วันที่ ศุกร์ ตุลาคม 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

14 ตุลา-6 ตุลา 2563 อาจไร้อนาคต


14ตุลา-6ตุลาปี 2563
“อาจไร้อนาคต”
(เฉพาะบางช่างยุ รอดยาก)
การยุทธ์ย่อย ครั้งหนึ่ง จากความคับแค้นที่เกิดขึ้นจากการหลบหนี “เข้าป่า”ในวันที่6ตุลาคม ปี 2519:44ปีมาแล้ว;
ขณะนั้นภรรยาผมตั้งท้องได้ 6เดือน โดยเป็นครรภ์ระหว่างเรียนปีสาม ธรรมศาสตร์,การล้อมปราบของพวกเขา[ที่เกี่ยวเนื่องจากการสังหารหมู่ในวันที่ 6ตุลา ปี19]เพราะเขาได้ส่งเครื่องบิน ยิงเข้าไปในค่ายของเราซึ่งเป็นค่ายลี้ภัยหลังการปราบปรามกลางกรุงนั้น ปกติก็ยิงปืนใหญ่ทุกๆวันเสมอ-เว้นวันพระ มั้ง?
แต่พวกเราปลอดภัยเพราะที่ตั้งของเราอยู่ระหว่างภูเขามากมาย มีสนามเพาะและอุโมงค์, ทุกครั้ง เมื่อมีเสียงปืนใหญ่ ยิงจากพวกเขา ผมและภรรยา จะพาลูกสาวอายุ 3-4เดือน หลบในอุโมงค์ที่ขุดใต้เรือนพักของเรา ที่เชื่อมต่อกับสนามเพาะ และอุโมงค์ใต้โรงเรียนการเมืองการทหาร-อาศัยนักศึกษาวิศวกรช่วยกันออกแบบ
(ซึ่งเมื่อพวกเราเดินทางผ่าน กองแปด อันเป็นกรมทหารปลดแอก ที่ถูกกล่าวหาว่านอกรีต ที่ถูกขับออกมาจากพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา สายเหมาเจ๋อตง-จึงรู้ว่า เราเอาแบบของเขามาดัดแปรง อย่างชัดเจน)
การยุทธ์ย่อยนี้,เป็นการรวมศูนย์กำลังจรยุทธ์สองสามกอง ทำสงครามทุ่นระเบิด อันเป็นการถ่ายทอดจากโจรจีนคอมมิวนิสต์มาลายา หรือจคม.[ที่ทางการเรียกจากชื่อของเขาคือกองทัพปลดแอกประชาชนมาลายา]
(เป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ของพวกกองทัพปลดแอกมาลายา ที่เขาถนัด ตามสภาพภูมิประเทศเฉพาะ-ตรงนี้ แม้ปัจจุบัน การเคลื่อนไหวก่อความรุนแรงของพวกแบ่งแยกภาคใต้ ยังคงลอกแบบออกมากระทำประจำ; ในขณะ ที่สงครามประชาชาติหรือที่เรียก “ขั้นยันทางยุทธศาสตร์” ของเวียดนามจะเชี่ยวชาญ “สงครามประชิดป้อมค่าย” อัน ยังไม่มีใช้ ในเมืองไทยขณะนั้น มีแต่การลอบปิดล้อมโรงพักหรือค่ายที่ห่างไกล, ในเอกสารของกองทัพปลดแอกไทยไม่นิยมให้ใช้เพราะจะตกชะตากรรมเดียวกันกับ สงครามจรยุทธ์แบบบ้านบางระจัน ที่ไม่พร้อมที่จะกระทำใน “ขั้นยันทางยุทธศาสตร์”)
การยุทธ์ย่อยครั้งนี้เป็น “สงครามทุ่นระเบิด”ประสานการล้อมยิง ด้วยยุทธวิธี “ล่อเสือออกจากถ้ำ” โดยการลอบสังหารสมุนหรืออันตะพาน ที่ทางการไม่ยอมจัดการ เพราะเขาทำประโยชน์ทางการเมืองบางอย่าง ให้ทางการ!? พวกเขามักใช้อำนาจกระทำต่อชุมชน เช่นข่มขืนชาวบ้าน เปิดบ่อน หรือทุจริต,และเมื่อมีการส่งทหารหรือเจ้าหน้าที่เข้ามา เพื่อติดตามหรือชันสูตร จึงเข้าทาง “ยุทธวิธี”ของเรา,
นี่ เกิดขึ้นประมาณ กลางปี2520 –ขณะ เมื่อลูกสาวผมอายุประมาณ 6เดือน;เป็นการเข้าป่า “จับปืน”ของพวกเราครบหนึ่งปีพอดี-เสมือนฝ่ายนำได้ วางแผนเพื่อการล้างแค้นของพวกเรา “หกตุลาเลือด”
หลังจากที่เราได้ขับไล่ มีชัยชนะ “ย่อย” ซึ่งเป็นหลักสงครามจรยุทธ์ ที่ต้องสะสมชัยชนะ เสมอ แม้ในการยุทธนา เล็กๆ เพื่อต้านการล้อมปราบของพวกเขา
(ทฤษฎีสงครามจรยุทธ์ของเช กูวาร่า เน้นเป็นพิเศษ เพราะว่าหน่วยจรยุทธ์ เล็กๆสามารถมียุทธศาสตร์ร่วมกับกองทัพประจำการ, ข้อนี้ ตรงกับปัญหายุทธศาสตร์สงครามจรยุทธ์ ต่อต้านญี่ปุ่นของ เหมา ซึ่งเหมาได้อธิบายว่า กองทัพแดง อันมีทั้งกองทัพประจำการ และกองจรยุทธ์ก็จริง แต่ก็ได้เน้นให้กองทัพประจำการลู่ต่างๆของจีน กระจายกำลัง ทำสงครามจรยุทธ์ โดยอาศัยกองทัพเจียงไคเช็คเป็นกองทัพหลัก โดย ท่านเหมา ได้ทำแนวร่วมเฉพาะกาล เพื่อต่อต้านจักรพรรดินิยมญี่ปุ่น แม้ว่าในช่วงนั้นยังทำการรบในสงครามกลางเมืองหรือที่ เหมาเจ๋อตง เรียกว่าสงครามประชาชน ต้องต่อสู้กันในสงครามปฏิวัติทางชนชั้นตามปกติ กับกลุ่มเจียงไคเช็คที่สหรัฐหนุนหลัง –สหรัฐท่าน หนุนหลัง จนแพ้จีน ในปี 1949 หรือพ.ศ. 2492 จากนั้นเมื่อเจียงไคเช็คหนีไปไต้หวัน ก็ยังหนุน โดยสหรัฐอีก และสหประชาชาติให้ไต้หวันเป็นของจีน สหรัฐก็ยังหนุนกบฏไต้หวันอีก, รวมทั้งฮ่องกง กลับเป็นของจีนเมื่ออังกฤษ เลิกเช่า ตามสัญญา 99ปีตามกฎหมายระหว่างประเทศ สหรัฐก็ยังหนุนนักศึกษา-คล้ายๆพวกปลดแอดฮ่องกงอีก และยังแอบอ้างว่า “เพื่อประชาธิปไตยเสรี”ในไทย กลับมีพวกปลดอกปลดแอก-ถลนให้ท่าสหรัฐมาหนุนอีก หรือสหรัฐแอบเข้ามาผ่านสื่อยักษ์หรือใคร “ให้ท่าใคร ไม่รู้?” ไม่รู้กลุ่มไร้เดียงสา ร่านไปเอง หรือสหรัฐแอบเล้าโลมเด็กไม่รู้หวะ? เขาเรียกว่า “ผิดจารีตประชาคมโลกอยู่ดี”-ฮา [ตรงนี้ ที่จีนร่วมกับคู่อหริ เจียงไคเช็คทำสงครามกับญี่ปุ่นเพราะจำเป็น เข้าทำนองทำ“รัฐบาลแห่งชาติ-เฉพาะกาล?”ที่ท่านจิ๋วหรือพวกสะเหร่อ ที่ไหนไม่รู้? จะตั้งรัฐบาลแห่งชาติเพื่ออะไร? ในยามนี้ –ถ้าจะทำการต่อต้านสหรัฐ ก็ค่อย ว่ากัน-ฮา! ที่ตลกร้าย ญาติวีรชนกลุ่มหนึ่ง ขอให้ตั้งรัฐบาลแห่งชาติหรือเฉพาะกาล! และให้ท่านประยุทธ์ลาออก เอาอะไรมาวัด ว่าจะทำโน่นนี่นั่น?] ทำให้เกิดสงครามสลับฟันปลา ที่ปิดล้อมกองทัพอันเกรียงไกลของญี่ปุ่น อันที่จริง ปัญหายุทธศาสตร์นี้ เหมาไม่ได้คิดขึ้นมาก่อน แต่เป็นประสบการณ์ของกองทัพประชาชนรัสเซีย ร่วมกับกองทัพหลักของพระเจ้าซาร์ ต้าน กองทัพนโปเลียนจนได้รับชัยชนะ ในประมาณปี 1812[ท่าน TCHAIKOVSKI ได้บรรยายใน 1812 OVERTUREของเขาอย่างงดงามจริงๆ ดูเหมือนเบอร์ลิน ฟิลฮาโมนิค โดยการควบคุมวงของ เฮอร์เบิร์ด ฟอน คารายาน ในเพลงได้ยินแตรของทหาร “คอสแซค” ของพระเจ้าซาร์ เป็นทหารประจำการของรัสเซีย ซึ่งร่วมมือกับทหารชาวบ้าน ต่อต้าน จักรวรรดิ นโปเลียนอย่างเป็นเอกภาพกัน ทั้งที่ยามปกติ ทหารคอสแซกก็กดขี่ปราบปรามประชาชนรัสเซียอย่างสาหัส ทหารของประยุทธ์ มีอย่างนั้น ใช่หรือ?ไหม? ไปหามาฟัง ไม่ต้องอ่านประวัติศาสตร์รัสเซียให้ยุ่งยากหรอกครับ ,แต่ถ้าเรารักชาติจริงๆ ไม่ต้องไปฟังเพลงฝรั่งคลาสสิคให้ยุ่งยาก เราไปเปิดอ่าน “สงครามเก้าทัพ”ที่ผู้บัญชาการใหญ่ของสยามคือ กรมพระราชวังบวรบรมมหาสุระสิงหะนาท ก็ได้ทำสงครามสลับฟันปลานี้ก่อนแล้ว ทำให้ได้รับชัยชนะต่อกองทัพพม่า ที่มีทหารเหนือกว่าสองเท่าขึ้นไป เรื่องนี้น่าจะเกิดขึ้นประมาณปี 2330 หลังการสร้างกรุงเทพใหม่ๆ และ เกิดก่อนสงครามที่ประเทศรัสเซียเอาชนะกองทัพอันเกรียงไกร ของนโปเลียนเสียอีก ถึง 25ปี])
เมื่อพูดถึงตอนนี้ ผมคงต้องพูดให้หมดเปลือก, ที่ขบวนการ 14ตุลาคม 2516 ได้ต่อสู้กับจักรพรรดินิยมอเมริกา ร่วมกับชาวอินโดนจีน จนประเทศเหล่านั้นได้ชนะอเมริกา และต้องถอนทหารสหรัฐ 500,000คนออกไป,ในประเทศไทย นักเรียนนักศึกษา พร้อมกองทัพปลดแอกประชาชนไทยได้ ทำสงครามกับรัฐบาลหุ่นถนอม-ประภาส ที่รับใช้สหรัฐ, นักศึกษาไทยได้ปิดล้อมทางการเมืองในส่วนกลาง ทำให้ถนอมต้องปฏิวัติตนเอง 17 พฤศจิกายน 2514
เพราะสหรัฐต้องการให้ไทยปราบปรามกองทัพจรยุทธ์ของกองทัพปลดแอกประชาชนไทยที่ประสานแนวกับกองทัพของสามประเทศอินโดจีน ที่จะขับไล่สหรัฐออกไปจากเอเชียอาคเนย์,และสหรัฐให้ทหารเผด็จการหุ่นไทย เปิดยุทธการใหญ่ ที่เรียกว่า “ยุทธการเขาค้อ” ประมาณปี 2515 เพื่อจะทำลาย ศูนย์บัญชาการใหญ่ พิษณุโลก เลย เพชรบูรณ์ ซึ่งกลุ่มถนอม-ประภาส พ่ายแพ้อย่างย่อยยับ และอ่อนกำลังลง หมดเงิน และอาวุธไปอย่างมากมาย ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ และการรวมศูนย์ปัญหาต่างๆ ที่ปะดังปะเดมา แวดล้อมรัฐบาลหุ่นถนอม-ประภาส ทำให้เกิดการลุกขึ้นสู้ของขบวนการ 14ตุลาคม 2516 นี่อย่างไรหละ[ต้องถามว่า มีอะไรแบบนี้ไหม?ในช่วง 14 ตุลาคม 2563 ท่านธิดา ท่านตู่นปช.หรือ พวกเขา เอาเหตุเพราะท่านประยุทธ์สะบักสะบอมมาจากสงครามโควิท-19? โว้ยเฮ้ย!]
