วันที่ ศุกร์ ตุลาคม 2564

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เทคโอเวอร์ นิวคาสเซิ่ล "เจ้าชาย ซาอุฯ " ยังมีปัญหาความชอบธรรมและการแข่งขัน


เทคโอเวอร์ นิวคาสเซิ่ล "เจ้าชาย ซาอุฯ " ยังมีปัญหาความชอบธรรมและการแข่งขัน
อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
Shukur2003@yahoo.co.uk
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนฑูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
8 ตุลาคม 2564 ข่าวดังระดับวงการโลกฟุตบอลสัปดาห์นี้หนีไม่พ้นข่าวใหญ่ "กลุ่มทุนจาก
ซาอุดิ อาระเบีย" สามารถเทคโอเวอร์
ทีมนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ในราคา 300 ล้านปอนด์ซึ่งสื่อไทยก็ประโคมข่าวคาดกาณ์ว่า ต่อไปนี้ จะมีนักเตะดังๆพาเหรดเข้าสโมสรนี้ช่นเ เออร์ลิง ฮาแลนด์, คีลิยัน เอ็มบัปเป้, ปอล ป็อกบา, เพราะ เจ้าของใหม่ของสโมสรนิวคาสเซิล จะอนุมัติงบประมาณในการเสริมทัพก้อนแรก จำนวน 150 ล้านปอนด์ (ประมาณ 6,899 ล้านบาท)
การที่กลุ่มทุนจากซาอุดิ อาระเบีย" สามารถเทคโอเวอร์
ทีมนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ในราคา 300 ล้านปอนด์
เหมือนที่พวกเขายื่นข้อเสนอคราวก่อนได้แล้ว
ด้วยเหตุที่สามารถตกลงข้อพิพาทกับ บีอิน สปอร์ตส์
ได้เรียบร้อยหลังถูกกีดกันเนื่องจาก ซาอุดิ อาระเบีย
แฮ็คสัญญาการถ่ายทอดสดเกม พรีเมียร์ลีก
ไปแพร่ภาพในประเทศแบบละเมิดลิขสิทธิ์ ทำให้ทีมนี้กลายเป็น
สโมสรฟุตบอลที่รวยที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก
ในทันทีชนิดที่ไม่มีทีมไหนทาบทามได้เลย
แสดงว่า สาลิกาดงได้เขี่ย ปารีส แซงต์ แชร์กแมงและ แมนฯซิตี้ ทีมอันดับหนึ่งและสองก่อนหน้านี้ทันที เพราะเจ้าของทีมตัวจริงเสียงจริงคือ เจ้าชาย "มุฮัมหมัด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดิอารเบีย "มีทรัพย์สินประมาณ 320 พันล้านปอนด์ มากกว่า ชัยค์ มันซูร์ เจ้าของทีม เรือใบสีฟ้า แมนฯซิตี้ ถึง10 เท่า และมากกว่า นาสเซอร์ อัล เคไลฟี่เจ้าของทีม เปแอสเช ถึง50 เท่า
แถมเมื่อนำทั้งสองทีมมารวมเม็ดเงินกันก็ ยังไม่มั่งคั่งเท่ากับ นิวคาสเซิ่ล อีกด้วย แต่ในโลกในโลกที่ข่าวสารไม่สามารถปิดได้โดยเฉพาะยุคดิจตอลนั้นเจ้าของสโมสรใหม่อาจถูกต่อต้านก็เป็นได้เพราะอย่าลืมว่าเจ้าชาย "มุฮัมหมัด บิน ซัลมาน แห่งซาอุฯ "
ท่านนี้ถูกกล่าวหาว่า "สังหารนายญะมาล คาช็อกกี นักข่าวชาวซาอุดิอาระเบีย ในตุรกี"
ถ้าเราจำกันได้ข่าวดังสะเทือนวงการฑูตระดับโลกเมื่อ วันที่ 2 ต.ค.61นักข่าวคนดังวัย 60 ปี นายญะมาล คาช็อกกี (นักข่าวชาวซาอุดิอาระเบีย) ถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหด ผิดมนุษย์มนา โดยถูกหั่นเป็นชิ้นๆ ขณะยังมีลมหายใจในสถานฑูตซาอุดิอารเบียที่อิสตันบูลของประเทศตุรกี
