วันที่ อาทิตย์ ตุลาคม 2564

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

มามองโลกแบบ Negative กันดีกว่า


ก่อนอื่นเราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจเดิมที่คิดว่า positive = บวก และ negative = ลบ เสียก่อนเนื่องจากในระบบควอนตัมทุกสรรพสิ่งสามารถเพิ่มลดปรับเปลี่ยนหรือพลิกไปเป็นบวกลบคูณหารและเลขยกกำลังหรือในทางย้อนกลับ/กลับกันได้ตลอดเวลา ยกตัวอย่างง่ายๆเช่น ความพยายามที่จะยกระดับจากคนจนไปเป็นคนรวยไม่ว่าจะเป็นโดยการเลือกและหรือไม่เลือกรูปแบบวิธีการที่ใช้ทั้งสองทางสามารถทำให้เกิดอาการหลงทิศหลงทางหลงผิดเป็นถูกหรือหลงถูกเป็นผิดได้ทั้งสิ้น มีคำกล่าวที่นิยมพูดกันอย่างกว้างขวางว่า มากเกินไปก็ไม่ดี น้อยเกินไปก็ไม่ดี แล้วอย่างไรถึงจะเรียกว่าความพอดี? 

 

ความพอดีในมุมมองแบบเก่าคือ ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป (ตรงกลาง) ซึ่งคนส่วนใหญ่จะมีคำถามว่า ตรงไหน อย่างไง เมื่อไหร่

ความพอดีในมุมมองแบบใหม่คือ การมองทะลุเข้าไปเฝ้าสังเกตพินิจพิเคราะห์พิจารณาทั้ง positive = บวกและ negative = ลบ ที่อยู่ทั้งภายในและภายนอกในสิ่งเดียวกัน (หัวข้อ/เรื่อง/เหตุการณ์/สถานการณ์เดียวกันในเวลาเดียว ทั้งที่เป็นด้านของความคิดที่มีความรู้สึหรือความรู้สึกที่มีความคิดของตัวเราเองและของผู้อื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน (อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนคงจะมีคำถามว่า เราจะไปรู้ความคิดความรู้สึกของคนอื่นได้อย่างไร คำตอบจะแยกออกเป็นสองส่วน/สถานะคือ ส่วน/สถานะที่รู้และไม่รู้  และมีสภาวะกึ่งรู้กึ่งไม่รู้ ในระดับมหภาคที่แต่ละคนมีความเป็นเอกเทศไม่ข้องเกี่ยวกันเราจะไม่สามารถล่วงรู้ความคิดความรู้สึกของคนอื่นได้ แต่ในระดับจุลภาคนั้นแตกต่างออกไปคือ ข้อมูลครึ่งนึงของคนอื่นจะมีข้อมูลของเรารวมอยู่ด้วยและในขณะเดียวกันและหรือในทางกลับกันครึ่งนึงของข้อมูลของเราก็มีข้อมูลของคนอื่นรวมอยู่ด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากเราสามารถรับรู้หรือสัมผัสได้ถึงข้อมูลของเราที่อยู่ในตัวของคนอื่นได้เราก็จะรู้ว่า เราจะต้องทำอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าโดยที่เราไม่จำเป็นต้องล่วงล้ำเข้าไปในขอบเขตความคิดความรู้สึกของคนอื่นทั้งในทางพฤตินัยและนิตินัยเราก็สามารถเข้าถึงจุดยืนภายในของผู้อื่นได้โดยที่แม้แต่ตัวของผู้อื่นเองก็ยังไม่รู้และเข้าไม่ถึงจุดยืนภายในที่แท้จริงของตัวเองด้วยซ้ำทั้งในส่วนที่เป็นอนุภาคและคลื่น/ความคิดและความรู้สึกที่แผ่ขยายออกไปและหดกลับเข้ามาและในส่วนของคลื่นและอนุภาค/ความรู้สึกและความคิดที่หดกลับเข้ามาและแผ่ขยายออกไปว่าเป็นอนุภาคและคลื่น/ความคิดและความรู้สึกที่อยู่ภายใต้วงจรหรือวัฏจักรหรือค่าอนันต์เดียวกันหรือเปล่า หรือได้มีการเคลื่อนที่โดยมีการยก/ลดระดับไปสู่วงจรหรือวัฏจักรหรือค่าอนันต์อื่น ดูได้จากระดับความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้นหรือลดน้อยลง ซึ่งระดับความรุนแรงนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งจากขั้วบวกและขั้วลบที่มีความเหมือนหรือคล้ายคลึงกันมากๆในระยะแรกๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่งเราจะสามารถมองเห็นหรือแยกแยะความแตกต่างกันได้อย่างชัดเจนที่ในทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เรียกว่า ระบบไม่เชิงเส้น ถ้าหากเราไม่ได้มีการเฝ้าสังเกตและศึกษาพฤติกรรมอย่างละเอียดตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้วเราจะคิดว่า เป็นพฤติกรรมระหว่าง positive = บวก และ negative = ลบ ปกติทั่วไปที่ในระหว่างที่เรากำลังใช้ความรุนแรงอยู่เรากลับคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องสมควรแล้ว แต่กับฝ่ายตรงกันข้ามที่กำลังแสดงพฤติกรรมที่อาจจะดูเหมือนหรือคล้ายคลึงกับเรามากๆเรากลับคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องไม่สมควรอย่างยิ่ง อะไรทำให้เราคิดว่า การใช้ความรุนแรงเหมือนกัน แต่เรากลับเป็นฝ่ายถูกและฝ่ายตรงข้ามเป็นฝ่ายผิด เช่นเดียวกันกับที่อีกฝ่ายก็มีความคิดเห็นเช่นเดียวกันกับเราไม่ผิดเพี้ยน จึงอาจกล่าวได้ว่า ทุกคนทุกฝ่ายต่างก็มีความคิดที่เข้าข้างตัวเองว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกด้วยกันทั้งคู่และต่างก็กล่าวหาว่าคนอื่นเป็นฝ่ายผิดทั้งคู่ ซึ่งความคิดหรือความเชื่อเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับผู้ป่วย ภาวะ Split Brain Syndrome ซึ่งคือผู้ป่วยที่สมองถูกผ่าออกเป็นสองซีก ไม่มีการเชื่อมต่อกัน อาการของผู้ป่วยจะเสมือนมีคนสองคนในร่างเดียว และต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตน ถ้าซีกซ้ายมีประสบการณ์อย่างไร ความจำก็จะอยู่แต่ในซีกซ้ายนั้น ซีกขวาไม่อาจจะรู้ได้ และถ้าซีกขวามีประสบการณ์อย่างไร ความจำก็จะอยู่ในสมองซีกขวานั้น ซีกซ้ายไม่อาจจะรู้เช่นกัน สมองของเราไม่ได้ถูกผ่าออกเป็นสองซีก แต่กลับไม่สามารถเชื่อมต่อถึงกันได้ทำให้เราไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรผิดอะไรถูก แต่กลับมีความคิดที่เข้าข้างตัวเองว่าสิ่งที่ตัวเองทำถูกต้องเหมาะสมแล้วคนอื่นต่างหากที่ผิด