นี่แหละ จึงเป็นความเข้าใจผิดอย่าง “หน้ามือเป็นหลังมือ” พวกปลดแอกก้าวล้ำ “อมแล้วดูด” ทั้งหลาย กระทั่ง พวกที่เรียกว่า นปช.-บางคน หรือพวกที่จะฉวยโอกาส ล้มรัฐบาลประยุทธ์ เสนอ สิ่งที่เรียกว่า “โค่นระบอบประยุทธ์” จะต้องเผชิญกับข้อผิดพลาดอย่างร้ายแรง โดย “กลไก”ความคิด แบบวัตถุนิยมเชิงจักรกล ฐานคิดแบบ “บัญญัติไตรยาง” โยงโน่น นี่ นั่น เรื่อยเปื่อย เพื่อจะสร้าง 14 ตุลาคม 2563 ที่เรียกว่า “14ตุลา”รอบสอง? และถ้ายังดันทุรัง “ปฏิรูประบอบกษัตริย์ไทย” ไม่พ้น ควบรวม 6ตุลารอบสองแน่นอน
แต่พูดให้ตรงที่สุด ระบอบถนอม-ประภาส ยึดโยงกับการ “ขายชาติ” แต่ระบอบประยุทธ์ยึดโยงกับความ “รักชาติ”
นี่เป็นข้อแตกต่างที่สำคัญ และจะนำไปสู่ความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง!ของพวก “ฉวยโอกาสเอียงซ้าย” แดงหรือนปช. ทั้งหลาย และก็ได้บวก ควบรวมไปสู่ความฉิบหายของพวก “โรคไร้เดียงสา” อมๆดูดๆ ปลดแอกบ้าบอทั้งหลาย,ซึ่งก็ยังไม่รู้สารู้สึกเมื่อ “กลุ่มเผด็จการสภา” ผู้เอาตัวรอดได้ชิงหนีออกไปอย่าง “ปลาไหลออกลายทาง” พันพระบาทา โท่นึกว่างู “บ้องหล้า” อันสง่างาม- อย่างทันท่วงที, โอ แม่ปลาไหลไฟฟ้า!
หรืออาจพูดได้ว่า ระบอบถนอม-ประภาส สามัคคีกับนายทุนใหญ่ผูกขาดต่างชาติจักรพรรดินิยมอเมริกา แต่ระบอบประยุทธ์ สามัคคีกับนายทุนแห่งชาติ ที่มักถูกกล่าวหาว่าเป็นนายทุนผูกขาด และทำให้ช่องว่างทางเศรษฐกิจไทยห่างไกลกัน?
(ที่จริง นายทุนแห่งชาติรวมทั้งชนชั้นศักดินาไทย ถูกนายทุนผูกขาดต่างชาติเล่นงานจนสะบักสะบอม เหมือนประชาชนไทยทั่วไปแหละ:เพื่อปล้นสะดมไทยได้สะดวกดาย; กล่าวคือ,ระบอบศักดินา-วัฒนธรรมไทยถูกเล่นงานโดยระบอบประชาธิปไตยเสรี ตาแซม อองแก อังดัว, และกลุ่มทุนแห่งชาติไทยถูกเล่นงานโดยมาตรการกีดกัน มากมายรวมทั้งการโจมตีทางการเงินที่ใหญ่กว่ากันเป็นร้อยเท่าของพวกเขา)
ขบวนการ นิสิตนักศึกษาและประชาชนไทย[14ตุลา] เกิดขึ้นมาจาก การต่อสู้ทำลายเผด็จการทหารหุ่นที่รับใช้สหรัฐ-ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำลายหรือต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยไม่เคยติดต่อกับสหรัฐนับจาก ปี2504แล้ว พระองค์ไม่เคยเสด็จไปสหรัฐ ทั้งที่ประสูติและเป็นซิติเซ็นของสหรัฐตามรัฐธรรมนูญสหรัฐและเมื่อทรงพระเยาว์ทรงอยู่ในความเชื่อของ”ชาวคริสต์”ที่เข้าใจพระคัมภีร์ดี,
แต่เมื่อสหรัฐครอบงำไทยโดยบังคับด้วยวิธีการของกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดต่างชาติ ให้มีพระราชบัญญัติ ต่อต้านการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์และมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจ แบบสหรัฐในปี 2504; พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถ และทรงล่วงรู้ว่า การเข้าไปสู่อ้อมแขนของสหรัฐ จะนำความวิบัติมาสู่สังคมไทย แต่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่คู่กับรัฐธรรมนูญเสมอ [ไม่ได้อยู่ใต้เหมือนญี่ปุ่น] ทำให้หลายสิ่งหลายอย่าง สหรัฐ ไม่สามารถ[ผ่านทหารหุ่น สฤทษิ์ ถนอม ประภาส] ทำการ ข่มเหงประชาชนไทย ปล้นประชาคมอินโดจีนได้อย่างสะดวกดาย, สหรัฐเพียงแต่ เอาอกเอาใจ โดยให้ความช่วยเหลือทางด้านการทหารและอาวุธต่อกลุ่มทุนขุนศึกเหล่านั้น ที่เป็นสายหนึ่งของ “คณะราษฎร์” ซึ่งทั้งคณะราษฎร์สายพลเรือนอันมีปรีดี เป็นผู้นำ ต้องการ ระบอบเผด็จการรัฐสภา แต่คณะราษฎร์สายทหารต้องการเผด็จการทหาร แยกชัดเจนว่าทั้งสอง คือเหล้าขวดเดิม “เปลี่ยนสลาก” เอาไว้ขาย ต่างกรรม ต่างวาระกัน นั่นคือทั้งสองขวด เอากำไรเข้ากระเป๋าเดียวของจักรพรรดินิยมอเมริกา- ตกอยู่ใต้ประชาธิปไตยเสรี อันมีสหรัฐเป็นผู้นำนั่นเอง! คณะทหารหุ่นเหล่านี้ จึงสามารถทำการยึดอำนาจรัฐ ได้ดำเนินเผด็จการทหาร-ทั้งที่ขัดกับการสร้างประชาธิปไตยเสรีของพวกเขาเอง ที่โลกรู้และเข้าใจ- พวกเขาโอบอุ้มเลี้ยงดูเผด็จการทหารไทยรุ่นนั้น ให้ค่าทำขวัญ “อะไรต่อมิอะไร” ขอให้ไทยยอมให้สหรัฐตั้งฐานทัพในไทย
กระทั่งให้สาวงามไทย สองคน สองปี ไปได้ตำแหน่งนางงามจักรวาลและรอง-ฟังคุ้นๆนะเหมือนกับสาวงามของใครเอ่ย? ผิวสองสี ด่าท่านประยุทธ์ จนได้เป็นนางงามตามๆกัน,อย่ามาอ้างไม่เกี่ยวการเมืองเลย,
ที่น่าอดสู ตัวเองครึ่งหนึ่งมาจากต่างเผ่าต่างผิวพรรณ กลับมาไล่นายก-เผ่าไทยล้วนๆของกระผม ออกนอกประเทศ เสียด้านๆอย่างนั้นแหละ โว้ยเฮ้ย! ช่างงดงามไร้เดียงสาอะไรขนาดนี้ ตาม วัฒนธรรมเสรีภาพทางเพศ ร่วมกับ เสรีทางเพศ สามสภาพ สมัยใหม่ได้เฮ มั้ง?-ฮา!
เหมือนภาษิตที่ว่า “สุนัขในรางหญ้า”ไม่มีผิด ดูมัน นอนเห่าไล่วัวให้ออกไป จากคอกฟางของวัว และสุนัขคงจะขอ “วางไข่” กระมัง?คงเป็นพันธุ์ พิเศษ ออกมา ร้อง “เจี๊ยบๆ” ไม่เห่าเหมือนสุนัขทั่วไป ผิดสูตร “สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล”งงโว้ย!
ถนอม-ประภาสเห็นด้วยกับการเอาฐานทัพในไทยที่พวกเขาสร้างให้ฟรีหลายแห่ง
(คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม ถ้ามันเอาระเบิด โดยเครื่องบิน บี 52 ขนมาจากเกาะกวม ไกลเกือบ หนึ่งในสี่ของเส้นรอบโลก วันละร้อยๆเที่ยว สหรัฐคงล่มจมแล้วในวันนี้ มันขนขึ้นไปจากโคราช อู่ตะเภา หรือตาคลี,หุงข้าวยังไม่สุก ก็ปลดทิ้งให้ชาวอินโดจีนฉิบหาย แล้วขนไปใหม่ นับ กี่เที่ยว ไม่เสียสตางค์เท่าไหร่?)
ไปทิ้งระเบิดเพื่อนบ้าน เพื่อนบ้านเข้าใจไทย ว่า “เอาโจรเข้ามาในบ้าน และแอบเอาหินปาบ้านเพื่อนบ้าน” เขาไม่รวมกันมาถล่มไทยก็ดีแล้ว นี่อย่างไรหละ?
(แต่ก็มีอยู่ช่วงหนึ่ง หลังจากที่สหรัฐถอนทหารไปจากไทยแล้ว,กองทัพอินโดจีนมาประชุมที่ชายแดนไทย: เกิดการบที่โนนหมากมุ่น ชายแดน ไทย เขมร,การรบที่ แม่น้ำเหืองชายแดนไทย ลาว; เพื่อจะสั่งสอนล้างแค้นไทย, แต่กองทัพจีน ได้ทำสงครามกดดันที่ชายแดนจีน เวียดนาม ทำให้เวียดนามถอนทหารไปที่ชายแดนจีน-ไม่ต่างอะไรกับตอนที่อะแซหวุ่นกี้ ปิดล้อม พระยาจักรี พระยาสุรสีห์ที่พิษณุโลก จนอะแซหวุ่นกี้ ขอดูตัวพระยาจักรี ในสมัยกรุงธนบุรี อันทำให้พระเจ้ากรุงธน ทรงรันทดใจที่เกือบจะเพรี่ยงพร้ำในสงคราม ทางยุทธศาสตร์ที่พิษณุโลก?และจีนได้ทำสงครามชายแดนกดดันพม่า จนอะแซหวุ่นกี้ต้องถูกเรียกตัวไปที่ชายแดน จีน พม่า เป็นเรื่องที่เหมือนกันไม่มีผิด)
เพราะเขา[ทั้งจีนและชาวอินโดจีน]รู้ว่านักศึกษาและประชาชนไทย ไม่ได้เป็นอย่างนั้นตามท่าทีของสหรัฐ อย่างที่ทหารหุ่น สฤทษิ์ ถนอม ประภาส เป็น,รวมทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยไม่เพียงแต่ “อันเป็นที่เคารพรักของชาวไทยเท่านั้น ยังเป็นที่สรรเสริญอย่างเปี่ยมล้มของชาวอินโดจีนด้วยครับ!” ผมพูดแล้วยังขนลุกไม่หาย
อนึ่ง-ไม่กี่วันมานี้ คุณธิดา ผมเข้าใจ “กลไก” ความคิดของท่านดี ตั้งแต่ในป่า บอกว่า 14 ตุลาคม2563นี้ จะยิ่งใหญ่ น่ากลัวสำหรับรัฐบาล
-เป็นคนละเรื่องกันครับ,ไม่ถามผมก่อน ผมเป็นเจ้าของ 14ตุลาคม 16 ตัวจริงที่สำคัญ ไม่รู้เหรอ?-ฮา
และเด็กอย่างตู่ นปช. คงไม่รู้ว่าเบื้องหลังเวทีที่รามคำแหง(พฤษภาทมิฬ ปี35) ผม[ตอนนั้นเปิดร้านหน้ารามคำแหง พวก “เมดอินไทยแลนด์” ยังร้องเพลงหงาคาราวานกินรายวันอยู่เลย, แถวหน้ารามคำแหงพรรคพวกจากป่าของผม ทั้งนั้น] พาเพื่อนออกไป กรุยทางให้พวกที่ถูกตีมาจากผ่านฟ้า ผ่านเข้ามาทาง พระรามเก้า เพื่อมาสมทบที่รามคำแหง และม็อบนี้ มีคนสรวมแว่นดำควบคุมให้พวกคุณใช้ไมค์ได้สะดวก ข้างเวที, เขาโบกมือให้ผม-ห้านิ้วนะ ไม่ใช่สามนิ้ว ว่าแนวรบในรามคำแหงนี้ ไม่ต้องห่วง และข่าวลือ มาว่า จะมีสิงห์ทะเลทราย-รถจิ๊บ ติดปืนกล ปลอกกระสุนเท่าด้ามมีด มาทางบางเขน จะมาล้อมปราบม็อบที่รามคำแหง ผมจำเป็นต้องถอยออกไปเปิดม็อบที่ราม 32 ระดมแม่ค้าหาบเร่มาตั้งร้านค้า ย่านนั้น แต่ละคนมี ถังแก้ส คนละอันสองอันรออยู่ จนขยายไปทุกๆซอย,คุณอารี มูสลิมที่เป็นปลัดมหาดไทย ท่านเป็นกลางในปี 2535 และวันนั้นเผอิญ มาถามเรื่องราวกับผม ว่ามีม็อบนี้ทำไม?ไม่ไปรวมในรามคำแหง-ผมก็ตอบท่านตรงๆว่า ผมเคยอยู่ป่า มันต้องมีหมัดสองหมัด หมัดหนึ่งแยบ หมัดหนึ่งอับปาคัด จริงไหมท่าน? เมื่อ “บิกสุ”ลาออก ผู้ทรงเป็นผู้ดับร้อนอีกเช่นเคย คือสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยไม่ใช่เหรอ ,อีกแล้ว? ไม่ได้เกี่ยวเรื่องทรงแทรกแซงทางการเมืองนะ พระองค์ไม่ได้ทรงใช้พระราชอำนาจโดยไม่จำเป็น ตั้งรัฐบาลอนันต์ แต่โดยสภาผู้แทนที่มีประธานเป็นดร.อาทิตย์ต่างหาก พระองค์ท่านเพียงแต่เรียกสองฝ่ายมาคุยกัน.
เมื่อส่วนกลางยุติ ปรากฏว่า มวลชนมีมุสลิมด้วย “อนาธิปไตย”จะเผาถนนที่รามคำแหง 32 ท่านปลัดอารี คงอยู่แถวนั้นนั่งรถซีตรอง มาและเรียกหาชื่อผม ว่ามาช่วยหน่อย ผมจึงเข้าไปห้ามปราม จนดับมอด.
คุณตู่นปช. และญาติวีรชนเดือน “พฤษภาทมิฬ” ปี 35 คุณเป็นหนี้ทฤษฎีสงครามจรยุทธ์ในเมืองของผมนะครับ-และโดยเฉพาะ ญาติวีรชน เดือนนั้น พวกคุณยังได้ รับการเยียวยา เสมอมา เพราะถ้าทหารหุ่น วันนั้นชนะ และนำสหรัฐเข้ามา; และ แต่ เมื่อพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรง สกัด “ไฟที่ลุกโชนได้” ทุกอย่างจบในประเทศ ไม่อย่างนั้น, พวกคุณคงจะ ต้องถ่อไปเรียกร้องเยียวยาที่สหรัฐมั้ง?