สำหรับสาเหตุที่เขาเข้าไปในสถานกงสุลซาอุฯ ที่อิสตันบูลนั้นเพราะ
เพราะต้องการไปรับเอกสารหย่ากับอดีตภรรยาคนแรกซึ่งมีบุตรด้วยกัน 1 คน เพื่อนำไปใช้ในการจดทะเบียนแต่งงานใหม่อีกครั้ง กับ คอดียะห์หรือชื่อตุรกี (ฮาทิเช เชนกิซ) คู่หมั้นหญิงชาวตุรกีวัย 38 ซึ่งเขาได้พบกับเธอครั้งแรกในงานสัมมนาที่นครอิสตันบูล เมื่อพ.ค.ปี 61 และทั้งคู่ได้พัฒนาความสัมพันธ์ถึงขั้นคิดจะแต่งงานใช้ชีวิตด้วยกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ญะมาล คาชอกกี เขานับเป็นนักข่าวมีประสบการณ์ทำงานด้านข่าวมาอย่างมากระดับแนวหน้า วงการข่าวโลกอาหรับ และโลกมุสลิม เป็นทั้งนักข่าว บรรณาธิการ นักจัดรายการโทรทัศน์ รวมทั้งเคยเป็นผู้จัดการและบรรณาธิการ (บก.) ข่าวของสถานีโทรทัศน์ช่อง อัล-อาหรับ นิวส์ แชนแนล และเคยเป็นบก.ข่าวของนสพ.อัล วาตัน (Al Watan) ในซาอุฯ เขาขอลี้ภัยตัวเองไปอยู่ในสหรัฐฯ เมื่อ ประมาณ เดือน มิ.ย.60 หลังจากเขาถูกเจ้าหน้าที่ซาอุดิอารเบีย เตือนให้หยุดวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของมกุฏราชกุมารหรือเจ้าชาย มุฮัมหมัด บิน ซัลมานแห่งซาอุดิอารเบียในขณะที่ ญะมาล คาชอกกีได้วิจารณ์อย่างรุนแรงถึงการจำกัดเสรีภาพของสื่อในโลกอาหรับ การละเมิดสิทธิมนุษยชนจัดการผู้เห็นต่างทางการเมืองไม่ว่าผู้นำศาสนาหรือแม้กระทั่งวงษาคณาญาตตัวเอง รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์เรียกร้องให้รัฐบาลซาอุดิอารเบีย ปฏิรูปเรื่องต่างๆ ในประเทศ
หลังจากขอลี้ภัยตัวเองไปอยู่ในสหรัฐฯแล้ว ญะมาล คาชอกกี ได้เริ่มเขียนบทความลงในวอชิงตัน โพสต์ ตั้งแต่ ก.ย.60 เป็นต้นมา
ซึ่งสอดคล้องกับการออกมาขับเคลื่อนขององค์การนิรโทษกรรมสากล หรือแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้ออกแถลงการณ์คัดค้านการเทคโอเวอร์ทีมนิวคาสเซิลของกลุ่มทุนซาอุดีอาระเบียว่า จะทำให้ภาพลักษณ์ของฟุตบอลพรีเมียร์ลีกต้องมัวหมองก่อนหน้านี้และคงเดินหน้าต่อไปไม่เพียงเท่านั้น
แฟนบอลสาลิกกาดงอีกฝั่ง ที่เราไม่เห็นในสื่อบ้านเรา กำลังออกมาคัดค้านอย่างหนักตามข้อกล่าวหาขององค์การนิรโทษกรรมสากลและกำลังเสียงดังในโลกโซเซียลมากขึ้นเมื่อนางสาวคอดียะห์คู่หมั้นญะมาล คาชอกกีได้ออกสัมภาษณ์ขย่มผ่านทั้งสื่ออังกฤษและอาหรับ โจมตีสมาคมฟุตบอลอังกฤษว่า ไม่คำนึงถึงคุณธรรมจริยธรรม แต่สนเพียงธุรกิจ และจะนำฟุตบอลพรีเมียร์ลีกต้องมัวหมองอย่างแน่นอนในอนาคต
