วันที่ พฤหัสบดี กุมภาพันธ์ 2564

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร


วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร


“วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร” หรือ “วัดราชโอรส” .. เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร และถือเป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๓ แห่งบรมราชวงศ์จักรี เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยาเดิมชื่อ “วัดจอมทอง”

ในสมัยรัชกาลที่ 2 … เมื่อครั้งรัชกาลที่ 3 ขณะทรงดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงเป็นจอมทัพไปตั้งทัพสกัดทัพพม่าที่ด่านเจดีย์สามองค์ กาญจนบุรีใน พ.ศ. 2363

เมื่อกระบวนทัพเรือมาถึงวัดจอมทอง ฝั่งธนบุรีทรงหยุดพักประทับแรมที่วัดนี้ พร้อมกับทำพิธีเบิกโขลนทวารตามตำราพิชัยสงคราม ที่หน้าวัดนี้เพื่อเป็นสิริมงคลแก่กองทัพ พร้อมทรงอธิษฐานขอให้การไปราชการทัพครั้งนี้ได้ชัยชนะ

หลังจากทรงเลิกทัพกลับพระนคร พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดจอมทองใหม่และถวายเป็นพระอารามหลวง

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยพระราชทานนามใหม่ว่า ‘วัดราชโอรส’ อันหมายถึงวัดที่พระราชโอรสทรงสถาปนา

ครั้นเมื่อถึงนยุคสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว .. เป็นยุคสมัยที่ว่างเว้นจากสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน การค้าขายกับชาวจีนเฟื่องฟู จนภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีศรัทธาแรงกล้าในพระพุทธศาสนา .. มีการสร้างซ่อมวัดขึ้นมากมายทั้งโดยพระมหากษัตริย์และขุนนาง

รวมถึงการสร้างงานศิลปกรรมแนวใหม่ขึ้นมาด้วยการนำศิลปะจีนเข้ามาผสมผสาน

วัดที่สร้างภายใต้แนวคิดนี้เป็นแห่งแรกๆ นั่นก็คือ ‘วัดราชโอรสาราม’ วัดประจำรัชกาลที่ 3 นั่นเอง

แผนผังของวัด .. มีการนำแผนผังแบบฮวงจุ้ยจีนเข้ามาใช้เป็นครั้งแรก โดยพระอุโบสถเป็นอาคารประธานของวัด หันหน้าไปทางทิศตะวันออกซึ่งเป็นคลอง

ด้านหลังเป็นวิหารพระนอนขนาดใหญ่ ขนาบสองข้างด้วยวิหารพระนั่งและศาลการเปรียญ

ซุ้มประตูแบบจีน .. มีเจดีย์โบราณทรงถะแบบจีนขนาบ 2 ข้าง แต่ยังมีการสร้างเจดีย์ทรงปรางค์ที่มุมกำแพงอยู่ เรียกได้ว่าเป็นการผสมผสานขนบแบบใหม่เข้ากับขนบแบบเก่าได้อย่างลงตัว

พระอุโบสถซึ่งเป็นอาคารประธาน .. มีลักษณะทางสถาปัตยกรรม และศิลปกรรมผสมระหว่างไทย และจีน หลังคาเป็นแบบจีนแต่มุงกระเบื้องสีแบบไทย ไม่มีช่อฟ้าใบระกา

หน้าบันก่ออิฐแบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นบนประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีต่างๆ เป็นสัญลักษณ์แห่งความมงคล ไม่ว่าจะเป็นแจกันดอกเบญจมาศ มีรูปสัตว์มงคลตามคติของจีน คือ มังกร หงส์ และนกยูง

ตอนล่างเป็นภาพทิวทัศน์มีบ้านเรือน ภูเขา ต้นไม้ และสรรพสัตว์ทั้งหลาย

.. ล้อมรอบพระอุโบสถ คือ ซุ้มเสมาทรงเกี้ยวซึ่งเป็นอีกหนึ่งประดิษฐกรรมใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3 เช่นกัน