สโลแกนที่ว่า “นายกต้องมาจากการเลือกตั้ง”ผมคิดขึ้นคนแรกๆผ่านหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง,ดังนั้นมันเป็นคนละเรื่องกับ “นายกต้องลงเลือกตั้ง หรือมาจากส.ส.” ในปัจจุบันนี้-ผมบอกตรงๆเลยว่า,คณะรัฐบาลชุดนี้ ผมเห็นด้วยเกิน 90เปอร์เซ็นต์ พอใหม่?
ก่อนปฏิวัติตนเองของถนอม-ประภาส 17พฤศจิกายน 2514 ผมอายุ 17ปี ไม่เคยเลือกข้างผู้แพ้เลย-เลือกก่อน “รบ”นะไม่ใช่เลือกตอนที่เขา “รบชนะ” แล้ว มาจับชายธงชูโห่ร้อง-ผมจับถึง “โคนด้ามธง” นะครับ!ถ้ารวมต่อต้าน “สืบทอดอำนาจแท้” ของพรรคสหประชาไทย กลุ่มถนอม ปี2512 ผมต่อต้านพวกนี้เกิน 51ปีพร้อมๆกับดร.เอนก ท่านอายุมากกว่าผม 1ปี ท่านจึงต่อต้านได้เพียง 50ปี?-ฮา
80กว่าเปอร์เซ็นต์ของม็อบใหญ่ๆ,14ตุลา16 ถึงกปกส. ปี 2557 ผมอยู่หมด น่าจะเป็นมนุษย์ “ร้อยม็อบแล้ว?” และวันนี้ผมก็ยังเป็นมวลชนธรรมดา มีหนี้การค้าเป็นล้าน เหมือนเดิม เหมือนมวลชนทั่วไป และที่สำคัญไม่เคยคิดใช้คำว่า “เราเหนื่อยมามากแล้ว และจะขอถอนทุน ”
ผมไม่ได้ยุให้เขาอยู่ข้างหน้า หรือเอาเขามาคุมข้างหลัง แต่ไปกับเขา และ “เอาประสบการณ์ ที่เรียนรู้มา” ดูแลพวกเขาครับ-ถ้าจะเรียกร้องต้องสันติวิธี ถ้าจะถูกปราบก็จะใช้ความรุนแรงต้านพอแก่การประมาณตน ที่ปลอดภัย ลดการสูญเสีย จนเป็นสูญ,
แต่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะอยู่ต่อไป จงอย่าเหินห่างพวกเขาเลยครับ ก็กินแบบเขา ใช้แบบเขา!
ที่สำคัญผมเป็นเลือดเหลืองแดงแท้ “สีของเรานั้น เหลืองคือ ธรรมประจำจิต แดงคือ โลหิตอุทิศให้”
“เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือโลกหล้ายังมีคน” ผมเป็นนักปฏิวัติเพื่อประชาชนมาอย่างยาวนาน โดยกำเนิดมั้ง? แต่น่าจะเป็นหนึ่งในไม่กี่คน เมื่อสำเร็จแต่ละฉากที่ผ่านมา ยกเว้น “ปี53” ไม่เอา จะขอ “เขกกบาล” อีกต่างหาก.
เลือกข้างถูก “คือชอบธรรม” แต่แรก ว่าชนะ และเสียหายน้อยที่สุด เหมือนหลายท่านที่เลือกข้างถูกเสมอ-แต่ต่างกันที่ผมต้องแหงนมองบนฟ้า และถามว่า “ใครดูแลและช่วยผมอยู่” ยังมีฟ้าที่เหนือกว่าเรา ดูแลเราอยู่-สหายทั้งหลายจงถ่อมตัวทำการต่ำเข้าไว้ ไอ้ที่ทำเด่นดังตลอด ไม่ใช่วิสัยผู้ชนะในเบื้องปลายครับ!
ถามว่า จะมีเหตุการณ์ที่จะทำให้เกิด “14ตุลาคม”รอบสองในวันที่ 14ตุลาคม 2563ไหม? ถ้ารัฐบาล ไม่ทำตามเด็กๆ อย่างที่ท่านธิดาเชื่อ-
คำตอบคือไม่มีสาระอะไรในเชิงทฤษฎี “เศรษฐศาสตร์การเมือง”หรือการปรับโครงสร้างทางการเมือง ที่เราเรียกกันสั้นๆว่า การปฏิวัติ หรือแม้กระทั่ง ใครจะลาออก!
ถ้า “บ่าง” ดื้อดึง มันจะเกิด ยิ่งกว่า 6 ตุลาคม19เสียอีก,การยุยง “เอาเด็กเป็นตัวประกัน”จะเป็นเสมือนเหตุการณ์ในจีน-หลังการปลดปล่อย
(และว่าตามทฤษฎีทางชนชั้น,ประเทศไทยผ่านระยะใช้ความรุนแรงที่ปฏิวัติไปแล้ว อย่างเป็นคุณเพราะ เรามี สถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ที่ทรง รับรู้ วิทยาศาสตร์ทางสังคม ประการหนึ่ง และเนื่องจากว่า “เจ้าไทย”มีลักษณะพิเศษคือเป็น ชนชั้นกระดุมพีไป อย่างช้าๆตั้งแต่สมัยรัชกาลที่สาม-นี่เป็นเรื่องน่ายินดีประการที่สอง:ใน แถลงการณ์คอมมิวนิสต์ แมนิเสโต้ ของมาร์ก-เองเกลส์พูดว่า “ชนชั้นกระดุมพีที่เข้าใจประวัติศาสตร์ทั้งขบวนก็เป็นแนวร่วมการปฏิวัติหรือการเปลี่ยนแปลงได้” นี่ไม่มีผิดสักนิดเดียว ยิ่งมีชนชั้นนำเข้าร่วมและสามัคคีมากเท่าใด พวกคุณจง จดจำ ได้เลย ว่า การเปลี่ยนแปลง การปฏิวัติ หรือการปฏิรูปจะสูญเสียน้อยที่สุด)
หลังปลดปล่อย ค.ศ. 1949 มีการเคลื่อนไหวจากทางการจีนใหม่ เรียกว่า“การปราบปรามพวกปฏิปักษ์ทางสังคม และพวกปฏิกิริยาของการเปลี่ยนแปลง”
(สำหรับสังคมไทยวันนี้ การปฏิวัติรัฐประหาร ของท่านประยุทธ์ ปี 2557 “คือการสิ้นสุดการปฏิวัติประชาชาติประชาธิปไตย”จากสหรัฐอเมริกาและพวกตะวันตก ที่เริ่มมาอย่างช้าๆจากสมัย “ถูกล่าเมืองขึ้น”ในรัชกาลที่สาม ตามสภาพเป็นจริงของสังคมไทย เสร็จสิ้นไปแล้ว; ต่างจากประเทศอื่นที่พวกเขา ทำลายสถาบันกษัตริย์ ขณะที่ไทย สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงมีประวัติศาสตร์ในการปลดแอก จากตะวันตก ร่วมกับพสกนิกรไทย ทุกขั้นตอน-พร้อมหลักฐานชัดเจน;นักประวัติศาสตร์สาย “พิราบ ซีไอเอ-นิ่มๆ” สหรัฐและยุโรปอย่างชาญวิทย์และนิธิ พยายามปิดตา มองข้างเดียว บิดเบือนมาตลอด –ใช้ทัศนะของผู้อพยพตะวันตก คือเสรีประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ ที่ไม่เอาเจ้าของแผ่นดินเดิม เขาทำได้เพราะ เจ้าแผ่นดินอังกฤษไม่ได้อยู่ที่นั่น; แต่เจ้าแผ่นดินไทยอยู่ ที่นี่ ร่วมกับพสกนิกรตลอด. พร้อม”กลไก”ความคิดผู้อพยพอย่างบรรพบุรุษของเขาเป็นเกณฑ์ เอาปีเดือนที่พ่อแม่พี่น้องของเขาทางซัวเถาที่เข้ามา สร้างสังคมประชาชาติใหม่ ประสานชนเผ่าตามชายแดน อดีตชาวประเทศราชทางเหนือ รอยร้าวสามจังหวัดชายแดน หลอกลวงเชิงประวัติศาสตร์ มุ้มมิ้ม? ปะ ปะ ติ ติ วัด รูป ลูบๆ คลำๆ “เด็กทารกไร้เดียงสา”ยอมบ้าง อยากบ้าง กล้าๆกลัวๆ เอา ไม่เอาความเป็นประมุขของกษัตริย์ตั้งแต่ 2475 เขาจึงพูดว่า “ยังไม่เสด็จน้ำ” นี่อย่างไรหละ!)
“การปฏิปักษ์ปฏิวัติ” ปรากฏต่อเจ้าหน้าที่จีนคอมมิวนิสต์ พวกเขาได้กระทำการ“วิสามัญฆาตกรรม”โดยกองทัพปฏิวัติ ถือว่าต่อต้านสังคมใหม่ จึงมีการสูญเสียชีวิต ร่วม 6เปอร์เซ็นต์ของประชากร:
สำหรับประเทศไทย ต่อแต่นี้ไป เสี้ยนหนามแผ่นดินก็มี -เด็กๆคงต้องละเว้น(ที่อาจ ไม่ละเว้น เพราะเจ้าหน้าที่อาจเจอ โทษตาม มาตรา157นะ) แต่ที่แน่ๆ-โดนมากๆ คือ “บ่างช่างยุ” พวกนี้จะถูกกวาดล้างใหญ่ประมาณแบบ “ฮ่องกงโมเดล” ที่ธนาทุนเสนอ กลายเป็น “ดาบนี้คืนสนอง” หรือถ้าทู้ซี้-ระดม สุมไฟ ก่อ “อนาธิปไตย”โดยไม่มีเหตุผล อาจมี “เทียนอันเหมิน” ไทย; แต่ ไม่ถึงขั้น KILLING FIELD-3,000คนอาจเป็นได้ จะถูกดำเนินการตาม กฎ กบิลเมือง ที่ชอบธรรม,ส่วนใหญ่น่าจะถูกควบคุมตัว-เพราะสถานการณ์โควิท-19 พวกเขาไม่สามารถหนีออกไปได้ทางเครื่องบิน(บังเอิญ “ชางฮี”สิงคโปร์เปิด ใครสั่ง? –มิสเตอร์ ”พืชมงคล”ให้ข้อสังเกตดีทีเดียว)ทางชายแดนก็ถูกปิดทุกด้าน ประเทศเพื่อนบ้านเขาก็ไม่ยอมให้ออก!
เตือนเอาไว้ล่วงหน้า “อำนาจรัฐเกิดจากปากกระบอกปืน” ยังคงต้องใช้ไปอีกกว่าหนึ่งศตวรรษ อย่างไม่ต้องสงสัย.
-อีกอย่างหนึ่ง.ขบวนการ 14ตุลาคม 2516ของแท้ อยู่ฝั่งไหนหละ?ฝั่งนั้นชนะขาดครับ,ก็ลองทายดูซิว่า ขบวนการ 14ตุลาจะเลือกฝ่ายไหน?ผมคงต้องอ้างถึง “ปัญหายุทธศาสตร์สงครามจรยุทธ์ต่อต้านญี่ปุ่น” เหมาเจ๋อตงท่านเลือกอยู่กับฝ่ายเจียงไคเช็ค ที่รบฟันกันมาจะเป็นจะตาย, แต่เพื่อชาติ อะไรก็เกิดขึ้นได้!
แล้วหันมาดูท่านประยุทธ์ เคยเข้าข้างสหรัฐเหมือนเจียงไคเช็คไหม?ถือว่า ยิ่งเป็นที่พอใจของขบวนการ 14ตุลาคม “ของแท้” เกิดกี่ชาติก็ต้องหนุนกันหน่อยละ!
เพราะสถานการณ์อย่างนี้ กว่าจะมีมาให้เห็นในรอบกี่ร้อยปีไม่รู้?(ผมเชื่อว่าถ้ายัง ดันทุรัง ปากสุนัขอย่างนี้ 3,000คนเป็นอย่างน้อยจะไม่ได้อยู่อย่าง “ปกติชนคนไทยทั่วไปแน่” ที่ถูกฝังก็น่าจะเป็นพวก “ถีบปฏัก[ที่มันอยู่นิ่งๆของมัน- ไม่มีเจตจำนงจะทิ่มนะ]และคนถีบ ก็จะคาปฏักอยู่อย่างนั้น” ส่วนที่หนีเข้าป่า ชายแดน คงจะถูกนำกลับมาอยู่ดี-ที่หนีออกนอกประเทศก็คงมีมั้ง? แต่ เขาปิดชายแดน เตรียมโควิท-19 ก็คงเข้าออกลำบาก.
เตือนกันไว้ก่อนเพราะ “กู ชาว 14ตุลาคม 16ยังไม่ตายครับ”
และ ระลึกความ อีกที; ก่อนที่ชาว 14ตุลาคม 2516 –อันมี นักเรียน(ไม่มีเลวแน่) นิสิต นักศึกษา(ไม่มีพวกปลดแอก)และประชาชน(ไม่มีค่ารถ ค่ากินนะ)พวกเขาจะมุ่งหน้าจากธรรมศาสตร์ สนามหลวง ไปยังอนุสาวรีย์ และกระจายทั่วเกาะรัตนโกสินทร์ นับได้กว่า 500,000คน- ขบวนแรก เป็นนักเรียน แต่งตัวตามปกติ และนักศึกษา แต่งตามระเบียบ เหมือนจะไปโรงเรียน และประชาชนแต่งตัวเหมือนอยู่ในพิธี ทุกคน นับเป็นจำนวนร้อย เดินนำหน้าขบวน 14ตุลาคม 2516 เขาอุ้ม พระฉายาลักษณ์ ของในหลวงและราชินีในรัชกาลที่เก้า นับร้อย หลากอริยะบทของสองพระองค์เป็นแถวยาว พบความภูมิใจที่ใบหน้าแห่งชัยชนะทุกคน เพื่อเรียกร้อง รัฐธรรมนูญ ถามหาประชาธิปไตย-แบบไทยๆ!
