วันที่ จันทร์ กันยายน 2564

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไปดูป้าเหมียวเก็บลูกหม่อนสุก เป็นหยั่งงี้นี่เอง (๒) ลูกหม่อนดี๊ด๊า


 

ไปดูป้าเหมียวเก็บลูกหม่อนสุก ที่ร่องตาที....อ๋อ เป็นหยั่งงี้นี่เอง (๒) ลูกหม่อนดี๊ด๊า

ตอน ๒....ลูกหม่อนดี๊ด๊า

         หลังเสร็จจากกินข้าวเที่ยงที่ร้านเล็กๆ ริมทางเข้าหมู่บ้านร่องตาที อ. ลานสัก จ. อุทัยธานี ก่อนออกจากร้าน ฉันถามแม่ค้าว่า

      “คุณรู้จักบ้านป้าเหมียวกับลุงคำเขียนไหมคะ บ้านแกปลูกหม่อน” ฉันลองถามแม่ค้า เผื่อว่าแกจะรู้จัก เพราะคิดว่าในหมู่บ้านเล็กๆ บางทีอาจจะรู้จักบ้านกันก็ได้ (ถ้าเป็นบ้านฉันที่จังหวัดตรังในหมู่บ้านที่ฉันอยู่ เราจะรู้จักกันแทบทุกบ้านบนสายถนนเดียวกัน แม้จะอยู่ห่างๆ กันก็ตาม)

      แม่ค้าเงียบทำหน้าเหมือนไม่รู้จัก แต่ก็บอกว่า

      “ถ้าปลูกหม่อน คงเป็นหมู่บ้านโรงหม่อน ในนี้ มีอยู่หมู่บ้านเดียว ขับรถไปอีกสองกิโลเมตรพอถึงถนนโค้งแล้วเลี้ยวซ้าย

      ฉันขับรถเลยซอยเล็กๆ ทางซ้ายมือไปสักห้าร้อยเมตรรู้สึกสังหรณ์ใจจึงจอดรอ เมื่อเห็นมีเด็กหนุ่มขี่มอเตอร์ไซด์ผ่านมา จึงกวักมือเรียกให้จอดแล้วถาม

      “โรงหม่อน ไปทางไหน คะ”

      เด็กหนุ่มบอกว่าเข้าไปทางซอยเล็กๆ ที่ฉันเพิ่งจะขับเลยมา ฉันจึงเลี้ยวรถกลับไปแล้วก็เลี้ยวเข้าซอยเล็กๆ นั้นตรงไปเรื่อย ๆ ฉันจำที่ป้าเหมียวโทรบอกได้ว่า “ไปสุดทาง บ้านป้าอยู่หลังในสุด”

      ฉันขับรถเข้ามาตามทางถนนคอนกรีตแคบ ๆ มองไปสองข้างทางมีลักษณะเหมือนเป็นพื้นที่ดินจัดสรรเป็นบล็อคๆ ไม่มีต้นไม้ใหญ่ นอกจากมีแปลงปลูกหม่อนกว้างใหญ่สุดลูกตาในแต่ละแปลง ฉันขับรถไปจนสุดทางคอนกรีตแล้วเป็นทางดินลูกรัง ยังไม่เจอบ้านสักหลัง

      “ไม่ใช่แล้ว สุดถนนแล้ว เรามาผิดทางแล้วหละ” ฉันบอกกับสามี พลางหาที่กว้างๆ พอจะเลี้ยวรถกลับได้

      “โทรถามป้าเหมียวดูสิ อยู่ตรงถนนซอยไหน” สามีบอก ฉันโทรหาป้าเหมียวอีกที

      “คุณมองเห็นแท็งค์น้ำสีฟ้าไหมคะ เดี๋ยวป้าออกไปยืนรอที่ถนน” เสียงป้าเหมียวบอกมาทางโทรศัพท์

      “เห็นค่ะ แต่มีแท็งค์น้ำสีฟ้าอยู่สองซอยนะคะ บ้านป้าอยู่ซอยไหนคะ” ฉันตอบพลางมองเห็นแท็งค์น้ำสูงสีฟ้าอยู่สองซอย แล้วตัดสินใจเลี้ยวเข้าซอยถนนคอนกรีตที่ ๒

