วันที่ อังคาร ตุลาคม 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เปิดสภาอย่าคิดว่าเป็นทางออก


 

ขืนเปิดสภาก็น่าจะเข้าทาง

 

                เสียงร่ำร้องให้เปิดสภาผู้แทนราษฎรยามนี้ดังก้องไปเพราะแรงเชียร์จากฝ่ายที่จัดม็อบป่วนกรุง ป่วนประเทศ  และตามน้ำโดยฝ่ายที่อยู่เบื้องหลังอีกชั้นหนึ่ง   ดูช่างประสานเสียงกันยังกับดนตรีวงใหญ่แสดงให้คนทั้งประเทศฟัง   แต่นั่นแหละยังไงก็ต้องมาถึงวันนี้  วันที่ยุทธปีศาจ ( ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ )ของใครบางคนวางไว้เพื่อเปิดทางให้เสียบโดยอาศัยมุมเปราะบางใน Social Media   

          มิวายที่พลังเงียบของคนรุ่นเก่าที่รู้เท่าทันจะส่งกระแสคัดค้าน  มิวายที่พ่อแม่ผู้ปกครองของเด็ก ๆ ที่เรียกตัวเองว่าคนรุ่นใหม่ และคิดว่าต้องทำแบบนี้จะเป็นห่วงเป็นใยเพียงใด  แต่ดูเหมือนจะทัดทานกระบวนการของยุทธปีศาจไม่ไหว   แต่.. “ เอาละเปิดก็เปิดเถอะ ก็ต้องจำยอม  “  คงเป็นเสียงสะท้อนจากผู้นำในฝ่ายรัฐบาลที่รู้อยู่แล้วว่า  การเปิดสภาฯ ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้จะดีขึ้น  อีกทั้งในทางกฎหมายก็ไม่มีเขียนไว้ว่าสภามีหน้าที่จัดการเหตุการณ์วิกฤติเช่นนี้   แต่พรรคที่อยู่เบื้องหลังม็อบก็กระหึ่มรับลูกเจ้านาย  แสร้งว่าจะช่วยหาทางออกให้   โธ่ ๆ เอ๊ย...   งานนี้ต้องเรียกว่าอ้าปากก็เห็นเข้าไปถึงกระเพาะ  ว่าพวกแกต้องการอะไร  จะพูดอะไรเมื่อเปิดสภาฯ    จะเดาก็ได้ว่า  ไม่แคล้วสำนวนท้าอาเจียนคงถูกปล่อยเรี่ยราดเพื่อให้เข้าตากรรมการอีกตามเคย   นอกจากนั้นก็สาดกระสุนเท่าที่พรรคบรรจุให้เข้าไปที่ลุงตู่ผู้น่าสงสารยามนี้  ก็จะอะไรซะอีกล่ะ  นอกจากหวังผลทางการเมืองแบบไม่ต้องแปลความกันมากมายว่า

                                 “ ขอให้นายกฯลาออก “ 

      แล้วก็ต้องตามมาด้วยเหตุผลที่คิดว่าเท่ห์เสียไม่มีแบบเดิม ๆ ว่า เพื่อความสงบของบ้านเมือง  และประเทศชาติจะได้เดินหน้าต่อไปได้ 

          เขียนถึงบรรทัดนี้  คนที่บ้านผม ที่แอบอ่านอยู่ข้างหลัง  ทนไม่ได้รีบบอกว่า  “ พี่ ๆ ช่วยบอกส.ส.พวกนั้นได้มั้ยว่า  ประเทศชาติน่ะเดินหน้าได้อยู่แล้ว  แต่พวกคุณมาขวางทำให้มันสะดุด  แล้วจะมาพูดอย่างนี้ได้อย่างไร “

         ผมก็ตอบแกไปเลยว่า  “ ใช่จ้ะ ๆ “

        อ้าว    ขอโทษผู้อ่านที่เผลอพาวกกลับมาบ้านตนเองนิดนึง   ขอต่อครับ....... 

          คิดถึงสภาฯที่ก็คงจะต้องเปิดประชุมวิสามัญเพื่อเรื่องไม่ใช่เรื่องอย่างนี้จนได้  แล้วก็ใจคอไม่ดีว่าลุงตู่จะทำไงในยามนี้    ไอ้ที่เข้าไปฟังเขาถล่มยับน่ะ  ลุงตู่คงไปแน่   แต่ยามหน้าสิ่วหน้าขวานอย่างนี้จะถอดใจหรือไม่  ไม่อยากคิดเลย     ที่ว่าถอดใจก็กลัวว่าแกจะยอมลาออกตามที่เขาช่วยกันโหมกระแสกันทั้งนอกและในสภาฯบีบแก  ซึ่งถ้าแกยอม  ก็ต้องเรียกว่า

                “  เข้าทางปีศาจร้ายการเมือง ”

        ซึ่งพวกนี้ก็จะยินดีปรีดา  ฉลองความสำเร็จที่แผนร้ายขั้นที่  1 สำเร็จ   ต่อไปก็จะได้ลุ้นคนของตนทั้งพรรคใหญ่  พรรครอง และพรรคเล็กที่อ้าปากรออยู่แล้วขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี   อนาคตก็คงหวังวาดฝันต่อไป คิดการใหญ่ให้ประชาชนชอกช้ำซ้ำแล้วซ้ำอีก    เศรษฐกิจที่อ่อนแอเพราะฤทธิ Covid เมื่อมีเหตุการณ์ระส่ำทางการเมืองหนักขึ้นไปอีกก็จะยิ่งทรุดไปกันใหญ่    นี่ยังไม่ค่อยกล้าจะคิดเลยว่า

