วันที่ ศุกร์ กันยายน 2564

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โลกเก่ากับโลกใหม่ ในระดับควอนตัม


เราอาศัยอยู่ในโลกควอนตัมที่ทุกสิ่งจะมีความน่าจะเป็นที่แยกออกเป็นสองทางคือ ขั้วบวกและขั้วลบ ซึ่งความหมายของความน่าจะเป็นในระบบควอนตัมหมายถึง ความน่าจะเป็นระหว่างขั้วบวกและขั้วลบอย่างใดอย่างหนึ่ง และหรือไม่ใช่ความน่าจะเป็นระหว่างขั้วบวกและขั้วลบอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ไป/ใช่ทั้งสองทางและไม่ไป/ไม่ใช่ทั้งสองทางในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—>สิ่งเดียวกันใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—>เวลาเดียวกันใช่และไม่ใช่เวลาเดียวกันในเวลาเดียวกัน

 

ในทางวิทยาศาสตร์โลกเก่า = จิตนาการทางความคิด (จิตและไม่ใช่จิตโลกใหม่ = จิตนาการทางความรู้สึก(จิตและไม่ใช่จิตทั้งสองส่วนจะมีการสร้างจิตนาการเหมือนกัน แต่ภายใต้ความเหมือนกันกลับมีความแตกต่างกันที่เริ่มต้นตั่งแต่ไม่แตกต่างไปจนถึงแตกต่างกันอย่างชัดเจนและอย่างสิ้นเชิง เรียกปรากฎการณ์นี้ว่า "เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาวหรือ "ผีเสื้อขยับปีกทำให้เกิดพายุ" (butterfly effect) ยกตัวอย่างเช่น การส่องกระจก หรือ ไฟฟ้ากระแสตรง กับ ไฟฟ้ากระแสสลับ 

 

ความคิด = ไฟฟ้ากระแสตรง

ความรู้สึก = ไฟฟ้ากระแสสลับ

  • ที่ในระดับปกติ (ควอนตัมมหภาคความคิดสามารถควบคุมและชี้นำความรู้สึกได้ และในขณะเดียวกันและหรือในทางกลับกันความรู้สึกก็สามารถควบคุมและชี้นำความคิดได้เช่นเดียวกัน (พลังงานเท่ากับ 0 และ 0/1)
  • ที่ในระดับไม่ปกติ (ควอนตัมอนุภาคทั้งความคิดและความรู้สึกต่างก็มีความสามารถและไม่มีความสามารถในการควบคุมและชี้นำทั้งภายในและภายนอกตัวเองและภายในและภายนอกกันและกัน (-1   +1 หรือ การเดินทางข้ามเวลา หรือ อุโมงค์ควอนตัม)

 

ซึ่งในระดับควอนตัมความปกติหรือระดับปกติจะแยกเป็นสองทางคือ ปกติและไม่ปกติ และในขณะเดียวกันและหรือในทางกลับกันความไม่ปกติหรือระดับไม่ปกติก็จะมีทางแยกเป็นสองทางคือ ไม่ปกติและปกติ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีสองด้านอยู่ทั้งภายในและภายนอกตัวเองและมีสองด้านอยู่ทั้งภายในและภายนอกกันและกัน เมื่อรวมทั้งหมดเข้าด้วยกันเราจะได้จำนวนเต็ม 3 จำนวนคือ -1   1+ ทั้งภายในและภายนอก 0 จะมีค่าอยู่สองค่าและไม่ใช่สองค่าที่มีการซ้อนทับและพัวพันกันอยู่ 

 

การซ้อนทับใช่และไม่ใช่การซ้อนทับในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน —>สิ่งเดียวกันใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—>เวลาเดียวกันใช่และไม่ใช่เวลาเดียวกันในเวลาเดียวกัน” 

ความพัวพันใช่และไม่ใช่ความพัวพันในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน —>สิ่งเดียวกันใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—>เวลาเดียวกันใช่และไม่ใช่เวลาเดียวกันในเวลาเดียวกัน

 

