วันที่ เสาร์ พฤศจิกายน 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คนรุ่นไหนในสังคมไทยที่เป็น ภาระแห่งชาติ มากที่สุด


ในความพยายามหาทางออกให้กับวิกฤตของสังคมไทยวันนี้ คุณอานันท์ ปันยารชุนพบว่า อุปสรรคสำคัญคือคุณภาพและศักยภาพของผู้นำรัฐบาลที่มีข้อจำกัดอย่างมากในทักษะการสื่อสาร เนื่องจากไม่พยายามปรับตัวเข้ากับโลกที่เปลี่ยนไปตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสื่อสาร

ปัญหาคือ ในขณะที่คนรุ่นใหม่เกิดมาพร้อมกับโลกที่เปลี่ยนไปใช้ภาษาดิจิทัล คนเป็นผู้นำที่ยังใช้ภาษาเดิมคือแอนะล็อก ช่องว่างต่างวัยที่เกิดจากความไม่เข้าใจเพราะพูดกันคนละภาษาจึงมีสูง ยิ่งผู้นำปฏิเสธทีีจะนั่งเจรจาบนโต๊ะเดีัยวกันจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม โอกาสที่จะมีความแตกแยกถึงขั้นวิดกฤตรุนแรงย่อมเป็นไปได้สูงมาก  

มาดูกันว่าคนรุ่นต่างๆในสังคมวันนี้มีองค์ประกอบของช่วงอายุ (Generations) หรือ "เจน" อย่างไร...

1. คนยุคแอนะล็อก 

1.1 เจน “Builders(B)” เกิดก่อนปี 2489 มีชีวิตที่ผ่านประสบการณ์หลากหลายที่สุด ทั้งภายในประเทศ และจากโลกตั้งแต่ก่อน ระหว่าง และสงครามโลกครั้งที่สอง ผ่านยุคสงครามเย็น มาจนถึงยุคที่การเมืองไทยปลอดการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่ยาวนานที่สุด ประมาณว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ "14 ตุลา" (2516) คนอาวุโสยุน้อยที่สุดของเจน BB  (เกิดปี 2489) อายุ 27 ปี 

1.2 เจน “Baby Boomers(BB)” เกิดระหว่างปี 2490-2507 “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” (เกิดปี 2497) หรือ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”(เกิดปี 2507) จัดอยู่ในคนรุ่นนี้ แต่การที่อภิสิทธิ์เกิดปีสุดท้ายในเจนนี้ โอกาสที่จะรู้ทั้งสองภาษาอาจมีมากกว่า แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่สำคัญกว่าข้อโต้แย้งล่าสุดในทศวรรษที่ผ่านมาว่า คนเจนนี้อาจสร้างปัญหาให้บ้านเมืองมากกว่าคนเจน “B” ด้วยซ้ำ

1.3 เจน “X” เกิดระหว่างปี 2508-2524 ที่พอเข้าใจทั้งสองภาษาเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก 

2. คนยุคดิจิทัลประกอบด้วย

2.1 เจน “Y” เกิดระหว่างปี 2525-2538

2.2 เจน “Z” เกิดระหว่างปี  2539-2552 และ

2.3 เจน “Alpha(A)” เกิดหลังปี 2553 รวมทั้งที่คลอดวันนี้และพรุ่งนี้ ส่วนหนึ่งที่วันนี้อายุ 10 ขวบใกล้จะเป็นประชากรของยุคดิจิทัลเต็มตัว เพราะเรียนรู้ได้เร็วกว่าคนยุคแอนะล็อก 

ฟังจากเสียง “ให้มันจบที่รุ่นเรา” ของเจน “Y,” “Z” และ “A” ในรอบกว่า 4 เดือนที่ผ่านมา ทำให้เข้าใจว่าพวกเขาทั้งหมดเชื่อว่ามีการหลอมรวมกันคนเป็นกลุ่มเดียวกัน มีเอกลักษณ์เดียวกัน แต่ความจริงเป็นเพียงภาพลวงตา เพราะในความเป็นจริงยังมีช่องว่างระหว่างเจนที่วันนี้ยังไม่ปรากฏให้เห็นเท่านั้นเอง  

ประเด็นคือ ต่อให้ในอนาคตของทั้ง 3 เจนนี้ยังพูดภาษาเดียวกัน แต่ระหว่างเจนและภายในแต่ละเจนย่อมคิดต่างกันได้ ไม่ต่างที่จากคนเจน B, BB, X วันนี้ที่มีความเห็นไม่เป็นเอกภาพเท่าคนในยุคดิจิทัล และที่มีเอกภาพมากกว่าเพราะกำลังเผชิญวิกฤตเดียวกัน คือความไม่แน่นอนของชีวิตทางเศรษฐกิจและการเมืองในอนาคต 

เป็นวิกฤตที่มีความเข้มข้นมากกว่าคนในยุคแอนะล็อก 

ผลคือ กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างคน 2 ยุคในกรอบกรอบของปัญหาที่คนยุคแอนะล็อกเคยพบมาก่อน นั่นคือ ความ “แตกแยก” (divide) ทางความคิดที่เกี่ยวข้องกับบรรทัดฐานทางสังคม เพียงแต่ไม่รุนแรงเท่า ระหว่างยุคแอนะล็อกกับดิจิทัลที่วันนี้ใกล้ “แปลกแยก” (alienation --ส่วนใหญ่ของประชากรไม่รู้สึกว่าเป็นเจ้าของประเทศ) ก่อนไปจบที่ “แตกหัก” (destruction—ในรูปของ Failed State) 

ผู้นำสังคมในยุคเปลี่ยนผ่านจากแอนะล็อกเป็นดิจิทัลจึงต้อง

1. สามารถสื่อได้ทั้งสองภาษาในความพยายามขับเคลื่อนสังคมในกระบวนการศิวิไลซ์ (civilizing process) ไปในทิศทางที่คนทั้งสองยุคเห็นพ้องต้องกัน เป้าหมายคือการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 

2. กล้าเผชิญกับความท้าทายที่มากับคลื่นลูกใหม่ๆพร้อมกับโลกที่เปลี่ยนแปลงตามเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ก้าวไม่หยุด 

3. เชื่อว่าชีวิตคือประสบการณ์ที่มนุษย์จะเก็บเกี่ยวเพื่อปรับตัวในวิวัฒนาการของสังคมที่ยังดำเนินต่อไปไม่มีวันจบตราบเท่าที่โลกไม่หยุดหมุน 

4. มั่นใจว่าทุกปัญหาในสังคมมีทางออก และทุกทางออกหมายถึงการการได้เรียนรู้เพื่อพัฒนาการในวันข้างหน้า และ 

5. สามารถสื่อสารรู้เรื่องมิใช่เพียงกับคนในทุกเจนของสังคมเดียวกัน แต่กับคนในต่างวัฒนธรรม ต่างโลกทัศน์ ต่างอุดมการณ์ด้วย

เพราะโลกใบนี้นับวันจะแคบและเล็กลงด้วยเทคโนโลยีสื่อสารและคมนาคม จนทุกคนเสมือนเป็นสมาชิกของหมู่บ้านเดียวกัน

 
ตะโกนกันทีได้ยินตั้งแต่หัวบ้านยันท้ายบ้าน เว้นแต่จะหูหนวกหรือไม่เคยฟังใครมาแต่กำเนิด!

 

โดย อารยา

 

กลับไปที่ www.oknation.net