วันที่ เสาร์ ตุลาคม 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เมื่อฉันไปสอนภาษาไทยที่พม่า 1. ตอน..พ่ออยู่ใกล้แค่นี้เอง


 

เมื่อฉันไปสอนภาษาไทยที่พม่า 1. ตอน..พ่ออยู่ใกล้แค่นี้เอง

        ปลายเดือนกันยายน ปี 2560 เวลาราวหกโมงเย็น ฉันขับรถกลับบ้าน ขณะที่แวะจอดที่ร้านเซเว่นก่อนถึงบ้าน เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ฉันรับสาย

          “หวัดดีค่ะ สะยามะ มิงกะลาบา”

        “เดือนตุลา ว่างไหม” เสียงปลายสายถาม

        “ว่างค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ” ฉันตอบ

        “ไปสอนภาษาไทยที่พม่าได้ไหมประมาณ 1 เดือน” เสียงปลายสายจากผู้ที่ฉันเรียกว่า “สะยามะ” บอกโดยไม่อ้อมค้อม (สะยามะ ภาษาพม่าแปลว่า อาจารย์ผู้หญิง)

        “ได้เลยค่ะ ไปเมื่อไหร่คะ” ฉันตอบรับทันทีโดยไม่ต้องคิดเลย ด้วยความตื่นเต้นดีใจ

        “ไปวันที่ 3 ตุลาคม โอเคไหม” ปลายสายถาม

        “โอเคค่ะ แต่ว่า...วันที่ 26 ตุลาคม ต้องขอกลับมาร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวง ร. 9 นะคะ แล้วค่อยกลับไปสอนต่อ ได้ไหม” ฉันรีบแจ้งภารกิจสำคัญในชีวิต เพราะอยู่ในใจตลอดเวลา

        “ได้จ้า” เสียงสะยามะตอบอย่างหนักแน่นเสมือนหนึ่งเป็นคำมั่นสัญญาที่รู้ดีว่า คนไทยทั้งประเทศไม่มีใครยอมพลาดงานประวัติศาสตร์อันสำคัญครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตนี้

จากนั้น ฉันก็ถามรายละเอียดอีกเล็กน้อยเกี่ยวกับการไปสอนภาษาไทยครั้งนี้ ตามประสาคนที่มีอาชีพจัดการฝึกอบรม

          “ผู้เรียน เป็นใคร หญิงหรือชาย กี่คนคะ” ฉันถามเพื่อจะได้รู้กลุ่มผู้เรียน

          “เด็ก ๆ มีทั้งเด็กเล็กและเด็กโต ประมาณร้อยกว่าคน” สะยามะตอบ

           “โอ้โห จำนวนร้อยกว่าคนเหรอคะ แล้วสอนที่ไหนคะ” ฉันถามถึงสถานที่ เพราะนอกจากต้องรู้เกี่ยวกับ ผู้เรียน จำนวน เพศ อายุ แล้วก็จำเป็นต้องทราบถึงสถานที่เรียน ฉันพลางจินตนาการไปถึงห้องโถงใหญ่มีไมโครโฟนใช้ที่สามารถรองรับคนได้เป็นร้อย เหมือนห้องอบรมในโรงแรมที่ฉันคุ้นเคยในเมืองไทย

           “สอนที่วัดค่ะ โพ่งโพ่งมีค่าสอนให้ แต่ไม่มากนะคะ” เสียงสะยามะบอก (โพ่งโพ่ง หมายถึง “หลวงพ่อ” ในภาษาพม่า)

           “ค่ะ ได้เลย ไม่เป็นไรเรื่องค่าสอน” ฉันตอบรับโดยไม่คิดอะไรอีก มีแต่ความตื่นเต้นดีใจที่จะได้ไปสอนภาษาไทยที่พม่า แม้จะเป็นโรงเรียนวัดและมีค่าสอนเล็กน้อยก็ตาม ฉันไม่ได้สนใจเรื่องเงินค่าสอนด้วยซ้ำไป สอนฟรีก็ได้เพราะฉันคิดว่า การได้ไปสอนที่ประเทศพม่า นอกจากจะได้ประสบการณ์ดี ๆ ที่หายากแล้ว ยังเป็นโอกาสดีที่ฉันจะได้ฝึกพูดภาษาพม่าด้วย