      เมื่อขับเข้ามาในซอย มองเห็นป้าเหมียวยืนรออยู่ที่ริมถนน “เฮ้อ...ถึงแล้ว ไชโย”

      ฉันเลี้ยวรถตามป้าเหมียวที่เดินนำหน้า เข้ามาจอดที่หน้าโรงเรือนชั้นเดียว กว้างยาวราวแปดคูณเก้าเมตร เสาเป็นเหล็กกล่องสี่เหลี่ยม หลังคามุงเมทัลชีต เราลงจากรถเดินไปที่โรงเรือนซึ่งมีการปล่อยน้ำด้วยสปริงเกอร์ให้หยดเป็นละอองน้ำบนหลังคาลงมาเพื่อลดอุณหภูมิโรงเรือนให้ไม่ร้อน หยดน้ำไหลจากหลังคาลงมาเจิ่งนองอยู่ที่พื้นดินรอบๆ โรงเรือน มองที่ฝาผนังทั้งสี่ด้านของโรงเรือนกั้นด้วยผ้ามุ้งไนล่อนสีเขียวดูโปร่ง ...

 ป้าเหมียวเดินกลับออกมาต้อนรับเราแล้วเดินนำมาข้างๆ โรงเรือน

      ฉันมองลอดตาข่ายสีฟ้าเข้าไปด้านในโรงเรือน ก็เห็นด้านในมีแผงร้านตาข่ายขาเหล็กทำเป็นชั้นวางตาข่ายไนลอนสีฟ้าแล้วรองด้วยผ้าสีเขียวบนตาข่ายอีกที

      “ว้าว..ดูนั่น ..ตัวหนอนไหม” ฉันอุทานเมื่อเห็นตัวหนอนไหมยั้วเยี้ยตัวยาวราวสองนิ้วกำลังขยับตัว  ดุ๊กดิ๊กๆ กินใบหม่อนเต็มไปหมด

       “นี่ไงคะ ลูกหม่อน” ป้าเหมียวบอกพร้อมกับยื่นมือหยิบตัวหม่อนให้เราดู

      ฮาๆ ฉันเพิ่งจะเข้าใจ “ลูกหม่อน” ที่ป้าเหมียวบอกหมายถึงเจ้าตัวหนอนหม่อนไหมนั่นเอง

      พอฉันจะขอเข้าไปถ่ายรูปให้ชัดๆ ด้านใน “เข้าไปข้างในไม่ได้ค่ะ” ป้าเหมียวขอให้เรามองทะลุมุ้งไนลอนจากด้านนอกได้ แต่ห้ามเข้าไปด้านในโรงเรือน เพราะกลิ่นน้ำหอมจากคนภายนอกจะทำให้ตัวหม่อนตายได้ หรือคนนอกอาจจะนำเชื้อโรคมาติดลูกหม่อนได้ ฉันจึงทำได้แค่ยืนมองจากด้านนอกและถ่ายรูปผ่านตาข่ายเชือกเขียว

      “ลุงเขียน” หรือ “ลุงคำเขียน นามโยธี” สามีของป้าเหมียวหยิบตัว “ลูกหม่อน” และรังไหมที่เป็นดักแด้ติดกิ่งต้นหม่อน แล้วมายืนอธิบายให้ฉันและสามีฟังที่ตรงประตู เพราะให้เข้าไปข้างในไม่ได้

      ลุงเขียนอธิบายการเลี้ยง “ลูกหม่อน” ให้เราฟัง ว่า...

