วันที่ อังคาร สิงหาคม 2564

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

วันที่ฉันรอคอย...


วันที่ฉันรอคอย...

         ๑...ทันทีที่รัฐบาลประกาศทั้งทางทีวีและวิทยุว่า จะเปิดให้ประชาชนชาวไทยผู้มีอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปและผู้ที่มีโรคประจำตัวอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ๗ โรค ลงทะเบียนเพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด - ๑๙ ในระบบ “หมอพร้อม” ที่จัดทำขึ้นเพื่อให้การฉีดวัคซีนเป็นไปอย่างมีระบบ โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนได้ ระหว่าง วันที่ ๑ - ๗ พฤษภาคม ๒๕๖๔  เมื่อเปิดให้จองฉีดวัคซีนวันแรก ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๔ สามีดูร้อนรนกระวนกระวายพยายามโหลดแอปหมอพร้อมเพราะตนเองอยู่ในข่ายกลุ่มเสี่ยง ๗ โรค หลังจากที่พยายามอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็สมัครได้วันและสถานที่ฉีดที่ต้องการอย่างโล่งใจ

         ในขณะเดียวกัน จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด ๑๙ ในประเทศไทยมีเพิ่มเป็นหลายคลัสเตอร์มากยิ่งขึ้น  นับตั้งแต่คลัสเตอร์จากแรงงานไทยจากท่าชิเล็ก จ. เชียงราย แรงงานแพกุ้งมหาชัย บ่อนจันทบุรี ผับไฮโซดังย่านทองหล่อ เรือนจำ โรงงาน แคมป์คนงาน และที่ต่างๆ จนจำไม่หมด และหนทางรอดทางเดียวที่คณาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับปรมาจารย์ของประเทศไทยลงความเห็นกันแล้วว่า ต้องฉีดวัคซีนที่มีให้เร็วและให้ได้ครอบคลุมประชาชนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเริ่มจากกลุ่มผู้สูงอายุและคนที่มีโรคอยู่ในกลุ่มเสียง ๗ โรคก่อน เพราะเป็นผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอกว่าวัยหนุ่มสาวและเด็ก

         ใครที่ติดตามข่าว ก็จะรู้ว่า วัคซีนที่ประเทศต่างๆ ผลิตขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับสงครามโรค  มหันตภัยร้ายครั้งนี้เป็นวัคซีนที่ผลิตขึ้นในสภาวะฉุกเฉิน โดยวิจัยและทดลองในเวลากระชั้น ดังนั้น ทุกคนย่อมมีสิทธิที่จะกลัวไม่กล้าฉีด เพราะไม่มั่นใจว่า เมื่อฉีดเข้าสู่ร่างกายเราจะมีผลตามมาอย่างไรในภายหลัง แม้แพทย์จะยืนยันว่าปลอดภัยและฉีดก่อนให้เป็นตัวอย่างก็ตาม

         ฉันฟัง อ่าน และศึกษาข้อมูลต่างๆ จากหน้าจอมือถือและคอมพิวเตอร์จนมึน พลางจินตนาการไปถึงหนังอเมริกันเรื่อง ผีชีวะ (Resident Evil) ที่ฉันชอบดูแทบทุกตอน ซึ่งเนื้อเรื่องในหนังมักเกิดขึ้นจากความผิดพลาดจากในห้องทดลองขององค์กรลับหรือฐานทัพอเมริกันที่ผลิตเชื้ออาวุธชีวภาพและผลิตยาวัคซีนขึ้นมา แต่เมื่อเชื้อโรคแพร่กระจายไปสู่ประชาชนจนทุกคนกลายเป็นซอมบี้กันทั้งเมือง ก็จะมีนางเอกสาวสวยสุดเซ็กซี่มีฝีมือเยี่ยมยุทธิ์มาปราบ ฉันจึงอดคิดหวาดหวั่นใจไม่ได้ว่า  

         “จะฉีดดี หรือไม่ฉีดดี” ฉันถามตัวเอง

         “ถ้าฉีดแล้วเกิดเป็นอะไรไปกับภูมิคุ้มกันดีๆ ของเราหละ ทำไง” ฉันก็ถามตัวเองอีก

          ฉันได้ยินสามีพูดโทรศัพท์เสียงดังราวกับตะโกนมาจากชั้นบน เมื่อมีญาติสามีที่อยู่ต่างจังหวัดโทรมาถามสามีเรื่องฉีดวัคซีน ญาติเขาบอกว่าจะไม่ฉีดเพราะกลัวจากที่ได้ฟังข่าวที่ส่งกันมาในไลน์

