วันที่ จันทร์ ตุลาคม 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เมื่อลูกชายชวนไปกินโอมากาเสะ


เมื่อลูกชายชวนไปกินโอมากาเสะ

โดยที่ลูกกับหลานไม่ได้อยู่บ้านเดียวกันกับผู้เขียน จึงนัดพบกันหรือไปเที่ยวด้วยกันเป็นครั้งคราว ส่วนมากมักกินอาหารกันสัปดาห์ละครั้งหรือสองครั้งตามวันว่างและการเรียนของหลานชาย เคน กุลธวัช มณีศรี ซึ่งมีระเบียบวินัยเรื่องการเรียนมาก

ก่อนการสอบไม่ว่าเป็นการสอบเล็กหรือสอบใหญ่ ปู่กับย่าต้องตั้งตารอคอยว่าเมื่อใดจะได้พบกับหลานชายคนนี้ สอบเสร็จหรือทำกิจกรรมเสร็จนั่นแหละจึงได้พบกัน

เมื่อก่อนนั้น นัดกินข้าวกันในตอนเย็น แต่หลังจากผู้เขียนงดอาหารประเภทแป้งก็นัดกินอาหารกลางวันกันแทน

ร้านอาหารที่กินกันก็มีหลายประเภท ข้างถนนก็มี ร้านอาหารต่างๆ ก็มี บางครั้งก็กินกันที่บ้าน ก็แล้วแต่สะดวกครับ แต่ที่มากที่สุดก็เป็นร้านอาหารญี่ปุ่น

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาลูกชาย เก่ง พุธพงศ์ มณีศรี ได้โทรศัพท์ชวนไปกินอาหารญี่ปุ่น และแจ้งเพิ่มเติมว่าเคนไปไม่ได้ ผู้เขียนและคุณสายพิณว่างก็ตอบรับ ก็คิดถึงลูกกันนี่ครับ

นัดกันที่ร้านแถวสยามเวลา ๑๑.๔๕ น.  ลูกย้ำว่าไปตรงเวลาเพราะได้จองเวลาไว้ ซึ่งในตอนที่กินกันได้สอบถามเชฟแล้วทราบว่า วันหนึ่งมี ๒ รอบ กลางวัน ๒ รอบ และเย็น ๒ รอบ รอบที่ไปเป็นรอบแรกของกลางวัน

ผู้เขียนนำรถไปจอดไว้ที่สถานีรถไฟฟ้าห้วยขวางแล้วต่อรถที่สถานีสุขุมวิทต่อรถบีทีเอสที่สถานีอโศกไปลงที่สถานีรถไฟฟ้าสยาม ไปถึงร้านก่อนกำหนดเวลานัดหมายเล็กน้อย สักครู่ลูกชายซึ่งเดินทางมาด้วยรถไฟฟ้าเช่นกันก็เดินทางไปถึง

นั่งคอยอยู่นอกร้านไม่นานนัก เมื่อถึงเวลา พนักงานของร้านก็เชิญให้เข้าร้านได้ ร้านนี้คล้ายกับร้านที่ลูกชายเคยนำมากินก่อนหน้านี้ แต่ลูกชายแจ้งว่าไม่ใช่ เดินขึ้นบันไดแคบๆ ไปถึงชั้น ๓ แล้วให้นั่งรอสักครู่เข้าใจว่าคงรอให้ผู้ที่ได้จองที่ไว้ครบก่อน ในขณะรอก็มีเพลงญี่ปุ่นให้ฟังด้วยครับ ก็เป็นการสร้างบรรยากาศ

 

ถึงเวลาก็เข้ามานั่ง ในห้องมี ๑๖ คน มีเชฟ ๒ คน เชฟแต่ละคนก็ทำอาหารเสริฟลูกค้าคนละ ๘ คน

 

ถึงตอนนี้จึงทราบว่าอาหารที่จะกิน เป็นอาหารที่เรียกว่า “โอมากาเสะ” ( Omakase (お任せ)) ซึ่งโอมากาเสะ หมายถึงการกินแบบตามใจเชฟ หรือ Chef’s Table กล่าวคือลูกค้าได้รับประทานอาหารโดยไม่ได้เลือกเมนูเอง แต่ละเมนูที่เสิร์ฟเชฟเป็นคนจัดให้ทั้งสิ้น

 

เชฟทำอาหารให้กินทีละอย่างครับ คงเป็นการเรียกน้ำย่อยของลูกค้าไปด้วย ทำอาหารเสร็จ ๑ อย่าง ก็เสริฟลูกค้าทีละคน เมื่อเสริฟจานแรกเสร็จแล้ว ก็ทำจานใหม่ให้ลูกค้าต่อไป 


 

ตอนที่เสริฟลูกค้านั้น เชพก็อธิบายไปด้วยว่าชุดอาหารนั้นชื่อว่าอะไร ทำด้วยอะไร ชื่ออาหารจำไม่ได้เลยครับ ส่วนทำด้วยอะไรนั้น เท่าที่จำกันได้ก็มียำ ไข่ตุ๋นมันปู หอยเชลล์และสาหร่ายกรอบ 