 

การมองโลกแบบ negative ไม่ใช่การมองโลกแบบเก่าที่ negative หมายถึง ด้านลบหรือความทุกข์ ความเลวร้าย ความชั่วร้ายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการมองโลกแบบควอนตัม (ใหม่ที่ภายใต้ความเป็นnegative สามารถเป็นได้ทั้ง negative และ positive และภายใต้ความเป็น positive ก็สามารถเป็นได้ทั้งpositive และ negative ที่ทั้งสองด้านสามารถยก-ลดระดับ/พลิกกลับขึ้น-ลงไปให้เป็นขั้นกว่าของกันและกันได้โดยเราจำเป็นต้องมองให้เห็นทั้งสองทางในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน ซึ่งจริงๆแล้วหลักการหรือโครงแบบของการใช้ชีวิตได้รับการพิสูจน์ค้นพบและแสดงอยู่ในศาสตร์แขนงต่างๆมากมายแต่ที่เป็นเสาเอกจะมีสองเสาหลักคือ คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ถ้าหากคุณมองจากการแสดงคุณสมบัติโดยทั่วไปคุณอาจจะไม่เห็นความเชื่อมโยง/เชื่อมต่อกัน แต่ถ้าหากคุณสังเกตพฤติกรรมในเชิงลึกที่แต่ละสิ่งแสดงออกมาคุณจะเห็นได้ว่า ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์และหรือคณิตศาสตร์ ยกตัวอย่างง่ายๆเช่นความรักโดยปราศจากเงื่อนไขที่หลายคนอาจเคยคิดและเข้าใจว่า ต้องเป็น positive โดยไม่มีข้อสงสัยแต่จริงๆแล้วรากฐานของความรักโดยปราศจากเงื่อนไขที่มีความมั่นคงแข็งแรงมีความรักมีความเมตตากรุณามีความโอบอ้อมอารีโดยไม่มีความคิดหรือรู้สึกที่เป็นลบหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อยนั้นไม่ได้อยู่ตั้งบนความเป็น positive แต่กลับซ่อนอยู่ภายใต้ความเป็น negative ที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยปราศจากการยกระดับและพัฒนาให้ไปอยู่เหนือความเป็น positive ขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งความรักโดยปราศจากเงื่อนไขที่ตั้งอยู่บนฐานของความเป็น positive นั้นยังมีความคิดความรู้สึกด้านลบที่ทำให้เกิดความคิดความรู้สึกที่ไม่แข็งแรงไม่มั่นคงท้อแท้หดหู่น้อยเนื้อต่ำใจน้อยอกน้อยใจในโชคชะตาในสภาพที่เป็นอยู่มากที่ถึงเราจะพยายามข่ม/กดให้ลงมากแค่ไหนก็ไม่สามารถลบความคิดความรู้สึกด้านลบนั้นออกไปได้หมด มีเพียงการยกระดับและพัฒนาในส่วนของความเป็น negative เท่านั้นที่เราจะสามารถหลุดพ้นออกจากวงจรหรือวัฏจักรหรือค่าอนันต์แบบเดิมๆไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