ทวารบาล ... เป็นตุ๊กตากนะเบื้อเคลือบขนาดใหญ่ แทนการแกะสลักหรือวาดบนบานประตู ดูจากลายเสื้อซึ่งเป็นลายมังกรของตุ๊กตากระเบื้องเคลือบสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นรูปเยาวกษัตริย์ของจีน

ส่วนบานประตูด้านในวาดเป็นเซี่ยวกางหรือทวารบาลจีนโดยที่ด้านนอกเป็นบานประตูประดับมุกรูปมังกรดั้นเมฆ ซึ่งเป็นการใช้ทวารบาลซ้อนกันสองชั้น

บานประตูด้านนอกพระอุโบสถ ลงรัก ประดับมุกลายมังกรดั้นเมฆ

ล้อมกรอบด้วยลายดอกเบญจมาศสลับลายอาวุธจีน ด้านในเขียนรูปทวารบาลแบบจีน

เหนือช่องกรอบประตูหน้าต่างมี ‘กระจกโบราณ’ เป็นกระจกเงา ซึ่งเป็นสิ่งมงคลและให้ความสว่างไสว

กรอบกระจกฉลุสลักลวดลายและทำเป็นรูปหน้าปัดนาฬิกาและลวดลายต่างๆ หลายรูปแบบอย่างสวยงาม ติดไว้ช่องละ ๓ แผ่น

ภายในพระอุโบสถประดิษฐาน “พระพุทธอนันตคุณอดุลยญาณบพิตร” ..  พระพุทธรูปปางสมาธิประทับภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดลุยเดช บรมนาถบพิตร โปรดเกล้าฯ ให้ยกขึ้นประดิษฐานเหนือพระประธานเมื่อ พ.ศ. 2504

เนื่องจากที่บริเวณผ้าทิพย์ของพระพุทธรูปองค์นี้มีรูปปราสาทอันเป็นตราแผ่นดินรัชกาลที่ 3

ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวและศิลาจารึกดวงพระชันษาที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนำมาบรรจุเมื่อ พ.ศ. 2397 พร้อมกับการถวายพระนามให้พระพุทธรูปองค์นี้

ผนังภายในของพระอุโบสถ … ตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังลายเครื่องตั้งเครื่องมงคลอย่างจีน

บางช่วงมีความหมายในการให้พร ฮก ลก ซิ่ว ตามคติของจีน บนเพดานเขียนดอกเบญจมาศ ทองบนพื้นสีแดง

ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่แตกต่างจากการใช้ภาพทศชาติชาดกบ้าง พุทธประวัติ และสิ่งนี้ก็เพิ่งจะเกิดขึ้นในรัชกาลที่สามนี่เอง

บริเวณผนังระหว่างประตูหน้าต่างจะวาดเป็นภาพตำหนักจีนแทน

บางช่องมีภาพเทพเจ้าจีนด้วย เช่น นาจา แม้แต่เจ้าแม่กวนอิมก็มีนะครับ

ศิลปะสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจุดหนึ่งในศิลปะไทย ที่มีการผสมผสานศิลปะไทย กับศิลปะจีน ทั้งสถาปัตยกรรม จิตรกรรมฝาผนัง และองค์พระประธานภายในอุโบสถได้อย่างลงตัว

เป็นต้นแบบของความร่วมสมัยผสมผสานของคนโบราณ

ภายนอกพระอุโบสถก็ยังมีสิ่งสำคัญที่น่าสนใจคือ พระแท่นที่ประทับของล้นเกล้ารัชกาลที่ 3 ขณะดำรงพระอิสริยยศเป็นหมื่นเจษฎาบดินทร์

เมื่อทรงเสด็จมาทรงคุมงานและตรวจการก่อสร้าง บูรณปฏิสังขณ์วัดแห่งนี้

ศาลาราย ..