         “หมอบอกแล้วว่า ฉีดวัคซีนแล้วจะปลอดภัย ฉีดแล้วไม่ใช่ไม่ติดเชื้อ แต่หากติดเชื้ออาการจะไม่รุนแรง จะไม่ตาย ผมไม่อยากตาย ผมเชื่อหมอ ผมสมัครหมอพร้อมแล้ว” สามีส่งเสียงดังไปทางโทรศัพท์ให้คนที่ปลายสายเข้าใจชัดเจน  จากนั้น สามีลงมาจากชั้นบน แล้วถามฉันอย่างเป็นห่วง

         “แล้วเธอสมัครได้หรือยัง”

         “ยังเลย” ฉันตอบ พลางนั่งทำใจเย็นๆ ไม่รีบร้อนที่จะสมัคร เพราะยังไม่แน่ใจว่าจะฉีดดีหรือไม่ฉีดดี แต่ในขณะเดียวกันก็ไลน์ไปถามเพื่อนทั้งรุ่นอายุเท่ากัน รุ่นน้อง และรุ่นอายุมากกว่า

         ฉันนั่งดูไลน์เพื่อนๆ อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ในกลุ่มไลน์เพื่อนๆ ที่เป็นศิษย์เก่านักเรียนในโครงการแลกเปลี่ยนของสหรัฐเมริกา หรือที่เรียกว่า เอเอฟเอส (American Field Service) เห็นว่าทุกคนสมัครฉีดวัคซีนในแอปหมอพร้อมเรียบร้อยแล้ว และต่างโชว์ภาพหน้าแอปหมอพร้อมที่มีการยืนยันวันเวลานัดฉีดวัคซีนมาในไลน์ ยกเว้นฉันที่ตกขบวนอยู่คนเดียว

         ฉันเริ่มประหวั่นใจ จึงลองเข้าค้นหาแอปหมอพร้อมในกูเกิล ซึ่งมีหลายแอปที่หน้าแอปคล้ายๆ กับหมอพร้อม บางแอปก็เป็นของโรงพยาบาลเอกชน ทำให้ฉันไม่แน่ใจว่าจะเป็นแอป ปลอมหรือไม่ จึงโหลดแอปหมอพร้อมที่เพื่อนๆ ส่งมาจะชัวร์กว่า แต่มือถือเก่าๆ ราคาถูกของฉันขึ้นข้อความว่า

         “พื้นที่ในเครื่องไม่เพียงพอ คุณต้องลบไลน์และเฟสบุคก่อน” ฉันเลยหยุด เพราะถ้าให้ฉันลบพื้นที่ไลน์และเฟสบุค เป็นเรื่องใหญ่แน่

         สามีมาถามอีก เมื่อฉันบอกว่ามีปัญหากับเครื่องโทรศัพท์ เขาก็เลยบอกให้ใช้มือถือของเขาสมัครแอปหมอพร้อม แต่ก็ปรากฏว่า แม้จะโหลดแอปหมอพร้อมใหม่ ก็จะขึ้นหน้าแอปหมอพร้อมของสามีซึ่งยืนยันวัดนัดแล้ว สามีจึงบอกกับฉันว่า...

         “เดี๋ยวออกเงินให้เอาไหม ไปซื้อมือถือใหม่ เธอจะได้สมัครแอปหมอพร้อมได้”

         “ไม่ต้องซื้อหรอก เดี๋ยวค่อยไปสมัครกับเจ้าหน้าที่ที่โรงพยาบาลรามา วันที่หมดนัด” ฉันคิดว่า หากเข้าแอปหมอพร้อมไม่ได้ ก็จะไปสอบถามและสมัครด้วยตนเองที่โรงพยาบาลรามา ซึ่งฉันจะมีนัดหมออยู่อีกไม่กี่วันอยู่แล้ว ตามที่ได้ยินประกาศของทางการว่า หากสมัครทางแอปหมอพร้อมไม่ได้ ก็ให้ไปสมัครกับโรงพยาบาลหรือหน่วยงานของสาธารณสุขได้