ค่ำคืนวันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ วันถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ ๙ ..ณ จุดพุทธมณฑล

พระราชพิธีที่จัดขึ้น ณ บริเวณพุทธมณฑล

ส่งพ่อหลวงเสด็จสู่สวรรคาลัย

ผู้คนชาวไทย รวมทั้งฉัน ยืนรอในคิวตั้งแต่แปดโมงเช้า ถึง สี่ทุ่ม ทุกคนไม่มีใครย่อท้อ

การเตรียมตัว: เตรียมใจ

          ฉันมีเวลาสามวันในการเตรียมตัวก่อนวันเดินทาง ก่อนอื่นฉันให้กำลังใจแก่ตัวเองก่อน ฉันบอกตัวเองว่า “เราต้องทำได้สิ” แม้ฉันจะไม่ใช่ครูสอนภาษาไทย แต่ฉันก็มั่นใจว่าความรู้ด้านภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาแม่ของฉันดีพอตัว เพราะฉันรักและชอบเรียนภาษาไทยมาตั้งแต่เด็ก ๆ แม้ฉันไม่เคยสอนภาษาไทยแต่ฉันก็เคยสอนภาษาอังกฤษ ฉันผ่านการอบรมการสอนภาษาอังกฤษ (Teaching English as a second language) จาก International House กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และยังไปอบรมด้านการสอนที่ สิงคโปร์ ออสเตรเลีย และอินเดีย ซึ่งฉันคิดว่าน่าจะประยุกต์เทคนิคการสอนภาษาอังกฤษมาใช้กับการสอนภาษาไทยได้ นอกจากนี้ ฉันยังมีวุฒิประกาศนียบัตรวิชาชีพครูจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชด้วย ความรู้เหล่านั้นช่วยให้ฉันมั่นใจ เท่านี้ยังไม่พอ ฉันรีบโทรไปหาอาจารย์วีระพงศ์ มีสถาน ผู้เคยอบรมหลักสูตร “การสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ” แก่ให้ฉัน ที่มหาวิทยาลัยมหิดล โชคดีมากที่อาจารย์เพิ่งกลับมาจากไปสอนภาษาไทยที่ประเทศญี่ปุ่นพอดี

           “อาจารย์ค่ะ มีแผนการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติไหมคะ” ฉันถามหลังจากที่บอกว่าจะไปสอนภาษาไทยที่พม่า

           “เอาไฟล์ที่ผมก็อปปี้ให้นั่นแหละ ใช้ได้เลย” อาจารย์วีระพงศ์ฯ บอก …

การเตรียมอุปกรณ์การสอน

                  จากนั้นฉันไปหาซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอนเท่าที่จำเป็นต้องใช้ ได้แก่ แผ่นชาร์ตตัวอักษร ก-ฮ และตัวสระภาษาไทย รวมทั้งหนังสือแบบเรียนภาษาไทยเบื้องต้น ที่ร้านศึกษาภัณฑ์ที่พึ่งของฉันยามนี้ซึ่งเป็นร้านที่รวมทุกสิ่งที่เกี่ยวกับหนังสือแบบเรียนภาษาไทยและอุปกรณ์เครื่องเขียนต่าง ๆ  (ขณะนั้น ปี 2560 ยังมีร้านศึกษาภัณฑ์อยู่ที่ถนนราชดำเนินใกล้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ปัจจุบันปี 2563 ร้านศึกษาภัณฑ์ตรงถนนราชดำเนินไม่มีแล้ว) ฉันเลือกได้หนังสือแบบเรียน 3-4 เล่ม แผ่นชาร์ตตัวอักษร 4-5 แผ่น ปากกาสำหรับเขียนไวท์บอร์ดสีต่าง ๆ 3-4 แท่ง แปรงลบไวท์บอร์ด ดินน้ำมัน blue tag สำหรับติดภาพ และสก็อตเทป แค่นี้พอ เดี๋ยวน้ำหนักจะเกินเวลาขึ้นเครื่องบิน ส่วนสมุดและกระดาษเอ 4 ค่อยไปหาซื้อที่เมืองมัณฑเลย์ ประเทศเมียนมา

