วันที่ จันทร์ กันยายน 2564

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เด็กเก็บว่าวในกรุงคาบูล


27 สิงหาคม
หลังจากเกิดเหตุการณ์กลุ่มต่อลิบันยึดอัฟกานิสถานได้สำเร็จ ก็นึกถึงหนังสือ “เด็กเก็บว่า”ของฮาเหล็ด โฮเซนี่ขึ้นมาว่าเคยอ่านเมื่อนานมาแล้ว เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ก่อนที่รัสเซียจะทำการบุกเข้ามา ล้มล้างระบอบกษัตริย์ และปกครองประเทศด้วยระบบคอมมิวนิสต์ รัฐบาลยึดบ้าน ยึดที่ดินของเศรษฐีทั้งหลายมาแจกจ่ายให้ชาวบ้านผู้หาเช้ากินค่ำ ทุกค่ำคืนจะได้ยินแต่เสียงปืน เสียงระเบิด เสียงเครื่องบินขับไล่อยู่บนท้องฟ้า หนังสือเล่มนี้แปลโดยวิษณุฉัตร วิเศษสุวรรณ บุตรชายของ “พนมเทียน” ผมอ่านนานมาก ตั้งแต่พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2548 จำเนื้อหาอะไรแทบไม่ได้เลย รู้แต่ว่าเป็นเรื่องเล่าที่พูดถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์ของเด็กชายสองคน และมีการแข่งว่าวมาเกี่ยวข้องด้วย หนังก็เคยได้ดูจากม้วนวิดีโอ ระยะเวลาที่ผ่านล่วงเลยไปถึง 16 ปีนั้นไม่ใช่น้อยเลย อะไรที่อยากจำก็กลับลืม ที่อยากลืมก็กลับ นี่เป็นความจริงแท้ที่เกิดขึ้นได้กับเราทุกคน

ที่จริงหนังสือเล่มนี้ ควรค่าอย่างยิ่งที่จะเป็นบอกว่าเป็นหนึ่งใน “หนังสือเล่มโปรด”ของผม เช่นเดียวกับ “ขุนเขาแห่งจิตวิญญาณ”ของเกาสิงเจี้ยน “เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็ก ๆ” ของอรุณธตี รอย หรือแม้แต่ “พี่กับน้อง” ของหยูหัว แต่ผมก็ไม่ค่อยได้พูดถึงสักเท่าไรนัก จำได้แต่เพียงว่าตอนอ่านจบนั้นชอบมาก เจอหน้ากับผู้แปลที่ไรก็มักจะเอ่ยปากขอบคุณที่เขาแปลหนังสือเล่มนี้ออกมาให้ได้อ่าน

ช่วงหลัง ๆ ผมมักนอนหัวค่ำและตื่นขึ้นมาตอนดึก ตีสองตีสาม ไม่รู้จะทำอะไร เปิดไฟหัวเตียงอ่านหนังสือก็รู้สึกแสบตา แต่พอเปิดเครื่องโทรศัพท์ขึ้นมาดูข่าว อ่านข่าวหรือฟังข่าวกลับไม่รู้สึกอะไร เวลาเล่นมือถือก็ทำให้เพลินไปได้เป็นชั่วโมง ๆ ผมมักจะสั่งของทาง Shopee ในช่วงเวลานี้ คือพอดูข่าวเบื่อแล้ว ก็เปิดไปที่แอพขายของ เปิดดูไปเรื่อย ๆ ว่ามีอะไรน่าสนใจ ผมชอบสั่งรองเท้าแตะ รองเท้าคีบ ซื้อมันเกือบทุกยี่ห้อตั้งแต่ไนกี้ยันตราช้างดาว คู่ละร้อยกว่าบาท บางคู่ไม่ถึงร้อย สั่งแล้วก็ดูว่าผมมีโค้ดได้ส่วนลดอะไรบ้าง ส่วนใหญ่ก็จะได้ลดค่าส่ง หรือไม่ก็มีการลดเพิ่มให้อีก5% ซึ่งก็ไม่ได้มากมายอะไร เมื่อเทียบกับเงินร้อยหรือสองร้อย แต่ก็ทำให้การเล่นซื้อของทางออนไลน์ของผมมีสีสันขึ้นมาบ้างนิดหน่อย ช่วงแรกผมสั่งรองเท้าแทบทุกคืน สีไหนสวย ยี่ห้อไหนลดราคาก็ซื้อยี่ห้อนั้น บางคู่เบอร์10 แต่ใส่ไม่ได้คับไป บางคู่เบอร์สิบเหมือนกัน แต่ใส่ได้พอ บางคู่เบอร์11 แต่ใส่พอเหมาะพอเจาะเหมือนกับเดินเข้าไปในร้านแล้วลองใส่ก่อนซื้อ ตั้งแต่เล่นซื้อของจ่ายเงินผ่านแอพธนาคารเป็น ผมมีรองเท้าหนีบถึงสิบสองคู่ วางเรียงอยู่ตามหน้าประตูแต่ละบานเต็มไปไหม ทั้งประตูหน้าบ้าน ประตูโรงรถ และประตูครัว มีรองเท้าของผมวางอยู่อย่างน้อยสามหรือสี่คู่