แต่ ในวันที่ 14 ตุลาคม 2563ผมไม่รู้ว่าพวกเขาจะเริ่มขบวนกันอย่างไร?พวกเขาจะเริ่มด้วยรูปของคน ดูใบ หรือคนที่ปารีส หรือเอารูปใครมาเผา? ก็แล้วแต่ผล “บุญ กรรม ทำแต่งกันมา เตอะ สาตุ”
ในประเทศไทยและสถานการณ์ทางสากล วันนี้ จักรพรรดินิยมสหรัฐอเมริกา ไม่สามารถกระทำอะไรต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยได้ เพราะ “ทรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพของปวงชนชาวไทย”
พวกทาสสหรัฐ ด้วยเล่ห์เหลี่ยม ร่วมกับนักเสรีประชาธิปไตยทั้งหลาย ตั้งแต่อังดัวปรีดี และสานุศิษย์ รวมทั้งปรมาจารย์ อย่างดร.จากธรรมศาสตร์ และดร.จากเชียงใหม่ ที่พวก “ส้มเน่า”นับถือ บวกกับพวกเอ็นจิโอที่หาทุนกินเบี้ยกันตายจากต่างชาติเหล่านี้เป็นกระบอกเสียง; เราจึงจำเป็นต้องแยกให้ออกมา “ใครคือมิตร ใครคือศัตรู?”
เด็กทั้งหลายเอ๋ย จะสร้างชาตินั้น จะเริ่มจาก เอาศัตรูของชาติเป็นครู โดยไม่รู้ว่า “ใครคือมิตรเทียม? หรือใครเป็นศัตรูเทียม?” ที่เคยว่าศักดินาเป็นศัตรู อาจไม่ใช่ เขาเป็น “ศัตรูเทียม” และไอ้ที่ว่าสหรัฐเป็น “มิตรแท้” อ้างว่าเพื่อประชาชนส่วนใหญ่เป็นระบอบเสรีประชาธิปไตย ที่แท้เป็น “มิตรเทียม”นั่นเอง กลายเป็นว่า ระบอบสถาบันไทยกลายเป็นศัตรูเทียม ที่สหรัฐ และโลกที่เรียกว่าเสรี มันสร้างขึ้นมาเพื่อให้เราทำลายมาโดยตลอด-เป็นปรากฏการณ์ปกติที่ โจรจะเข้าบ้านได้ก็เพราะเขาเอาของเล่นมาล่อให้เด็กในบ้านเล่น อะไร!ที่มักจะพูดว่าระบอบศักดินาเป็นภัยต่อประชาชน มักเนื่องนำไปสู่การสร้างวัฒนธรรมไม่เอาปู่ ย่า ตายาย; เด็กคืออนาคต ผู้ใหญ่ต้องตายในวันหนึ่ง ดังนั้น ต้องให้เด็กนำและทำลาย “สิ่งเก่าๆ” อะไรประมาณนี้,
นายทักษิณ คือพวกกลุ่มทุนนายหน้า ตัวใหม่ ที่ออกมาในรูป “พิราบ” ไม่ใช่ “สายเหยี่ยว” เหมือนเผด็จการทหารหุ่น นายคนนี้ พูดอยู่สองเรื่องเมื่อเร็วๆนี้ อย่างเช่นจะเอาหุ่นยนต์เข้ามาแทน เอาการรักษาโควิท-19แบบใหม่มาเสนอ,และที่ล่อนจ้อนที่สุด ที่ว่า “รัฐบาลเผด็จการประยุทธ์” ทำให้ความหวังของหนูๆค้างเติ่ง ที่สมัย เผด็จการสภานายหน้าขายชาติของเขาได้ ทำให้ พ่อแม่พี่น้องของพวกหนูๆที่กำลังประท้วงในเวลานี้ ที่จะมี “บ้านใหม่ รถเก๋งหรูๆ” ต้องหมดสิ้นความฝันไป เมื่อเกิดรัฐประหารปี 49-50และยิ่งแย่เมื่อมีการรัฐประหาร สืบทอดอำนาจ ต่อในปี 2557-พูดดั่งว่า ประชาชนยิ่งครวญหา “เผด็จการสภาอันรุ่งเรือง” ของเขา.
มันเป็นสันดานของความละโมบที่เอามาปั้นน้ำเป็นตัวหรือ? ไม่ใช่หรอกแต่เป็นลัทธิทุนนิยมนายหน้าที่จะนำเอา ทุนต่างชาติเข้ามายึดครองประเทศไทยชัดๆ
เมื่อครั้งนั้น “ เราได้สยบพวกเขาประมาณหนึ่งหมู่ใหญ่ๆ. เมื่อทุกอย่าง เสด็จน้ำ” (อ้อ ลืม BY THE WAY กลับมาการยุทธ์ย่อย ครั้งนั้นในปี 2520)ผมสะเทือนใจมาก เพราะในกระเป๋าของคนหนุ่มสองสามคนของฝ่ายเขา เราพบจดหมายที่แสดงว่า อาจมีพี่หรือน้อง ที่เขาส่งเงินไปให้เขาและเธอเรียนหนังสือ ความเป็นพี่น้องเครือญาติไม่มีพรหมแดนทางการเมือง จริงๆสินะ!
ฝ่ายเขาคนหนึ่ง ที่ยอมแพ้ในการยุทธ์นี้, เมื่ออยู่ในค่าย( สายจัดตั้งเรา ที่ฝังตัวอยู่ เพราะตรงนี้เป็นเขตแดง เล่าว่า) เขาผู้นั้น เคยโต้เถียง เพื่อนร่วมงานของเขาว่า นักศึกษาที่เข้าป่าไม่ใช่คนเลว-เขาสาธยายว่า นักศึกษา บางคนเป็นผู้ที่คับแค้นที่ตนเองถูกกระทำจากอำนาจรัฐ จากเจ้าหน้าที่ของรัฐประพฤติมิชอบ-สารพัดที่ยังไม่ได้ปฏิรูป.
นักศึกษาที่เข้าป่าหลายคน รักชาติ รู้ประวัติศาสตร์ รู้จักความเป็นจริงของสังคมไทย พบสิ่งพิเศษ?
(ปีนี้ ครบรอบ 14ตุลาคม 2563[ผมยังเชื่อว่า] ยังคงมีเจตนารมณ์ต่อต้านการครอบงำ จากทุนใหญ่ต่างชาติสหรัฐและสมุนยุโรปทั้งหลาย เหมือนเดิม-และจำเป็นต้องแยกให้ออกว่า เป็นขบวนการ 14ตุลาแท้ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับ ขบวนการ 14ตุลา เทียม, ที่อ้าง ลัทธิประชาธิปไตยเทียม-2475หรือระบอบเลือกตั้ง-เผด็จการสภาฟัสซิสม์ขายชาติแท้.
ขณะที่ บางคน ที่แฝงเข้ามาเป็นทหารปลดแอกในป่าเขา ก็เป็นขบวนการที่ต้องการใช้ความรุนแรงเพราะอยากได้ตำแหน่งและอำนาจ และยังจะสืบทอดเจตนารมณ์เดิมคือประนีประนอมผสมโรงปนเปไปกับ เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ ประชาธิปไตยเสรี-สากลแห่งทุนนิยมโลก,หรือที่เข้าใจกันแล้วว่าคือ “เผด็จการสภา” มือใครยาวก็คว้าก่อน,อย่างที่พวกเขาพยายามออกจาก แอกที่เขาเรียก ว่า “ต่อต้านเจ้าไทย” ซึ่งแท้จริง สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็น เสมือน “วัคซีน” ที่สร้างภูมิคุ้มกัน ไม่ได้ส่งพิษภัยต่อสังคมไทย แต่เป็นอำนาจพิเศษที่มาจากฟากฟ้า?
วัคซีนเป็นเลือดเนื้อเดียวกับเราฉันใด,สถาบันพระมหากษัตริย์ก็เป็นเลือดเนื้อเดียวกับเราฉันนั้น!
เป็นเรื่องน่าตลกและน่าสมเพท ที่จะทำลาย “วัคซีน”ซึ่งสร้างภูมิคุ้มกันสังคมไทยอย่างยาวนาน[ที่จริง เศรษฐกิจพอเพียงเป็น ภาคหนึ่งของวัคซีนของสังคมไทย] แต่ เรากลับไปครบหาสมาคมกับ เชื้อโรคการระบาด ตัวจริงที่ควบคุมไม่ได้ คือ “ลัทธิจักรพรรดินิยมสมัยใหม่” ที่ใหญ่กว่า เจริญกว่า และมีอนาคตกว่า-จริงๆหรือ?ยั่งยืนกว่า- ฮา! ที่แท้เป็นความวิบัติและ ความพินาศฉิบหาย สิ้นชาติ ตรงๆทีเดียว-ไม่ใช่หรือ? ถ้าเราจะไปหาจุดหมายปลายทาง-ที่เรียกว่า “เสรีประชาธิปไตย สหรัฐ ฝรั่งเศส” ไม่ลองหันมาดูว่า วันนี้พวกเขากำลังจะมีจุดจบอย่างไร-ฮะฮ้า ไม่ลองดูจุดจบของพวกมัน ตั้งแต่ตอนต้นๆที่ “บางพวก-เอาไปเลย เต็มๆ 6ล้านคนเศษ”จะไปหา ตั้งแต่เวลานี้ ลองพินิจความหายนะของพวกเขาให้เต็มๆ ก่อน จะดีไหม?)
อีกด้านหนึ่ง,พวก“หลุด” เข้ามาในแนวร่วม ปลดแอกในป่าเขา-มักใหญ่ใฝ่สูงก็มากและไปกันดีกับกลุ่มพรรคคอมมิวนิสต์ไทยสาย-เชื้อชาติจีน,ไม่เอาสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยจริงๆ พวกนี้มองสังคมไทยเป็นเมืองขึ้นจีน,ทั้งที่พรรคคอมมิวนิสต์จีน- เหมาเจ๋อตง จริงๆก็ไม่เอากับพวกเขา-และได้ขจัดพวกเขา คือกลุ่มสี่คน เจียงชิง จางชุนเฉียว หวังหงเหวินและเหยาเหวินหยวน เรียกว่า พวก “ซ้ายจัด” เชื้อชาติและชนเผ่าจีนนิยม-เมื่อออกมาจากป่า,พวกเขาก็ยังเป็นสาขาเดียวกัน เหมือนเดิม-ติดซากเดนชั่วนี้ไม่ขาดสาย!
ไม่น่าเชื่อ เมื่อพวกเขาได้รับการพระราชทานอภัยโทษ ผ่าน นโยบาย 66/22-23 เมื่อออกมาแล้ว สันดานความคิด มักใหญ่ใฝ่สูงก็ไม่หมด-เป็นคนเหล่านี้,หน้าเดิมๆ,ก่อนเข้าไป พวกนี้ก็เดินแนวทางซ้ายจัด
(ควรถอนหรือยุติในวันที่4และ5ตุลาคม2519ที่พวกเราบอกให้ถอย-พวกนี้ไม่ยอม จนเกิดการสูญเสีย ยับเยิน และยังบอกว่าเป็นแผนของ สถาบัน-อ้างข้างๆคูๆแล้ว ทำโง่อวดฉลาดตามเคย-ที่แท้คนสร้างสถานการณ์ก็คือพวกเสรีประชาธิปไตยสหรัฐและสมุนนั่นเองที่มันคิดว่าเป็นบิดาเสรีภาพของมัน)
พูดไป คุณก็คงไม่รู้สึกสา เพราะเห็นชัดว่าพวกคุณมัน“สำเนียงส่อภาษากิริยาส่อสกุล” พูดตรงไปตรงมา เป็นคนไทยหรือเปล่าวะ เฮ้ย!
อนึ่ง,10เปอร์เซ็นต์ของประชากรหรือ 6ล้านคนเศษ-ตัวเลขคุ้นนะ ฐานของใคร? ลองดูคนเหล่านี้ รุ่นคุณปู่ของเขา ถ้าไม่เป็นผู้อพยพมา(พวกเขาทำให้คนจีนที่ดี ต้องหม่นหมอง) ลูกไทย สิ้นคิดมากมายเป็นแสน หรือก็เป็นชนเผ่าตะเข็บชายแดนที่อาจได้สัญชาติไทยบ้างไม่ได้บ้าง หรือไม่ก็ เป็นกลุ่มที่ยังแปลกแยกกับ “เจ้าไทย” ก่อนสมัยรัชกาลที่ห้า ตอนเหนือหรือใต้สุด พวกเหล่านี้ จึงนิยมระบอบแบบผู้อพยพของสหรัฐในสมัยต้นๆ,ที่อ้างว่า“ระบอบเสรีประชาธิปไตย” พวกเขาจะไปได้ดีกับ “ฟ้าใหม่”ในฟ้าเดียวกัน?
“ระบอบสาธารณะ” เหมือนการพนัน คือ “กระจายไพ่ และ สับไพ่ใหม่” เพราะผู้อพยพหรือพวกชายขอบเสียเปรียบ เลือก “ประธานาธิบดีกว่า!”
ป่าไม้ ทรัพยากร วัฒนธรรม อื่นๆโละให้หมด เพราะมันล้าหลัง มันไม่เหมาะกับ “นิวคัมเม่อร์” อย่างกูอย่างไรหละ? “เจ้าแผ่นดินเดิม” กูไม่ได้เลือก แต่กูจะเอาประธานาธิบดีที่กูจะเลือก:ถามว่าที่เขาสร้างป่าเป็นเมืองรุ่งเรือง และกลายเป็นประเทศ โดยการนำของระบอบกษัตริย์ และแบ่งอำนาจความมั่งคั่งลดหลั่นกันไปหละ?พอผู้อพยพเข้ามา ต้อง ยุบหมดแล้วเอาใหม่หรือ?
รู้หรือเปล่า พวกคุณมัน 10เปอร์เซ็นต์ของประชากรนะ สูตรการกวาดล้างหลังสงครามปฏิวัติสากล ตั้งแต่รัสเซียกระทั่งเขมรแดงเลยนะ! คนที่เห็นใจคุณก็ตะเภาเดียวกันคือสังคมผู้อพยพสหรัฐนั่นแหละ มิแปลกใจเลย คุณอยู่ประเทศไทย “โชคดีหนักหนาแล้ว!”