การเดินทาง

         ถึงวันเดินทาง ฉันเดินทางพร้อมกับสะยามะโดยสายการบินแอร์เอเชีย ออกจากสนามบินดอนเมืองราว 10.50 น. และไปถึงสนามบินนานาชาติมัณฑะเลย์เป็นเวลาราวบ่ายโมง มีรถของทางวัดมารับที่สนามบิน ต่อจากนั้นเราเข้าไปในเมืองมัณฑะเลย์ กินอาหารเที่ยง สะยามะแวะซื้อของในตลาดเพื่อนำไปถวายวัด และแวะร้านขายเครื่องเขียนซื้ออุปกรณ์การเรียนเพิ่มเติม เช่น ไวท์บอร์ด สมุด ปากกา และกระดาษ A 4 กระทั่งใกล้เวลาห้าโมงเย็นแล้ว รถก็นำเราออกจากเขตมัณฑะเลย์ข้ามสะพานเหล็กที่ทอดยาวข้ามแม่น้ำอิรวดีอันกว้างกว่าแม่น้ำเจ้าพระยาถึงสามเท่าเข้าสู่ฝั่งมณฑลสะกาย ซึ่งฉันจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าทางที่เราผ่านมีบ้านช่างปั้นหม้อดินเผา เหมือนฉันเคยมาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อตอนที่บล็อกเกอร์พี่โบเดียจัดทริปมาเที่ยววัดมหาเต่งด่อจี้ ชมภาพเขียนฝาผนังที่วาดโดยช่างศิลป์สมัยอยุธยาที่ถูกกวาดต้อนมาเมื่อ 253 ปีมาแล้ว แสงตะวันค่อย ๆ โพล้เพล้กระทั่งลับฟ้า ความมืดมิดเข้าปกคลุมทำให้ฉันมองไม่เห็นสองข้างทาง รู้แต่เพียงว่าทางที่กว้างค่อย ๆ แคบลง และพื้นผิวถนนไม่ค่อยดีนัก ฉันถามคนขับรถว่า ระยะทางไกลเท่าไหร่

         ราว “160 กม. อีก 2 ชม. ” คนขับรถตอบ

          เรานั่งรถไปราว 2 ชั่วโมงกว่า ถึงทางเลี้ยวเข้าถนนดินแดงเล็กๆ เหมือนทางเกวียนในความมืด มีแต่ไฟหน้ารถมองเห็นสภาพถนนเป็นดินโคลนเหมือนฝนตกเพิ่งแล้ง สักพักก็มาถึงวัดเป็นเวลาสองทุ่มแล้ว เราไปกราบหลวงพ่อซึ่งรอการมาของเราอยู่ ท่านให้แม่ครัวของวัดเตรียมอาหารค่ำไว้ให้เราเรียบร้อยแล้ว เพราะรู้ว่า เรามาถึงต้องหิว เมื่อไหว้หลวงพ่อเสร็จ เราก็ไปกินอาหารค่ำ แล้วไปพักที่เรือนพักรับรองของทางวัดซึ่งมีญาติโยนสร้างถวาย

โต๊ะที่ทำงานของหลวงพ่อ มุงด้วยใบตาล หลวงพ่อบอกว่า จะทำให้ไม่ร้อน

          ฉันรีบเข้านอนด้วยความง่วงและเหนื่อยจากการเดินทาง และพรุ่งนี้ฉันจะเริ่มสอนภาษาไทยเป็นวันแรก ฉันรู้สึกตื่นเต้นมากที่จะได้เจอกับนักเรียนของฉัน ชั้นเรียนของฉันจะเริ่มสอนตอนหกโมงเช้าถึงแปดโมงเช้า (หากเป็นเมืองไทยเวลาหกโมงเช้า ฉันเพิ่งตื่น) และหลังจากนั้นจะสอนอีกกลุ่มตอนสิบโมงถึงเที่ยง และตอนเย็นสอนตั้งแต่สี่โมงเย็นถึงสองทุ่ม เรียกว่ามาเพื่อสอนโดยเฉพาะในเวลาอันจำกัด

