วันที่ พุธ กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทำอย่างไรจึงจะไม่เป็นทุกข์ ต่อค่ะ


ชีวิตจิตใจเป็นอย่างไร

ชีวิตจิตใจเป็นอย่างไร อะไรเป็นอย่างไร ก็ปฏิบัติผิดต่อสิ่งเหล่านี้ ทั้งปวงหมดเลย โตขึ้นมายิ่งโง่ โตขึ้นมายิ่งโง่ ยิ่งเกิดมาจากท้องแม่ไม่ทันจะโง่ พอโตขึ้นมาก็ยิ่งโง่ ยิ่งเป็นผู้เฒ่าผู้แก่ก็ยิ่งโง่ ยิ่งหลงก็ยิ่งทำผิด ในสิ่งทั้งปวงที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา บอกเรื่องเด็กกันเสียก่อนจะดีกว่า


ถ้าเด็ก ๆ จะฟังบ้างก็ดีจะมีประโยชน์ เมื่ออยู่ในท้องแม่นึกถึงอะไรไม่ได้ เลยไม่มีกิเลส เลยไม่มีความทุกข์ไม่รู้จักความหมายแห่งความทุกข์และก็ไม่มีกิเลสไม่มีความผิดไม่มีความถูก ไม่มีความดีไม่มีความชั่ว ไม่มีอะไรอยู่ในท้องแม่ เพราะว่าอวัยวะต่าง ๆ ของทารกที่ยังเป็นทารกตอนแรก ๆ ที่อยู่ในครรภ์ ไม่มีทางที่จะรู้สึกอะไรได้เลย จนกว่าจะโตกว่าจะคลอดออกมาจากท้องแม่นี้ อวัยวะต่าง ๆ ก็เริ่มทำงานได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ทันได้นึกคิดให้เป็นกิเลสได้ เด็กคลอดออกจากท้องแม่ตาก็เห็นได้ หูก็ได้ยินได้ จมูกก็ได้กลิ่นได้ ลิ้นก็รู้รสได้ ผิวหนังก็รู้สึกสัมผัสได้ จิตก็พอรู้สึกได้ แต่ยังไม่ได้นึกคิด คิดไม่เป็น คิดให้เป็นกิเลสไม่ได้ คิดให้เป็นความดีความชั่วไม่ได้ ไม่รู้จักว่าดีว่าชั่ว เด็กทารกคลอดออกมาไม่รู้จักคำว่าดีคำว่าชั่ว จนคลอดมาแล้วนี้


เวลาล่วงมา ๆ ได้ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ นี้มันทำหน้าที่ ได้ดีขึ้น ๆ ทางตารู้จักของสวยของไม่สวย ทางหูรู้จักของไพเราะไม่ไพเราะ จมูกรู้จักของหอมของไม่หอมลิ้นรู้จักอร่อยไม่อร่อย ผิวหนังรู้จักความนิ่มนวลหรือความแข็งกระด้าง จิตก็มีความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจเด็กก็มีอายุหลายวันหรือหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน แล้วก็ค่อย ๆ มีความคิดที่เป็นกิเลสหรือเป็นสุขคือมันรู้จักพอใจละไม่พอใจขึ้นแรกเกิดใหม่ ๆ ไม่รู้จักหลอกพอใจไม่พอใจนั้นไม่รู้แล้วก็ค่อย ๆรู้ ค่อย ๆรู้ ขึ้นมา พอรู้ว่าอร่อยหรือไม่อร่อย ค่อย ๆ รู้ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ มันรู้จักเยอะแยะ ออกเป็นความรู้สึกสองฝ่าย คือน่ารักไม่น่ารัก น่ายินดีไม่น่ายินดี นี้มันหลงรักหรือไม่หลงรัก หลงยินดีหรือหลงไม่ยินดี มากขึ้น ๆ นี้คือยิ่งโตยิ่งโง่ ยิ่งโตยิ่งโง่ โง่ที่ไปหลงรักไอ้ที่น่ารัก ไปหลงเกลียด ไอ้ที่มันน่าเกลียด พอใจและไม่พอใจ โกรธบ้างกลัวบ้างอะไรบ้าง ความรู้สึกนี้ก็มีขึ้นยิ่งโตมันก็ยิ่งโง่ จนเป็นวัยรุ่นเป็นหนุ่มเป็นสาวมันก็ยิ่งโง่ มันหลงรักหลงเกียจมากกว่าแต่ก่อน