นอกจากนี้ก็ยังสั่งซื้อเสื้อยืดคอวี สั่งทีแรกดีใจมากที่ซื้อได้ในราคาถูกกว่าที่ร้านมากกว่าครึ่ง แต่ก็ดีใจอยู่ได้ไม่เกินสองอาทิตย์ พอเอาเสื้อไปซักปรากฏว่ามันหดเสียจนเห็นรูสะดือ เก็บไว้ก็ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ ก็เลยใช้ทำผ้าขี้ริ้วไว้ถูราวบันได คราวนี้เลือกยี่ห้อที่ดังขึ้นอีกหน่อย ปรากฎว่าซื้อเบอร์L มาใส่สองตัว แต่ไม่รู้ว่าตัวเราใหญ่ขึ้นหรือบริษัทเสื้อผ้าผลิตเสื้อเบอร์ L ให้เล็กลง ปรากฏว่าคับใส่ไม่ได้ จึงแก้ตัวด้วยการสั่งซื้อใหม่เป็นXL คราวนี้ใส่ได้พอดี เมื่อเห็นว่าใส่ได้พอดีก็สั่งซื้อเพิ่มอีกครึ่งโหล เอาไว้ใส่นั่งใส่นอน ใส่อยู่บ้าน จนลูกเห็นว่ามีของจากShopeeมาส่งทุกวันก็เลยเริ่มถามแล้วว่าสั่งอะไรมาอีก ทำไมสั่งทุกวัน เป็นอะไรมากหรือเปล่า บอกว่าไม่เป็นอะไร แค่นอนไม่หลับแล้วก็กดมือถือสั่งของ ลูกว่า สงสัยป่วยแล้ว ต้องบำบัด หายานอนหลับมากินดีไหม จะได้ไม่ต้องลุกขึ้นมาตอนตีสองตีสามแล้งสั่งของอะไรก็ไม่รู้มาเต็มบ้านหมดแล้ว จากนั้นลูกก็พูดถึงรองเท้าว่าทำไมมีถึง12 คู่ ผมก็ว่า แสดงว่านอนไม่กลับสิบสองคืนแน่นอน

นอกจากเสื้อ รองเท้า ผมก็ยังชอบสั่งกางเกงขาสั้น ประมาณว่าถ้าซื้อตัวหนึ่งสามร้อย ซื้อสามตัว700 ผมก็คงเหมือนผู้หญิงแม่บ้านทั่วไป เห็นของถูกแล้วตาลุก สั่งซื้อมาทีเดียว 3 ตัวเลย และก็ลืมนึกไปว่าช่วงนี้โควิดผมเป็นแม่ครัว หรือเป็นเชฟ ทำอาหารอร่อยทุกมื้อ พออร่อยก็ต้องกินเยอะเป็นธรรมดา วิ่งก็ไม่ได้วิ่งในที่สุดก็พุงป่อง ผมลืมนึกถึงเหตุผลนี้ไปอย่างน่าเสียดาย เวลาสั่งกางเกงก็สั่งไซค์เดิมคือเอว 32 ซึ่งเป็นเอวสมัยที่ซ้อมวิ่งทุกวัน แต่เอวสมัยโควิด 32 นั้นใส่ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ตอนได้กางเกงมาใหม่ ๆ ใส่แล้วคาอยู่ที่สะโพกก็รู้สึกใจหายใจคว่ำ ซื้อมาสามตัว ใส่ไม่ได้สักตัวก็เลยเอาไปซุกไว้ก้นตู้ไม่อยากให้ลูกรู้ เพราะถ้าเผื่อรู้ก็คงจะโดนบ่นอีก ว่าทำไมไม่ซื้อมาทีละตัวก่อน ใส่ได้แล้วค่อยสั่งใหม่ ซุกไว้ก้นตู้แล้วก็พยายามคิดหาว่ามีเพื่อนหรือใครคนไหนบ้างที่นุ่งกางเกงเอวสามสิบสอง จะได้ใส่ถุงไปมอบให้เขา แต่เรื่องจะมอบกางเกงให้ใครนี่ก็ต้องคิดให้ละเอียดว่าสนิทกับพอไหม ถ้าไม่สนิทสนมเป็นเพื่อนหรือเป็นญาติกันจริง เขาจะหาว่าดูถูกเหยียดหยามกันได้ บางคนเขาไม่ใส่กางเกงราคาถูก ใส่แล้วขี้กลากขึ้น เพื่อนผมใส่กางเกงขาสั้นตัวละสองหรือสามพัน ใส่แล้วก็ดูดีตามสภาพราคา ส่วนผมนั้นไม่เคยซื้อกางเกงขาสั้นตัวละสามสี่พันมาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว ไม่กล้าใส่ กลัวเดินเกี่ยวหัวตะปูกางเกงขาดแล้วจะนอนไม่หลับ