          ฉันจะค่อยๆ เล่ารายละเอียดในตอนต่อๆ ไปนะคะ แต่เอ็นทรีนี้ ฉันอยากจะเขียนถึงความประทับใจที่ฉันได้เจอถึงกับทำให้ฉันหลั่งน้ำตาออกมา

          วัดที่ฉันไปสอนเป็นสถานปฏิบัติธรรม ชื่อว่า “กะบาเอก๊ะยาซาฏ่าฏะนาเอ้เย็กฎ่า” มีหลวงพ่อ หรือเรียกว่า “โพ่งโพ่ง” นามว่า ฉ่วยโก่ด่อ (Shwei ko daw) เป็นเจ้าอาวาส วัดตั้งอยู่ที่หมู่บ้านอะยาด่อ จ. โมงยัว เขตสะกาย ที่วัดแห่งนี้ หลวงพ่อรับอุปการะเลี้ยงดูแลเด็ก ๆ ทั้งเด็กเล็กและเด็กโต ทั้งหญิงและชาย  ประมาณ 300 ชีวิต เด็กส่วนใหญ่เป็นชาวพะโอ๊ะ จากรัฐฉาน และชาวเมียนมาที่พ่อแม่มีฐานะยากจน จึงนำลูกมาฝากหลวงพ่อดูแลและให้การศึกษา

เมื่อมาถึงห้องเรียนวันแรก ห้องเอนกประสงค์ถูกจัดให้เป็นห้องเรียนทันที เด็กกวาดพื้นให้สะอาดก่อน

ช่วยกันหามกระดานไม้ที่หนักอึ้ง

นักเรียนผู้หญิงโตทั้งหมดช่วยกันแบกกระดานดำมาจัดวาง คนละไม้ละมือ

แม่ชีคนดูแลเด็กๆ ผู้หญิง ช่วยเอาก้อนอิฐมาวางรองขากระดานดำ

วันนี้ เป็นวันเปิดเรียนภาษาไทยวันแรก "สะหย่าเล่" แม่ชีผู้ดูแลนักเรียน ตรวจความเรียบร้อยของห้องเรียน และกล่าวกับนักเรียนว่า        จะเริ่มเรียนภาษาไทย โดยครูมาจากเมืองไทย

แล้วห้องเรียนของเราก็เป็นแบบนี้ 

          ห้องเรียนของฉันน่ารักมาก หลังคามุงด้วยใบตาลหลวงพ่อบอกว่าใบตาลจะทำให้ไม่ร้อน มีกระดานดำและใช้ชอล์กเขียน (คนละเรื่องกับภาพห้องโถงใหญ่ที่ฉันเคยจินตนาการเอาไว้ก่อนมา) เด็กๆ นั่งกับพื้นโดยเอาก้อนอิฐมาวางเป็นขาโต๊ะแล้วเอาไม้กระดานมาวางบนก้อนอิฐเป็นโต๊ะ เท่านี้ก็เขียนได้ “ได้หมดถ้าสดชื่น”ไม่มีอุปสรรคใดถ้าใจอยากจะเรียนซะอย่าง มีนักเรียนหญิงจำนวน 80 คน อายุตั้งแต่ 10 ขวบถึง 14 ปี  เรียนอยู่ตั้งแต่ชั้นประถมไปถึงมัธยมปลาย