เจดีย์ทรงถะจีนแปดเหลี่ยม (สถูปเจดีย์) ... อยู่ด้านหลังพระอุโบสถ เป็นสถูปแบบจีน มีทรงเหลี่ยมซ้อนกัน ๕ ชั้น ยอดเป็นรูปทรงน้ำเต้า

ถัดมาเป้นทรงเหลี่ยมซ้อนกันเป็นชั้นๆ ในแต่ละเหลี่ยมเจาะเป็นช่อง เว้นระยะโดยรอบ ถะ 

สถูปองค์นี้ ก่อด้วยอิฐถือปูนปิดทึบ ภายนอกเป็นแผ่นหินอ่อนสลักรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า และลวดลายปะติดไว้ด้านนอก

สุสานพระธรรม ... อยู่ข้างถะ (สถูปเจดีย์หิน) มีลักษณะเป็นเก๋งจีนเรือไฟหิน

ใช้สำหรับเผาพระคัมภีร์หรือข้อเขียนทางพระพุทธศาสนา

ภายในสุสานพระธรรมประดิษฐานพระพุทธรูปแบบจีนหินสลักนูนจากแผ่นศิลา

ซุ้มเสมาทรงเกี้ยว ... ซุ้มเสมาที่ทำรูปแบบลักษณะซุ้มคล้ายอย่าง “เรือนเกี้ยว”

เป็นแบบแผนซุ้มเสมาที่เริ่มนิยมมาตั้งแต่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ เป็นต้นมา โดยซุ้มเสมานี้สร้างขึ้นด้วยหินอ่อน มีใบเสมา ๒ ใบ เรียกว่าเสมาคู่

กำแพงด้านนอกของระเบียงคด (พระระเบียงคด) .. ที่มีแผ่นแผ่นหินอ่อนจารึกตำรายาและตำราหมอนวด ติดเป็นระยะๆ จำนวนทั้งสิ้น ๙๒ แผ่น

คล้ายกับที่พบที่วัดโพธิ์ แม้จะไม่เท่ากับวัดโพธิ์แต่ก็มีมากพอสมควร

ประตูสี่เหลี่ยมแต่ทำกรอบทรงกลม ... เป็นทางเข้าสู่วิหารพระนอนที่สวยมาก

ซึ่งเชื่อกันว่าจะนำสิ่งดีงามให้แก่ผู้ที่ผ่านประตูนี้เข้ามาครั้นเมื่อเข้าไปด้านในแล้ว

แนวระเบียงคดรอบพระวิหาร .. เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปจากหลากหลายสมัยที่รวบรวมลงมาจากหัวเมืองตั้งแต่ต้นกรุง ล้อมรอบชั้นที่ 2 คือแถวเจดีย์จำนวน 32 องค์

ซึ่งเมื่อรวมกับพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ก็จะกลายเป็นตัวเลข 33 ทันที ตัวเลข 33 นี้มีจำนวนเท่ากับของเทวดาทั้งหมด 33 องค์ รวมพระอินทร์ด้วย

ดังนั้น พื้นที่บริเวณนี้จึงเป็นเหมือนการจำลองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในอีกวิธีหนึ่ง

พระวิหารพระพุทธไสยาสน์มีลักษณะภายนอกคล้ายกับพระอุโบสถ

แต่หน้าบันมีการประดับน้อยกว่าพระอุโบสถและไม่ได้ใช้กระเบื้องเคลือบแต่ใช้ปูนปั้นแล้วทาสีหรือเคลือบในเวลาต่อมาแทน โดยมีการทำรูปไก่ในกรอบวงกลมกลางหน้าบันเข้าไปด้วย

บริเวณบันไดทางขึ้นพระวิหาร มีแผงกระเบื้องเคลือบกังไสแบบจีน

ภายในมีตุ๊กตาที่คงจะแสดงถึงเรื่องราวต่างๆ น่าเสียดายที่หักพังไปมากแล้วจนไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นเรื่องอะไร

ภายในพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ ... ประดิษฐานพระพุทธรูปไสยาสน์ขนาดใหญ่ปั้น รัชกาลที่ ๔ ทรงถวายพระนามว่า “พระพุทธไสยาสน์นารถชนินทร์ ชินสากยบรมสมเด็จสรรเพชญพุทธบพิตร” 