ผมซื้อเสื้อยืดมาประมาณสิบเอ็ดตัว กางเกงขาสั้นอีกเจ็ดตัว และผมก็ยังชอบซื้อหนังสือจากShopeeด้วย ที่นี่มีร้านหนังสือให้เลือกจำนวนมาก หนังสือปกหนึ่งนั้นมีหลายราคา บางปกที่หายากมาก ๆ เริ่มตั้งแต่หลักร้อยไปจนหลักพัน คุณภาพนั้นก็สอบถามเอาได้จากเจ้าของร้าน จะให้เขาถ่ายรูปปก ถ่ายรูปสันปกมาให้ดู เขาก็ยินดี เพราะคนที่ซื้อหนังสือแพงกว่าราคาปกนั้นก็อยากได้ของที่มีคุณภาพที่ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้

หนังสือเรื่อง “เด็กเก็บว่าว” ผมมีอยู่บนหิ้วแล้วเล่มหนึ่ง แต่เห็นว่าหายไปจากแผงนานมาก ยิ่งช่วงนี้ข่าวคราวเกี่ยวกับอัฟกานิสถานนั้นเป็นที่อยากรู้ของคนส่วนใหญ่ หนังสือหลายเล่มที่เขียนถึงกรุงคาบูล ตาลีบัน หรืออัฟกานิสถานก็จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษขึ้นมาทันที ผมเข้าไปค้นหาหนังสือ “เด็กเก็บว่า” หรือ The Kite Runner และพบว่าเล่มเก่า ๆ นั้นหายากเต็มทีและราคาก็สูงกว่าปก ส่วนเล่มฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 เมื่อปี2562 หรือสองปีที่แล้ว โดยสำนักพิมพ์เนชั่นนั้นยังซื้อได้ในราคาปก 350 บาท แต่ของก็มีจำกัดแค่ไม่กี่เล่ม ด้วยความที่รู้สึกเสียดาย หากว่า ผมไม่ได้ซื้อปกนี้เก็บไว้อีกสักเล่ม ก็เลยต้องรีบกดสั่งซื้อแล้วจ่ายเงิน แค่สามวันหนังสือก็เดินทางมาส่งถึงบ้าน เปิดถุงแกะห่อพลาสติกออกแล้วก็ชื่นชมด้วยความยินดี อย่างน้อยผมก็มีหนังสือเล่มครบทั้ง 3 เวอร์ชั่น ทั้งฉบับพิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์เดอะวัน ครั้งที่สองโดยสำนักพิมพ์สรัสวดีซึ่งเป็นของผู้แปล และพิมพ์ครั้งที่สามโดยสำนักพิมพ์เนชั่น

จากนั้นก็เอาหนังสือทั้งสามเล่มมาเรียงแถวไว้แล้วถ่ายรูปเก็บไว้ ถือว่าเป็นความสุขของชีวิตอย่างหนึ่ง ซึ่งพอที่จะหาซื้อได้ในราคาไม่แพงนัก