         โจทย์ยากที่ท้าทายการสอนของฉัน นั่นคือ การที่นักเรียนซึ่งมีอายุต่างกันต้องเรียนร่วมกัน ไม่เพียงฉันต้องคิดว่าเนื้อหาจะสอนอะไรแล้ว ยังต้องคิดหาเทคนิควิธีที่จะสอนอย่างไรให้เด็กเล็ก ๆ สนุก ไม่เบื่อ และเกิดการเรียนรู้ เข้าใจ และตั้งใจเรียนตลอดเวลาเรียนสองชั่วโมงได้เท่า ๆ กับเด็กโต ฉันต้องคิดพลิกแพลงวิธีการสอนทุกกระบวนท่าที่เรียนมาจากทุกสำนักตามที่ร่ำเรียนมา มันยากนะ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันมีกำลังใจในการสอน คือ เด็กๆ ทุกคนมีความตั้งใจเรียนมากๆ

โต๊ะเรียนของเรา วันนี้ได้รับแจกสมุด

เด็กเล็กนั่งหน้า พรมแดงไม่พอ ก็เอากระดาษลังมารองพื้นนั่งก็ได้

นั่งกับพื้น ไม่ใช่ปัญหา ไม่มีอุปสรรคหากตั้งใจเรียนจริง

จดเก่งนะ

ดูลายมือ เด็กพะโอ๊ะ ที่ไม่เคยเรียนภาษาไทยมาก่อน เขียนได้ขนาดนี้

ตั้งใจจด

ต้องเขียนตัวโตๆ ให้นักเรียนที่นั่งข้างหลังเห็นด้วย

ความยากของภาษาไทย เพราะมีอักษรสามหมู่ สูง กลาง ต่ำ เวลาผันกับวรรณยุกต์

สอนเพลง "ลอยกระทง" และสอนรำวง ด้วย นักเรียนของฉันร้องเพลงรำวงได้ เก่งมากค่ะ

บางครั้ง ก็ออกไปสอนทำกิจกรรมนอกห้องเรียน เรามายืนกลางลาน ยามเช้า ๆ แดดอ่อน ๆ

สอนเกี่ยวกับเรื่องอาหาร กระดานดำมีกี่อันใช้หมด ห้ามลบ เพราะเด็กๆ บางคนจะมาจดอีกครั้ง

เทคนิคการสอน บางครั้ง ก็ให้นักเรียนออกไปทำที่กระดานหน้าห้อง

บางครั้ง ฝึกสนทนากับเป็นคู่ๆ (pair work)

บางครั้งเรียนกันเป็นกลุ่ม  (Group Work)

ครูต้องเข้าไปเดินตรวจเช็ค (follow up) แต่ละคน อย่างทั่วถึงให้มากที่สุด เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ฝึกสนทนาเป็นคู่ ๆ

เรียนด้วยกัน หนังสือไม่พอ ต้องแชร์

ฝีมือสวย ได้ขนาดนี้ นับว่าเก่งมาก 

เรียนกลางคืนด้วย หกโมงถึงสองทุ่ม มีไฟฟ้าให้ความสว่าง สองดวง แต่ความตั้งใจเต็มร้อยชัดเจน

พวกเราสุดยอดมากใช่ไหมคะ

           ในแต่ละวัน เมื่อฉันกลับถึงที่พักหลังจากสอนเสร็จ ฉันคิดถึง “พ่อหลวง” มาก เพราะใกล้วันเผาพระบรมศพพ่อหลวงแล้ว ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 ถึงเวลาที่ร่างของพ่อต้องจากฉันไปจริง ๆ แล้ว...ตอนที่พ่อหลวงยังมีพระชนม์ชีพอยู่ ฉันคิดเสมอว่า เวลาที่ฉันสอนภาษาพม่าให้คนไทยที่เมืองไทย พระองค์ทรงมองเห็นฉันอยู่ พระองค์ต้องทรงทราบด้วยญาณวิเศษ แต่ตอนนี้พ่อหลวงไม่อยู่แล้ว ฉันอยากบอกให้พ่อหลวงทราบว่าลูกของพ่อมาสอนภาษาไทยอยู่ที่พม่า ฉันอยากบอกกับพระบรมฉายาลักษณ์ของพ่อหลวง แต่ฉันก็ลืมเอารูปของพระองค์มาด้วย ฉันไม่น่าลืมเลยตอนจัดกระเป๋าเดินทาง