         เมื่อบริษัทจุลไหมไทย (โปรดดูลิงค์ท้ายเอ็นทรีนี้) นำลูกหม่อน “วัยอ่อน” เรียกว่าหม่อน “วัย 2” มาส่งให้เลี้ยง ลุงก็จะเริ่มเลี้ยงลูกหม่อนวัย ๒ โดยให้กินใบหม่อนที่ก้านเขียวเป็นยอดใบสีเขียวอ่อนๆ เพราะจะนิ่ม เหมาะสำหรับให้หม่อนวัย ๒ ที่ยังเป็นเด็กทารกกินอาหารนิ่มๆ หม่อนวัย ๒ จะกินใบหม่อน ๒ วัน แล้วก็จะนอน ๒๔ ช.ม. (๑ วัน) ว้าว...เหมือนเด็กทารกไหมคะ

       เมื่อลูกหม่อนตื่นขึ้นมา เรียกว่าเข้าสู่ “วัย ๓” ก็จะเอาใบหม่อนก้านสีชมพูซึ่งแก่ขึ้นอีกนิดให้กินอยู่ ๒ วัน แล้วลูกหม่อนก็นอนอีก ๑ วันครึ่ง ..ฮิ ๆ นอนเก่งนะเนี่ย

      เมื่อตื่นขึ้นมาก็ย่างเข้า “วัย ๔”  ซึ่งตอนนี้ ลูกหม่อนจะตัวโตแล้ว ก็ให้กินใบหม่อนสีเขียวที่ยังไม่แก่มาก กินอยู่ ๓ วัน แล้วนอนอีก ๒ วัน รวมนอนราว ๕ วัน

      เมื่อตื่นขึ้นมา เรียกว่าเข้า “วัย ๕” มันจะไม่นอนแล้ว จะกินลูกเดียว ลุงจะให้กินหม่อนใบแก่ ในขณะเดียวกันลุงจะต้องทำความสะอาดที่นอนของลูกหม่อน โดยเอาขี้หม่อนและก้านไม้ใบหม่อนเก่าๆ ไปทิ้งเพราะกินเยอะมาหลายวัน แล้วถ่ายเยอะด้วย เมื่อเปลี่ยนใบหม่อนใหม่ โดยใช้ใบหม่อนที่แก่สองเดือน มันจะตั้งหน้าตั้งตากิน ๆ ๆ ใบหม่อนอันโอชะอย่างเมามัน อีกราว ๖-๗ วัน ถึงตอนนี้ ตัวหม่อนก็จะตัวใหญ่ขึ้นเป็นหม่อนวัยหนุ่มสาวแล้ว ก็จะถึงเวลา “ลูกหม่อนสุก” รวมเวลาที่กินๆ และนอนๆ ทั้งสิ้น ๑๕ วัน

      ตัวหม่อนวัย ๕ เมื่อสุก จะออกเป็นสีเหลืองใส ลุงบอกว่าเรียกว่า “มองเห็นเดือน” อยู่ในท้อง  “เดือน” ก็คือ ไยไหมนั่นเอง แล้วลุงเขียนกับป้าเหมียวจะจับลูกหม่อนมาใส่ใน “จ่อ”

      “จ่อ” คือ อุปกรณ์ที่จะให้ลูกหม่อนที่สุกแล้วอยู่เพื่อทำรัง  หากเลี้ยงลูกหม่อนเยอะๆ ต้องทำจ่อซ้อนกันหลายชั้นเพื่อประหยัดเนื้อที่ เรียกว่า “คอนโด” จ่อทำด้วยตาข่ายเป็นช่องๆ ลูกหม่อนก็จะใช้เวลาทำรัง ๓ วัน จนแข็งเป็นดักแด้ โดยจะมีปุยนุ่มหุ้มอยู่ด้านนอกรอบๆ ถึงตอนนี้ป้าเหมียวจะทำหน้าที่คัดตัวดักแด้ด้วยการเขย่าแล้วฟังเสียง อีก ๒ วัน แล้วปั่นปุยๆ ออก เอาเฉพาะรังหม่อนที่เป็นดักแด้แข็งๆ ซึ่งมีตัวไหมอยู่ด้านในออกมา รวมระยะเวลาที่เลี้ยงมาจนกระทั่งเก็บรังดักแด้ขาย เป็นเวลา ๒๓ วัน ก็ได้ขาย

 วันที่ลุงเขียนนำดักแด้ไปขาย  (เครดิตภาพ จากคุณรุ่งทิพย์ กลางแสง)