ตอนที่จะเริ่มต้นอ่านใหม่นั้นก็ต้องคิดอีกว่า จะเอาเวอร์ชั่นไหนมาอ่านดู เพราะการอ่านใหม่ของผมนั้นต้องเอาดินสอติดมือไว้ด้วยเล่มหนึ่งเอาไว้ขีดเส้นตอนสำคัญหรือประโยคเด็ดไว้ข้างล่าง ขีดเอาไว้กันลืม สมัยก่อนผมมักจะจดประโยคเหล่านี้เอาไว้ในสมุดบันทึก แต่ช่วงหลังเลิกเขียนไดอารีลงในสมุดบันทึกนานหลายปีแล้ว จึงต้องขีดเอาไว้ก่อน ถ้าเผื่อต้องใช้หรือเอามาอ้างอิงก็ค่อยเปิดหาเอาจากที่ขีดเส้นใต้ไว้

ผมเลือก “the kite runner” ฉบับพิมพ์ครั้งที่สองไว้สำหรับอ่านอีกรอบ เพราะตัวหนังสือใหญ่ อ่านง่าน สบายตัว ส่วนฉบับครั้งที่1 และครั้งที่3นั้นเก็บเอาไว้บนหิ้งหนังสือใกล้มือ

ตอนเริ่มอ่านใหม่ ๆ จำอะไรแทบไม่ได้เลย รู้อย่างเดียวว่าเป็นเรื่องของเด็กอัฟกันสอง ทั้งคู่เป็นเพื่อนกัน แต่ไม่รู้ว่าเรื่องต่อจากนั้นเป็นอย่างไร เมื่อเริ่มอ่านไป ความทรงจำก็ค่อย ๆ ผุดขึ้นทีละเล็กละน้อยและอรรถรสของการอ่านหรือการเสพงาน “วรรณกรรมชั้นเลิศ”นั้นค่อย ๆ ซึมซาบเข้าในหัวใจ หนังสือขึ้นต้นว่า

“ธันวาคม 2001 เหตุการณ์ที่ทำให้ผมเติบโตขึ้นเป็นชายคนนี้ เกิดขึ้นในวันหนึ่งของฤดูหนาวปี1975 ตอนผมอายุได้สิบสองขวบ มันเป็นวันที่ท้องฟ้ามัวหม่นอากาศเย็นจัด หนาวเหน็บไปถึงกระดู ผมจำวิวินาทีที่นั่งแอบอยู่หลังกำแพงดินผุพัง แอบมองเข้าไปในซอยเล็กข้างลำธารที่กลายเป็นน้ำแข็งแห้งนั้นได้อย่างแจ่มชัด ซึ่งมันก็ผ่านมานานนมเต็มทีแล้ว คนมักพูดกันว่า เราฝังอดีตได้ในเวลานั้น มันไม่จริงหรอกนะ เพราะผมเองตระหนักดีแล้วว่า อดีตสามารถตะกายกรงเล็บคลานกลับออกมาตามหาเราได้เสมอ มองย้อนกลับไปในวันนี้ ผมรู้ดีว่าส่วนหนึ่งของผมยังคงนั่งยองๆ แอบดูอยู่หลังกำแพงดินในซอยเปลี่ยมนั่น ตลอดยี่สิบหกปีที่ผ่านมา

เมื่อหน้าร้อนที่ผ่านมา เพื่อนของผมราฮีม ข่านโทรมาจากปากีสถานให้ผมไปเยี่ยม ยืนถือหูโทรศัพท์คุยกับเขาในครัว สัมผัสบางอย่างบอกผมว่า เสียงที่ส่งมาตามสายนั้น มันไม่ใช่แต่เพียงเสียงของราฮีม ข่าน เพื่อนเก่า หากมันคือเสียงเรียกแห่งอดีต หรือบาปเก่าที่ยังคั่งค้างไม่ได้ถูกชำระกันไปให้สิ้นสุดลงไป

จากนั้นก็เรื่องราวที่แท้จริงก็ปรากฏขึ้นในบทที่สอง

“เมื่อยังเด็ก ฮัสซานกับผมมักจะชวนกันปีต้นพ็อพล่าร์ซึ่งปลูกตระหง่านอยู่ริมทางที่ทอดสู่ตัวบ้าน เรามักจะมีกระจกเงาเล็ก ๆอยู่อันหนึ่งเอาไว้สะท้อนแดด ส่องลำแสงเข้าไปคอยกลั่นแกล้งเพื่อนบ้าน สองคนนั่งหันหน้าเข้าหากันบนกิ่งคู่ที่อยู่สูงสิบขึ้นไป ตีนเปล่าห้อยโตงเตง ในกระเป๋าจะตุงไปด้วยผลมัลเบอรี่กับวอลนัท ผลัดกันส่องกระจกไปพลาง ปากกก็เคี้ยถั่ว กินผลไม้กันไปเยิบ ๆ กินไปขว้างใส่กันไปเรียกเสียงหัวเราคิกคักสนุกสนานตามประสาเด็ก จนบัดนี้ผมยังเห็นภาพนั้นชัดอยู่ในจินตนาการ