                    แล้วสถาบันอันเป็นที่เคารพของเราต่อไปจะเป็นอย่างไร

               ก็ได้แต่ภาวนาว่า  ขอให้ลุงตู่เข้มแข็ง  ผู้เขียนมิได้งมงาย หรือเชียร์ลุงตู่สักเท่าไหร่   แต่ยามนี้เห็นทีจะต้องให้กำลังใจคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีไว้ก่อน  เพื่อประคับประคองรัฐนาวาที่กำลังเจอคลื่นใหญ่  ให้ผ่านพ้นไปโดยไม่บอบช้ำมากนัก     แต่เอาเถอะ  เวลาไม่เคยรอใครสำหรับคนคิดร้ายต่อบ้านเมืองและสถาบัน  ก็ลองดู ว่าจะไม่สะดุดเท้าตนเอง  หรือว่าจะไม่พลาดที่ยุยงปลุกปั่น  ไม่พลาดสำหรับไอ้ตัวเอ้ที่อยู่เบื้องหลังจะถูกรวบเพราะ  ความร้อนรนไม่ระวังคำพูดหรือการกระทำ  ก็ให้มันรู้ไป

             เขียนมาด้วยความเป็นห่วง  ทั้งเรื่องบ้านเมือง  ทั้งเรื่องสถาบัน  โดยมิพักจะห่วงเยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติว่า  เด็ก ๆ พวกนี้มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร   ถ้าไปถามพวกเขา  เขาก็จะตอบว่าพวกหนูเป็นคนรุ่นใหม่ที่ทันสมัย  ที่รักประชาธิปไตย  ต้องคิดแบบนี้แหละ   ความหมายที่ผู้ใหญ่ที่รวมทั้งผู้ปกครองของเขาทั้งหลายก็ย่อมรู้ดีว่า  เด็กสมัยนี้เปลี่ยนไปจากเดิมมากมาย   ไม่ใช่ฝักใฝ่การเรียนมากขึ้น  ไม่ใช่ขยันหรือเอาการเอางานมากขึ้น  ไม่ใช่แม้แต่การเคารพนบนอบพ่อแม่ผู้ปกครองมากขึ้นแต่ประการใด    ตรงกันข้ามสิ่งที่เพิ่มขึ้นกลับกลายเป็นความหัวแข็ง  ไม่ฟังใคร  ไม่ฟังผู้ใหญ่ที่เลี้ยงดูตนมาและห่วงใยในยามนี้มากสุด ๆ  

            สิ่งที่เราเห็นได้ทั่ว ๆ ไป  คือคล้ายกับเด็กจะนับถือโทรศัพท์มือถือมากกว่าเราเสียอีก   ใครส่งข้อความมากระตุ้น  หรือบิดเบือนอย่างไร  พวกเขาส่วนใหญ่ก็มักจะเชื่ออย่างไร้รอยติ  เชื่อแล้วก็รีบแชร์ต่อกันไปในวงกว้าง  พากันรับรู้ข้อมูลปลอม ๆ ที่ประสงสงค์ร้ายหวังผลกับตนเองอย่างที่ใครก็ไม่รู้ประดิษฐ์ถ้อยคำหลอกลวงได้อย่างไม่ละอาย  ซึ่งเด็กก็ไม่รู้เท่าทันเขา  เพราะเหมือนจะติดอยู่ในวังวนของคนที่หลอกให้เด็กศรัทธาในตัวเอง  ผ่านทางโซเชียลมีเดียซึ่งเป็นวิธีที่เขาใช้แล้วได้ผล     เฮ้อ...แต่คิดไปทำไมมี  เด็กก็เป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ  พวกเราก็คงเป็นไดโนเสาว์ในสายตาพวกเขา   ทั้ง ๆ ที่พวกลูกหลานเหล่านี้ก็ไม่รู้ตัวหรอกว่า

             ได้ตกเป็นเครื่องมือของผู้ไม่หวังดีต่อประเทศชาติเสียแล้ว   

          นี่ทำไปทำมาประเด็นเยาวชน  นักเรียน  นักศึกษา   ต้องถูกตั้งคำถามในอนาคตว่า  ใครจะหาญไปปรับทัศนคติเขา  ใครจะไปกล้าไปพร่ำสอนให้เขาสุภาพเรียบร้อยไม่หยาบคายเหมือนปัจจุบัน   ใครจะอาสาเข้ามาแก้ไขหรือปฏิรูปอะไรที่พวกลูกหลานเหล่านี้ไม่ชอบ  เพราะแม้แต่กระทรวงศึกษาธิการ   รมต.ก็โดนโห่ไล่มาแล้ว    ผมว่าเรื่องนี้ก็สำคัญไม่น้อย   คิดแล้วยิ่งเป็นห่วงการศึกษาของไทยเข้าไปอีก   เลยอยากจะถามท่านทั้งหลายว่า

                แล้วเราจะทำยังไงกันดี

สาครงค์  20 ต.ค.63

โดย สาครงค์

 

กลับไปที่ www.oknation.net