การมองความรักโดยปราศจากเงื่อนไขแบบเก่าก็ยังไม่สามารถทำให้เราหลุดพ้นได้อย่างสมบูรณ์แบบการมองว่าคนดีจะต้องทำแต่เรื่องดีดีเท่านั้นไม่สามารถทำเรื่องไม่ดีได้นั้นเป็นการมองด้านเดียวที่ไม่เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงเนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างทุกย่างก้าวทุกการกระทำล้วนเป็นส่วนหนึ่ง/เป็นบันใดของการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น ในเวลาที่เรากำลัง move on ไปข้างหน้า แต่คนอื่นกลับคิดว่าการ move on ของเรานั้นส่งผลกระทบทำให้คนอื่นมีความจำเป็นต้องเดินออกจากความสะดวกสบายและความเคยชินเก่าๆของตัวผู้อื่นเองนั้นเป็นความผิดของเรา ซึ่งความผิดดังกล่าวอาจไม่ใช่ความผิดแต่เป็นความถูกต้อง แต่ที่คนอื่นคิดว่าเป็นความผิดก็เพราะคนอื่นยังอยากใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความสะดวกสบายและความเคยชินเก่าๆของตัวเองอยู่จึงมีความพยายามในการกล่าวหาผู้อื่นเพื่อทำให้ตัวเองได้ใช้ชีวิตอยู่แบบเดิมๆต่อไป ซึ่งความพยายามในการกล่าวหาผู้อื่นนี้ผู้กล่าวหาอาจคิดว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องเหมาะสมแล้ว แต่อันที่จริงแล้วอาจจะเป็นการมองมาจากความต้องการของที่จะใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความสะดวกสบายและความเคยชินเก่าๆของความคิดความรู้สึกเพียงด้านเดียวโดยไม่ได้มองว่านี่เป็นโอกาสที่จะช่วยยกระดับและขยายขอบเขตความสะดวกสบายและความเคยชินใหม่ๆให้มีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการมองเช่นนี้ไม่อาจทำให้เราเข้าถึงความจริงที่แท้จริงได้ เมื่อเราไม่สามารถเข้าถึงความจริงที่แท้จริงได้สิ่งที่เราทำคือ การหาเหตุผลขึ้นมาสนับสนุนความคิดความรู้สึกที่ต้องการจะใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความสะดวกสบายและความเคยชินเก่าๆของเราต่อไปโดยคิดและเข้าใจว่า เรากำลังมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองอยู่ แต่ในความเป็นจริงอาจเป็นการขุดหลุมฝังตัวเองที่ละนิดทีละนิดโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้ เช่นเดียวกันกับการออกมาประท้วงเรียกร้องสิทธิเสรีภาพต่างๆหรือการออกมาไลฟ์สดของพระมหาสมปองและพระมหาไพลวัลย์ที่ไม่ได้มองว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องไม่เหมาะสม แต่มองว่าเป็นการเผยแพร่พุทธศาสนาแนวใหม่ (เราไม่สามารถให้คนอื่นในสิ่งที่เราไม่มีได้ เราจะสามารถให้คนอื่นมากกว่าสิ่งที่เรามีก็ไม่ได้อีกเช่นกัน ดังนั้นเมื่อพระมหาทั้งสองมองว่า การเทศนาของตนอยู่ในระดับประถมโดยเน้นความสนุกสนานเป็นหลักแล้วหละก็คนฟังจะได้ความรู้ระดับมัธยมหรือมหาลัยได้อย่างไร)

 

การพัฒนาธรรมชาติของ positive ว่ายากแล้ว แต่การพัฒนาธรรมชาติของ negative ให้พลิกกลับมาอยู่เหนือธรรมชาติของ positive ยากยิ่งกว่า แต่ความยากนี้จะทำให้การใช้ชีวิตง่ายขึ้น มีความสุขมากขึ้นพัฒนาไปได้ไกลและเร็มมากขึ้น 

 

