วันที่ จันทร์ กันยายน 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สังฆารามบนเส้นทางแพรไหม ที่ใจกลางเอเชีย (3) “อชินะเทเป” ประเทศทาจิกีสถาน


“อชินะเทเป” พระพุทธรูปปางมหาปรินิพานขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียกลาง
.
.
.
          “สังฆารามอชินะเทเป” (Ajina Tepe Buddhist monastery) หรือ “สาลิการาม” (Sarighārāma) ตั้งอยู่ห่างไปทางตะวันออกเฉียงใต้จากเมืองคูร์กอนเทปปา(Qurghonteppa) ในเขตที่ราบหุบเขาวัคช์ (Vakhsh Valley) ภูมิภาคทางใต้ของประเทศทาจิกิสถาน (Tajikistan) ประมาณ 12 กิโลเมตร ห่างจากเมืองหลวงนครดูชานเบ (Dushanbe) มาทางใต้ประมาณ 120 กิโลเมตร และห่างจากแม่น้ำอาบูดาร์ยา (Amu Darya) พรมแดนประเทศอัฟกานิสถาน ประมาณ 90 กิโลเมตร
.
.
การขุดพบพระพุทธไสยาสน์ปางมหาปรินิพพาน-นิรวาณ ที่สังฆารามอชินะเทเป ประเทศทาจิกิสถาน ในปีพ.ศ. 2509
.
         บริเวณหุบเขาที่ตั้งของสังฆารามในยุคเริ่มแรก เป็นดินแดนในเขตอิทธิพลของอาณาจักเปอร์เซียอาร์คีมินิด (Achaemenid) ตั้งแต่ต้นพุทธกาลจนถึงช่วงพุทธศตวรรษที่ 3 ต่อมาชาวกรีก กรีกโยนกหรืออินโด-กรีก ได้เข้ามาสร้างอาณาจักรเบคเตรีย (Bactria) ขึ้นทางเหนือของแคว้นคันธาราฐ ซึ่งต่อมาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 4 ชาวศกะ - ไซเธียน (Saka Scythian) ได้เข้ามาครอบครองดินแดนแถบนี้ และยังได้ร่วมกับราชวงศ์ฮั่นตะวันตกและจักรวรรดิปาเที่ยน (Pathain Empire) เปิดการค้าบน “เส้นทางแพรไหม” (Silk Road-Silk Route) “ถนนไปสู่นครซามาร์คานด์” (Road to Samarkand) หรือ “ ถนนสายเหนือ” (Northern Route) ขึ้นเป็นครั้งแรกครับ
.
          แต่กระนั้นกองคาราวานสินค้าบนเส้นทางแพรไหมก็ไม่ได้ผ่านพื้นที่หุบเขาแห่งนี้ ด้วยเพราะเป็นเขตเชิงเขาปลายสุดทางตะวันตก ที่ขึ้นสู่เทือกเขาปามีร์ (Pamir) อันซับซ้อน
.
         ต่อมาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 6 - 7 ชนเผ่าโย่วจือ (Yuezhi) คูซานหรือกุษาณะ (Kushan) จากทางภาคเหนือได้แผ่อิทธิพลเข้ามาครอบครองดินแดนแถบนี้ ตามด้วยพวกสหชนเผ่าฮุนขาว-เอฟทาไลท์ (White Huns - Ephthalite) ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 9 – 10 ราชวงศ์เปอร์เซียซัสเซเนียน (Sasanian) ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11 และชาวซอกเดียน (Sogdian) ชนเปอร์เซียเก่าจากยุคอาร์คีมินิด ได้สถาปนาแคว้นซอกเดียน่า (Sogdiana) ขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 – 13 แต่มาถึงช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 13 ราชวงศ์อิสลามซามานิดส์ (Samanid dynasty) ได้ขยายอิทธิพลเข้ามา เหล่าสังฆารามพุทธศาสนาในดินแดนแถบนี้จึงได้เริ่มถูกทำลายเป็นครั้งแรกครับ
.
 
