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางวัฒนธรรมร่วมกันระหว่างประเทศจีน คาซัคสถานและคีร์กีซสถาน โดยยูเนสโก จึงได้มีการขุดค้นศึกษาและการอนุรักษ์ซากโบราณสถาน 3 แห่งคือ Krasnaya Rechka, Ak Beshim และ Burana ซึ่งในช่วงปี พ.ศ.2553 ได้มีการขุดค้นเพื่อการอนุรักษ์ซากอาคารทางพุทธศาสนาที่พบรวมทั้งหมด 6 แห่ง ในบริเวณเมืองโบราณแห่งนี้ครับ
.
.
ผนังด้านหลังของกำแพงสังฆาราม ที่สร้างขึ้นในครั้งหลัง ขยายออกไปสู่ตัวสถูป
ภาพ Russian National Hermitage Museum
.
          ในปี พ.ศ. 2555-2558 ได้มีการขุดค้นเนินใหญ่ติดกับกำแพงเมืองชั้นนอกทางทิศใต้ ในโครงการ TShAE – Tian-Shan Archaeological โดยความร่วมมือของ State Hermitage ประเทศรัสเซีย และสถาบันประวัติศาสตร์และมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศคีร์กีซสถาน (The Institute of History and Cultural Heritage) ได้พบสังฆารามทางพุทธศาสนาขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนที่สุดของภูมิภาคเทียนชาน (Tianshan) มีซากของวิหารขนาดประมาณ 23.5 × 20.4 ม. อยู่ทางด้านหน้าหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีทางเดินล้อมรอบอาคารประธานเป็นประทักษิณด้านในอีกชั้นหนึ่ง ด้านหลังเป็นเนินที่อาจเป็นสถูปประธานขนาดใหญ่ของสังฆาราม
.
           อาคารประธานภายใน มีแผนผังสี่เหลี่ยม เป็นรูปตัว U ขนาด 8.0 × 6.9 ม. ก่อด้วยอิฐโคลน ผนังทั้งสามด้านหน้า เว้นด้านหน้าเป็นทางเข้าสู่ลานห้องโถงกลางที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรม เคยมีการคลุมหลังคาด้วยโครงสร้างเครื่องไม้และกระเบื้องที่มีร่องรอยการเผาทำลาย ปลายห้องโถงเป็นห้องคูหาขนาด 1.05 × 1.40 ม. ประดิษฐานพระพุทธรูปประทับนั่งบนปัทมสนะ (padmāsana) เป็นประธานของสังฆาราม ปั้นด้วยดินเหนียวผสมฟาง ฉาบและปั้นลายผิวนอกด้วยปูนขาว ลงสีแดงชาดที่ส่วนผ้าจีวร ด้านข้างมีส่วนของพระบาทพระโพธิสัตว์หลงเหลืออยู่ ผนังมีร่องรอยการตกแต่งภายในด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังและประติมากรรมทำจากดินเผาปิดทองและเครื่องไม้ครับ
.
ร่องรอยหลักฐานที่พบจากสังฆารามแห่งนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของงานศิลปะและคติความเชื่อบนเส้นทางสายแพรไหม ทั้งพุทธศิลป์จากแคว้นคันธาราฐ (Gandhara) ศิลปะจากอาณาจักรโขตานที่ใจกลางเอเชีย ศิลปะของราชวงศ์อิสลามกอราข่านและราชวงศ์เตอร์กีสตะวันออก (Eastern Turkestan) ที่ล้วนเกี่ยวข้องกันบนเส้นทางสายแพรไหมนี้
.
------------------------------
          ปัจจุบันสังฆารามที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียกลางที่หมู่บ้านครัสเนเลชกา ประเทศคีร์กีซสถานนี้ ได้รับขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางวัฒนธรรมร่วม 3 ประเทศ ในชื่อว่า เส้นทางสายไหม : โครงข่ายเส้นทางฉนวนฉางอาน-เทียนชาน (Chang'an-Tianshan corridor of the Silk Road as a World Heritage Site) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 เป็นต้นมาครับ
.
.
.
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า
26/5/2563
 
.
 

โดย ศุภศรุต

 

กลับไปที่ www.oknation.net