โลกได้เคลื่อนที่ออกจากธรรมชาติของ positive เข้าสู่ธรรมชาติของ negative แล้วข่าวต้นยางนา 100 ปีที่ล้มและข่าวการเกิดปรากฎการณ์เสาแสง (ลงเสาเข็มใหม่เหนือท้องฟ้าระนองเป็นสิ่งที่บอกกับเราว่าธรรมชาติได้มีการสลับขั้วไปแล้ว ความรู้นี้เกิดขึ้นจากสิ่งที่เรียกว่า การ “เปลี่ยนกระบวนทัศน์” หรือParadigm Shift เพื่อทำให้เกิดมุมมองใหม่ต่อชุดข้อมูลเดิม โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงข้อมูลเดิมแต่อย่างใด

 

ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า มีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้นทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติหรือมีเหตุการณ์ดีๆที่เป็นเรื่องเหลือเชื่อ/ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นมากมาย หรือแม้กระทั่งภัยจากมนุษย์ด้วยกันเองที่มีการขยายวงกว้างมากขึ้นทำให้การใช้ชีวิตมีความยากลำบากมากขึ้น จนทำให้ยิ่งดิ้นก็ยิ่งจมลึกลงไปเรื่อยๆทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นจากธรรมชาติของ negative ที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา และเกิดขึ้นจากธรรมชาติของ positive ที่ไม่ได้เป็นpositive อีกต่อไป แต่เปลี่ยนไปเป็น negative ที่ไม่ดีแทนโดยที่แม้ต่อผู้ใช้งานหรือเจ้าตัวเองก็ไม่รู้ตัว ถ้าหากเราสามารถรับรู้และเข้าถึงธรรมชาติของ negative และ positive ที่แท้จริงได้เราจะไม่มีความคิดและความรู้สึกด้านลบที่ไม่ดีหลงเหลืออยู่เลย การเข้าถึงธรรมชาติที่แท้จริงจะทำให้เรารู้ว่า จริงๆทั้งหมดคือภาพมายาที่ไม่มีอยู่จริงทั้งสิ้น

 

การใช้ชีวิตแบบเก่าเราจะเห็นว่า เอนโทรปีของระบบมีการเพิ่มทางเดียว โดยในเวลาที่มีสถานการณ์เกิดขึ้นเราจะมองว่าคนอื่นจะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นโดยเราจะพยายามกัน/ตัดตัวเองออกจากการต้องแสดงความรับผิดชอบออกก่อนเสมอ ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบการป้องกันตัวเองที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติที่บางคนอาจจะใช้เวลาเพียงสั้นๆในการคิดหรือระลึกได้และสำหรับคนบางคนอาจต้องใช้เวลาที่นานกว่านั้นหรืออาจทั้งชีวิตเลยก็ได้

 

การใช้ชีวิตแบบใหม่เราจะเห็นได้ว่า เอนโทรปีของระบบไม่ได้มีการเพิ่มทางเดียว แต่จะมีการเพิ่มและลดทั้งสองด้านคือ บวกและลบ ซึ่งจะมีการเพิ่มเหมือนกัน แต่เพิ่มในระดับและทิศทางที่แตกต่างกัน (ตรงกันข้ามกันนักวิทยาศาสตร์มองว่า โลกควอนตัมนั้นมีความยุ่งเหยิง สับสนอลหม่านไร้ซึ่งทิศทาง แต่ไม่ได้มองว่าการใช้ชีวิตที่เราคิดและเข้าใจว่า ดีแล้ว ประเสริฐแล้วแท้ที่จริงกลับสร้างความยุ่งเหยิงสับสนอลหม่านไร้ซึ่งทิศทางไม่ต่างอะไรกับที่มองควอนตัมเลยแม้แต่น้อย (เราเป็นอย่างไรเราก็เห็นคนอื่นหรือสิ่งอื่นเป็นอย่างนั้นในทางกลับกันควอนตัมกลับไม่ได้มองว่าโลกควอนตัมมีความยุ่งเหยิงสับสนอลหม่านไร้ทิศทาง แต่กลับมองว่านักวิทยาศาสตร์หรือมนุษย์ต่างหากที่มีความยุ่งเหยิงสับสนอลหม่านไร้ทิศทาง จะเห็นได้ว่าต่างคนต่างก็มองเห็นโลกในส่วนที่ตัวเองสามารถเข้าถึงได้เพียงด้านเดียวเท่านั้นจึงทำให้ข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่สองด้านไม่สามารถทำการเชื่อมต่อถึงกันได้อย่างสมบูรณ์ทำให้เราไม่สามารถหาคำตอบให้กับคำถามหรือความลึกลับมหัศจรรย์ปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นมากมายได้

 

ทางเดียวที่คุณจะเข้าถึงธรรมชาติที่แท้จริงได้ก็คือ การทะลุกำแพงควอนตัม

โดย Enlightened

 

กลับไปที่ www.oknation.net