วันที่ อังคาร กันยายน 2564

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เมื่อโควิดวาย : วิถีชีวิตใหม่จะยังคงอยู่ต่อไปหรือไม่


เมื่อโควิดวาย : วิถีชีวิตใหม่จะยังคงอยู่ต่อไปหรือไม่

โควิด-19 ระบาดทั่วโลกครั้งนี้ ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของผู้คนทั่วโลก

ทุกคนได้รู้จักกับวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) ซึ่งหมายถึงความปกติใหม่ ฐานวิถีชีวิตใหม่ หรือรูปแบบการดำเนินชีวิตอย่างใหม่ที่แตกต่างจากในอดีต 

รูปแบบวิถีชีวิตใหม่นี้ประกอบด้วยวิธีคิด วิธีเรียนรู้ วิธีสื่อสาร วิธีปฏิบัติและวิธีการจัดการในการใช้ชีวิตแบบใหม่ซึ่งแตกต่างไปจากเดิม

 

ภาพจากอินเทอร์เน็ต

 

แล้วก็มีคำถามว่าเมื่อโควิดวายกลายเป็นโรคประจำถิ่น จะใช้วิถีชีวิตใหม่นี้ต่อไปหรือไม่ ที่จริงตั้งใจจะเขียนเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้อกับราชการเท่านั้นหรอกครับ แต่เห็นว่าควรเขียนให้ครอบคลุมทั้งหมด

ทั้งนี้ อาจจำแนกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้หลายประการ

ประการแรก สมัยก่อนคนโบราณสอนว่า “อย่าสวมหน้ากากเข้าหากัน” แต่สมัยนี้ต้องสวมหน้ากากเข้าหากันครับ แล้วต้องล้างมือบ่อยขึ้นด้วย

 

ประการที่สอง เคยใช้เวลาเดินทางไปซื้อของในห้างสรรพสินค้า ปัจจุบันแค่คลิ๊กอยู่ที่บ้านก็ซื้อของออนไลน์กันได้มากขึ้นแล้ว

 

ภาพจากอินเทอร์เน็ต

 

 

ประการที่สาม การเรียนการสอนของนักเรียนนิสิตนักศึกษาได้ใช้ระบบออนไลน์

 

ภาพจากอินเทอร์เน็ต

 

 

ประการที่สี่ การฝึกอบรมและการพัฒนาบุคคลและการประชุม ไม่ว่ารัฐและเอกชนก็ใช้ระบบออนไลน์

 

ประการที่ห้า ราชการและหน่วยงานต่างๆ ให้ข้าราชการและพนักงานทำงานที่บ้าน (Work from Home, WFH) มากขึ้น

 

ภาพจากอินเทอร์เน็ต

ครับ ทั้ง ๕ ประการ ดังกล่าวข้างต้น ก็เพื่อช่วยในการป้องกันการแพร่เชื้อโควิด-19 ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นครับ

โควิด-19 คงไม่ระบาดตลอดไปหรอกครับ วันหนึ่งโควิดก็คงวายจนกลายเป็นโรคประจำถิ่น ซึ่งเราต้องอยู่กับมันตลอดไป จึงน่าวิเคราะห์ว่าคนไทยและคนทั่วโลกจะใช้วิถีชีวิตใหม่กันต่อไปอีกหรือไม่ อย่างไร

ประการแรก คงต้องไม่สวมหน้ากากเข้าหากันอีกแล้ว อย่างไรก็ตาม การทำความสะอาดร่างกายโดยเฉพาะการล้างมือนั้น ควรถือปฏิบัติให้เป็นนิสัย

ประการที่สอง การค้าขายระบบออนไลน์ก็ยังคงอยู่และมีมากขึ้น เพราะนอกจากประชาชนไม่ต้องเดินทางออกจากบ้านเพื่อไปซื้อของ ให้ความสะดวกสบายทั้งผู้ซื่อและผู้ขาย และช่วยแก้ปัญหาหลายประการ โดยเฉพาะการจราจร 