ไปเทียบดู เด็กวัยรุ่นจะรู้จักพอใจไม่พอใจเรื่องรัก เรื่องโกรธ มากกว่าเด็กทารก เป็นหนุ่มสาวก็จะรู้มากเต็มขีดเต็มอัตรา รู้จักพอใจหรือไม่พอใจนี้ หลงรักหรือหลงเกียจหรือหลงกลัว หรือหลงวิตกกังวน อาไรอาวอน อิจฉาริษยามันมากขึ้น ๆ ตอนนี้มันไม่มีความรู้มาแต่ในท้อง พอใครเกิดมาใครสอนไม่ได้ มันเป็นเรื่องที่เดา มันไม่เดาแต่มันเหมือนกับเดา มันรู้สึกขึ้นมาเองตามธรรมชาติ พออร่อยก็ชอบกิน พอไม่อร่อยก็ไม่ชอบกิน เพราะรู้จักแยกแยะว่าอร่อยหรือไม่อร่อย เพราะมันรู้จักแยกแยะหมดทางตาก็รู้จักแยกแยะ มันสวยหรือไม่สวย ได้รับการอบรมให้โง่ขึ้นไปอีกสวยอย่างพิถีพิถัน ไอ้อย่างนี้ก็มีอีกต่างหากไพเราะหรือไม่ไพเราะมันก็รู้จักรักที่ไพเราะเกียจที่ไม่ไพเราะ จมูกก็รู้เรื่องเหม็น ลิ้นก็รู้รสอร่อยไม่อร่อย ผิวหนังก็รู้จักนิ่มนวลอ่อนโยน กับแข็งกระด้าง

นี้มันก็หลงใหลไปอีกฝ่ายหนึ่ง และเกลียดชังไปอีกฝ่ายหนึ่ง ก็รู้จักพอใจไม่พอใจแรงขึ้น ๆ นี้คือยิ่งโตยิ่งโง่ ยิ่งโตยิ่งโง่ ก็เพราะว่าความลุ่มหลง รัก หลงรายาหึงหวง มันก็เป็นคนนอนหลับยาก ยิ่งมีอายุมากเข้ามันก็รู้สึกรุนแรงมาก จนเป็นคนนอนหลับยาก และก็ตายเข้าโรง มันก็ไม่ได้พบกับจิตชนิดที่มันเกลี้ยง จิตชนิดที่ไม่รักไม่โกรธ ไม่เกียจไม่กลัว ไม่วิตกกังวน ไม่อาไรอาวอน ไม่อิจฉาริษยา ไม่ห่วงอะไรต่าง ๆ ไม่ ไม่เคยพบ ตรงนี้จะต้องดูให้ดีว่า เราเรียนพระพุทธศาสนาทำไม เรียนธรรมะทำไม เพราะเราไม่เคยพบกับจิตที่เกลี้ยงที่ว่างที่เย็นที่อิสระ เราพบแต่จิตชนิดอย่างนี้ ว่ารัก โกรธเกียจ กลัวเร้าร้อน สกปรก และก็มืดมัวไป เป็นกิเลส เป็นทาสของสิ่งที่มากระทบ ถ้ามันมากระทบให้รักอย่างเป็นทาสให้เป็นของรัก ถ้ามันมากระทบให้โกรธให้กลัวมันก็เป็นทาสของจะโกรธจะกลัว มันปลดออกไปไม่ได้ มันก็จะตกเป็นทาส นี้มันจึงเป็นทาส