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องเล่าของอาเมียร์ ข่าน เขาเป็นเด็กชายกำพร้าแม่ เกิดในครอบครัวคนมั่งมี พ่อของเขาเป็นพ่อค้าพรมที่ร่ำรวย ปู่เป็นผู้พิพากษา ส่วนฮัสซานนั้นเป็นลูกคนใช้ เมื่อเขาคลอดออกมาแม่ของฮัสซานก็หนีตามผู้ชายคนหนึ่งหายไปจากบ้าน ทิ้งพ่อที่ขาพิการไว้ให้เลี้ยงลูกชายตามลำพัง ฮัสซานเป็นเด็กปากแหว่งที่มีความซื่อสัตย์และรักเพื่อนอย่างชนิดที่ยอมแลกได้กับทุกสิ่ง สองคนนี้มักจะเป็นเพื่อนเล่นกันอยู่แต่ในบ้าน แต่ถ้ามีเพื่อนคนอื่น อาเมียร์ก็จะไม่ทิ้งฮัสซานไว้ให้อยู่ตามลำพัน ตอนที่สองคนนี้ช่วยกันแข่งว่าวจนได้รับชัยชนะ วันนั้นเป็นวันที่ฮัสซานโดนเด็กผู้ชายที่โตกว่าข่มขืน อาเมียร์ ข่านวิ่งตามไปเห็น แต่ด้วยคามกลัวว่าตัวเองจะเดือดร้อนจึงแอบดูเพื่อนถูกข่มขืนและถูกทำร้ายอยู่เงียบ ๆ จนกระทั่งทุกอย่างผ่านไป อาเมียร์ข่านมายืนรอ และถามเพื่อนเหมือนไม่รู้ไม่เห็นว่าหายไปไหนมา ทำไมปล่อยให้เขารอนาน ฮัสซานมีเลือดไหลย้อนมาจากด้านหลังรถกางเกงและหยดลงพื้น อาเมียร์เห็นแต่ไม่ถามแม้แต่คำเดียวว่าเกิดอะไรขึ้น สองคนชวนกันกลับบ้าน หลังจากนั้นความสัมพันธ์ก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย จนอาเมียร์ ข่านรู้สึกผิดอยู่ในใจ ไม่รู้จะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร เขาไม่กล้าเล่าถึงความขี้ขลาดตาขาวของตัวเองให้คนอื่นฟัง ที่เขาทำได้ก็คือ วันที่พ่อจัดงานวันเกิดให้ มีคนเอาของขวัญทั้งเงินสดใส่ซองและของเล่นจำนวนมาก เขาคิดจะกำจัดเพื่อนออกไปจากชีวิต จึงนำของเล่นบางอย่าง นาฬิกา และเงินไปซุกอยู่ใต้ที่นอนของฮัสซาน จากนั้นบอกพ่อว่าเงินและนาฬิกาหาย เขาชี้เป้าว่าอาจจะเป็นเพื่อนของเขา พ่อให้คนเข้าไปค้นและพบว่าเงินอยู่ใต้ที่นอน พ่อถามฮัสซานว่า เธอขโมยเงินไปใช่หรือไม่ ฮัสซานหันไปมองหน้าเพื่อน แล้วพยักหน้ารับ “ครับ” พ่อของอาเมียบอกว่า “ฉันยกโทษให้” แต่พ่อของฮัสซันบอกว่า ความผิดครั้งนี้เขารู้สึกเสียใจและขอลาออกจากบ้านหลังนี้ แล้วก็หันไปมองหน้าอาเมียร์ด้วยความเสียใจ ไม่ว่าพ่อของอาเมียร์จะอ้อนวอนอย่างไรว่าให้สองพ่อลูกนั้นอยู่กับเขาเป็นครอบครัวเดียวกันต่อไป แต่ชายคนนั้นยืนกรานว่าเขาจะลาออก แค่ขอให้ช่วยขับรถไปส่งเขาที่สถานีโดยสารด้วย พ่อของอาเมียร์ร้องไห้คุกเข่าอ้อนวอนว่าให้อยู่ด้วยกันต่อไปเหมือนเดิม แต่ก็ไม่ประสบผล