.
รูปดินเผา พระพุทธรูปปางสมาธิมีประภามณฑลล้อมรอบ มีรูปพระสถูปอยู่ทั้งสองฝั่ง ตามคติพุทะศาสนาแบบราชวงศ์คุปตะ
ที่ขุดพบจากสังฆารามอชินะเทเป ประเทศทาจิกีสถาน
.
-------------------------------------------------
           แต่เดิมนั้นผู้คนจะเรียกเนินดินปริศนานี้ว่า “ชอกูลเทเป” (Chorgul Tepe) ที่มีความหมายว่า เนินที่อยู่ของภูติผีปีศาจ (Devil’s Hill) ด้วยเพราะมีภาพเขียนรูปทวารบาล-ธรรมบาลที่มีหน้าตาดุร้ายวาดอยู่บนผนัง
.
           อชินะเทเปเป็นสังฆารามที่มีขนาดใหญ่ ผังรวมอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดประมาณ 100 * 60 เมตร หันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เริ่มมีการขุดค้นทางโบราณวิทยาครั้งแรกในปี 1959 - 1961 (พ.ศ. 2502 - 2504) โดย B. A. Litvinskiĭ และ T. I. Zeĭmal ตามโครงการงานการศึกษาตะวันออกของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งสหภาพโซเวียต (The State Hermitag) และในปี 1975 (พ.ศ. 2518) โดย Boris Litvinskiy โดยสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งทาจิกิสถานครับ
.
.
 โมเดลจำลอง สังฆารามอชินะเทเป ประเทศทาจิกิสถาน จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์โบราณวัตถุแห่งชาติ
กรุงดูชานเบ ประเทศทาจิกิสถาน
ภาพ Dr.Victor Wee
.
           ผนังของอาคารสังฆารามทั้งหมดก่อด้วยอิฐตากแห้ง (ไม่เผาไฟ) สอและฉาบด้วยโคลนอัด (Paḵsa) ผสมฟาง มีความหนาประมาณ 2.2 - 2.6 เมตร แบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน พื้นที่ส่วนหน้าเป็นทางเข้าใหญ่มีซุ้มประตูโค้ง เป็นกลุ่มอาคารกุฏิสำหรับพระสงฆ์ โรงอาหาร หอฉันและที่พักฆาราวาสสัญจร ล้อมรอบลานกว้างขนาด 19 * 19 ม.
.
          ส่วนพื้นที่ด้านหลังมีสถูปใหญ่เป็นประธานของสังฆาราม ฐานซ้อนกัน 3 ชั้น มีบันไดขึ้นทั้ง 4 ด้าน ชั้นล่างเป็นฐานสี่เหลี่ยมเพิ่มมุมมีขนาดประมาณ 25 * 25 เมตร ชั้นซ้อนมีขนาดประมาณ 15 * 15 เมตร รวมความสูงประมาณ 4 เมตร แต่ละมุมมีร่องรอยของสถูปิกะขนาด 2.3 * 2.5 เมตร ฐานชั้นบนมีขนาด 7 * 7 เมตร สูงประมาณ 1.3 เมตร ด้านบนสุดคงเหลือแต่ส่วนรากฐานทรงกลมของตัวองค์ระฆัง ล้อมรอบด้วยอาคารวิหารมีช่องทางเดินภายในที่มีร่องรอยของการฉาบปูนขาวและเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง เป็นรูปอดีตพระพุทธเจ้าประทับนั่งเรียงเป็นแถวหลายชั้น คลุมหลังคาด้วยโครงไม้ ฉาบแต่งผิวด้วยดินโคลนอัด ทำเป็นระเบียงคดแผนผังรูปสี่เหลี่ยมจุตุรัส มีซุ้มประตูทางเข้า 3 ด้าน ระเบียงด้านหน้าเชื่อมต่อกับกลุ่มอาคารของส่วนหน้า ด้านหลังสุดเป็นห้องคูหาขนาดเล็กจำนวน 7 ห้อง บางห้องประดิษฐานพระพุทธรูปที่ปั้นขึ้นจากโคลนตกแต่งด้วยปูนขาว อาจใช้เพื่อการจำศีลสวดมนตร์ภาวนาของนักบวชครับ
.
.
ส่วนที่เหลืออยู่ของส่วนบนพระนอนไสยาสน์ จากสังฆารามอชินะเทเป
จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์โบราณวัตถุแห่งชาติ กรุงดูชานเบ
ภาพ Ninara
.
          ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่พอเหลือให้เห็นอยู่และมีชื่อเสียงของสังฆาราม คือภาพลักษณ์อันโดดเด่นของบุคคลชั้นสูง 2 คน บนพื้นสีแดงสดกำลังถวายดอกไม้บูชา ถ้วยน้ำและผลไม้ ที่แต่งกายในชุดผู้ดีคาฟตัน (Rich Kaftans) สีขาว รัดเข็มขัดด้วยผ้าสีทอง เหน็บมีดสั้นหรือดาบ มีลักษณะใบหน้าตามชาติพันธุ์ในท้องถิ่นที่นับถือพุทธศาสนาในช่วงราชวงศ์ซัสซาเนี่ยน
.
.
ภาพเขียนสีจิตรกรรมฝาผนัง ที่มีชื่อเสียงของสังฆารามอชินะเทเป เป็นภาพของบุคคลชั้นสูงในยุคทูคาเรสถาน
สวมชุดคาฟตันสีขาว รัดเอวด้วยผ้าสีทอง กำลังถือสิ่งของถวายแก่พระพุทธเจ้า
จัดแสดงอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์โบราณวัตถุแห่งชาติ กรุงดูชานเบ
.
.
           ภายในซากอาคารมีการขุดพบเหรียญทองแดงจากแคว้นทางเหนือของแค้วนทูคาเรสถาน (Ṭoḵārestān อาณาจักรเบคเตรียเดิม) และเหรียญซอกเดี่ยน ที่มีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 - 13 ก่อนที่สังฆารามจะถูกทำลายโดยชาวอาหรับ และค่อยถูกทิ้งร้างไม่มีการใช้ประโยชน์อย่างช้า ๆ ในช่วงหลังพุทธศตวรรษที่ 13 มาอีกประมาณ 100 ปี ครับ
.
          ภายในซากที่เหลือยังพบชิ้นส่วนรูปประติมากรรมที่ทำขึ้นจากปูนปั้นและดินโคลนเป็นรูปพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ ทวารบาล เทวดา รูปสัตว์อย่าง ช้าง ม้าและนก ซึ่งในการขุดค้นช่วงปี 1966 (พ.ศ. 2509) ตรงบริเวณทางเดินของระเบียงคดกลุ่มอาคารส่วนหลัง ฝั่งทิศเหนือซีกตะวันออก ได้พบซากที่ไม่สมบูรณ์ของพระนอนไสยาสน์ปางมหาปรินิพพาน-นิรวาณ (Nirvana) ขนาดประมาณ 12.85 เมตร หันพระเศียรไปทางทิศเหนือ ติดอยู่ข้างผนัง ส่วนองค์พระก่อด้วยดินโคลนอัดผสมฟาง ปั้นปูนขาวฉาบที่ผิว ปั้นจีวรเป็นริ้วรอยยับของผ้าทาสีแดงชาด ส่วนผิวของพระวรกายทาด้วยสีขาว ส่วนพระบาทและพระหัตถ์ทาด้วยสีเหลืองอ่อน ส่วนพระเศียรถูกทุบทำลาย คงเหลือเป็นเศษชิ้นส่วนบริเวณส่วนพระหนุ (คาง ) พระพักตร์และพระศอ ที่ยังปรากฏเค้าโครงของพระโอษฐ์ที่มีรอยยิ้มอันน่าประทับใจ
.
.
พระพุทธไสยาสน์ปางมหานิรวาณที่พบจากสังฆารามอชินะเทเป ประเทศทาจิกิสถานนี้
พระนอนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด (Giant Reclining Buddha) ในภูมิภาคเอเชียกลาง
จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์โบราณวัตถุแห่งชาติ กรุงดูชานเบ ประเทศทาจิกิสถาน
.
.
ภาพมโน บริเวณทางเดินภายในวิหารระบียงคดส่วนที่ประดิษฐานพระนอนไสยาสน์ขนาดใหญ่ สังฆารามอชินะเทเป
ประเทศทาจิกิสถาน
.
         