แบบอริยะเจ้าหรือพระพุทธเจ้า

ของสิ่งที่ทำให้รักโกรธ เกียจ กลัว วิตกกังวน อาไรอาวอน ไม่มี อิสรภาพ ไม่มีเสรีภาพ จิตตกเป็นทาส ของสิ่งเหล่านั้น จะมีความทุกข์อยู่เสมอ ที่พูดเสรีภาพทางการเมืองนั้น เสรีภาพสมมุติกับเสรีภาพ ทางเอกราชทางการเมือง นั้นมันเสรีภาพทางด้านนอก และก็เป็นเรื่องที่ว่าเอาเอง ส่วนที่เป็นทาสอย่างยิ่งอยู่ภายใน เป็นทาสของกิเลส นั้นไม่รู้จักจะเอากันอย่างไร จะเอากันอย่างนั้นต่อไปก็ได้จนตายเข้าโรงก็ได้ ก็เป็นคนธรรมเรียกว่าเป็นบุพชน ถ้าจะไปเป็นคนลืมหูลืมตา

ตามแบบอริยะเจ้าหรือพระพุทธเจ้า แล้วมันต้องศึกษากันใหม่ ศึกษาจนรู้ว่าเดี๋ยวนี้มันอยู่ในลักษณะที่ตรงกันข้ามหมด มีจิตใจเร้าร้อนด้วยความทุกข์ มีจิตใจมืดมัวด้วย อวิชชา มีจิตใจสกปรกด้วยกิเลส ไปเป็นท่านเพราะการยึดมั่น ในสิ่งนั้นสิ่งนี้ มันเป็นอยู่อย่างนี้


ทั้งที่มันจะเกิดมาสวย เกิดมารวย เกิดมาเป็นอย่างไรก็ตาม มันก็มีสมบัติเหมือนกับแข่งกับพวกเทวดาได้ มันก็มีจิตเป็นอย่างนี้ ไปดูคนธรรมดาเถอะ มันก็ยังมีรัก โกรธ เกียจ กลัววิตกกังวล อาลัยอาวอน อิจฉาริษยาอย่างนี้ มันก็มีจิตใจที่เร้าร้อน มืดหม่น เป็นทาสของอารมณ์ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายทางใจ แล้วมันก็ได้ทะเลาะวิวาท ฆ่าฟันกัน เพราะเหตุอย่างนี้ อันธพาลทั้งหลายที่มัน อันธพาลเลวร้าย เพราะมันหลงในสิ่งเหล่านี้ หรืออันธพาลครอบโลกรบกันระหว่างโลกระหว่างชาติ เพราะว่ามันหลงในการที่จะได้สิ่งเหล่านี้ เป็นของตนเสียหมดทั้งโลก


นั้นแหละความโง่ของตนทำให้เกิดผลร้าย และก็ทำให้โลกนี้ปั่นป่วนวิปริต ไปทั้งโลก และเราก็อยู่ในโลกชนิดนั้น โดยไม่ต้องรู้สึกสำนึก โดยไม่มีความคิด ว่าจะทำอย่างไรที่จะให้พ้นออกมา จากโลกชนิดนั้น ที่นี้ถ้าใครต้องการให้พ้นออกมา เสียโลกชนิดนั้น แล้วจะเกิดความต้องการความรู้ของพระพุทธเจ้า จะแสวงหาธรรมะ ซึ่งเป็นการตรัสรูของพระพุทธเจ้า จะแสวงหาธรรมะ ซึ่งเป็นการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้ามาศึกษา มาทำจิตใจกันเสียใหม่ อย่าให้มันเลวร้ายถึงขนาดนั้นอย่างให้มันโง่ร้ายถึงขนาดนั้น อย่างให้มันเป็นทุกข์เสียขนาดนั้น อย่าให้มันเร้าร้อนถึงขนาดนั้น อย่าให้มันมืดมัวถึงขนาดนั้น