อาเมียร์ ข่านเก็บความทรงจำนี้เอาไว้กับตัวนานถึงสามสิบปี และเขาก็เขียนมันออกมาเป็นนิยาย เล่าเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับวัยเด็กของเขา เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอัฟกานิสถาน เล่าเรื่องการล้มล้างสถานบันกษัตริย์ เล่าเรื่องการอพยพโยกย้ายตัวเองไปอยู่ปากีสถานแต่ต่อมาก็ลี้ภัยไปอยู่สหรัฐเมริกา

“สถาบันกษัตริย์ถูกล้มล้างไปสิ้น แทนที่ด้วยระบบการปกครองแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นผู้นำ ความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าเหมือนชาติได้กลับมาสู่วัยหนุ่มคึกคักอีกครั้ง ได้แผ่กระจายไปทั่ว ผู้คนพูดถึงสิทธิสัตรี และวิทยาการสมัยใหม่”


เป็นหนังสือที่เขียนด้วยความลึกซึ้งละเอียดอ่าน อาเมียร์ ข่านนั้นฉายแววความเป็นนักเขียนมาตั้งแต่เด็ก เขามักจะแต่งเรื่องขึ้นและนำไปอ่านให้เพื่อนของเขาฟังเสมอ วันเกิดของเขา ฮัสซานที่ไม่ได้เข้าโรงเรียนและอ่านหนังสือไม่ออกก็ยังได้ชวนพ่อออกไปซื้อหนังสือเล่มหนึ่งมาให้เป็นของขวัญ

พ่อของฮัสซานยังพูดว่า “เมื่อคืนผมกับฮัสซาน ไม่ได้มีโอกาสได้มอบสิ่งนี้ให้คุณ มันเป็นของไม่มีค่า มีราคาที่คู่ควรกับคุณ แต่เราสองคนก็หวังว่าคุณจะชอบมัน สุขสันต์วันเกิดครับคุณอาเมียร์”

“ขอบคุณอาลี”

ผมไม่อยากให้เขาลำบากไปซื้อของขวัญมาให้ เปิดกล่องออกมาเป็นหนังสือ “ซานามาห์” ปกแข็งเล่มใหม่เอี่ยม ข้างในมีภาพเคลือบสีมันวาวประกอบคำบรรยาย

ในหน้าแรกๆ ของหนังสือมีบอกว่าไว้ ฮาเหล็ด เกิดเมื่อปี1965 ฝันอยากเป็นนักเขียนมาตั้งแต่เด็ก เติบโตขึ้นมิอาชีพเป็นหมอ หากบัดนี้ ฝันวัยเด็กก่อตัวเป็นรูปร่างให้จับต้องได้ เขาจึงลาออกจากงานประจำเพื่อมาเขียนหนังสือเลี้ยงชีพเป็นการถาวร

The Kite runner เป็นงานเขียนเล่มแรกของเขา เขียนขึ้นจากประสบการณ์ส่วนตัวที่เติบโตมาในประเทศอัฟกานิสถาน ก่อนที่รัสเซียจะยึดครองในปี1979 ในปีนั้นเองพ่อของเขาซึ่งเป็นเลขาทูตประจำการอยู่ที่อัฟกันในกรุงปารีสได้ทำการขอลี้ภัยไปอยู่ในประเทศอเมริกา และได้รับการอนุมัติในปี 1980 เขาและครอบครัวจึงย้ายถิ่นฐานไปอาศัยอยู่ที่เมืองเซน โฮเซ่ รัฐแคลลิฟอร์เนีย และยังอยู่ที่นั่นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ยอดเยี่ยม มีความเป็นเลิศแทบทุกด้าน ทั้งการแปล การเขียน และยังก่อสร้างความเข้าอกเข้าใจ ความเมตตา การให้อภัยให้เกิดขึ้นแก่จิตสำนึก ถือเป็นงานวรรณกรรมที่มีพลัง สามารถเปลี่ยนแปลงข้างในของผู้อ่านได้อย่างไม่รู้ตัว

ผมชอบมากก็เลยหยิบมาอ่านและเขียนถึงอย่างซาบซึ้งใจ

โดย johnrit

 

กลับไปที่ www.oknation.net