ความเป็นเชื้อชาตินิยม ก็แกว่งไปมาระหว่าง “ซ้ายจัด”เป็นคอมมิวนิสต์ไทยสายจีนแผ่นดินใหญ่ “สุดโต่ง” แบบแก้งสี่คน เมื่ออยู่ในสังคมปลดแอกในป่า, และเมื่อออกมาเผชิญ ระบอบสภาที่ถูกครอบงำโดยสหรัฐและยุโรป ก็ “ขวาจัด” สุดโต่ง คือนิยม ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์หรือจีนขาวผู้อพยพ อีกสายหนึ่ง-เอาเชื้อชาติก่อน ย้ายมา“เข้าแอก” ประชาธิปไตยเสรีสหรัฐ; ครั้ง ตอนอยู่สังคมปลดแอกในป่า ประกาศไม่เอาสหรัฐ เพื่ออำพรางตนเอง?ที่จริง ขบวนการ 14ตุลาคม 16,ใครนิยมสหรัฐ-ไต้หวัน ฮ่องกงคือ “ขวาจัด” แต่เพราะความเทียมเท็จ มันถือว่า “ใครเอาสังคมไทย เอาเจ้าไทย” มันแอบเรียกว่า “อนุรักษ์นิยม หรือขวาจัด” แต่ถ้าพวกเราคุยกับมัน เพราะเรารู้กำพืดของมันดีว่า ถ้ามันนิยม “สหรัฐและฝรั่งเศส”คือ “ขวาจัด”มันอาย, จึง เขวไปเรียกว่ามันจะปฏิวัติจากเผด็จการ มันเรียกตนเองว่า “คนอนาคต” และเรียกพวกเราว่า “สะลิ่ม”เพราะมาร่วมกับเผด็จการประยุทธ์-จะรักชาติหรือไม่รักมันไม่สน-มันหลับตาว่าเผด็จการโว้ย!
มีมืด มีสว่าง, มีคนไทยจะเด็กจีนหรือไทย ปู่ย่าตายาย อยู่ที่นี่นานแล้ว เห็นกงจักรเป็นดอกบัว กลับเห็นดีเห็นงามกับอดีตผู้อพยพแบบสหรัฐ เพราะรู้จักตนเองน้อยไป กลับไปก่นหา “สังคมสาธารณะ” ไม่เอา “สังคมฉันท์พี่น้อง”
ในขณะเดียวกัน ก็มีลูกต่างด้าวท้าวต่างแดนที่มีความสำนึก กลับลึกซึ้งกับแผ่นดินไทยยิ่งกว่าคนที่อยู่แต่เดิมก็มี;
คนพวกแรก เกี่ยวข้องกับปัญญาชนเลือดใหม่ มักใหญ่ใฝ่สูง ที่ไม่รู้กำพืดตนเอง และรู้ประวัติศาสตร์น้อยไป เสมือนเป็น “ทรชน” แม้มีบรรพชนอยู่ที่นี่อย่างยาวนานแล้ว-
ท่าจะร่วม 14 ตุลาคม 2563 ที่น่าสมเพทเวทนานี้?
เด็กพวกหลัง พ.ศ.นี้ เชื้อสายจีนก็มาก เขาเป็น “วีรชน”จริงๆ น่ายกย่อง ที่น่าภูมใจ มีมากกว่าพวกแรกมาก เขาร่วมกับ คนแผ่นดินเดิม เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่มี กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ พวกเขาเดินตามเจตนารมณ์
14ตุลาคม 2416 แท้)
กลับมาเรื่อง ในป่าหลังปี 2519 สหายหญิงคนหนึ่งเธอเรียน พยาบาลปีสอง
(ในแต่ละหมู่เราจะมีการศึกษาทฤษฎีการเมือง และมีการ วิจารณ์และวิจารณ์ตนเองเสมอๆ และมีการศึกษาทฤษฎีการเมือง และวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองทุกคนในค่าย ทุกคืนก่อนเข้านอน)
เธอได้บอกกับผม-ที่ประชุม ว่า เธอมีพี่ชายคนหนึ่งเป็นนายร้อยอยู่ไม่ไกลจากค่ายของเรา เขาส่งเธอเรียนตั้งแต่มัธยมปลาย,เธอไม่รู้ว่าวันหนึ่งกระสุนของใครจะเจาะศีรษะ-ระหว่างของพี่หรือน้อง.
ส่วนผมนั้นไม่กังวลเพราะอยู่คนละพื้นที่ และผมเข้าป่า เพราะส่วนหนึ่ง ขณะอยู่ธรรมศาสตร์ปีสองถูกตำรวจซ้อมและยัดข้อหา สามสี่ข้อหา ไม่ใช่เหตุจากการเมืองตรง แต่เหตุเพราะ “สี” เลือดเหลืองแดงมั้ง?(หลัง 14ตุลา 16 ไม่กี่เดือน) ขณะที่ผมถูกจับกุมกลางเมือง เขาบังคับให้ผมเซ็น ผมบอกว่ากูไม่เซ็น แล้วตบหัวผมโขกกับโต๊ะสอบสวน ผมมองดูเลือดที่ปากและหัว หยดลงพื้นห้อง-และคิดว่า “เลือดต้องล้างเลือด เลือดต้องล้างด้วยเลือด มะ! ให้มันแห้งเหือดความแค้นในใจ ยิง ปัง ปัง ปัง” อย่างเดียวเท่านั้น!
และพูดว่า “พวกมึงโดนกูแน่” และอีกสามปีก็เป็นจริง และกระสุนที่สาดใส่พวกเขาเมื่อไม่กี่นาทีนั้น ตรงวัตถุประสงค์ทุกนัด ห่างจากวันที่ผมโดนซ้อม คงจะสามปีพอดี ผมยอมรับว่า “ผมถูกบังคับให้เป็นโจร” เพราะเกลียดทหารที่ผมเคยถูกถีบเข้ามาในสนาม ขณะ เป็นนักกีฬาของอีกฝ่าย (นี่เป็นความคิดแตกแยกระหว่างทหารและพลเรือนที่ กลุ่มสหรัฐถ่ายทอดมาให้ ในยุคนั้น) และ ไม่พอใจการปฏิวัติตนเองของกลุ่มถนอม-ประภาส มาพร้อมกันพอดี-วันเดียวกันที่ 17 พฤศจิกายน 2514.
-น่าเกลียดที่สุด ในวันนั้น ใน สถานีนครบาล ที่รับผิดชอบย่านประตูน้ำ เขาเอามือผม กดลายมือไปที่กระดาษ เหตุที่ ผมไม่ยอมเซ็นรับข้อกล่าวหาที่เริ่มตั้งแต่ ขัดขวางการจับกุมและอีกสองสามข้อหา แม้สารวัตรเมื่อมาอ่านที่กระดาน พบว่า อะไรมันจะหลายข้อหาขนาดนี้-เขาหันไปหาลูกน้องและตะโกนว่ากูช่วยพวกมึงไม่ได้นะ,ผมหัวเราะและตะโกนขณะที่อยู่หลังเหล็ก ซี่โครง ที่ไม่น่าจะเกี่ยวกับผม “มึงเสร็จกูแน่ กูเป็นนักศึกษา ถ้าจะเซ็นก็เซ็นได้ แต่ที่กดลายมือกู แสดงว่า กูไม่ยินยอม”
เขาผิดพลาดมหันต์เพราะ ไม่เพียงแต่เอาหมึกเปื้อนนิ้วของผมไป กดลายมือเท่านั้น เขาได้เอาเลือด”สด”จากหัวผม เปรอะไปหมด และติดมือผมไปปั้มด้วย น้ำตา “หยด”คลั่งแค้น ประทับบนคำฟ้อง ไร้ธรรม “มันถึงต้องล้างด้วยเลือด!”
และเมื่อผ่านไปถึงวันขึ้นศาล ผมไม่ผิดตามฟ้องเพราะ
ศาลเป็นที่พึ่งของประชาชนจริง, แม้มีตำรวจถูกย้าย แค่นั้นเอง!
หลังจาก การปะทะโดยเรายิงฝ่ายเดียวนั้น และปลดทุกสิ่งทุกอย่าง ที่แขนขาหักเราก็เยียวยาพอแก่ความปลอดภัย และชาวบ้านที่ผ่านมา เมื่อเข้ามามุงดู ก็ช่วยกันพาไปส่งโรงพยาบาล มีทั้งสองฝ่าย เป็นสัจธรรม ฝ่ายหนึ่งก่นด่าพวกเราว่า ทำลายชาติ แต่ก็มีอีกฝ่ายแอบยกนิ้วให้พวกเรา.
(นี่คือภัยพิบัติใหญ่หลวงของประเทศชาติ เป็นสงครามประชาชนที่อันตราย เมื่อประชาชนแบ่งเป็นสองฝ่าย; ถึงวันนี้ก็ไม่ต่างอะไรมากนัก,เหรียญมีสองด้านดำรงอยู่คู่กัน เหมือนมืดกับสว่าง-แต่วันนี้ เผด็จการที่เคยเป็น ห่วงขั้ว(หุ่น)ร่วมกับภายนอก-กลุ่มทุนใหญ่ต่างชาติ[ที่กระทำต่อสังคมไทย]ได้ขาดลง,
ทำให้ เกิด “ขั้วใหม่” [ที่จริงมันกลับเข้าที่เข้าทางปกติต่างหาก เล่า!] ที่เผด็จการทหารกลับมา “สรวมขั้ว”ที่ถูกต้องของสังคมไทยและวัฒนธรรมไทยรวมทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย และได้ดำเนินเผด็จการต่อกลุ่มทุนนายหน้าขายชาติ,อันมีเล่ห์เหลี่ยม เพทุบาย อ้าง”เสรีประชาธิปไตย” [ของผู้อพยพอเมริกา] พร้อมกลุ่มเผด็จการสภากลุ่มนายหน้าทักษิโณมิค ที่อ้างประชาธิปไตยสากล?และพวกปลดแอกที่จัดตั้งใหม่ ต่อต้านสังคมไทยแต่เดิม[โดยพวกสังคมผู้อพยพไทย]ซึ่งจนแล้วจนรอด ไม่มีทางที่จะ ASSIMILATION กันหรือ?
อย่างไรก็ตาม,เด็กไทยส่วนน้อย เชื้อสายจีน ลูกไทยก็แยะ เอาอย่างเด็กฮ่องกง ไต้หวัน หรือเด็กสามจังหวัดชายแดน ต่างความเชื่อ เขา(ถูกหลอก)ต่างจากชาว “สิแย” หรือ จาวเหนือ(ปราชญ์ประวัติศาสตร์มช.กับเด็กสองร้อยเป็นอาทิ ป้องลูกศิษย์-ฮา) เป็นต่างเผ่า ไม่ขึ้นต่อเจ้าไทยมาก่อน กระทั่ง ชนเผ่าที่เพิ่งได้สัญชาติไทย เหล่านี้ “ตึ้งหลาย เนอะ”เข้าส่วนในอนาคตที่เป็นเสรีประชาธิปไตยสหรัฐได้อย่างไม่เก้อเขินใช่ไหม?
มาตราหนึ่ง-สอง พวกเขาต้องการแก้? นี่เป็นความขัดแย้งใหม่ “ต้องไม่มีแก้ เด็ดขาด!” แต่ประนีประนอมได้:
เว้นเสียแต่ว่า.เขาไม่เอาเจ้าไทย เขาไม่เอาอดีตแบบไทยๆ เขาต้องการชีวิตสมัยใหม่แบบสหรัฐ-ยุโรป หรือพวกที่มีเชื้อสายจีนและกุมเศรษฐกิจทุนนิยม-ฉาบฉวย เข้าใจว่าถ้าเป็นระบอบทุน-เสรีประชาธิปไตย มีการเลือกตั้งที่พวกมีเงินกว่าจะชนะ และตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นของเขาแน่-เขาจะเอาทรัพยากร ป่าไม้ และที่ดินมาเปิดประมูลใหม่ ความมั่งคั่งของเขาจะไม่ถูกจำกัด?
เขาพูดว่า “เศรษฐกิจพอเพียงแล้วไง?” พวกเขามุ่งสู่การสร้างฐานในท้องถิ่นต่างๆ เพื่อเตรียม ระบอบหลากหลายรัฐ และบั่นทอนอำนาจการรวมศูนย์ ยุทธศาสตร์ทางทหาร โดยผ่านความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ และเข้าดำเนินนโยบายต่างประเทศ การค้าได้อย่างอิสระและกว้างขวาง-แต่ก่อนที่พวกเขาจะ “หลอกมวลชนผู้ยากไร้ไทย”ได้สำเร็จ เมื่อจะนำเอาป่าไม้ เขตชนบทเข้ามาเป็นหลักฐานการกู้เงิน ที่ทุนต่างชาติกำลังจะเข้ามา ในสมัยทักษิณ และน้องสาวที่ เป็นทุนนิยมนายหน้า,จึงได้มีการปฏิวัติทำลายแผนการของพวกเขาถึงสองครั้ง คือปี 2549และปี 2557โดยคณะรักชาติไทย ก็ถูกบิดเบือนว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ? ที่แท้คือการตัดวงจรอุบาทว์ การขายชาติขายแผ่นดินนั่นเอง-นี่คือเนื้อแท้ “แก่นความจริง!”