โลกและมนุษย์คือ กระจกเงาของกันและกัน ซึ่งถ้าหากพิจารณาอย่างละเอียดจะเห็นว่า สิ่งที่สะท้อนออกมาจากกระจกเงาไม่ได้มีเพียงส่วนที่แสดงออกกลับด้านกันอยู่เท่านั้น แต่ยังมีส่วนที่แสดงออกตามสิ่งที่มีอยู่/เป็นอยู่ซ่อนอยู่/ซ้อนทับอยู่อีกด้วย และภายในส่วนที่ซ่อนอยู่/ซ้อนทับอยู่ก็ยังมีส่วนที่พัวพันกัน/ไขว้กันอยู่ทั้งภายนอกและภายในรวมอยู่ด้วย ภายใต้ภาพๆเดียวที่สะท้อนออกมาจากเงาของเราเองแสดงถึงมิติที่มีทั้ง 2มิติ และ สาม/สี่มิติของความกว้าง ยาว สูง(ลึก) + เวลา (มีและไม่มีที่แยกออกเป็นสามวงกลมคือ วงกลมที่ม้วนออกสู่ภายนอกและวงกลมที่ม้วนเข้าสู่ภายใน และวงกลมที่อยู่ระหว่างภายนอกและภายใน (สภาวะกึ่งภายในกึ่งภายนอกเช่นเดียวกันกับการทำงานระหว่างความรู้สึก-ความคิด และ ความคิด-ความรู้สึก (สมองส่วนหน้า สมองส่วนกลางและสมองส่วนท้าย กับ DNA และ RNA) ที่แต่ละส่วนจะมีกระบวนการทำงานเป็นของตัวเองและเป็นของกันและกัน เช่นเดียวกันกับโลก สรรพสิ่ง และเวลา ที่การเกิดขึ้นของสิ่งต่างๆจะถูกเชื่อมโยงถึงกันผ่านสามกระบวนการหลักคือ หลักการซ้อนทับ (superposition principle) ความพัวพันกัน (entanglement) และความไม่อาพันธ์เชิงควอนตัม (quantum decoherence) ซึ่งกระบวนการท้ายสุดจะมีความสำคัญมากที่สุด ซึ่งจะมีทั้งความยากที่สุดและง่ายที่สุดในการทำให้เกิดมีขึ้น สาเหตุที่ทำให้เกิดขึ้นง่ายที่สุดก็เนื่องมากจากการเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติและสาเหตุที่ทำให้เกิดขึ้นยากที่สุดก็เนื่องมากจากการเป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่เราต้องเป็นคนทำให้มันเกิดขึ้น จะเห็นได้ว่า การเกิดขึ้นของทุกสิ่งในชีวิตคนเราจะแยกออกเป็นสองส่วนคือ ส่วนที่เราสามารถควบคุมได้/สิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติและส่วนที่เราไม่สามารถควบคุมได้/สิ่งที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ซึ่งส่วนที่เราสามารถควบคุมได้ก็จะมีทั้งส่วนที่เราควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ และในขณะเดียวกันและหรือในทางกลับกันในส่วนที่เราควบคุมไม่ได้ก็จะมีทั้งในส่วนที่เราควบคุมไม่ได้และควบคุมได้ ยกตัวอย่างเช่น สถานะและสภาวะของผู้เขียน กับ สถานะและสภาวะของผู้อ่าน และสถานะและสภาวะระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่าน เมื่อผู้เขียนโพสต์ข้อความผู้เขียนจะมีสถานะเป็นผู้ผลักดันตัวเองและผลักดันคนอื่น และมีสภาวะกึ่งผู้นำกึ่งผู้ตามของตัวเองและของคนอื่น ซึ่งสถานะเป็นผู้ผลักดันตัวเอง และสภาวะผู้นำของตัวเอง จะเป็นส่วนที่แสดงออกอย่างชัดเจนเมื่อผู้เขียนได้ทำการโพสต์ข้อความออกสู่สาธารณชน แต่ทันที่ที่ข้อความได้ถูกโพสต์ออกสู่สาธารณชนสถานะและสภาวะของผู้เขียนจะเปลี่ยนไปโดยอัตโนมัติจากสถานะที่เป็นผู้ผลักดันตัวเอง และสภาวะผู้นำของตัวเอง กลายเป็นสถานะเป็นผู้ผลักดันคนอื่น และมีสภาวะผู้ตามของคนอื่นโดยอัตโนมัติ และก่อนที่ผู้อ่านเข้ามาอ่านข้อความผู้อ่านจะมีสถานะที่เป็นผู้ผลักดันตัวเอง และสภาวะผู้นำของตัวเอง แต่หลังจากที่ผู้อ่านได้อ่านข้อความแล้ว ผู้อ่านสามารถเลือกได้ว่าจะยังคงสถานะที่เป็นผู้ผลักดันตัวเอง และสภาวะผู้นำของตัวเองต่อไป โดยการนำเอาข้อมูลที่ได้อ่านไปทำให้เกิดเป็นความรู้ความเข้าใจที่เพิ่มมากขึ้นให้กับตัวเอง (การเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจเราจำเป็นต้องเดินออกจากความสะดวกสบายและความเคยชินเก่าๆของตัวเองหรือเลือกที่จะเปลี่ยนสถานะจากสถานะที่เป็นผู้ผลักดันตัวเองไปเป็นผู้ผลักดันคนอื่น และเปลี่ยนสภาวะผู้นำของตัวเองไปเป็นผู้ตามของคนอื่น (การเปลี่ยนสถานะและสภาวะนี้จะมีความน่าจะเป็นสองทางคือ เปลี่ยนตามความสะดวกสบายและความเคยชินเก่าๆของตัวเอง หรือ เปลี่ยนโดยการนำพาตัวเราเองเดินออกจากความสะดวกสบายและความเคยชินเก่าๆของตัวเอง ซึ่งทั้งสองทางสามารถสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นในชีวิตของเราแบบผลิกฝ่ามือ เพื่อทำให้ระบบควอนตัมครบสมบูรณ์ เรียกว่า หลักการเติมเต็ม (complementarity principle) เราจำเป็นต้องทำให้เกิดมีขึ้นทั้งสองทางคือ เป็นและไม่เป็นผู้ผลักดันตัวเองและผลักดันคนอื่น เป็นและไม่เป็นผู้นำและผู้ตามของตัวเองและของผู้อื่น ซึ่งการทำทั้งสองทางเราจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิดวิธีรู้สึกและวิธีปฏิบัติที่เรียกกันว่า การ “เปลี่ยนกระบวนทัศน์” หรือ Paradigm Shift เพื่อทำให้เกิดมุมมองใหม่ต่อชุดข้อมูลเดิม โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงข้อมูลเดิมแต่อย่างใด!!! หลักการคือ การนำเอาข้างในออกข้างนอก เอาข้างนอกเข้าข้างใน และ นำเอาข้างบนลงข้างล่างเอาข้างล่างขึ้นข้างบน 

