วันที่ พุธ ตุลาคม 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

กำเนิดกฐินและอานิสงส์ของกฐิน


       กฐิน  มาจากภาษาบาลี ว่า กฐินํ  แปลว่า ไม้สะดึง  กรอบไม้สะดึง 

ในสมัยพุทธกาล  ไม้สะดึงเป็นไม้แบบสำหรับตัดเย็บผ้าจีวร  มีการปูหรือลาดผ้า

โดยใช้ไม้สะดึงเป็นกรอบแล้วขึงให้ตึงเพื่อให้สะดวกในการตัดเย็บ  เมื่อตัดเย็บเสร็จแล้ว

จึงนำไปย้อม  เรียกผ้าที่สำเร็จโดยการใช้ไม้สะดึงว่า กฐินจีวร หรือ ผ้ากฐิน 

ในสมัยพุทธกาล  การตัดเย็บ ย้อม  และการทำพินทุกัปปะ( การทำเครื่องหมายที่ผ้า

ตามพระวินัยบัญญัติ )ต้องเสร็จภายในวันเดียว   เมื่อเสร็จแล้วจึงถวายพระภิกษุสงฆ์

ยกผ้ากฐินให้แก่พระภิกษุสงฆ์รูปใดรูปหนึ่ง   การตัดเย็บจีวรถือเป็นงานใหญ่   ในอดีต

พระมหาเถระ  พระเถระ  พระภิกษุ  สามเณร  ตลอดจนอุบาสก  อุบาสิกาต้องมาช่วยกัน

ตัดเย็บร่วมมือกันอย่างพร้อมเพรียง

           ผ้าที่จะทำเป็นผ้ากฐินได้นั้น   อาจเป็นผ้าใหม่ก็ได้  ผ้าเทียมใหม่ก็ได้  ผ้าเก่าหรือผ้าบังสุกุลก็ได้

แต่ผ้าเหล่านี้จะต้องมีพอที่จะทำไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่ง( ผ้าไตรจีวรของพระสงฆ์มี 3 ผืน  คือ

สบง = ผ้านุ่ง    จีวร = ผ้าห่ม   และสังฆาฎิ = ผ้าซ้อนห่มหรือผ้าพาด )  ผ้านี้ คือ ผ้าองค์กฐิน

ส่วนสิ่งของอื่นๆไม่ใช่องค์กฐิน  แต่เป็นบริวารกฐิน    บริวารกฐินนี้มีมากหรือน้อยก็ไม่ได้กำหนด

แล้วแต่ศรัทธาของผู้ถวาย

           ปัจจุบัน  พระภิกษุไม่ต้องเย็บจีวรใช้เอง  อุบาสก  อุบาสิกานำผ้าสำเร็จรูปไปถวาย

  แต่ยังเรียกผ้านั้นว่า ผ้ากฐิน   จึงเกิดประเพณีการถวายผ้ากฐินขึ้น เรียกว่า  การถวายผ้ากฐิน

หรือการทอดกฐิน คือ การนำผ้าที่จะถวายไปวางไว้ต่อหน้าพระสงฆ์ที่กำหนดจำนวนอย่างน้อย 5 รูป

แล้วให้พระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งที่ได้รับมอบหมายจากสงฆ์เป็นเอกฉันท์ให้เป็นผู้รับผ้ากฐิน

 

กำเนิดกฐิน

            เมื่อครั้งพุทธกาล  พระภิกษุชาวเมืองปาฐา จำนวน 30 รูป  ได้เดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า

ณ.วัดเชตวันมหาวิหาร  กรุงสาวัตถี    แคว้นโกศล   ขณะเดินทางถึงวันเข้าพรรษาก่อนจะถึงจุดหมาย

จึงต้องจำพรรษาที่เมืองสาเกต   ครั้นออกพรรษาแล้วพระภิกษุเหล่านั้นจึงเริ่มเดินทางไปเข้าเฝ้า

พระพุทธองค์  เนื่องจากฝนยังตกตลอดการเดินทาง  จีวรของพระภิกษุต่างเปียกชุ่ม

เปรอะเปื้อนโคลน   พระพุทธองค์เห็นถึงความยากลำบากของพระภิกษุเหล่านั้น

จะหาจีวรมาเปลี่ยนให้ก็ไม่มี  จึงทรงอนุญาตให้ตัดเย็บผ้ากฐินหรือผ้าที่เย็บโดยการขึงไม้สะดึง