เศรษฐีหมื่นล้าน เขาเข้าใจ “ผิด”ว่าการครอบครองปัจจัยการผลิต-ที่ดิน เขตเมืองของพวกเขา นั้น ซึ่งมีเพียง “5ล้านไร่” บางแห่ง “ตารางวาละล้าน” ที่มีราคาตามระบอบทุนนิยม เป็นความเหนือกว่า “ที่ดิน” อีก ร่วม “400ล้านไร่” ทั้งประเทศ เป็นฐานเปลี่ยนระบอบประชาธิปไตยมีพระมหากษัตริย์ เป็นระบอบสาธารณรัฐ เป็นเรื่องหลอกตนเอง และหลอกเด็กชัดๆ )
(การยุทธ์ต่อ)เมื่อทุกอย่างเราจัดการ “จนเสด็จน้ำ” เราก็หนีเข้าเขตป่าเขา อาศัยสันเขาหลบลูกกระสุนจากเฮริคอบเตอรลัดเลาะไปตามหุบและห้วย ซึ่งเรารู้ดีว่า พวกเขาจะตามมายิงเราเกือบครึ่งวัน สาดกระสุนไปรอบแนวป่า,เราหนีจนพลบค่ำ ได้ระยะทางประมาณ60กิโลเมตร-มาถึงลำธาร เราก็ได้ล้างปืนซึ่ง ยังใช้ไม่ได้ มีทั้งทราย ดิน เริ่มมีกลิ่นเหมือนเนื้อหมูที่ตายแล้วร่วมแปดชั่วโมง –เราผูกเปลยวน เป็นแนวรูปตัวแอล เพื่อสามารถประสานการยิงได้ทั้งสองด้านโดยไม่ถูกเพื่อนด้วยกัน;บ้างก็ยึดนาฬิกา รองเท้าหรืออื่นๆที่เราค้นจากพวกเขา และบ้างก็ได้อ่านจดหมายของพวกเขา จึงนำมาซึ่งความสลดใจอย่างที่บรรยายมา,
เลือด เศษเนื้อ ติดมากับสิ่งที่เรายึดมาได้ และที่อยู่ในเป้สะพายของผม ร่วมสี่สิบกิโลกรัม-จนเหม็นคาว ตลอดสิบชั่วโมง ไม่ต้องแปลกใจ; ถ้าเป็นเศษ และเลือดของเรา,ในทางตรงกันข้าม,ก็เป็นเลือดเนื้อ กลิ่นและสี เป็น “สายเลือด” เดียวกับพวกเราอย่างไม่ต้องสงสัย!
คุณจะเอาอย่างนั้นหรือ? บ่างช่างยุ?
พลบค่ำ,ขณะที่เราผูกเปล เรียบร้อย หุงข้าวเสร็จ ก็พอดี มีสหายคนหนึ่งสังเกตเห็นอะไรไหวๆอยู่บนก้านไม้ใหญ่สูงห่างจากเรา 25เมตร-ปรากฏเป็นตัวบ่าง หน้าตาน่ารักเหมือนกระรอก ตัวโตกว่าไก่ชน และมีปีก เหมือนค้างคาว มันจะโผ บินไปแบบเครื่องร่อน และกระโดดเหมือนกระรอก บนกิ่งไม้ใหญ่;
เมื่อพวกสหาย พอมีข้าวแล้ว ยังขาดเนื้อสัตว์ เขาได้ใช้ปีนลูกกรด ตั้งลำ โดยใช้ไฟฉายสามกระบอก หนึ่ง ส่องไปที่ตัวบ่าง ในพุ่มไม้สูง ที่สอง ส่องไปที่ศูนย์หน้าปืนกระบอกนั้น และสาม ส่องมาที่ศูนย์หลัง-ซึ่งเรามักจะซ้อมเป้าแบบนี้เสมอโดยไม่ลั่นกระสุน เพราะต้องประหยัดลูกปืน เราได้อุทานว่า “ผู้ชำนัญการ” พอนิ่งได้ที่ ก็เหนี่ยวไกปืน หลังจากนั้นเจ้าสัตว์ที่น่ารักนี้ก็ร่อนมาหาพวกเราพร้อมกับพาเลือดที่ไหลมาจากหน้าอกมาด้วย,ก็พอได้กินบ้างสำหรับมื้อนั้น!
ผมยอมรับว่าอาหารมื้อนั้น กินด้วยน้ำตา, เพราะเลือดเนื้อหนุ่มๆในเครื่องแบบที่เราจำเป็นต้อง “สังหาร” ป้องกันตัว; หรือน้ำตาไหลสงสารเจ้าบ่างน่ารัก-เราก็ไม่อยากกินเนื้อ “บ่างที่แสนจะน่ารัก” ซึ่งมันเป็นความจำเป็นที่เราต้องรักษาชีวิตของเพื่อนสหายทั้งหมดของเรา “ยาไส้ของพวกเราขณะนั้น” มันเสมือนเป็น ราง “สังหรณ์” ในบัดนี้!???
ถ้าพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม เราชาวไทย,ในนโยบาย 66/22-23ไม่เป็นจริง(เหมือนเป็นหยาดฝนจากฝั่งฟ้าสีรุ้ง-หาสิ่งใดเปรียบปราณ?)ไม่รู้ว่าจะมีใครต่อใครที่จะต้องสูญเสีย? จากน้ำมือของญาติพี่น้องตนเองด้วยกัน-และไม่รู้ว่า “บ่าง” ในป่าเขา “ตามธรรมชาติ”จะตายไปอีกกี่ตัว!
หยุดเถอะ “บ่างช่างยุ” บ่างหุ่นของใคร? บ่าง ที่มี เอไอ ชิฟ ที่ใครฝังเข้ามา?เราอาจต้อง ใช้ไฟฉายสามกระบอกอีกแล้วหรือ
-กระบอกแรก ส่องไปที่ “ตัวบ่าง” เปิดโปงมัน;กระบอกที่สอง ส่องไฟไปที่ ปลายลำกล้อง เพื่อกำหนด ยุทธวิธีต่อสู้ ให้ตรงเป้าหมาย;กระบอกไฟฉายที่สาม ให้ส่องไปที่ศูนย์หลังคือ “รวบรวมแนวร่วมอย่างกว้างขวาง”
เพื่อสันติสุขของพ่อแม่พี่น้องของเรา! เราจะเหนี่ยวไกปืน(ด้วยความสงบนิ่ง หรือไม่?)ก็แล้วแต่ สถานการณ์สู้รบ-ถึงวันนั้นก็จะได้รู้กัน!
ศรีภูมิ ประสานพล(ต้นฉบับไม่ทันก่อน)14ตุลาคม 2563โว้ย?
(ขอระลึกถึงทั้ง 14ตุลา16 และ 6ตุลาคม19)

อนึ่ง, ได้ยินว่าอาจารย์หญิง จากรัฐศาสตร์จุฬาท่านหนึ่ง ได้ทำจดหมายเหตุ(การณ์) 6ตุลาคม 2519 เป็นรองศาสตราจารย์ดร. ว่ายังหาคนผิดมาลงโทษไม่ได้ ในเหตุการณ์นั้น!
ท่านบอกว่าเป็น “ความชอบธรรม”ที่เรียกร้องประชาธิปไตย ทั้งปี 19และปี 63 เหมือนกันและต่างกัน;โอใช่เป็นอย่างนั้นจริงๆครับ!
ผมไม่ทราบว่าท่านคิดอย่างไร? แต่เหมือนจะคิดแต่ “เสรีประชาธิปไตย” ตามนักรัฐศาสตร์(พอจะจำชื่อได้ว่าชื่อ “พ่วง”อะไรนี่)
6ตุลา19 กับ 14ตุลา 16 เริ่มแบบเดียวกันในวันและเวลา แต่ ปี16 เป็นน้ำพุร้อน “ทางธรรมชาติ”
หากแต่ ปี19เป็นการ “สุมไฟในเตา” ครับ รวมทั้ง ปี63 ก็เป็นการ “สุมไฟในเตา”เหมือนกัน
อดีต6ตุลา2519,ปัจจุบัน(14)ตุลา2563ใครสุมไฟ?
ก่อน 6ตุลาคม 19 ร่วมครึ่งปี นักศึกษาอาชีวะนับพันจะบุกธรรมศาสตร์ ท่านป๋วย และท่านเสน่ห์ ให้พวกเราออกจากธรรมศาสตร์ให้หมด ด่วน! ที่เรียน ที่ “ขี้ และเยี่ยว” ก็ต้องไปขี้และเยี่ยวที่ร้านอาหารแถวท่าพระจันทร์แล้วกัน,พวกเขาบุกเข้ามา และปาระเบิดปิงปองนับสิบๆลูก มีอยู่ลูกหนึ่งไปถูกกบาลพวกเดียวกันเอง วิ่งชูมือสองข้าง หน้าตาเละ ไปไม่เป็นวิ่งรอบสนาม สยดสยองมาก(นี่คือผลงานของบ่าง?)
หลัง การบุกเผาธรรมศาสตร์ไม่นาน พระวุฒโท สุดสาย กระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้าน(ตรงนี้มีการโยงไปป้ายสี “สถาบัน” เพราะอ้างว่าเป็นอาสาของสถาบัน)วิทยุทหาร ถูกจัดตั้ง โดยการบงการจากองค์การ หรือทูตต่างชาติ เขาแทรกเข้ามาในรูปอาจารย์ นักหนังสือพิมพ์ และเจ้าหน้าที่รัฐ(เขาไม่รู้ตัว เพราะมีค่าจ้างแบบต่างๆ)
เขาสั่งฆ่าอาจารย์ชวินทร์ สระคำ ผู้เปิดโปงซีไอเอในไทย ที่ห้องประชุมเอที ธรรมศาสตร์-รื้อไปแล้ว อาจารย์ชวินทร์(ท่านอาจเกี่ยวข้องไม่รู้ตัว และว่าท่านอาจถูกเก็บ,หลังจากนั้น) ร่วมกับอีกสองท่านคือบุญเย็น วอทอง และยอดธง ทับทิวไม้; ไม่ถึงอาทิตย์ท่านวีรชนชวินทร์ ถูกสังหาร ในปีประมาณ2518
อีกท่าน ถูกสังหารน่าจะ “องค์การนี้” ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน นักสังคมวิทยาชั้นนำคนหนึ่งของโลก ในรถซีตรอง รถถลาไปเกยถนนริมคลอง พวกเราไปงานศพท่านที่วัดมกุฎ ผมถือว่าเป็นอาจารย์ วิทยาศาสตร์ทางสังคมผู้บุกเบิกสังคมวิทยา ธรรมศาสตร์ มันน่าแปลก รุ่นหลังกลับเป็น “บ้องกัญชาไป”
–ตามทฤษฎี แบ่งแยกและปกครอง เพื่อการป้ายสี สถาบัน , องค์การนี้ เกี่ยวแน่ เพราะไม่ว่าจะเป็นพ่อหลวงอินถา หัวหน้าชาวนา, นักศึกษามหิดล อมเรศ ไชยสะอาด หรือนิสิต จิรโสภณ จากม.ช. หรือ แสง รุ่งนิรันดรกุล คนเหล่านี้ไม่เคยมีประวัติต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์เลย;ถ้าคนเหล่านี้ จะถือว่ามีความสัมพันธ์กับคอมมิวนิสต์ โดยหลักของการทหาร ที่กลุ่มทหารจะใช้การ “ลอบสังหารแบบลับๆ” ไม่มีแน่ ,และพวกเขาผู้จัดตั้งมวลชน เหล่านี้ ไม่ได้เคลื่อนไหวอย่างผิดกฎหมายเลย ,
เพราะในหลักสงครามประชาชน ทหารอยู่ในที่แจ้ง สามารถถูกลอบสังหารตอบโต้ได้ง่ายกว่า -เขาไม่ทำ!ในทางตรงกันข้าม, ผู้นำมวลชนก็จะเป็นอันตราย เช่นกัน ถ้าใช้วิธีลอบสังหาร เพราะเป็นการกระทำที่ช่วงชิงมวลชนไม่ได้
-การลอบสังหารมีทางเดียว “มือที่สาม” แม้ในปัจจุบันนี้
-ใครเป็นมือที่สาม?พวกเขาจึงลอยนวลอยู่ได้เพราะทั้ง “บ่างและนกอินทรีย์”ไม่มีมือครับ-ฮา!
4 ตุลา16 กลิ่นคาวเลือดโชยมา ผมได้กลิ่นเร็วเสมอ-สมัยเด็กๆ เมืองเหนือ เริ่มไอหนาวมาเยือน ผมถามแม่ว่า “งานแห่ศพในหน้าหนาวมีบ่อยๆ นะแม่นะ?”ท่านตอบ เออจริงด้วย!
รัชกาลที่ 5- วันที่25, รัชกาลที่ 9 วันที่13และรัชกาลที 4 เดือนตุลาคม ทั้งสามพระองค์ มหาวิปโยคเดือนเดียวกัน!
นักศึกษารัฐศาสตร์ขวาจัด
(ไม่ใช่ขวาปลอม-สะลิ่ม แบบผม-ปีโน้น เขาว่า พวกเราเป็นซ้ายจัด เป็นคอมมิวนิสต์ ผมตอบว่า เออ ทำแบบนี้เรียกว่า เป็น ซ้ายจัด เป็นคอมมิวนิสต์ ผมก็ยินดีครับ ผมเป็น,วันนี้ เราเห็นว่าต้องรักชาติ รักสถาบัน และรักความสงบเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และพวกเขาว่าเป็น “สะลิ่ม” เราตอบว่า เออจริงซินะ เราคงเป็นจริงๆ-ฮา!)
พวกนักศึกษา “ขวาจัด” ซึ่งพวกนี้ มหาดไทยสมัยประภาส-ปี 2519 ก็ให้ตำแหน่งปลัดอำเภอ รอไว้แล้วถ้าเรียนจบ!แล้ววันนี้,ปี 2463ท่านแสวงว่า พวก”ซ้ายจัด” อาจได้สิทธิไปเรียนสหรัฐ (แจกใบปลิว 10ข้อ ที่ธรรมศาสตร์คลอง รังสิต ผมคิดเอง?) ตอนนั้นเขาแจกใบปลิว ที่ธรรมศาสตร์ แถว แม่น้ำเจ้าพระยา ท่าพระจันทร์;ผมเดินกับภรรยาที่เราอยู่ด้วยกันแล้วขณะที่เรียนอยู่,เธอรับมาให้ผมอ่าน ผมก็กำทิ้งและโยนต่อหน้าพวกเขา พวกเขาไปพาอันตะพาน สองคน จะมากระทืบผม และชี้หน้าผม และว่า “มึงระวังเดี๋ยวเถอะ”
อภินันท์ที่ “แสดงการถูกแขวนคอ” คุณลาวัลย์ศิลปินแต่งหน้าให้ แต่ พวกโน้น? ตัดต่อภาพแล้ว มาลง หนังสือพิมพ์ภาษาไทยฉบับหนึ่งและภาษาอังกฤษฉบับหนึ่งซึ่งเป็นทุนผ่านสิงคโปร์ ซีไอเอแน่นอน!เอามา “แปดเปื้อนเบื้องสูง”
พวกเขาผู้โง่งึมทั้งหลายโกรธแค้นจนตาถลนทุกคน ใส่ผมและภรรยา.