          ใกล้เที่ยงแล้วฉันลองเข้าแอปหมอพร้อมอีกครั้ง ก็ยังไม่ได้สักที ฉันจึงโทรไปหาเพื่อนของฉันที่ชื่อ “วินัย” ซึ่งเป็นคนใต้ชาวนครศรีธรรมราชและเป็นนักเรียนศิษย์เก่าเอเอฟเอสรุ่น ๑๔เหมือนกัน ต่อมาเขาได้เปลี่ยนชื่อเป็น "ณัฐพล" แต่ฉันก็มักจะเรียกชื่อเดิ้มของเขา เราเจอหน้ากันหลังสุดตอนเลี้ยงพบปะสังสรรค์เลี้ยงรวมรุ่นที่จังหวัดตรังเมื่อราวห้าปีที่แล้ว แม้ไม่ได้เจอกันอีก แต่ก็ติดตามข่าวคราวของเขากันในไลน์กลุ่มเวลาที่เขาไปเที่ยวหรือไปทำบุญที่ไหนมา ฉันถามเขาว่า เขาทำอย่างไรถึงเข้าแอปหมอพร้อมได้   เราพูดภาษาใต้กัน 

 วินัย คือ คนที่ยืนซ้ายมือสุดเสื้อสีฟ้า เมื่อครั้งไปเลี้ยงรวมรุ่นที่ จ. ตรัง

          “ลองเข้าหมอพร้อมโดยใช้แอปอันนี้แลตะ แรกเช้าผมก็ใช้แอปอันนี้แหละ ก็สมัครได้เลย แต่ถ้าเข้าแอปไม่ได้ ลองเข้าไลน์หมอพร้อมก็ได้” วินัยบอกมาทางโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงที่ฟังแล้วอบอุ่นใจ พร้อมกับส่งคิวอาร์โค้ดไลน์หมอพร้อมมาให้ฉันลองสมัครดู เขาเป็นคนที่มีน้ำใจกับเพื่อนๆ เสมอ ทำให้ฉันรู้สึกมีหวัง

         “ยังเข้าไม่ได้ทีนิ พอกดตรวจสอบข้อมูล มันก็หมุนติ้วๆ” ฉันบอกวินัย

         “เธอลองเลือกเดือนมิถุนายน ต้องเป็นปลายเดือนแล้วล่ะ พฤษภาคมคงเต็มแล้ว” วินัยไลน์บอกฉัน เพราะน่าจะมีคนจองคิวในระบบมากขึ้น

         “ยังหมุนติ้วอยู่เลย เปิดทุกครั้ง บอกว่ากำลังประเมินผล” ฉันไลน์บอกวินัยในวันนั้น

         ต่อมาวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๖๔ ฉันลองสมัครหมอพร้อมใหม่ โดยแอดไลน์กับไลน์หมอพร้อมตามที่วินัยส่งคิวอาร์โค้ดมาให้ คราวนี้ ฉันแอดไลน์กับหมอพร้อมได้สำเร็จโดยไม่มีปัญหาเรื่องพื้นที่ในมือถือ ฉันดีใจมากรีบไลน์ไปบอกวินัย ซึ่งวันนี้เขากำลังไปหาหมอที่โรงพยาบาลทรวงอก นนทบุรี ว่า

         “ฉันลองแอดไลน์กับหมอพร้อมได้แล้วหละ และลงทะเบียนทางไลน์ กรอกข้อมูลไปแล้ว เลือกโรงพยาบาลรามาที่รักษาประจำ พอเลือกวัน ยังไม่ได้รับคำยืนยัน รอเขาตอบกลับมา” ฉันบอกกับวินัย แล้วถามต่อว่า

         “เธอหาหมอแล้ว พันปรือมั่ง วันนี้” ฉันถามถึงอาการของวินัย ซึ่งทราบว่าเขาปีนขึ้นไปรดน้ำต้นไม้ แล้วพลัดตกจากบันไดแขนบาดเจ็บ

         “หมอสงสัยว่า เส้นเอ็นจะมีปัญหา ไม่รู้อักเสบหรือเปล่า เพราะแขนยกไม่ได้เลย หมอสั่งให้ทำ MRI ต่อครับ เพราะเอ็กซเรย์ไม่ชัดเจน” วินัยตอบในไลน์