เพื่อให้พระภิกษุได้ใช้นุ่งห่มตามระยะเวลาที่กำหนด คือ ระหว่างวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึง

วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12   นางวิสาขามหาอุบาสิกา  เมื่อทราบพุทธประสงค์แล้วได้เป็นประธาน

นำผ้ากฐินถวายพระพุทธองค์   นางวิสาขาจึงเป็นคนแรกที่ได้ถวายกฐินในพระพุทธศาสนา

 

อานิสงส์ของกฐิน

        อานิสงส์ของกฐินสำหรับพระสงฆ์  พระภิกษุผู้อยู่จำพรรษาครบ 3 เดือน  ตามกำหนดจะมีสิทธิไดรับกฐิน 

และเกิดอานิสงส์แก่พระภิกษุเหล่านั้น  คือ  พระภิกษุที่รับกฐินแล้วได้รับอานิสงส์ผลดีและประโยชน์ตามพุทธบัญญัติ 

การกำหนดอานิสงส์มีกำหนดเวลา 4 เดือนคือ ตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำเดือน 12 ไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 4 

 อานิสงส์มี 5 ประการคือ

1.เที่ยวไปมาโดยไม่ต้องบอกลา  หมายความว่า  พระภิกษุจะออกวัดไปที่ใดต้องบอกลาพระภิกษุที่อยู่ในวัดก่อน 

แต่ถ้าได้รับกฐินหรืออนุโมทนากฐินแล้วได้รับการยกเว้น  ไม่ต้องบอกลาพระภิกษุที่อยู่ในวัด

2. ไม่ต้องถือจีวรไปครบสำรับ  ตามปกติพระภิกษุมีผ้านุ่งห่ม 3 ผืน  เรียกว่า  ไตรจีวร คือ จีวร สบง และสังฆาฎิ  คือ  ผ้าสำหรับ

ห่มซ้อนป้องกันความหนาว  พระภิกษุต้องอยู่โดยมีจีวรครบทั้ง 3 ผืน

3. ฉันคณโภชน์ได้  คือ รับนิมนต์ไปรับประเคนฉันเป็นหมู่พร้อมกันได้

4. เก็บอดิเรกจีวรไว้ได้ตามต้องการ  ตามพุทธบัญญัติให้พระภิกษุมีไตรจีวรไว้ใช้อย่างละผืน   ผ้าส่วนเกินที่มีผู้ถวายเรียกว่า  อติเรกจีวร 

ปกติพระภิกษุจะเก็บอติเรกจีวรไว้ได้ไม่เกิน 10 วัน  หากจะเก็บไว้เกิน 10 วัน  ต้องทำวินัยกรรมที่เรียกว่า วิกัป  คือ  ขอให้พระภิกษุรูปอื่น

เป็นเจ้าของร่วมกับตน   แต่เมื่ออนุโมทนากฐินแล้ว  สามารถเก็บอติเรกจีวรไว้ได้เกิน 10 วัน 

5. จะได้จีวรที่เกิดขึ้น ณ.ที่นั้น  หมายถึง  อนุญาตให้รับปัจจัยฉายา คือ จีวร  เป็นต้น ที่เกิดขึ้นในที่นั้น  คือ  เกิดในวัดที่อยู่โดยมีผู้มาถวาย

         อานิสงส์ของผู้ทำบุญทอดกฐิน  การบุญทอดกฐิน  ถือว่าเป็นการทำบุญได้กุศลมาก  เพราะทำในช่วงเวลาจำกัดตามพุทธบัญญัติ  

สรุปความได้ว่าอานิสงส์ของผู้ทำบุญทอดกฐิน  ได้แก่

  1. เป็นที่รักของชนหมู่มาก

  2. เป็นผู้มีจิตใจแจ่มใส

  3. มีเกียรติยศชื่อเสียงขจร

  4. มีสติมั่นคง

  5. ตายแล้วไปสู่สุคติ

 

ข้อมูลจาก  หนังสือที่ระลึกในโอกาสถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ.วัดชิโนรสาราม วรวิหาร     กรุงเทพมหานคร

                   วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม  2563  พิมพ์เผยแพร่โดย กระทรวงวัฒนธรรม

 

****************************************************************************

โดย someone_in_somewhere

 

กลับไปที่ www.oknation.net