      เวลาที่ลุงเขียนนำลูกหม่อนไปขาย ก็จะขายไปทั้งตัวดักแด้ ปุยดักแด้ก็ขายแยก โดยจะมีรถบริษัทจุลไหมไทย แล่นจากบริษัทซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์มารับซื้อถึงที่หมู่บ้านที่ร่องตาที อ. ลานสัก นับจากวันที่รถบริษัทจุลไหมไทยมารับรังหม่อนไหมไปแล้ว  คนเลี้ยงลูกหม่อนก็จะได้เงินเข้าบัญชีภายในสามวันหลังจากที่ขายลูกหม่อนให้บริษัท ว้าว...รวยทันตาทันใจ ได้ทุกเดือน ทำงานแค่ ๒๓ วันก็ได้เงิน

 ชาวบ้านที่เลี้ยงลูกหม่อนใน บ้านร่องตาที นำดักแด้ของตนมาขายในวันที่บริษัทมารับซื้อ   

       แต่ถ้าหากลูกหม่อนสุกแล้วเก็บไม่ทัน ลูกหม่อนก็จะทำรังที่กิ่งต้นหม่อนที่ตัดมาให้กิน ซึ่งจะใช้ไม่ได้ เพราะเวลาเก็บจะติดใบไม้ ถือว่าใช้ไม่ได้ ทำให้เสียราคาด้วย

      “แหละนี่ที่ป้าต้องหยุดขายข้าวที่เขื่อนทับเสลามาช่วยลุงเขียนเก็บลูกหม่อนวันนี้ ไงค่ะ” ป้าเหมียวบอก

      “เพราะลุงเก็บคนเดียว เก็บไม่ทันค่ะ หากลูกหม่อนเข้ารังเป็นดักแด้ที่กิ่งใบหม่อนแล้ว จะทำให้เสียราคาค่ะ”

 ดักแด้จะมีปุยรอบๆ แล้วเกาะติดใบหม่อน หากเก็บใส่จ่อไม่ทัน

 

      ฉันฟังลุงเขียนอธิบายก็พอเข้าใจแล้วว่า “เก็บลูกหม่อน” หมายถึง การเก็บตัวหม่อนไหมก่อนที่มันจะทำรังเป็นดักแด้ แต่ก็ยังไม่เห็นภาพอยู่ดี เพราะตอนนี้ที่โรงเรือนของลุงยังไม่มีดักแด้

      ป้าเหมียวเอ่ยขึ้นว่า “เดี๋ยวป้าจะพาคุณไปดูการเก็บลูกหม่อนสุก ที่โครงการหลวง”

      พอฉันได้ยินคำว่า “โครงการหลวง” ฉันหูผึ่ง รีบถามป้าเหมียวทันทีว่า

      “ที่นี่ มีโครงการหลวงด้วยเหรอคะ” ฉันแปลกใจเล็กน้อย ไม่คิดว่า ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้จะมีโครงการหลวง

      “มีค่ะ เป็นโครงการหลวงในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ  ที่ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ กาญจนบุรี มาดูแลอยู่ ค่ะ”  

           ฉันดีใจมากที่ได้ทราบว่าที่นี่มีโครงการหลวงในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพราะพระองค์ทรงมีพระราชปณิธานที่จะส่งเสริมและให้การสนับสนุนการเลี้ยงหม่อนไหมสำหรับการทอผ้าเพื่ออนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมภูมิปัญญาศิลปะการทอผ้าไหมทั่วทุกภาคของประเทศไทยให้คงอยู่อย่างยั่งยืน สร้างอาชีพให้ชาวบ้านมีรายได้จากการเลี้ยงไหมและทอผ้า อีกทั้งส่งผลให้ผ้าไหมไทยมีชื่อเสียงเลื่องลือไกลไปทั่วโลก

      “ป้าจะพาคุณไปดูที่โรงหม่อนของโครงการหลวง อยู่ไม่ไกลค่ะ” ป้าเหมียวบอก

      “อย่าไปเลย เกรงใจ ป้าเหมียวกับลุงจะทำงาน” สามีรีบบอก

      “ไม่เป็นไรค่ะ ป้าตั้งใจอยู่แล้ว ว่าจะพาคุณไปชม ที่โรงหม่อนโครงการหลวง วันนี้หม่อนกำลังสุก เค้าเก็บวันนี้ พอดี คุณจะได้เห็น” ป้าเหมียวตั้งใจไว้แล้ว