         “เธอไปทำ MRI ตามหมอว่า นั่นแหละ ดีแล้ว จะเห็นชัดเจน” ฉันไลน์บอก

         “จ้า ขอบคุณครับ” วินัยตอบ ก่อนที่จะเราจะหยุดสนทนาไว้แค่นั้น

         วันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๖๔  ฉันเปิดดูไลน์หมอพร้อมแต่เช้า แล้วฉันรีบไลน์ไปหาวินัย อีก หลังจากที่ฉันสมัครทางไลน์หมอพร้อมเมื่อวันที่ ๓ พ.ค.

         “ไชโย วันนี้ ไลน์หมอพร้อมที่เราสมัครที่โรงพยาบาลรามา พอฉันจะเข้าไปจองวัน ก็มีเดือนกรกฎาคมแล้ว เดือนพฤษภาคม มิถุนายน คงหมดคิวแล้ว เราก็เลยจองวันที่ ๒๒ ก.ค. ได้เรียบร้อยแล้ว” ฉันบอกวินัย

         “ขอบคุณนายมากนะ ที่ช่วยแนะนำ” ฉันขอบคุณเขาอีกครั้ง ที่ส่งคิวอาร์โค้ดไลน์หมอพร้อมให้ จึงทำให้ฉันสมัครจองคิวฉีดวัคซีนได้สำเร็จ

         “นายฉีด วันไหนคะ” ฉันถามถึงวันที่วินัยจะฉีดวัคซีนบ้าง

         “วันที่ ๗ มิถุนายน ผมสมัครแอปหมอพร้อมตั้งแต่วันแรก ก็ได้วันแรกที่เขาฉีดเลยครับ” วินัยบอกว่า เขาสมัครวันแรก คือ วันที่ ๑ พฤษภาคมที่ให้เปิดจองคิว และได้คิววันแรกที่เปิดทำการฉีด คือวันที่ ๗ มิถุนายน นั่นเอง

 

         ๒...หลังจากที่ฉันได้รับการยืนยันจากหมอพร้อม ว่า... วันที่ฉีด ๒๒ กรกฎาคม เวลา ๑๐.๐๐ น. สถานที่ โรงพยาบาลรามาธิบดี ตามที่ฉันระบุเลือก ฉันนับคร่าวๆ จากวันที่ ๕ พฤษภาคม จนกว่าจะถึงวันที่ ๒๒ กรกฎาคม เป็นเวลาอีกสองเดือนกว่า หรือ ๗๗ วัน

         ทุกเช้า ...ฉันตื่นมาเปิดอ่านไลน์ ฉันจะดูไลน์หมอพร้อมทุกวันว่ายังมีชื่อฉันอยู่ไหมเหมือนหญิงสาวที่เฝ้าคอยดูชายหนุ่มที่มีนัดกันไว้ สามีบอกว่า อีกนานหลายวันกว่าที่ฉันจะได้ฉีดวัคซีน ฉันควรจะได้ฉีดให้เร็วกว่านั้นเพื่อความปลอดภัย เขาบอกให้ฉันลองเปิดเลือกวันใหม่ เผื่อจะมีวันอื่นที่เร็วกว่านั้น เมื่อฉันลองเข้าไปเปลี่ยนแปลงวันฉีด ก็จะมีสถานที่ฉีดเป็นที่โรงพยาบาลอื่นที่ไม่ใช่โรงพยาบาลรามา ฉันจึงไม่เอา ด้วยฉันใจเดียวรักเดียวจะฉีดที่รามา

         กลางเดือนพฤษภาคม สามีทำงานที่กระทรวงสาธารณสุข จึงเลือกที่จะฉีดวัคซีนในโควต้าของหน่วยงานซึ่งเร็วขึ้นกว่าคิวที่เคยลงทะเบียนหมอพร้อมไว้ และฉีดที่โรงพยาบาลบำราศนราดูรใกล้ที่ทำงานสะดวกดี เมื่อได้ฉีดวัคซีนแล้ว ฉันถามสามีว่าเป็นอย่างไรบ้าง เขาบอกฉันว่า