ถ้าเป็นชีวิตที่อิสระจะเบาสบาย เดี๋ยวนี้มันรู้จักแต่ทางข้างนอก เรื่องเสรีภาพอย่างโลก ๆ แต่ให้ความเป็นทาสเลวร้ายข้างใน มันไม่สนใจเลย จะเสรีภาพอะไรสักนิดกันก็ใหญ่โตเป็นวักเป็นเวรมันสงวนสิทธิมนุษย์ชนเหล่านี้เป็นต้น ทั้งที่ไม่ได้ดูตัวเองเลยว่าไม่มีเสรีภาพอะไรเลยแม้แต่สักนิดเดียว ถ้าต้องการที่จะได้เสรีภาพ หรือชีวิตที่สงบเย็นเป็นอิสระหรือเป็นชีวิตที่เบาสบาย จะต้องคำนึงถึงพระพุทธเจ้าและก็ต้องวิ่งไปหาความรู้ของพระพุทธเจ้า ผู้เกิดกลางดิน ตรัสรู้กลางดิน เป็นอยู่กลางดิน ตายกลางดินนั้น ที่เคยถูกคนจำนวนหนึ่ง ว่า ว่าไร้สาระ ดูถูกการศึกษาในธรรมะ ของพุทธศาสนาเราว่าไร้สาระ ไปเรียนในมหาลัยไปเรียนเมืองนอกเมืองนาไปเรียนอะไรกันอย่างนั้น วิเศษประเสริฐที่สุดยิ่งกว่าสิ่งใด


ถ้ามันมารู้เห็นผลสุดท้ายว่า การศึกษาแบบโลก ๆ นั้นมันไม่มีอะไร นอกจากให้มันไปเพิ่มโง่ ลึกให้มันทุกข์ขึ้นไปอีก และก็ทำให้เสียอิสรภาพ มีชีวิตอยู่นั้นระดับนั้นเป็นภาระหนักของชีวิตเป็นชีวิตที่เป็นภาระหนัก หนักไปด้วยทุกสิ่ง อย่าง แม้จะเป็นอยู่ด้วยร่างกาย ด้วยตัวเองนี้ก็เป็นภาระหนัก ทรัพย์สมบัติ ข้าวของ บุตรภรรยาสามี ทุกอย่างเป็นภาระหนักเป็นของหนัก เกี่ยวกับสังคมก็เป็นภาระหนัก ทุกอย่างเป็นภาระหนัก


สามารถปลดปลงภาระหนักนี้ ให้ลดลง ๆน้อยลง ๆ จนไม่หนักจนเบา ให้เป็นประโยชน์ที่สุดแล้วมันจะไม่หนักมันจะเบา นั้นแหละเขาเรียกว่ามนุษย์ที่เป็นพระอรหันต์ เป็นผู้ที่ไม่มีทุกข์เลย และก็เป็นคนที่มีประโยชน์ที่สุด คือพระอรหันต์ ตรงกันข้ามกับบุพชน ที่เต็มไปด้วยความทุกข์ เป็นชีวิตที่แบกภาระหนัก แล้วก็ชวนกันหลงอยู่ในภาระอย่างนั้นเป็นเรื่องของจมอยู่ในกองทุกข์ จมอยู่ในวัตสงสาร มันคืออย่างนั้น อย่าไปดูถูกคำว่าวัตสงสาร มันคืออย่างกิเลสและความทุกข์ โดยที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร

วัฎสงสารกิเลสความทุกข์

ถ้าคุณไปรู้เรื่องวัฎสงสารกิเลสความทุกข์กันอย่างดี แล้วจะรู้สึกเป็นภาระหน้าที่กันทันทีเลย ที่จะศึกษาขจัดสิ่งนี้ออกไปเสีย ให้มันไม่มีชีวิตที่เวียนว่ายอยู่ในวัตสงสารคือความทุกข์ชนิดที่ว่ามาแหละ มีชีวิตใหม่มีจิตใจใหม่อย่างที่กล่าวมาแล้วมันไม่มืดด้วยความโง่ มันไม่ร้อนด้วยความทุกข์ มันไม่สกปรกด้วยกิเลส และมันก็ไม่เป็นทาสของสิ่งใด ๆ โดยการยึดมั่นถือมั่นก็จะเป็นอย่างไรจิตใจชนิดนี้จะเป็นอย่างไรขอให้ลองคิดดู ถ้าว่าทุกคนเป็นไปได้อย่างนี้โลกนี้จะเป็นอย่างไรมันก็มีแต่ความทุกข์เท่านั้นเองแต่ไม่รู้จักคำว่าความทุกข์ ความทุกข์เกิดมาจากการยึดมั่นถือมั่น

เป็นตัวตนบ้างเป็นของอื่นบ้างถ้าเดือดจัดขึ้นมาก็เป็นตัวกูบ้างเป็นของกูบ้าง ความรู้สึกอะไรที่มันมีความหมายมีลักษณะเป็นตัวกูเป็นของกูดูว่ามันหนักเท่าไร มันร้อนเท่าไร มันสกปรกเท่าไร มันร้อนร้นเท่าไรก็ขอให้ดูกันดี ๆ ทำอย่างไรถึงจะไม่เป็นอย่างนั้น นี้คือตัวธรรมะตัวพุทธศาสนาที่จะทำอย่างไรถึงจะไม่เป็นอย่างนั้น จึงเป็นชีวิตที่ไม่มีความหนักความร้อนไม่มีความมืดไม่มีความสกปรก ไม่มีความเป็นทาสของสิ่งใด มีแต่อิสระเสรี


ถ้าจะเรียนกันก็ควรเรียนเรื่องนี้ ถ้าจะสอนกันก็ควรจะสอนเรื่องนี้ พระพุทธเจ่าท่านทรงตรัสอย่างนี้ถ้าเราจะเรียนอะไรกันบ้างก็ควรเรียนเรื่องนี้ เรื่องออกมาจากความทุกข์ เดี๋ยวนี้เราเรียนเพ้อเจ้อมันไม่เข้ามาในวงของการขจัดความทุกข์เหล่านี้ โลกนี้ก็เต็มไปด้วยปัญหา มีแต่ความทุกข์ จนดู ๆ เป็นของธรรมดาไปเสียหมด หรือเป็นทุกข์เหมือนกันไปหมด เป็นทาสเหมือนกันไปหมด มีกิเลสเหมือนกันไปหมดจนไม่รู้จักจะไประอายใคร ถ้าจะคิดว่าเกิดมาทีจะไม่เสียชาติเกิด จะต้องได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ และก็ควรศึกษากันเสียใหม่ มีการศึกษาให้รู้ทั้ง ๒ ทาง ทั้ง ๒ ฝ่าย ก็เลือกเอาฝ่ายที่มีอิสระหรือหลุดพ้น


คำว่าหลุดพ้นไม่ใช่คำพูดของคนโง่ ที่เด็กสมัยนี้จะเอาไปล่อเล่น มันเป็นคำที่มีความหมายของมนุษย์ที่มีปัญญามากที่สุด ที่จะทำให้ชีวิตจิตใจให้มันหลุดพ้น จากการบีบบังคับของสิ่งที่เรียกว่ากิเลสหรือสิ่งที่เรียกว่าทุกข์ เดี๋ยวจะดีเกินไปเสียอีกถ้าไม่ความทุกข์ เพราะหลาย ๆ คนยังชอบความทุกข์ยังชอบสนุก ชอบการร้องไห้ มันเป็นคนบ้าชนิดหนึ่ง เป็นความบ้าทางจิตใจ ทางกามอารมณ์ชนิดนั้นแล้วต้องมี มันยังชอบความทุกข์อยากจะอยู่ด้วยความทุกข์ ไม่อยากจะหมดจดจากทุกข์ อย่างนี้ก็มี เพราะมันไม่รู้ว่าความทุกข์มันเป็นอย่างไร