      “โครงการหลวง อยู่ที่ไหนคะ” ฉันถามด้วยความดีใจอยากรู้อยากเห็น

      “โน่นไง โรงหม่อนหลวง อยู่ไม่ไกล คนละซอย มองเห็นจากนี่” ป้าเหมียวชี้ให้เราดูโรงหม่อนที่เห็นหลังคาอยู่ไม่ไกลนัก

      “งั้นป้าเหมียวขึ้นรถมานั่งด้านหน้า บอกทางไปโรงหม่อนหลวงนะคะ” ฉันเปิดล็อคประตูรถแล้ว ให้ป้าเหมียวมานั่งหน้า ส่วนสามีย้ายไปนั่งเบาะหลัง ในขณะที่ลุงเขียนขอตัวเพราะต้องไปเข้าประชุมกรรมการหมู่บ้าน

       ป้าเหมียวเล่าให้ฟังระหว่างที่ขับรถผ่านแปลงใบหม่อนไปยังโรงหม่อนหลวงว่า...

      เดิมที่ดินแถบนี้เป็นพื้นที่ของ สปก. (สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม) และเมื่อปี ๒๕๕๙ รัฐบาลได้มีโครงการจัดที่ดินให้แก่ผู้ไร้ที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย (คทช.) โดยมอบให้คนละ ๕ ไร่ เพื่อให้ทำการเกษตร

 

(เครดิตภาพจากอินเตอร์เน็ต โดยศูนย์หม่อนไหมฯ)

 วันนั้น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มาทำพิธีมอบที่ดิน ที่ ต. ระบำ และลุงไปร่วมงานด้วย

      ป้ากับลุงเมื่อได้ที่ดินมาแล้ว จากนั้นต้องปรับที่ดินเสื่อมโทรมเพราะเดิมเคยเป็นที่ปลูกต้นยูคาลิปตัส มีแต่ตอไม้ยูคาลิปตัส ต้องมาเผาตอไม้ ปรับพื้นที่ เตรียมดินโดยโรยปูนขาว ใส่ปุ๋ยอินทรีย์สำหรับปลูกต้นหม่อน ไม่ใช้สารเคมีเพราะต้องให้ลูกหม่อนกิน เริ่มปลูกต้นหม่อนในปี ๒๕๖๐ โดยมีศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ มาให้ความรู้เรื่องการปลูกหม่อน สอนการเลี้ยงไหม ดูแลคุณภาพไหม และติดต่อบริษัทจุลไหมไทยเป็นแหล่งรับซื้อรังไหม ทำให้มีที่ขายอย่างมั่นคง ส่วนกรมชลประทานมาดูเรื่องน้ำ น้ำในหมู่บ้านจะต้องใช้ในการปลูกหม่อนและฉีดสปริงเกอร์ขึ้นบนหลังคาที่โรงหม่อนด้วย

        ฉันถามว่า ได้น้ำมาจากไหน ป้าเหมียวบอกว่า

       “ก็มีท่อส่งน้ำมาจากเขื่อนเก็บน้ำทับเสลาที่คุณไปเห็นมานั่นแหละค่ะ”

       โอ้ ...ว้าว ฉันรู้จักดีและเคยไปเที่ยวเขื่อนทับเสลาแล้ว รู้สึกดีใจมากที่ได้รู้ว่าน้ำที่นำมาหล่อเลี้ยงชีวิตหม่อนไหม ต้นหม่อน และคนในชุมชนร่องตาทีนี้มาจากเขื่อนทับเสลานั่นเอง

      เมื่อฉันถามถึงอาชีพของลุงคำเขียนก่อนที่จะมาทำอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ป้าเหมียวบอกว่า... 