รัฐก็ควรสนับสนุนอย่างเต็มที่เพราะตอนนี้ก็ได้เก็บภาษีเงินได้จากการขายทางออนไลน์แล้ว ที่สำคัญก็รัฐควรกำหนดบทลงโทษให้หนักขึ้นสำหรับผู้ที่ขายของออนไลน์แล้วไม่ซื่อสัตย์ต่อลูกค้า

ประการที่สาม การเรียนการสอนของนักเรียนนิสิตนักศึกษาโดยใช้ระบบออนไลน์นั้น อาจใช้ได้สำหรับผู้ที่ศึกษาในระดับปริญญาโทขึ้นไป ส่วนในระดับต่ำกว่านั้น ผู้เขียนยังคงเห็นว่าการเรียนการสอนในชั้นเรียนให้ผลมากกว่า เพราะผู้สอนและผู้เรียนจะได้สอบถามกันมากขึ้น

นอกจากนั้น นักเรียนและนักศึกษายังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมากขึ้น ได้เพื่อนที่เข้าใจกันแล้ว ที่สำคัญความรับผิดชอบในการเรียนด้วยตนเองอาจยังมีไม่มากพอ โดยเฉพาะในระดับอนุบาล ประถมและมัธยมนั้น ผู้ปกครองบางคนต้องใช้เวลาเรียนกับลูกหลานด้วย 

ประการที่สี่ การฝึกอบรมและการพัฒนาบุคคล อาจใช้ได้ในกรณีที่มีการบรรยายและถามตอบ แต่ผู้เขียนเห็นว่าไม่เหมาะกับการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ดังนั้น การพัฒนาบุคคล จึงอาจใช้วิธีพัฒนาแบบประสมประสานซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะวิชาที่จะพัฒนา ส่วนการประชุมนั้น ใช้ระบบออนไลน์ได้ 

ประการที่ห้า การทำงานที่บ้าน (WFH) ผู้เขียนเห็นว่าใช้ประโยชน์อย่างดียิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานด้านวิชาการ ส่วนงานบริการนั้นไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมที่จะรับบริการทางออนไลน์ อาจพัฒนาไปเป็นกรณีไป

การทำงานที่บ้าน ซึ่งขอย้ำว่าต้องเป็นงานวิชาการนั้น สามารถช่วยแก้ปัญหาได้หลายอย่าง เพราะข้าราชการไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ลดปัญหาการจราจรไปในตัว รวมทั้งลดค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น เสื้อผ้า หน้า ผมและเสื้อผ้า 

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะให้ข้าราชการบางกลุ่ม WFH อย่างถาวร ราชการจำเป็นต้องศึกษาและวางระบบให้พร้อมก่อน ดังนี้

ประการแรก ต้องวางระบบการควบคุม การตรวจสอบและการรายงานผลการปฏิบัติงาน  

นอกจากนั้น รวมทั้งระยะเวลาในการส่งงานและรายงานตัวในที่ทำงานเป็นระยะๆ ด้วย

ประการที่สอง จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติสำหรับข้าราชการบางคนโดยเฉพาะผู้บังคับบัญชาทุกระดับ ว่าการทำงานให้ได้ผลนั้นไม่จำเป็นต้องเสนอหน้าเพียงอย่างเดียว แต่วัดกันที่ผลงานว่ามีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลหรือไม่


ภาพจากอินเทอร์เน็ต

เพราะมีผู้บังคับบัญชาบางคนที่แม้รัฐบาลสั่งให้ข้าราชการ WFH แล้ว แต่ก็สั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปปฏิบัติงานที่ที่ทำงาน ทั้งๆ ที่งานนั้นไม่ใช่งานบริการประชาชน

ดังนั้น ต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้บังคับบัญชาประเภทดังกล่าวให้ได้ก่อน แต่การเปลี่ยนทัศนคติบุคคลนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

หากยังมีผู้บังคับบัญชาที่ยอมเปลี่ยนทัศนคติดังกล่าว ย่อมบั่นทอนขวัญและกำลังใจของข้าราชการดีๆ และมีประสิทธิภาพ สุดท้ายอาจสูญเสียข้าราชการเหล่านี้ไปได้ง่ายๆ ครับ

พุธทรัพย์ มณีศรี

โดย พุธทรัพย์

 

กลับไปที่ www.oknation.net