อ้าว ผมก็งงไปหมด เพราะพวกเราแสดง ละครล้อเลียนที่พวกเราถูกแขวนคอกันทีละคนสองคน เป็นกรรมกร ผู้ใช้แรงงาน ที่นครปฐมหลายคน เป็นนักเคลื่อนไหว รัฐวิสาหกิจก็มี
กระทั่ง ในวันนองเลือด “หกตุลาคมหนึ่งเก้า” ก็มีการแขวนคอ จริงๆ ดูเหมือนสองคนนั้นน่าจะเป็นเพื่อนผมด้วย จนจำหน้าไม่ได้ บูดเฟอะฟะไปหมด ทั้งที่ตาย บนเชือกแล้ว,
ที่วันนี้ ก็เพราะเขาเล่น “เท็คนิก”เอามาเล่นบิดเบือนกันทั้งๆที่ไม่รู้ ต้นสายปลายเหตุ-ผมว่าก็มือไม้ของ “บ่างหรือนกอินทรี” คนเดิมนั่นแหละ!พวกมันแต่งฟิล์มและภาพ(ในช่วงก่อน 6ตุลาคม 19) เหมือนกับที่พวกมันถนัดตัดต่อ แบบกราฟฟิค ที่ถนัดในสังคมออนไลน์ วันนี้ ตามเท็คโนโลยี่ ชั้นนำที่มัน “ก้าวล้ำ”ไปไม่แพ้ชาร์ป “ก้าวล้ำไปในอนาคต” เป็นคำโฆษณาของเครื่องไฟฟ้ายี่สิบกว่าปีก่อน มันมีเท็คนิก ไปไกลกว่าประเทศอื่นนั่นเอง.
ตุลาคม63 สมัยใหม่,มันไม่ร่วมกับเผด็จการทหาร เพราะเหลือแต่เผด็จการสภาหุ่นเชิด ที่มันชอบ ทำอย่างที่ถนัด “ยุให้รำตำให้รั่ว”เกิดอย่างที่เรียกเป็นวาทะว่า “เชือกจูงควาย น้ำลายจูงคน” พวกออนไลน์ทั้งหลายที่ถนัดจะสร้าง “ดีมานเทียม”ทางประชาธิปไตยเสรีขึ้นมาขนานใหญ่ กระทั่งสองปรมาจารย์ม็อบก็เชื่อตามนั้น ตู่นปช. และธิดานปช.ว่าจะเกิด 14ตุลาที่สอง ก็คงต้องกินน้ำ “แห้ว”ตามเคย;
ผมอยู่ในทุกม็อบ เว้น(ไม่ได้อยู่และไม่เอาด้วย ม็อบปี 53) พวกแดงจึงไม่ชนะมั้ง-ฮา!
จะบอกให้เอาบุญ(มี่สองบุญ)
นี่เป็นความรู้ “บุญที่หนึ่ง” เดือนตุลาคม ปี2563นี้ อย่าสร้างกระแส 14ตุลาคม รอบสองอีกเลย เพราะมันจะเกิด 6ตุลาคม เลยเถิดไปถึงระดับ “เทียนอันเหมิน” เป็นอย่างต่ำนะ,อย่างสูง“น้ำผึ้งหยดเดียว”ไถลไประดับน้องๆ“KILLING FIELD”
เข้าทางสหรัฐ เตรียมสงครามอินโดจีนรอบสอง,เพราะวันนี้,สหรัฐหมดอำนาจทางเศรษฐกิจโลกที่เคยมีอย่างเด็ดขาด นานแล้ว(จีดีพี ของเขา 20ล้านล้าน ดอลล่าร์ วันนี้,หรือประมาณไม่เกิน600ล้านล้านบาทไทย;ส่วนจีน 14ล้านๆดอลล่าร์ แพ้แค่ไม่ถึง 6ล้านล้าน ดอลล่าร์ หรือ ประมาณ200ล้านล้าน บาทไทย อีกแค่ห้าปีเมื่อ “จีนรวมกับอาเชี่ยน” [ถ้าอีกห้าปี- 10ประเทศอาเชี่ยนก็จะรวมจีดีพีได้ 180ล้านละมั้ง?] คงเท่ากันพอดีกับสหรัฐที่เคยครองโลกมาอย่างยาวนาน สหรัฐมันร่ำรวยจากสงครามในอดีตอย่างไร ,ในปัจจุบัน สันดานเดิมมันไม่เคยเปลี่ยน!)
บุญที่สอง,ผมเผอิญ มีประสบการณ์และไม่เคยคาดการณ์อะไรผิด
ถ้าไม่ใช่ม็อบอันแรงกล้าของสามจังหวัด เพชรบุรี ประจวบ และราชบุรี ที่เชื่อม 14 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งบังเอิญผมอยู่แถวนี้-ท่ายาง กลายเป็นศูนย์บัญชาการพิเศษ ของพันธมิตรนอกกทม, โดยปริยาย!อีกนานมั้ง ถ้าไม่มีผม?ฮา! ส่วนกปกส ผมอยู่ทุกที่ อยู่ท่ามกลางมวลชน เช่นเคย ครับ?
(ผมโตมา ก็นั่งมองรัฐบาลสฤทษิ์-จอมพลผ้าขาวม้าแดงแห่งสี่เสา เทเวศร์ อายุก็เพิ่งจะเจ็ดขวบ กระทั่งเห็นเคเนดี้ถูกลอบสังหารในทีวี ประมาณปีหรือสองปีถัดมา หลังจากสิ้นท่านสฤทษิ์ ซึ่งท่านไปรักษา โรคไต และตายที่ “วอเตอร์ลีด ฮูสตัน เท็กซัส”[โรงพยาบาลที่เคเนดี้ ไปตาย หรือที่นายทรัมป์ ไปรักษาโควิท-19นั่นแหละ ถ้าจอมพลสฤทษิ์ ไม่สำคัญต่อสหรัฐ เขาจะให้ไปรักษาตัวที่ วอเตอร์รีดหรือ?] ผมจำได้ ไม่ใช่อ่านหนังสือมานะ-เขาเป็นคนที่สหรัฐสร้างมาครับ ยุค ท่านปกครอง ฆ่าคนตายด้วย ม.17ไม่ใช่น้อยๆ โดยถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์-หลานสิริขันธ์เกลียดประยุทธ์ ผิดตัว เพราะท่านไม่ใช่ทาสสหรัฐ เหมือนสฤทษิ์ซึ่งเขาสั่งฆ่าเตียง สิริขันธ์ โดยสหรัฐบงการนะ ทรยศบรรพบุรุษตัวเอง ถ้าเกลียดผิดตัว!รวม วงศ์พันธ์ ครอง จันดาวงศ์,เตียง สิริขันธ์ ถูกเผด็จการทหารหุ่นสังหาร ผ่านพรบ.คอมมิวนิสต์ ที่สหรัฐบงการ, เมื่อโค่นกลุ่มถนอมแล้ว จึงประจักษ์ว่า สฤทษิ์ ถนอม ประภาสรับใช้สหรัฐ; ก่อนถูกสังหาร เพลง
“ปฏิวัติชาติไทย เพื่อมวลชนยากไร้ พี่น้องเอ๋ย พลีสละกายใจ พิทักษ์ไทยไพบูรณ์ ก้าวไปเถิดนาประชา... สร้างกำลังเพิ่มพูนเข้าดับสูญ อเมริกา” กระหึ่ม ในใจพวกเขา)
และเมื่อก่อน 14ตุลาคม 2516 ความคิดประชาธิปไตยก็ค่อยๆถูกปลูกฝั่งใหม่ ร่วมกับประชาชนทั่วโลก รวมทั้งประชาชนชาวสหรัฐ ที่ลูกหลานของพวกเขาถูกเกณฑ์มาตายในอินโดจีน.
เรามีความคิดสุดโต่งหลายฝั่ง โยกไปโยกมา จนได้ข้อสรุป:ถือว่า ต้องรักประชาชนจริงๆ อะไรที่จะสูญเสีย หลีกเลี่ยง และไม่ผิดกฎหมายครับ-ที่สำคัญไม่เอาคนไปตายแทนครับ-และสุดยอดเคล็ดลับ คือการดำเนินหนทาง “จากความจริงหนึ่ง ไปสู่อีกความจริงหนึ่งเสมอ”
ถ้าจะถามว่าซีไอเอ ไม่เล่นผมแย่หรือ? ตอบว่า มันเป็นพวกซาตานมั้ง มันจะเล่นผมตั้งแต่ก่อน “สร้างโลก-นั่นแน่!” หมายความว่ามันอยู่กับความเท็จและหลอกลวงใช่ไหม?ถ้าความเท็จมันชนะ ก็ไม่มีโลก(ผมตอบแบบกำปั้นทุบดินนะ)และถ้าความเท็จจะชนะ ในกาลต่อไป, ย่อมไม่มีความจริงอีกต่อไป ไม่ใช่หรือ? และโลกย่อมไม่มีอีกต่อไป เพราะโลกก็เป็นส่วนหนึ่งของความจริง?มันจบเพราะความเท็จครอบครองโลกแล้ว-พวกคุณจะอยู่ต่อไปหรือ?บัดซบ,ผมก็ไม่อยู่ครับ!
กลับมา วันที่ 6เดือนตุลาคมปี 2519ใหม่, อย่างที่รู้ๆกัน พระ “เล่าถอม” กลับมาบวชทวงคืนอำนาจ จากการสูญเสียที่เขาคลั่งแค้น จนไม่ยำเกรง ว่าสถาบันไปด้วยกับระบอบประชาธิปไตยของขบวนการ “สิบตุลาคม”ของผม ของอจ.แก้วสรร ผู้ชี้หน้าเผด็จการทหาร ผมเห็นกับตาเลย,แต่ไม่เคยเห็นหน้าชาญวิทย์-นิธิเลย-ไม่ทราบ มัวอยู่หอคอยงาช้างหลังไหน?
–ถอยไป “พวกลื้อไม่เกี่ยว” เดี๋ยวโดนฟ้องลิขสิทธิ์ “กูจดเอาไว้แล้วโว้ย!” ลิขสิทธิ์ขบวนการ 14ตุลาคม 16
(ไปถามพ่อคุณที่สหรัฐ เขารู้ว่าพวกเราจดลิขสิทธิ์กับเขาแล้ว-ฮา! ถึงตามราวี,นี่อย่างไรหละ! 14ตุลาเป็นของประชาชน นักเรียน นิสิต นักศึกษาผู้รักชาติ เป็นของ อจ.แก้วสรร และผมและอีกวีรชน 14ตุลาคมที่รักชาติอย่างแท้จริง นับแสนคนครับ-คนอายุกว่า 60ปี ยังตายไม่หมดครับคุณชาญวิทย์-นิธิ,ส้มเน่าอย่าไปเชื่อว่า เดี๋ยวก็ตายหมดแล้ว,ส่วนสุซาร์ต อะไรแห่งชาติคงได้แค่นี้แหละ ที่รอจะได้โนเบล คง ต้องถาม ที่สแกนดิเนเวีย ว่าระหว่าง ธนาทุน-นายกออนไลน์[เห็นว่าไปแถวนั้นอาจได้สาขา สงครามหรือสันติภาพไม่รู้?] กับสุซาร์ต ใครจะชิงไปก่อน-ฮา!)
ที่เขา(สหรัฐ ในพ.ศ.นั้น)ไม่พอใจ “สถาบัน ที่ทรงต่อต้าน” เผด็จการหุ่นต่างชาติของพวกเขา, ที่พระองค์ทรงให้ “รัฐบาลพระราชทาน” หลังเหตุการณ์ ซึ่งเป็นสิ่ง “อันจำเป็นต้องมี”ที่เรียกในภายหลังว่า “ประมาณ มาตราเจ็ด” และมักพูดว่า ทรงแทรกแซง,ถามว่า ประธานในที่ประชุม ถ้าเสียงเท่ากัน มีประธานเอาไว้ทำไม?และถ้าเป็นพระประมุขของชาติคือประธานสูงสุด ไม่ทรงตัดสินใจ “ให้รัฐบาลพระราชทาน” ก็คงเป็นพระประมุขแบบ สถาบันของญี่ปุ่นไม่ใช่หรือ?ที่ต้องถามหา จอมพลแมกอาเธ่อณ์หรือไอเซ็นฮาวนะซิครับ ว่าเอาใครดี?
โดย ท่านสัญญา
(ซึ่งพูดอมตะวาจาว่า “ธรรมศาสตร์มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว” ที่ท่านทั้งหลายหยิบมา ท่อนเดียวแต่ไม่รู้ที่มา ซึ่งเนื่องด้วย “พระราชดำริ” อันทรงคุณค่าทางวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงาม ที่ปราศจาก การฝักใฝ่ทางการเมืองและ ไม่ขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทั้งมาจากลายลักษณ์ และไม่เป็นลายลักษณ์อักษร)
การที่ทรงแต่งตั้งนายสัญญา ธรรมศักดิ์เป็นนายกรัฐมนตรี,ตรงนี้จะอ้างว่า “เกี่ยวข้อง”การเมือง ไม่ได้ เพราะไม่มีโลกไหนยอมปล่อยให้เกิดช่องว่างอำนาจรัฐ “อนาธิปไตย” นักรัฐศาสตร์ย่อมต้องเข้าใจดี เพราะความเป็นอนาธิปไตย อันตรายต่อประเทศและประชาชน!
