วันที่ อังคาร กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตำนานแห่งปอเนาะ (1)


สวนทางปืน / เนชั่นสุดสัปดาห์ (ฉ.795)

สัปดาห์ที่แล้วผู้เขียนพูดค้างไว้สองสามประเด็น ในเรื่องชุมชน เรื่องสังคมในพื้นที่สามจังหวัด สัปดาห์นี้จึงขอเพิ่มเติมอีกสักเล็กน้อย

 ประเด็นที่น่าสนใจ และมีการพูดถึงกันมากคือ ปอเนาะ หรือสถานที่ร่ำเรียนศาสนาที่มีผู้คนในสามจังหวัดให้ความสนใจเล่าเรียนกันมาก

 ในอดีตเมื่อครั้งปาตานียังเป็นศูนย์กลางใหญ่ในย่านแถบนี้ ในฐานะเป็นรัฐชายฝั่ง เป็นท่าเรือ เป็นท่าขนถ่าย และซื้อขายสินค้าของโลกแห่งหนึ่งก็ว่าได้ และเป็นยุคเดียวกันกับอิสลามที่กำลังขยายตัวไปทุกแห่ง

 เมื่อมีชาวเมือง ชาวบ้าน ผู้ปกครอง ให้ความสนใจเข้ารับอิสลามกันแล้ว จึงเกิดกระบวนการที่จะเรียนรู้ศาสนาใหม่กันมากขึ้น ประกอบกับโดยลักษณะของศาสนาอิสลาม ที่เป็นศาสนาแนวปฏิวัติมวลชน หรือจิตวิทยามวลชน จึงทำให้เกิดความกระตือรือร้นของผู้คนในสังคมเป็นพิเศษ

 จึงเกิดระบบการศึกษาศาสนาที่เรียกว่า 'ปอเนาะ' ขึ้น ซึ่งเป็นคำภาษาอาหรับ หมายถึง ที่พักประเภท Long stay โดยมีเนื้อหาคือ เมื่อที่ใดมีผู้มีความรู้ศาสนาอิสลามอาศัยอยู่ ก็จะมีผู้สนใจใฝ่หาความรู้จากที่ต่างๆ เดินทางเพื่อขอความรู้

 ด้วยยุคสมัยนั้นการเดินทางไปมาไม่ค่อยสะดวก และตำรับตำราไม่ได้มีขายกันทั่วไป จึงต้องขออาศัยบ้านผู้รู้ หรือที่เรียก 'โต๊ะครู' และค่อยๆ ขยับขยาย ปลูกสร้างที่พักกันในบริเวณใกล้เคียง และเมื่อมีคนรุ่นหลังตามมา ก็ทำให้เกิดการถ่ายทอดวิชาความรู้จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง จนเกิดระบบการเรียนการสอนเป็นระดับ และด้วยเหตุที่ผู้รู้หรือโต๊ะครูเองก็มีความถนัด หรือชำนาญกระบวนวิชาไม่เหมือนกัน จึงทำให้เกิดการไหลเวียนของผู้เรียน เช่น โต๊ะครูคนหนึ่ง อาจมีความชำนาญในหลักไวยากรณ์ภาษาอาหรับ เมื่อนักเรียนบางคนได้ร่ำเรียนจากท่านจนเกิดความเข้าใจในหลักวิชานี้ดีพอแล้ว ก็จะออกจากปอเนาะนี้ไปศึกษาต่อตามปอเนาะอื่นๆ ที่โต๊ะครูชำนาญในวิชาการด้านอื่นๆ ที่ผู้เรียนยังด้อยอยู่ และต้องการคำอธิบายที่ลึกซึ้งกว่าเดิม ซึ่งโต๊ะครูคนเดิมอาจให้ความกระจ่างได้ไม่ชัดเจนนัก
 ดังนั้น ปอเนาะแต่ละแห่ง จึงมีความโดดเด่นไม่เหมือนกัน และโดยทั่วไปผู้เรียนที่มีสติปัญญาดี มีลักษณะดี ก็มักจะได้รับการจับคู่ให้ช่วยแต่งงานกับลูกๆ ของโต๊ะครู เพื่อว่าจะได้สืบมรดกทั้งวิชาการและสถานศึกษา