         “ไม่เจ็บเลย แทบไม่รู้สึกว่าพยาบาลแทงเข็มที่แขน นึกว่ายังไม่ได้ฉีด พยาบาลมือเบามากๆ” เขาบอกด้วยใบหน้ายิ้มเริงร่าพร้อมถลกแขนเสื้อโชว์หัวไหล่แขนซ้ายที่ปิดพลาสเตอร์เล็กๆ เอาไว้

         สามีฉีดวัคซีนแล้ว กลับมาถึงบ้านวันแรกไม่มีอาการอะไร แต่พอตกเย็นวันที่สอง เขามีอาการไข้ขึ้นเหมือนเป็นไข้หวัดใหญ่ ไม่มีน้ำมูก ตัวร้อนมากจนต้องคอยเอาผ้าขนหนูชุบน้ำเช็ดตัว ตอนแรกคิดว่าเป็นอาการข้างเคียงสักสองสามวันแล้วคงหาย แต่ที่ไหนได้มีอาการไข้ตัวร้อนหัวขวิดหัวตุงอยู่ถึง ๑๒ วัน ฉันจึงตัดสินใจพาสามีไปหาหมอที่โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษกใกล้บ้าน หมอบอกว่าอาการข้างเคียงอาจมีได้อย่างมากถึง ๑๔ วัน แล้วก็ให้ยาพาราเซ็ตตามอลมากิน หลังจากนั้นวันต่อมาอาการก็ค่อยๆ เป็นปกติ

         เวลาแห่งการรอคอยผ่านไปหนึ่งเดือน ในขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นทุกวันและได้ยินข่าวการแพร่ระบาดหลายคลัสเตอร์หลายพื้นที่ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ...ในระหว่างนั้น ฉันก็ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังด้วยใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ กลัวโควิดจะกินปอด ดูแลตัวเองตามคำแนะนำของแพทย์ ด้วยการอยู่แต่ในบ้าน ออกไปนอกบ้านเท่าที่จำเป็น ทำอาหารปรุงกินเองเท่าที่ทำได้จนน้ำหนักเพิ่ม ล้างมือบ่อยๆ ใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาเมื่อออกไปนอกบ้าน และเว้นระยะห่างจากผู้คน  ในขณะที่ล็อกดาวน์ตัวเองอยู่ในบ้าน เวลาของฉันในแต่ละวันหมดไปกับการทำความสะอาดบ้าน เช็ดขี้ฝุ่น ถูบ้านทั้งชั้นบนและล่าง ล้างห้องน้ำ ล้างพัดลมทุกตัว ล้างมุ้งลวด บ้านฉันมีหน้าต่างเยอะ มุ้งลวดก็เยอะมากด้วย ล้างกันแทบลมใส่ บางวันก็ปลูกต้นไม้บ้าง หากวันไหนสมองมีอารมณ์สุนทรี  ก็เขียนบล็อก ฮาๆ แล้วเดือนพฤษภาคมก็ผ่านไปอย่างรอดปลอดภัย...เฮ้อ...โล่งอกไปที

 

         ๓...เดือนมิถุนายน...เช้าวันที่ ๖ พอฉันเปิดอ่านไลน์กลุ่มเพื่อนเอเอฟเอส รุ่น ๑๔ ฉันแทบจะช็อค เมื่อได้ทราบข่าวการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของวินัย ฉันรู้สึกใจหายวาบเพราะฉันเพิ่งโทรคุยกับเขาอยู่เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม และเขาเป็นคนส่งคิวอาร์โค้ดไลน์หมอพร้อมให้ฉันสมัคร ฉันถึงลงทะเบียนฉีดวัคซีนได้ วินัยจากไปหนึ่งวันก่อนที่เขาจะถึงวันฉีดวัคซีน ในวันที่ ๗ มิถุนายน ซึ่งเป็นวันแรกของผู้ที่จองโดยการลงทะเบียนหมอพร้อม