       ...ลุงคำเขียนเป็นคนหนองบัวลำพู เมื่อก่อนลุงเขียนเป็นช่างรับเหมาก่อสร้าง ย้ายไปทำก่อสร้างอยู่หลายแห่ง รวมทั้งในกรุงเทพฯ ทำก่อสร้างมา ๓๐ ปี ประสบอุบัติเหตุขาเจ็บจึงมาอยู่บ้านพี่สาว ที่ร่องตาที อ. ลานสัก เมื่อได้ที่ดินทำกินจากโครงการที่รัฐแจก ตอนแรกก็คิดว่าจะทำอะไรดี จะปลูกมัน หรือ ปลูกอ้อยดี ก็คิดว่า หากปลูกอ้อยปลูกมัน ก็ได้ผลผลิตปีละครั้ง แต่หากปลูกหม่อนเลี้ยงไหม จะสามารถมีรายได้ทุกเดือน (ทุก ๒๓ วัน) เดือนละ ๗,๐๐๐ - ๑๕,๐๐๐ บาท เมื่อกรมหม่อนไหมมาสอนการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ลุงเขียนจึงสมัครเข้าโครงการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และไปเข้ารับการอบรมเกี่ยวกับการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม จัดโดยกรมหม่อนไหม ที่จังหวัดกาญจนบุรี ลุงเขียนจึงไม่คิดที่จะย้ายไปไหนแล้ว เลี้ยงหม่อนไหมไม่เหนื่อยมากด้วย แต่ต้องคอยดูแลเอาใจใส่ในการเลี้ยงหม่อนไหม และการบำรุงต้นหม่อนให้มีคุณภาพดี ไม่ใช้สารเคมีในการปลูก ทำให้มีสุขภาพดีด้วย ทำงานอยู่ในโรงเรือนก็ไม่ร้อน สร้างอาชีพทำให้มีเงินชำระหนี้ สามารถปลดหนี้ได้หมดแล้ว และมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างมีความสุขและพอเพียง

      ป้าเหมียวยังบอกอีกว่า...จะมีการประกวดเพื่อรับ "รางวัลเลิศรัฐ" ซึ่งปีนี้ กรมหม่อนไหมได้เลือกที่จะเสนอผลงานกลุ่มการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของชาวบ้านร่องตาที อ. ลานสัก จ. อุทัยธานี ส่งเข้าประกวดด้วย ทุกคนในกลุ่มที่เลี้ยงหม่อนไหมรอลุ้นกันอย่างใจจดจ่อ

รางวัลเลิศรัฐ (เครดิตภาพจากคุณรุ่งทิพย์ฯ ขอบคุณค่ะ) 

      และแล้ว ผลการตัดสิน เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๖๔ ปรากฏว่า กลุ่มผู้เลี้ยงหม่อนไหมในหมู่บ้านร่องตาทีได้รับรางวัลชนะเลิศประจำปี ๒๕๖๔ นำความปลาบปลื้มภาคภูมิใจมาสู่สมาชิกในกลุ่มทุกคน

 เรามาถึงโรงหม่อนกลาง

      มาถึงที่โรงหม่อนของโครงการหลวง หรือเรียกว่า “โรงกลาง” เดิมสร้างโดยศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ กาญจนบุรี เพื่อให้เป็นที่สอนการเลี้ยงหม่อน ต่อมาภายหลังให้โอกาสคนที่ไม่มีโรงเรือนเป็นของตัวเอง มาเช่าเลี้ยงหม่อน โดยคิดค่าเช่า ครั้งละ ๕๐๐ บาทต่อหนึ่งการเลี้ยงแต่ละรอบ...

ฉันเห็น “โรงกลาง” มีโรงเรือน ๔ หลัง

 ป้าเหมียวนำเราเดินไปที่โรงเรือนหลังหนึ่ง มีชาวบ้านมาเช่าที่โรงกลางเลี้ยงหม่อน และวันนี้เป็นวันที่ลูกหม่อนสุก และเก็บใส่จ่อ

 มาช่วยเก็บได้เลยค่ะ

 เดี๋ยวจะช่วยเก็บนะคะ

 