 

 

 

ทั้งสองทางจะมีกระบวนการทำงานในทางคณิตศาสตร์และฟิสิกส์เรียกว่า ระบบไม่เชิงเส้น (nonlinear system) คือ ด้านหนึ่งคือความคิดและอีกด้านหนึ่งคือความรู้สึก ซึ่งทั้งภายในและภายนอกความคิดก็จะมีทั้งความคิดและความรู้สึก และในขณะเดียวกันและหรือในทางกลับกันทั้งภายในและภายนอกความรู้สึกก็จะมีทั้งความรู้สึกและความคิด ในทางฟิสิกส์ควอนตัมหมายถึง อะตอมสามารถอยู่ได้ทุกที่ แต่เมื่อมีการตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่งก็จะทำให้เกิดการยุบรวมกัน ซึ่งการยุบรวมกัน” จะแยกออกเป็นสองทางคือ ยุบรวมกันและไม่ยุบรวมกัน(แยกออกหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Adiabatic & Isentropic Process (ย้อนกลับได้และย้อนกลับไม่ได้ที่จะมีความน่าจะเป็นสองทางคือ โมเมนตัมเชิงเส้น และโมเมนเชิงมุม หรือ ในทางคณิตศาสตร์มีอีกความหมายคือจำนวนเต็ม ในทางฟิสิกส์มีอีกความหมายคือ เลขอะตอม ทั้งสองส่วนสามารถทำให้เกิดการยืดออกและหรือหดสั้นลงในสัดส่วนที่เท่ากันและไม่เท่ากันในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน —>สิ่งเดียวกันใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—>เวลาเดียวกันใช่และไม่ใช่เวลาเดียวกันในเวลาเดียวกัน

 

***หลักการคือ การนำเอาข้างในออกข้างนอก เอาข้างนอกเข้าข้างใน และ นำเอาข้างบนลงข้างล่าง เอาข้างล่างขึ้นข้างบน ซึ่งจะแยกออกเป็นสองส่วนคือ มหภาคและจุลภาค จุลภาคและมหภาค หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ทฤษฎีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของแมกซ์เวลล์

โดย Enlightened

 

กลับไปที่ www.oknation.net