         ในยามที่โควิดระบาดหนักหน่วง ไม่มีใครกล้าออกจากบ้านไปไหน ๆ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ  เมื่อมีงานศพของเพื่อน ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็จะไปร่วมงานกันเยอะ แต่ในสถานการณ์โรคโควิดระบาดเช่นนี้ เพื่อน ๆ หลายคนไม่สะดวกและคิดว่าจะโอนเงินร่วมทำบุญมอบให้เจ้าภาพ และมีเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มอาสารับเป็นตัวแทนรุ่นไปร่วมงานวินัย สำหรับฉันบอกกับตัวเองว่า “ไม่ว่าจะอย่างไร ฉันจะไปงานศพวินัย ฉันอยากจะไปขอบคุณเขา” งานศพของวินัยกำหนดการตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่วัดชลประทานรังสฤษดิ์ จ. นนทบุรี ระหว่าง ๖-๙ มิถุนายน ๒๕๖๔ ฉันบอกกับสามีว่า

         “เพื่อนของฉัน คนที่โทรถามเรื่องลงทะเบียนแอปหมอพร้อมวันก่อน เขาเสียชีวิตแล้วนะ วันนี้ฉันจะไปงานศพเขานะคะ”

         ท่ามกลางสายฝนโปรยปรายในฤดูฝนแห่งเดือนมิถุนายน ฉันสวมใส่เสื้อผ้าไหมและซิ่นสีดำขับรถจากบ้านตรงไปแยกปากเกร็ด แม้ว่าฉันจะไม่เคยไปวัดชลประทานฯ แต่ฉันคิดว่าคงหาไม่ยาก

         สายลมฝนพัดเย็น ฉันเดินกางร่มฝ่าฝนจากที่จอดรถไปยังศาลา ๔  และแล้วฉันก็ได้กล่าวขอบคุณกับวินัยเพื่อนผู้จากลาโลกนี้ไป “ขอให้ดวงวิญญาณของเพื่อนสู่สุขคติในสัมปรายภพเถิด”

 ฉันกราบพระประธานในโบสถ์วัดชลประทานฯ ก่อนกลับ

 

         ๔...ย่างเข้าเดือนกรกฎาคม...ฉันเฝ้ารอคอยวัน ที่ ๒๒ อย่างใจจดใจจ่อ ยิ่งใกล้วันฉันยิ่งตื่นเต้น คิดไปว่า หากฉีดแล้วฉันจะมีอาการข้างเคียงอะไรหรือไม่ ฉันไม่ได้กลัวเข็มฉีดยา...ฉันเคยฉีดวัคซีนเมื่อตอนเด็กๆ เวลาที่เราไปโรงเรียน วันที่จะมีการฉีดวัคซีน พวกเราไม่มีใครรู้ล่วงหน้า ฮาๆ ถ้ารู้ก็จะขาดเรียนนะสิ ฉันจำได้ว่า... จะมีเจ้าหน้าที่อนามัยใส่ชุดสีฟ้ามาฉีดวัคซีนให้ สมัยก่อนเข็มฉีดยายังไม่ได้ใช้แล้วทิ้งเหมือนปัจจุบัน แต่เป็นเข็มฉีดยาที่ใช้แล้วเอาไปต้มแล้วนำกลับมาใช้อีก เมื่อเจ้าหน้าที่อนามัยมาฉีดวัคซีน เราจะได้กลิ่นฉุนๆ ของน้ำต้มเข็มฉีดยาและเสียงของเข็มที่หมออนามัยคีบขึ้นมาจากหม้อต้มมาใส่ในถาดสแตนเลสเสียงดังแก๊งๆ  ให้รู้สึกหวาดเสียวไส้ก่อนจะถึงคิวฉันซึ่งยืนอยู่ในแถว

         มีการฉีดวัคซีนครั้งหนึ่งในชีวิตที่ฉันไม่เคยลืม เมื่อตอนที่ฉันทำงานเป็นครูสอนภาษาในศูนย์อพยพผู้ลี้ภัยชาวลาว ที่จังหวัดหนองคาย (ว่างๆ จะเล่าให้ฟัง) วันนั้นมีหมออนามัยและพยาบาลมาบริการฉีดวัคซีนสองชนิด อันหนึ่งเป็นวัคซีนป้องกันบาดทะยักและอีกอันหนึ่งฉันจำไม่ได้ หลังจากที่เด็กนักเรียนของฉันก็คือผู้อพยพชาวลาวฉีดกันหมดแล้ว ฉันก็อยากจะฉีดด้วย ฉันถามพยาบาลว่าฉีดทีเดียวสองชนิดได้ไหม ได้รับคำตอบว่า “ฉีดสองชนิดได้” ฉันจึงขอฉีดวัคซีนสองชนิดทั้งแขนซ้ายและขวา เพราะเชื่อว่าตัวเองแข็งแรงดี และจะได้ป้องกันให้ปลอดภัย เพราะการทำงานในศูนย์ผู้อพยพย่อมจะมีโรคภัยได้ จึงฉีดสองเข็มในครั้งเดียวกัน