นอกจาก ยังมีบริษัท beIN Sports เครือข่ายช่องรายการกีฬาทางโทรทัศน์ ที่เป็นธุรกิจหนึ่งของกลุ่มเครือข่ายสื่ออัลญะซีเราะฮ์ประเทศกาตาร์ ไม้เบื่อไม้เมารัฐบาลซาอุดิอารเบีย จนกระทั่ง beIN ต้องระงับการออกอากาศในซาอุฯ ซึ่งทางซาอุฯ ก็ได้ตอบโต้ด้วยการสร้างช่องใหม่ขึ้นมาที่มีชื่อว่า beOut เหมือนเป็นการดัดหลัง beIN โดยสัญญาณการถ่ายทอดสดจะเป็นการขโมยสัญญาณจาก beIN มาใช้งานโดยที่ไม่จ่ายเงิน ซึ่งทำให้ beIN ที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในหลายประเทศที่ตั้งใจจะซื้อสัญญาระยะยาว ต้องออกโรงขู่พรีเมียร์ลีกว่า หากปล่อยให้กลุ่มทุนจากซาอุฯ ที่มีราชวงศ์อยู่เบื้องหลังได้เป็นเจ้าของสโมสรในพรีเมียร์ลีก beIN จะถอนตัวจากการซื้อลิขสิทธ์ของพรีเมียร์ลีกทันที
และตอนนี้เรื่องราวการฟ้องร้องโดย St James' Holdings กำลังอยู่ในการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ และเตรียมมีการตัดสินคดีในเร็ว ๆ นี้
สิ่งที่ทางนิวคาสเซิลจะชนะการตัดสินในครั้งนี้ได้ คือการต้องหาข้อโต้แย้งให้ได้ว่า "กลุ่มทุน" ภายใต้ชื่อ The Saudi Fund (PIF) ที่จะมาซื้อสโมสรนั้นไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเจ้าชาย บิน ซัลมาน ที่โดนหลายฝ่ายต่อต้านจากปัญหาเรื่องคดีความและข้อพิพาทระหว่าง beIN และแอมเนสตี้ เพราะหากพิสูจน์ความจริงข้อนี้สำเร็จ ก็จะไม่มีใครสามารถขวางการเทคโอเวอร์ครั้งนี้ได้
ตอนนี้สองฝ่ายกำลังหาข้อมูลมาโต้แย้งกันอย่างดุเดือด และในเดือนมกราคมปี 2022 คาดว่าการตัดสินคดีจะเกิดขึ้น ฝ่ายใดเป็นผู้ชนะก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการธุรกิจหรือการเทคโอเวอร์สโมสรในพรีเมียร์ลีกไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากฝั่งนิวคาสเซิลชนะ พวกเขาน่าจะได้เจ้าของใหม่ที่พร้อมจะทุ่มเงินจำนวนมากตามที่ได้โฆษณาไว้ก่อนหน้านี้ และสิ่งนี้เองที่ทำให้มีข่าวว่าหลายทีมใหญ่ๆก็คงไม่ปลื้มและไม่ต้องการให้การเทคโอเวอร์ครั้งนี้เสร็จสมบูรณ์..
"บีบีซี สื่อดังแดนผู้ดี เปิดเผยว่า 19 ทีมในพรีเมียร์ลีกอื่นๆ ไม่พอใจกับการเทคโอเวอร์ในครั้งนี้เนื่องจากเกิดขึ้นอย่างกะทันหันโดยไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดใดๆ ซึ่งกำลังกดดันให้คณะกรรมการจัดการแข่งขันพรีเมียร์ลีกลาออกเพื่อแสดงความรบผิดชอบ"
อย่างไรก็แล้วแต่ความเป็นจริงนั้น "สื่ออาหรับ" ได้เจาะลึกอีกว่า เจ้าชาย "มุฮัมหมัด บิน ซัลมาน แห่งซาอุฯ "พยายามฟอกขาวตัวเองผ่านวงการฟุตบอลในยุโรป โดยเฉพาะวงการฟุตบอลสเปนและอังกฤษมาหลายปีแล้ว ซึ่งข่าวการต่อต้านการเทคโอเวอร์สาลิกงดงครั้งนี้ อาจจะทำให้โลกยิ่งขุดคุ้ยชีวิตและธุรกิจพระองค์มากขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งยุโรปโดยวัฒนธรรมให้ความสำคัญด้าน "ความชอบธรรม"ต่อเรื่องนี้มากๆ รวมทั้งเหตุผลการแข่งขันในสงครามลูกหนังพรีเมียร์ลีก

โดย shukur

 

กลับไปที่ www.oknation.net