.
การบูรณะเศียรพระนอน ที่สถาบันประวัติศาสตร์ทาจิกิสถาน ในปี 1973
.
 
           พุทธศิลป์ของพระนอนไสยาสน์ที่สังฆารามอชินะเทเป เป็นเอกลักษณ์ของงานศิลปะทางพุทธศาสนาบนเส้นทางแพรไหมของเขตเบคเตรียเก่าในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 ที่ได้รับอิทธิพลมาจากงานศิลปะคันธาราฐ สกลุช่างกรีกจากยุคราชวงศ์กุษาณะ กลิ่นอายความนิยมในคติมหาปรินิพพานจากราชวงศ์คุปตะ ผสมผสานพุทธศิลป์ที่นิยมในยุคราชวงศ์ซัสเซเนียน เช่นเดียวกับงานพุทธศิลป์ที่พบจากสังฆารามฟอนดูกีสถาน (Monastery of Fondūqestān) ประเทศอัฟกานิสถาน ในช่วงเวลาเดียวกันครับ
.
.
สภาพของสังฆารามอชินะเทเป บริเวณพื้นที่ส่วนหน้าที่ได้รับการบูรณะแล้วในปัจจุบัน
มุมมองจากยอดเนินสถูปประธาน
.
------------------------------
          *** รูปประติมากรรมจำนวนมากที่ขุดพบในช่วงที่ประเทศทิจิกิสถานยังคงเป็นสหภาพโซเวียต ได้ถูกส่งไปเก็บรักษาไว้ที่ The Hermitage Museum นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (St. Petersburg) ประเทศรัสเซีย ส่วนองค์พระพุทธไสยาสน์และโบราณวัตถุที่ขุดพบในภายหลังทั้งหมดได้ถูกขนย้ายไปยังนครดูชานเบ ปี 2001 (พ.ศ. 2544) ซึ่งองค์พระนอนได้รับการบูรณะประกอบส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกันใหม่ จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์วัตถุโบราณแห่งชาติ (National Museum of Antiquities) ในกรุงดูชานเบ
.
         ในปัจจุบันพระพุทธไสยาสน์ปางมหานิรวาณที่พบจากสังฆารามอชินะเทเป ประเทศทาจิกิสถานนี้ ถือได้ว่าเป็นพระนอนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด (Giant Reclining Buddha) ในภูมิภาคเอเชียกลางครับ
.
.
.
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า
30/5/2563
.
.


โดย ศุภศรุต

 

กลับไปที่ www.oknation.net