         เมื่อฉีดเสร็จภายในไม่ถึงสิบนาที ฉันเดินกลับมานั่งที่แคร่ไม้ไผ่ในห้องพักครู ฉันก็รู้สึกร้อนผ่าวทั้งตัว หัวใจเต้นแรงเหมือนกำลังจะสิ้นใจ ฉันหันไปเห็นเพื่อนอาจารย์ผู้ชาย ชื่อ “จิม” ยืนอยู่ใกล้ๆ ฉันบอกกับอาจารย์จิมว่า

         “อย่าไปไหน อยู่ข้างๆ ฉัน ช่วยด้วย ฉันกำลังจะตาย” ฉันรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ และฉันอยากให้มีใครสักคนอยู่ใกล้ฉัน ตอนที่ฉันกำลังจะหมดลม แต่ดูเหมือนอาจารย์จิมจะไม่เข้าใจความรู้สึกของฉัน คิดว่าฉันพูดเล่น และแล้วฉันก็รู้สึกว่านัยน์ตาดับมืดและฉันก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย ฉันมารู้สึกตัวอีกที ไม่รู้ฉันหมดสติไปนานเท่าไหร่ ฉันดีใจมาก “ เออ ฉันยังไม่ตาย” แต่ก็เป็นประสบการณ์เกี่ยวกับกันฉีดวัคซีนที่ฉันไม่เคยลืม

 

         ๕...ยิ่งใกล้ถึงวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ฉันดีใจมากที่จะได้ฉีดวัคซีนแล้วหลังจากรอมานาน ฉันคิดว่ามีคนอื่นอีกมากมายที่ยังไม่ได้ฉีด ฉันรออย่างไม่บ่นโวยวาย ไม่ด่าใคร ไม่เชื่อข่าวปลอม (fake news)  เพราะฉันคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาเมื่อประเทศไทยมีจำนวนประชากรมากเกือบ ๗๐ ล้านคน มากกว่าจำนวนวัคซีนที่มีขณะนี้ ซึ่งทั่วโลกกำลังต้องการ เราก็ต้องรอ ที่สำคัญ ในขณะที่รอ เราก็ต้องดูแลตัวเองให้แข็งแรงและปฏิบัติตัวตามที่หมอแนะนำอย่างเคร่งครัดด้วย

         จะเห็นว่าตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา รัฐบาลได้รับวัคซีนเพิ่มมากขึ้น และจะทยอยได้มาเพิ่มอีก รัฐจึงได้จัดให้มีการจองฉีดวัคซีนหลายแห่งมากขึ้น และยังมีการฉีดโดยเปิดให้เดินเข้าไปสมัครได้ด้วย ยิ่งผู้สูงอายุก็เปิดให้ฉีดได้โดยไม่ต้องลงทะเบียนก็มี นับว่าสะดวกมากขึ้น ประชาชนก็ดูเหมือนจะเข้าใจมากขึ้นว่า การฉีดวัคซีนเป็นหนทางที่จะรอดปลอดภัยเมื่อมีการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้เร็ว จึงหลั่งไหลมาฉีดวัคซีนอย่างมืดฟ้ามัวดินอย่างน่าชื่นใจกว่าก่อนหน้านี้

         อีกสองวันจะถึงวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ฉันมีอาการคล้ายจะเป็นไข้ ตัวร้อนๆ และท้องเสีย

         “บ้าจริง ทำไมต้องมาไม่สบายตอนนี้ด้วย จะฉีดวัคซีนอยู่แล้ว” ฉันบ่นกับตัวเองแต่ก็รีบกินยาพาราเซ็ตตามอลและดื่มน้ำอุ่นเยอะๆ จนเหงื่อท่วมตัว