เป็นพระพุทธไสยาสน์ที่มีสัดส่วนงดงามมาก วัดความยาวจากพระบาทถึงเปลวพระรัศมีได้ ๒๐ เมตร สูง ๖ เมตร

 

พระเขนยสี่เหลี่ยม ใต้พระเศียรซ้อน ๗ พระเขนยลงรักปิดทองประดับกระจกสีฐาน

ชุกชีประดับลวดลายสวยงาม ชั้นบนประดับปูนปั้นลายกลีบบัวรวนกลีบยาวติดกระจกสี

ที่พระบาทมีการทำลวดลายมงคล 108 ประการที่พระบาทแบบเดียวกับพระพุทธไสยาสน์วัดโพธิ์

แต่วัดราชโอรสใช้เทคนิคลายรดน้ำ ส่วนวัดโพธิ์ใช้เทคนิคฝังมุก

บานประตู และบานหน้าต่างด้านนอกประดับด้วยลายปูนปั้นที่เรียกว่า กระแหนะ เป็นรูปเลี้ยวกางแบบไทย แทนลายเทพนม ยืนอยู่บนประแจจีน

ประดับด้วยแจกันดอกเบญจมาศและพานผลไม้ เช่น ทับทิม ส้มมือ ลิ้นจี่ มังคุด และน้อยหน่า เป็นต้น

บานหน้าต่างของพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ทำเป็นรูปไม้ดัดและนก ซึ่งเป็นการวาดภาพบนหน้าต่างแนวใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำที่นี่เป็นที่แรกๆ เช่นกัน

เพดานพระวิหารเขียนลายดอกเบญจมาศ นก และผีเสื้อ สีสวยงาม และหน้าบันประดับด้วยกระเบื้องสีเป็นลายดอกเบญจมาศและรูปสัตว์มงคลของจีน เช่นเดียวกับหน้าบันพระอุโบสถ

รอบๆลานพระวิหารมีสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสองประดิษฐานอยู่ ๓๒ องค์

วิหารพระยืน ... อยู่ทางฝั่งซ้ายของพระอุโบสถ เดิมเคยเป็นอุโบสถของวัดจอมทองวัดดั้งเดิมสมัยอยุธยาก่อนจะมาเป็นวัดราชโอรสนั่นเอง

และนับเป็นส่วนที่เก่าที่สุดของวัดราชโอรสในปัจจุบัน ด้านในมี 2 ห้อง

ห้องด้านหน้าของวิหาร ... เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติขนาดใหญ่สมัยอยุธยาตอนกลางศิลปะแบบอู่ทอง อันเป็นที่มาของชื่อวิหารพระยืน

ส่วนห้องด้านในมีกลุ่มพระพุทธรูปสมัยอยุธยาหลายองค์หลากยุค

โดยมีองค์ใหญ่สุดตรงกลางเป็นองค์ประธาน

ศาลาการเปรียญหรือวิหารพระนั่ง .. อยู่ทางฝั่งขวาของพระอุโบสถ

พระประธานในศาลาการเปรียญ ... เป็นพระพุทธรูปปั้นปางประทาน พระธรรมเทศนา

พระหัตถ์ซ้ายถือตาลปัตร คือ “พระพุทธชัยสิทธธรรมนาถ” ซึ่งเป็น “พระชัยวัฒน์” ขนาดใหญ่

นอกจากนี้ภายในศาลาการเปรียญยังเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง สลักจากหิน

นอกจากนี้ยังมีลวดลายเครื่องตั้งแบบเดียวกับจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถบนหน้าต่าง

วัดราชโอรสาราม ตั้งอยู่ริมคลองสนามไชย ฝั่งตะวันตก (ฝั่งธนบุรี) และติดคลองบางหว้า ทางด้านทิศเหนือของวัด เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร

 

Ref : ขอบคุณเนื้อความบางส่วนจาก https://readthecloud.co/wat-ratchaorasaram/

http://www.dhammathai.org/watthai/bangkok/watratchaorasaram.php

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net