ถ้าว่าเอากันถึงขนากที่พระพุทธศาสนาต้องการ และก็ต้องไม่เป็นทุกข์ เราต้องไม่เป็นทุกข์ และเป็นคนมีประโยชน์ที่สุด ให้ทุกคนไปคิดเอาเอง ว่าทำอย่างไรจึงจะไม่เป็นทุกข์ และมีประโยชน์ที่สุด ไปคิดเอาเองไม่ต้องไปพึ่งพระพุทธเจ้า ไม่ต้องไปหาพระพุทธเจ้า ไม่ได้ไปพึ่งคำสอนพระพุทธเจ้า ทุกคนไปคิดเอาเองว่าทำอย่างไรถึงจะไม่เป็นทุกข์และมีประโยชน์ที่สุดนั้นแหละถูกแล้ว น่าจะตรงตามที่พระพุทธเจ้าประสงค์ ตามที่พระพุทธเจ้าสั่งสอน ก็จะช่วยให้สัตว์โลกได้พ้นทุกข์ อย่าให้ชีวิตนี้มันมีความทุกเลย และพร้อมกันนั้นก็มีการทำประโยชน์เป็นประโยชน์แก่คนและทุกฝ่าย ที่นี้ก็มาพูดถึงตัวพระพุทธศาสนาตัวธรรมะว่าทำอย่างไร ถึงจะไม่เป็นทุกข์เลย ทำอย่างไรถึงจะไม่เป็นทุกข์เลย


นี้ข้อแรกจะอยู่อย่างมีประโยชน์ที่สุดนั้นไม่ว่าที่หลัง ความสุขเกิดมาจากความโง่ กันข้อแรกโง่เป็นลำดับมา จนเป็นที่ยึดมั่นถือมั่นหมายมั่น ของตัวตนเป็นของตนก็ต้องเป็นทุกข์เหมือนกับในตัวของเด็กทารกที่เล่ากันมาแล้ว ที่เกิดมาจากท้องแม่ไม่มีความทุกข์ไม่เป็นจนกว่าเด็กคนนั้นจะเที่ยวไปสัมผัสทางตาหู จมูก ลิ้น ทางใจ รู้จักของอร่อยไม่อร่อย พอใจและหลงใหล


ในสิ่งเหล่านั้นก็จะเป็นทุกข์ ต้องอาศัยความโง่หรือวิชามากถึงขนาดนั้นจึงจะเป็นความทุกข์จะพูดโดยหลักสักนิดหนึ่ง ก็ได้ จะฟังหรือไม่ฟัง เข้าใจหรือไม่เข้าใจ ไม่ทราบว่าเรามี ตา หู จมูก ลิ้น กายใจนี้ดู ถ้าไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กายใจ นี้มันก็จะไม่มีความรู้สึกอะไร เหมือนกับว่าโลกนี้มันก็ไม่มีเท่านั้นแหละ

            

*งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติ ทรัพย์สินทางปัญญา ลิขสิทธิ์ของงานเขียนนี้ เป็นของผู้เขียน ซึ่งได้ให้เกียรติ วิชาการ.คอม ในการนำเผยแพร่ เรามีความยินดี หากท่านจะนำบทความนี้ เผยแพร่สู่คนวงกว้างขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อการศึกษา และไม่มีผลในเชิงธุรกิจ กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างถึงชื่อผู้เขียน และ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้ง ที่มีการทำซ้ำงานเขียนนี้ ห้ามนำงานเขียนนี้ หรือส่วนหนึ่งส่วนใด ทำการเผยแพร่ต่อ ในสื่อที่ดำเนินการเพื่อธุรกิจทุกรูปแบบ ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้เขียน ขอบคุณค่ะ ที่ช่วยร่วมกันสร้าง สังคมไทย ให้เป็นสังคมแห่งปัญญา

โดย อิศรา

 

กลับไปที่ www.oknation.net