 ผู้เขียนเล่ามานี้เป็นภาพรวมลางๆ ของกระบวนการเกิดปอเนาะที่นี่ ส่วนในโลกของอิสลามนั้น มีศูนย์กลางการเรียนรู้ศาสนาอิสลามอยู่สามสี่แห่ง เช่นที่เมกกะ ซึ่งเป็นสถานที่ประสูติของศาสดามูฮำหมัด และเมืองมาดีนะห์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ท่านศาสดาอพยพไปอยู่เมื่อถูกรังแกจากชาวเมืองเมกกะ และเป็นเมืองแรกที่เป็นรากฐานของรัฐอิสลาม ซึ่งบริหารจัดการโดยท่านศาสดาเอง

 อีกแห่งคือ แบกแดด ในอิรัก ซึ่งเป็นเมืองที่บรรดาผู้ปกครองอิสลามใช้เป็นเมืองหลวงในการปกครองโลกอิสลาม และในยุคต่อๆ มาก็ยังมีที่อื่นๆ อีกสักแห่งสองแห่ง เช่น เปอร์เซีย ซีเรีย ปาเลสไตน์ เลบานอน ปากีสถาน ซึ่งในแต่ละแห่งแต่ละพื้นที่ก็มีทัศนะบางเรื่องบางประเด็นที่แตกต่างกัน มีการยึดถือสำนักคิดทางปรัชญา สำนักคิดทางนิติศาสตร์ ที่แตกต่างกัน และยังมีเรื่องของผู้ปกครองบางยุคบางสมัยใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการทำให้การปกครองของตนเองเข้มแข็ง หรือแม้แต่การรุกรานดินแดนอื่นๆ ในนามศาสนา

 ฉะนั้น จึงมีการปลอมแปลงบทวจนะของศาสดา หรือน่าจะเรียกว่าเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือ การค้า โดยการอ้างว่าท่านศาสดาเคยกล่าวอย่างนั้นอย่างนี้

 เช่น ผู้ปกครองบางยุคบางสมัยชอบที่จะดื่มสุราเมามาย และไม่ชอบปฏิบัติศาสนกิจ ก็มักจะให้เหล่าบรรดาผู้รู้ราชสำนักเหล่าปุโรหิต หาเหตุผลทางศาสนาสนับสนุน จึงคิดค้นวจนะศาสดา ที่กล่าวห้ามต่อต้านผู้ปกครองและให้เชื่อฟังแม้เขาจะนำไปลงรูแย้ก็ตาม (เป็นสำนวน)

 หรือบางครั้งเพิ่มเติมบุคลิกภาพของศาสดาให้สอดคล้องกับตนเอง เช่น เมื่อถูกวิจารณ์ถึงบุคลิกภาพ ก็อ้างว่าศาสดาเองก็เคยยืนปัสสาวะริมกำแพงเมืองต่อหน้าผู้คนในตลาดที่เดินผ่านไปผ่านมา สิ่งเหล่านี้เป็นการอุปโลกน์ ขึ้นมาเพื่อทำลายเกียรติของศาสดาให้เสมอเหมือนหรือใกล้เคียงกับตนเอง หรือการขายสินค้าบางอย่าง ก็มีการอ้างว่าท่านศาสดาเคยกล่าวว่ารับประทานสิ่งนั้นสิ่งนี้จะดีต่อสุขภาพ ได้บุญ อะไรๆ ทำนองนี้ และมีเรื่องราวเช่นนี้อีกมากมายในตำราศาสนา