ป้าเหมียวจึงสอนให้ฉันเก็บลูกหม่อนที่สุก ตัวจะเหลืองๆ ใสๆ

      “นั่นไง คุณ ตัวนั้นแหละมันกำลังดี๊ด๊า ๆ จับเลยค่ะ”  ป้าเหมียวชี้เป้า

 นี่ค่ะ ลูกหม่อนสุกแล้ว มันกินจนตัวอ้วนป่อง

 เมื่อลูกหม่อนสุก ตัวมันจะออกสีเหลืองๆ อ้วน ยังงี้ค่ะ ป้าเหมียวสอนวิธีดู

เริ่มสนุกกับการเก็บลูกหม่อนแล้วเรา

      ว้าว ฉันเก็บได้เยอะ เพลิดเพลินเลย

 นี่คือ จ่อ จับลูกหม่อนที่สุกแล้ว ขั้นตอนต่อไป เอามันมาใส่จ่อ

ดักแด้ ที่อยู่ใน จ่อ รอให้ฝักแข็งประมาณ ๓ วัน แล้วจะควักออกมาจากจ่อ เอามาปั่นปุยที่หุ้มรังออก  คัดฝักที่เสียออก ฝักที่หุ้มดักแด้ จะเรียกว่า "ฝักหลอก" เวลาที่นำไปขายก็จะขายไปทั้งฝักซึ่งมีตัวดักแด้อยู่ข้างในด้วย ทางบริษัทจุลไหมไทยจะนำไปเอาออกเอง

      "เวลาเก็บฝักแข็งจะเขย่าๆ ฟังเสียงมัน หากไม่มีเสียงดัง แสดงว่าตัวหม่อนไหมตาย ต้องคัดออก แยกขายอีกราคา" ป้าเหมียวบอกค่ะ

 เห็นปุยของดักแด้ไหมคะ เวลาจะขายต้องปั่นปุยออกก่อนค่ะ เอารังดักแด้แข็งๆ หรือ "ฝักหลอก" ขาย ส่วนปุยดักแด้ก็แยกขายได้เหมือนกัน

      บ่ายวันนั้น ฉันได้เรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับ “ลูกหม่อน” มากมาย และได้ช่วยเก็บลูกหม่อนด้วย ฉันดีใจและมีความสุขมากๆ วันหน้าฉันจะแวะมาอีก ฉันบอกลาป้าเหมียวและชาวบ้านที่โรงหม่อนกลาง

      ต้องขอขอบคุณ ป้าเหมียว (คุณปรียา นามโยธี) ลุงคำเขียน (คุณคำเขียน นามโยธี) และคุณรุุ่งทิพย์ กลางแสง  รวมทั้งชาวบ้านที่โรงหม่อนกลาง ไว้ ณ ที่นี้ ด้วยนะคะ

      เราออกเดินทางกลับออกมาจากบ้านร่องตาทีเป็นเวลาเกือบจะสี่โมงเย็นแล้ว ระหว่างทางไปอำเภอบ้านไร่ ฉันคิดถึงเรื่องราวดีๆ ที่ไม่คาดฝันที่ได้พบเจอในวันนี้ แล้วเกิดความสุขใจเป็นพิเศษ แต่แวบหนึ่ง ฉันอดหวนคิดถึงนักการเมืองหน้าตี๋ๆ คนหนึ่งที่เคยพูดว่าจะให้ตัดงบกรมหม่อนไหม เพราะไม่เห็นประโยชน์ ฉันคิดว่าเขาเป็นนักการเมืองไม่เคยรู้อะไรเลยเกี่ยวกับกรมหม่อนไหมและชีวิตชาวบ้านที่เลี้ยงหม่อนไหมเลย เขาน่าจะได้ลงพื้นที่มาดูการเลี้ยงหม่อนไหม ที่ร่องตาที เมื่อคิดถึงตรงนี้ ...ฉันก็ขับรถมาถึง ต. คอกควายพอดี จึงจอดรถแวะซื้อสับปะรด ๖-๘ ลูกใส่ท้ายรถก่อนที่จะตรงไปอำเภอบ้านไร่กลับที่พักอย่างร่าเริงใจ ...

ข้อมูลเกี่ยวกับ บริษัท จุลไหมไทย คลิก https://www.chulthaisilk.com/aboutus

 ขอบคุณพื้นที่ดีๆ แห่งโอเคเนชันค่ะ

โดย Chaoying

 

กลับไปที่ www.oknation.net