ท่านอาจารย์เสน่ห์ จามริก สอนว่า “อนาธิปไตยต้องไม่มี”จึงเป็นที่มาของคำว่า “ถ้าจะเปลี่ยนแปลงแล้ว ท่านมีสิ่งที่จะแทนพร้อมแล้วหรือ?”
ดังนั้น,ถ้าจะเปลี่ยนแปลงแล้วไม่มีสิ่งที่ดีกว่า มารองรับ คือ “ลัทธิอนาธิปไตย” ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นกบฏ แต่ยังเป็นขนวนการปฏิปักษ์ปฏิวัติทางสังคม “โทษหนัก” ล้มล้างการปกครองยังพอสอบสวน สืบสวนหลายขบวนการ แต่ การเป็น “โจรการเมืองและสังคมสูญเสีย” ความผิดเชิงประจักษ์ “อาจวิสามัญ” หากเป็นภัย!
และขอร้องเถอะนะ “ลัทธิประชาธิปไตย เสรี สหรัฐหรืออังดัว”อย่าเอามาขาย เพราะ-อย่างที่เขาสอนว่า “เป็นตอนจบที่เห็นได้ในตอนตันแล้ว” ไม่ใช่หรือว่า สหรัฐ และฝรั่งเศส เป็นระบอบ ที่ล้มเหลวมาร่วมหนึ่งร้อยปีแล้ว-กรุณาเถอะพวกลัทธิรัฐศาสตร์-ประวัติศาสตร์ พวกเราโห่อาป่ามานับกว่าสี่สิบปีแล้ว,เพราะนอกจากจะเป็น ลัทธิ “หอคอยงาช้าง” “นั่งชมบนภูดูเสือกัดกัน” แล้วยังเป็นพวก “ขี้ขลาดตาขาว” หรืออีแอบแล้ว(พวกหลากหลายเพศคงชอบซินะ)ยังเป็น “บ่างช่างยุ” ตามบิดาบังเกิดเกล้าเหล่า-สานุศิษย์ของพวกเขา ไม่เคยเปิดหน้าสู้ ใช้คนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่มาตายแทนอย่างเลือดเย็น มานานมากแล้วและบัดนี้ ก็เป็นเรื่องน่าสมเพทเวทนา บัดซบ ที่ เอา เด็กที่ยังไม่มีสิทธิทางการเมือง คือต่ำกว่า “สิบแปดปี” เข้ามาเป็นปราการด่านแรก-และเอาพวกเขาเป็นตัวประกัน เข้าไปแล้วนะครับท่านปรมาจารย์ทางรัฐศาสตร์
วันนั้นเมื่อ “กฎหมาย” ทำอะไรไม่ได้,ย่อมมี “รัฐศาสตร์”นำมาใช้;แต่สำหรับประเทศไทย เราสามารถต่อไปได้ อีกหนึ่งกระบวนท่า คือ “วัฒนธรรม”และจารีต ประเพณีของชาติ ซึ่งคือระบอบพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เข้ามาดูแลครับ,ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับ “รัฐธรรมนูญ” ที่เป็นกฎหมายของใคร? หรือไม่ได้เกี่ยวกับ การเมือง รัฐบาลหรือ “รัฐศาสตร์” ของใคร?แต่เป็นศูนย์รวมทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมทางประวัติศาสตร์ของชาติที่เป็นประเพณีปฏิบัติมาอย่างยาวนาน!
เหตุการณ์ 6ตุลา เกิด เพราะการเข้ามา “สุมไฟ”ที่ไม่ใช่เหตุตาม ธรรมชาติ แบบ “น้ำพุร้อนธรรมชาติ”
เกิดเหตุการณ์ 6ตุลาคม 2519 เพราะกลุ่มทุนผูกขาดโลก (ซีไอเอเป็นแขนขา)คิดกำจัด ขบวนการนักศึกษาไทย ได้ไล่ฐานทัพสหรัฐ สำเร็จ
ขบวนการนักศึกษาไทย กระตุ้น การต่อสู้ของนักศึกษาลาว -ได้มีกลุ่มนักศึกษาประชาชนลาวชุมนุมในเวียงจันทน์ ตะโกนว่า ไทยแลน ไทยแลน จากนั้นขบวนการปะเทศลาวก็เคลื่อนทัพยึดเวียงจันทน์สำเร็จ กรุงพนมเปญ, เขมรเข้ายึด พร้อมๆกับกรุงไซ่ง่อนแตก เพราะขบวนการ 14ตุลาคมที่ยิ่งใหญ่ได้ปักธงอธิปไตยแห่งอินโดจีนอย่างมั่นคง มันเกิดขึ้นประมาณปี 2518 -โลกซีกนี่เปลี่ยนแปลง เหมาเจ๋อตงจับมือกับนายกคึกฤทธิ์.
ผมมีส่วนอภิปรายข้างหอประชุมใหญ่ กรณีเรือ “มายาเกซ” ซึ่งรุกน่านน้ำไทยอย่างเปิดเผย พวกเราชุมนุมต่อต้านการละเมิดน่านน้ำไทย ตั้งขบวนตั้งแต่ธรรมศาสตร์ไปที่สถานทูตสหรัฐ และถูกระเบิดล้มตายบาดเจ็บร่วม ร้อย หน้าสยามสแคว;ต่อต้านอำนาจสหรัฐที่ยังคง มีอยู่ในประเทศไทย ยุติ สงครามอินโดจีนอย่างสิ้นเชิง:
ผมกลับบ้าน ที่ประตูน้ำ เขาส่งคนๆหนึ่ง ติดตามจะเข้ามาทำร้ายผม โดยนั่งรถติดตามมาถึงหน้าสำนักงานใหญ่ไทยพาณิชย์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ผมต้องวิ่งตัดหน้ารถข้ามไปข้ามมา แลกกัน ถ้าใครถูกรถชนตายก่อน มันไม่สู้หลังจากที่ผมเลือกคันใหญ่และตัดหน้าอย่างกระชั้นชิด มันไม่แลก, และหลังจากนั้นผมก็หลบเข้าตลาดเฉลิมโลก
- แตะต้องอะไรไม่ว่า ถ้าแตะต้องสหรัฐ ซีไอเอมั้ง? มันโกรธเป็นฟืนไฟ เพราะมันกำลังแพ้สงครามบอบช้ำเหมือนสุนัขบ้า.
ยิ่งเราหันไปหา เป็นมิตรกับจีนแผ่นดินใหญ่สมัยคึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกที่ไปจับมือกับท่านเหมา ท่านคึกฤทธิ์เป็นเชื้อพระวงศ์ด้วย มันคิดว่าดองกันมั้ง? ซึ่ง เงื่อนนี้ มาจากการที่เราชาวธรรมศาสตร์ เปิดนิทรรศการจีนแดงที่หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ มีผู้คนทั้งประเทศมาชมหนัง จากจีนแดง เรื่องราวของจีนที่ขาดหายไปครึ่งศตวรรษ, การแสดงนิทรรศการเป็นแรมเดือน นับล้านๆคนเข้ามาชมทุกวัน มีผลทำให้ท่านคึกฤทธิ์ต้องไปจับมือกับจีนแดง; ผมเป็นคนหนึ่งที่นั่งรถตู้ธรรมศาสตร์ ไปติดป้ายโฆษณา เป็นรูปดาวแดง เห็นแต่ไกล สองสามวันทั่วกรุงเทพ-โดยเฉพาะเยาวราช.
วันนี้ ชาวธรรมศาสตร์ไป “ดองด้วย” อะไรกับประชาธิปไตยสหรัฐ และก็มีการออกตัวว่าสหรัฐไม่เกี่ยว,จึงเกิดอาการงงงวย พ่อชาญว่าไง!
จะบอกให้เอาบุญถึงนายจอห์นและนายใจเหตุไฉนใยฉะหนอ?ลูกไม้หล่นไกลต้น! คงเพราะเลือดไทยสักหยดไม่มี-เกี่ยวอะไร?
วันนั้น น่าจะเป็นวันที่4 ตุลาคม สองพันห้าร้อยสิบเก้า, ท่านป๋วยไม่ให้มีการชุมนุมที่ธรรมศาสตร์เหมือนวันนี้เปะ
-พวกเรา โดยเฉพาะผมนับถือท่านมาก ที่ท่าน ทำถูกต้อง ห้ามไม่ให้เราปะทะพวกนักเรียนอาชีวะ เราเชื่อจึงหลบ “ในวันเผาธรรมศาสตร์”
วันนั้น ผ่านไปสองสามเดือน ก่อน 6ตุลาคม 2519สองวัน,เราเตรียมการเคลื่อนไหวต่อต้าน “พระการเมือง-ถนอม” อย่างเต็มที่-เราไปหาท่านป๋วย ว่า ท่านจะห้ามเราไม่ได้แล้ว เราคิดว่าธรรมศาสตร์ ประชาชนต้องชนะ จึงได้เตรียมชุมนุมใหญ่ เตรียมอาหาร กลุ่มจัดตั้งของเราซึ่งเป็นหนึ่งในหลายร้อยองค์กร,กลุ่มเราขายเต้าฮวย เพราะอากาศเย็น-แต่พอวันที่สองคือ5ตุลาคม 2519
ผมรู้มาว่า ได้มีการบิดเบือนแต่งรูปภาพและโดยความร่วมมือและวางแผนจากต่างชาติแน่นอน-มวลชนที่เขาเตรียมเอาไว้ที่สนามหลวงจะปิดล้อมพวกเราที่ธรรมศาสตร์แน่:
ผมบอกให้กลุ่มผม หยุด แยกย้ายออกจากธรรมศาสตร์ไปก่อน และพยายามติดต่อศูนย์นิสิตให้ยุติ พวกเขาหัวเราะ และว่าผมทำตัวลับๆล่อๆ เป็นสายให้กับรัฐบาลหรือ?ที่จริงผมไปสำรวจที่ “ช่องช้าง” เตรียมพาพวกเราหนีแล้ว “ไอ้กันแค้นจัด!”
-เลขาศูนย์ขณะนั้น(ผมก็พยายามบอกว่า ให้ยุติก่อน)
วันนี้ เป็นนักการเมือง แก้ต่าง “เราบริสุทธิ์!”
อ้าง วันนั้น พวกอำนาจเก่า(800ปี)ศักดินา?อย่าโง่น่า!
ใช่ อำนาจเก่า อายุแค่ (300ปีนี่เอง) ไอ้กัน อย่างไรหละ!
“ทำไมต้องเข้าแผนเขา?” ถาม “ลูกบ่าง ตาใส”
ประเด็นมันอยู่ที่ว่า “เมื่อรู้ว่าเป็นกับดักและทำไมจึงไม่ยอมหลบเลี่ยง!” ช่วงนั้นเขาว่าผม เป็นพวกยอมจำนน เป็นสายให้แก่รัฐบาล(ไปนั่นเลย)
เพราะไอ้พวก “ซ้ายงมงาย”นี่,พวกเราที่ต่อสู้ตามผลประโยชน์ของประชาชน ต้องระหกระเหินไปกับ ข้อผิดพลาดของพวกเขา –ผมและภรรยาต้องหลบหนีเข้าป่าใน วันที่9 สามวันต่อมา และเห็นพวกเราล้มตายนับร้อย-
ท่านรองศาสตราจารย์หญิงท่านนี้ ไม่ลองเอาผิด คนเหล่านี้ ที่มีส่วนร่วม ในการสูญเสียครั้งนั้นมั่งไม่ได้หรือ?
เขาจะสับอะไรบน “เขียง” ดันเอาคอพวกเขา(เด็กทั้งนั้น)ไปขึ้นเขียง,มันถึงได้ “เยียวยา” สมบูรณ์แบบ ซ้ำซาก ครึ่งศตวรรษ และวันนี้มั้ง?
ปี 53 มีทูตประเทศไหน?ไปอยู่ในที่ชุมนุม และมาปี 63นี้ เขาชวนทูตมาไม่รู้กี่ชาติ เป็น “บ่างช่างยุ” หรือเป็น “สักขีพยาน” อย่างนี้ก็มีนะ กรุณาบันทึกในปูมรัฐศาสตร์ด้วยนะครับ-ฮา!
มันเป็นอย่างที่เขาพูดว่า “โรคไร้เดียงสานี่อย่างไรหละ” คุณไม่ผิด แต่ที่พาคนไปตาย มันผิดหรือไม่ผิดก็คิดกันเอาเอง?
จากวันนั้นถึงวันนี้,วันนั้น เป็นธรรมชาติของปัญญาชน ที่เห็นแต่ตาเล็งอยู่ข้างเดียว,อย่างไรเสีย พวกคุณคงพูดว่า “โง่-รู้เท่าไม่ถึงการณ์” เมื่อถูกจับได้ ก็พูดว่า “จะ จะ จำไม่ได้เฉยๆ” ก็มี ไม่ได้แกล้งโง่?
แต่วันนี้ เหตุการณ์ผ่านไปมากมาย,รู้อะไรเป็นอะไร? ดื้อดึงกระทำ เหมือนคนมีเจตนา,ประวัติศาสตร์จะไม่ให้อภัยคุณอีกต่อไป,เพราะไม่ว่าจะเป็น “บ่างช่างยุ” หรือโรค “ไร้เดียงสาของฝ่ายซ้าย” พวกคุณไม่มีข้ออ้าง เพราะย่อมต้องเผชิญชะตากรรมแน่นอน สมพรปากนะ “จบที่รุ่นคุณนี่แหละ” อย่างที่ว่า “เจ้าถีบปฏัก จึงเจ็บเอง!”
ได้ยินบ่อยๆ จากนักรัฐศาสตร์สายวอลล์สตรีตไทยว่า ทุกเหตุการณ์ต้องเอาคนผิดมาลงโทษ: มี “ต่างชาติ” พวก “อดีต นักศึกษา มักใหญ่ใฝ่สูง ซ้ำซาก”
รวมทั้ง “บ่างตัวที่สาม” คือนักประวัติศาสตร์-รัฐศาสตร์ปากดี นั่นแหละมั้ง? จงบันทึกไปเลย สมุด “จดหมายเหตุกรุงสยาม”
ว่า คือคนผิดตัวโตๆ.

โดย enjoyjing

 

กลับไปที่ www.oknation.net