 จนกระทั่งในยุคหนึ่งมีการ สังคายนา บทวจนะกันใหม่ มีกระบวนการ มีนักวิชาการศาสนาหลายท่าน ทำการรวบรวมแล้วตั้งบรรทัดฐานในการคัดเลือก แต่ละคน แต่ละสำนัก ก็มีบรรทัดฐานไม่เหมือนกันอีก ขึ้นอยู่กับว่ามีทัศนะทางปรัชญาแบบไหน เช่นสำนักที่เชื่อว่า อัลลอฮ์หรือพระเจ้ากำหนดหรือลิขิตทุกอย่างไว้หมดแล้ว ก็มักจะยอมรับบทวจนะหรือบุคลิกภาพของท่านศาสดาได้เกือบทุกอย่าง และยอมรับวจนะของศาสดาที่ถูกเสนอโดยผู้ปกครองทุกชิ้นด้วย และยอมรับชะตากรรมในการอยู่ใต้การปกครองได้ง่าย

 ส่วนกลุ่มที่มีทัศนะทางปรัชญาแบบเจตนารมณ์เสรี มีความเชื่อว่ามนุษย์สามารถเลือกกระทำหรือไม่กระทำอะไรได้ คือกรรมดีกรรมชั่วมนุษย์มีส่วนในการกำหนดเอง แต่มีบางส่วนที่ถูกกำหนดโดยพระเจ้า เหล่านี้เป็นต้น

 ท่ามกลางการแผ่ขยายทั้งหลักศาสนาและดินแดนของมุสลิมในช่วงศตวรรษแรกของอิสลาม(ศตวรรษที่ 6) จึงมีสิ่งที่ติดตามไปด้วยคือ ทัศนะของเหล่าปุโรหิต และทัศนะของผู้ต่อต้านอำนาจยุคนั้น

 ข้อสังเกตง่ายๆ บรรดาเจ้าสำนักคิดทางนิติศาสตร์ หรือที่เราเรียกว่า นิกายนั้น ผู้ที่เป็นที่รู้จักในตำรา ว่าด้วยเรื่องอิสลามของประเทศไทย มักจะเคยได้ยินชื่อนิกายเหล่านี้ เช่น นิกายซาฟีอี นิกายมาลิกี นิกายฮัมบาลี และนิกายฮานาฟี แต่เรามักจะรู้น้อยมากว่าบั้นปลายชีวิตของท่านเหล่านี้ ล้วนทุกข์ทรมาน บางท่านถูกจำคุกจนเสียชีวิต บางคนถูกทำลายเกียรติ ทั้งๆ ที่คนเหล่านี้เป็นผู้รู้ที่มีชื่อเสียง
 เมื่อวันเวลาหนึ่งที่ผู้รู้เหล่านี้ได้เข้าใจสัจธรรมลึกซึ้งขึ้น และหันมาต่อต้านผู้ปกครองเพราะการทำตัวไม่อยู่กับร่องกับรอยของศาสนาพวกเขาก็จะกลายเป็นฝ่ายต่อต้าน

 นี่เป็นตัวอย่างที่พอจะมองเห็นได้ เท่าที่โลกทรรศน์ของคนไทยพอจะค้นคว้าได้ แต่หากเจาะลึกลงไปอีกในแต่ละยุค แต่ละสมัย จะเห็นภาพและกลิ่นคาวเลือดของมุสลิมฆ่ามุสลิม ผู้ปกครองเข่นฆ่าประชาชนเพื่ออำนาจของตนเองและวงศ์ตระกูล ทำให้อิสลามที่เกิดและสถาปนาการปกครองด้วยระบบคุณธรรมในยุคศาสดา เปลี่ยนไปสู่ระบอบราชวงศ์ ราชบัลลังก์ แก่งแย่งช่วงชิงเป็นธรรมดา

 ใครขึ้นมามีอำนาจ ก็แสวงหาปุโรหิต เพื่อสนับสนุนตนเอง แม้แต่บิดเบือนศาสนาก็ตาม!

(อ่านต่อตอนจบสัปดาห์หน้า)

โดย บะห์รูน

 

กลับไปที่ www.oknation.net