         ฉันท้องเสียสองวัน ยังไม่หยุดเลย “พรุ่งนี้จะไปฉีดยาแล้ว ฉันจะทำยังไงถ้ายืนรอคิวฉีดยาแล้วปวดท้อง” ฉันคิดและกินยาพาราเซ็ตตามอลหนึ่งเม็ดแล้วรีบนอนแต่หัวค่ำ เพราะพรุ่งนี้เช้าจะไปฉีดวัคซีน ฉันต้องเตรียมตัวให้พร้อม ราวกับจะไปเจอกับชายหนุ่มแปลกหน้าที่รอจะเห็นหน้ากันหลังจากรอมานานแรมสองเดือน

         วันที่ ๒๒ กรกฎาคม..วันที่ฉันรอคอย ก็มาถึง ฉันยังท้องเสียเข้าห้องน้ำอีกสามครั้งก่อนจะออกจากบ้านไปโรงพยาบาลรามา ฉันมีคิวตอน ๑๐.๐๐ น. ฉันจึงรีบไปถึงก่อนตอน ๙ โมงเช้า

         ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ตึกเก่า ฉันเดินผ่านร้านเอสแอนด์พีไปตึกด้านหลังติดริมถนนรถไฟ พอไปถึงก็เห็นผู้คนยืนห่างๆ หลายคนแต่ไม่แน่นมาก เพราะน่าจะมีแต่คนที่มาตามคิวนัดหมอพร้อมของรามา ฉันแจ้งเจ้าหน้าที่ว่ามาฉีดวัคซีนตามนัด เจ้าหน้าที่บอกให้นั่งสแกนคิวอาร์โค้ด (ฮาๆ ฉันซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่แล้ว) และกรอกข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติการสัมผัสโควิด ซึ่งฉันก็ตอบ “ไม่ใช่” ทุกคำตอบ

         จากนั้นก็เข้าไปด้านในเป็นห้องโถงชั้นล่างที่โล่งโปร่ง อากาศไม่ร้อน มีพัดลมตัวใหญ่ๆ หลายตัว ฉันเห็นมีพยาบาลและเจ้าหน้าที่หลายคนที่โต๊ะทำงานนั่งเป็นแถว แต่ละจุดทำงานเป็นระบบมาก ฉันเดินไปตามจุดตรวจเช็คชื่อกับบัตรประจำตัวคนไข้ของรามา แล้วฉันก็ได้บัตรคิวมา หมายเลย ๓๑๓ ฉันนึกในใจว่า “โอ้โห คิวตั้งสามร้อยกว่า”

         แต่ปรากฏว่าพอฉันเดินถือบัตรคิวเข้าไป พยาบาลบอกฉันว่า  

         “เชิญฉีดที่ห้อง ๒ ได้เลยค่ะ”

          ฉันนั่งมองดูเข็มฉีดวัคซีนที่หัวไหล่ซ้าย เข็มเล็กนิดเดียว ไม่ใหญ่เหมือนเห็นในทีวี ไม่เจ็บเลย คุณพยาบาลมือเบามากๆ จากนั้นก็มานั่งที่เก้าอี้ซึ่งจัดไว้เป็นแถวห่าง มีหลายคนที่ฉีดแล้วนั่งรอดูอาการ  เมื่อครบ ๓๐ นาที ก็จะมีเจ้าหน้าที่เอาบัตรนัดฉีดครั้งต่อไปมาให้ เป็นอันว่าจบสิ้นขั้นตอนการฉีด ฉันต้องขอขอบคุณพยาบาลที่ฉีดและเจ้าหน้าที่ทุกคนด้วย

          ฉันใช้เวลาฉีดและนั่งรอรวม ๔๕ นาที ก็กลับบ้าน ...และฉันก็โชคดีมาก ที่ไม่เจ็บตอนฉีด ไม่ปวดที่แขนหรือหัวไหล่ วันรุ่งขึ้นฉันก็เป็นปกติดีไม่มีอาการข้างเคียงเลย และที่น่าแปลก อาการไข้ตัวร้อนและท้องเสียที่เป็นอยู่ก่อนก็หายไปหมดเลยหลังฉีดวัคซีน...

         ขอให้ทุกท่านฉีดวัคซีนนะคะ  "ถกแขนเสื้อเพื่อชาติ"  ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อใดก็ได้เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและคนที่เรารัก เราจะฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน ..เราต้องรอด...ประเทศไทยต้องรอด...

        ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง ค่ะ

๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๔

 

 

โดย Chaoying

 

กลับไปที่ www.oknation.net