 

นอกจากนั้น ยังมีปลาหมึกสาหร่ายในน้ำส้ม  ปลาโอ ปลาไหลทะเล หอยไข่เม่นและไข่หวาน


ตอนนี้ก็มาถึงของหวานแล้วครับ มีเค้กส้ม  ซุปใส ครีมซีส และเมลล่อน 


 

เมลล่อนไม่ได้นำเข้าจากญี่ปุ่นหรอกครับ แต่เป็นพันธุ์จากเกาะฮ๊อกไกโด ผู้เขียนเข้าใจว่าปลูกที่วังน้ำเขียว นครราชสีมา นี่เอง เพราะผู้เขียนเคยไปกินที่นั่นมาแล้ว 

สรุปแล้วอาหารที่ได้กินในวันนั้น รวมทั้งหมดมี ๑๗ อย่าง หรืออาจเรียกว่า ๑๗ คำ ก็ย่อมได้ เพราะส่วนใหญ่เป็นเช่นนั้น เป็นอาหารคาว ๑๔ อย่าง ของหวานและผลไม้ ๓ อย่าง ครับ

มีขิงดองเสริฟไว้บนจานของแต่ละคนโดยตลอดครับ เชฟเห็นว่าใกล้หมดก็เติมให้ เชฟไม่มองก็ขอได้ครับ

ตอนกินโอมากาซิต้องใช้มือหยิบครับ แต่ก็มีกระดาษเปียกพิเศษไว้ให้เช็ดมือก่อนหยิบและหลังหยิบด้วย

 

ตอนเริ่มกิน ลูกชายแจ้งว่าถ้ากินแล้วไม่อิ่มก็ลงไปกินก๋วยเตี๋ยวข้างล่างเพิ่มเติมต่อก็ได้ แต่เมื่อครบ ๑๗ อย่าง อิ่มแปล้เลยครับ

ต้องขอบใจลูกชาย ที่ได้พาผู้เขียนและแม่ของเขาไปสัมผัสกับความแปลกใหม่ในชีวิต ไปญี่ปุ่นหลายครั้ง แต่ไม่ได้กินอาหารแบบนี้ ก็ดีแล้วละครับที่กินในเมืองไทย ที่ญี่ปุ่นคงแพงกว่านี้หลายเท่านัก

แล้วราคาที่ไปกินนั้นเท่าไร ถามลูกชายก็ไม่ยอมบอกครับ เพียงแต่แจ้งว่าเสียเฉพาะค่าจองมาส่วนหนึ่ง ก่อน ยังไม่ได้จ่ายทั้งหมด ครับ ไม่บอกก็ไม่เซ้าซี้ครับ รู้ว่าแพง ก็ขนาดอาหารญึ่ปุ่นบุ๊ฟเฟต์ธรรมดา ยังตกหัวละประมาณพันบาทแล้ว

อย่างไรก็ตาม อาหารแพงก็ควรกินบ้างครับ ได้รับรู้สังคมและความสดใหม่ในชีวิตบ้าง แต่ก็ไม่ได้ไปกินบ่อยนัก เพราะผู้เขียนเป็นลูกพ่อหลวงครับ มีความพอเพียงตามคำสอนของพ่ออยู่แล้ว

จากสยามมาอโศกด้วยบีทีเอสครับ ลงอโศกเพื่อขึ้นรถ รฟม แต่ก็อด เพราะสถานีสุขุมวิทปิดเสียแล้ว ต้องนั่งแท็กซี่กลับบ้านเพราะข่าวเรื่องม๊อบนั่นแหละครับ


เสียค่ารถแท๊กซี่จากอโศกไปสถานีรถไฟฟ้าห้วยขวาง ๑๐๐ บาท ขับรถออกจากที่จอด รฟม. คิดค่าจอดรถ ๒๐๐ บาท ก็แย้งซิครับ เพราะขาไปใช้รถไฟฟ้า ขากลับกลับไม่ได้เพราะสถานีรถไฟฟ้าปิด จึงไม่ได้สแตมป์บัตรจอดรถ ไม่ใช่ความผิดของเรานี่ครับ

 

เจ้าหน้าที่ของ รฟม. ก็เข้าใจนะครับ ขอบัตรประจำตัวประชาชนแล้วเขียนคำร้องให้ ลงชื่อและหมายเลขโทรศัพท์แล้วก็เสียค่าจอดในราคาที่ใช้รถไฟฟ้าปกติ คือ ๓๐ บาท 

เขียนไว้เพื่อเรียนท่านผู้อ่านว่า เมื่อมีอะไรที่ไม่ถูกใจ ไม่พอใจ หรือไม่ถูกต้อง ก็พูดคุยกันดีๆ มีเหตุมีผลประกอบ  ผลที่ได้ย่อมเป็นที่ถูกใจของทั้งสองฝ่ายครับ

ก็เราเป็นคนไทยด้วยกันนี่ครับนคนไท

พุธทรัพย์ มณีศรี

โดย พุธทรัพย์

 

กลับไปที่ www.oknation.net