          วันหนึ่ง...ฉันจะสอนเรื่องตัวเลข ปฏิทิน และเรื่องเงินตรา ฉันหยิบเงินจั๊ตของพม่าใบละพันและใบละหมื่น ขึ้นมาจากกระเป๋าตังค์แล้วแปะบนกระดานดำ จากนั้นฉันก็หยิบเอาธนบัตรไทยใบละร้อยขึ้นมาจากกระเป๋าตังค์ พลันที่ฉันหยิบแบ็งคฺร้อยออกมานั้น วินาทีที่ฉันเห็นในหลวงรัชกาลที่ ๙ ในธนบัตร ฉันขนลุกซู่ขึ้นมาทันที  “โอ้พระเจ้า พ่ออยู่ใกล้แค่นี้เอง” ฉันคิดในใจ ฉันรู้สึกน้ำตารื้นออกมา

        เมื่อฉันแปะแบ็งค์ร้อยขึ้นบนกระดานดำ ฉันหันไปถามเด็กนักเรียนทั้งห้อง

         “รู้ไหม นี่รูปใคร”

        “คิงภูมิพล ไทยคิง” เสียงนักเรียนทั้งห้องพูดตอบพร้อมกัน สร้างความแปลกใจให้ฉันเป็นอย่างมากที่นักเรียนชาวพะโอ๊ะเหล่านี้รู้จักในหลวงรัชกาลที่ ๙ ของไทยด้วย ทั้ง ๆ ที่พวกเขาอยู่ในถิ่นที่ห่างไกลเช่นนี้ ถ้าเป็นเด็กไทยรู้ฉันจะไม่แปลกใจเลย ฉันจึงถามเด็กนักเรียนว่า

        “รู้ได้อย่างไร ว่านี่คือ คิงภูมิพล” แล้วฉันก็ต้องพบกับความประหลาดใจอีกครั้ง เมื่อนักเรียนตอบว่า

        “พวกเราอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ คิงภูมิพลสวรรคตแล้ว” เด็กนักเรียนโตสามสี่คนช่วยกันตอบ

        ฉันรู้สึกตื้นตันใจและสอนทั้งน้ำตาที่ได้เห็นภาพในหลวงรัชกาลที่ ๙ ในแบ็งค์ร้อย “พ่อหลวงอยู่ใกล้เราแค่นี้เอง” ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อได้ยินนักเรียนชาวพม่าซึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลเช่นนี้ แต่ยังรู้จักพระมหากษัตริย์ของคนไทยจากการติดตามอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ ฉันรู้สึกประทับใจมาก และไม่เคยลืมเหตุการณ์การสอนเรื่องเงินไทยในวันนั้น...ที่ฉันขนลุกซู่เมื่อมือสัมผัสกับแบ็งค์ร้อยแล้วเห็นพระองค์              ทุกวันนี้ ในกระเป๋าเงินฉันยังเก็บแบ็งค์ร้อยในหลวงรัชกาลที่ ๙ เอาไว้เสมอ และฉันยังแขวนเหรียญห้าที่มีรูปในหลวง ร. ๙ อีกด้านเป็นรูปครุฑติดตัวเพื่อคุ้มครองป้องกันอันตรายอีกด้วย เพราะพระองค์คือพระสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ฉันเคารพรักนับถือที่สุด และได้เห็นการทรงงานอย่างหนักของพระองค์ตอนที่พระองค์ยังมีพระชนม์ชีพอยู่นั่นเอง...ด้วยรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

        ฉันสอนทุกวัน จนกระทั่งถึงวันที่ 24 ต.ค.ฉันก็เดินทางกลับเมืองไทยเพื่อมาร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวง รัชกาลที่ ๙ และเดินทางกลับไปสอนต่อ...

ฉันจะเล่าเรื่องการสอนและความเป็นอยู่อีกในรายละเอียด....โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ

ขอขอบคุณพื้นที่ดีๆ แห่งโอเคเนชั่นค่ะ

 

โดย Chaoying

 

กลับไปที่ www.oknation.net